บทสรุปวิธีการทำอุมเราะฮ์และข้อกำหนดต่างๆ
มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่นบีของเรา มุฮัมหมัด และแด่ประชาชาติของท่าน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านทุกคน ส่วนหลังจากนี้ นี่เป็นบทความสั้นๆ เกี่ยวกับขั้นตอนในการประกอบพิธีอุมเราะฮ์ ข้อกำหนด และมารยาทต่างๆ โดยเราได้พยายามอธิบายประเด็นต่างๆ ที่ผู้ประกอบพิธีอุมเราะฮ์จำเป็นต้องรู้ เราขอต่ออัลลอฮ์ โปรดทำให้บทความนี้เป็นงานที่บริสุทธิ์เพื่อพระพักตร์อันทรงเกียรติของพระองค์ และให้เกิดประโยชน์แก่บรรดามุสลิมทุกคน
บทสรุปวิธีการทำอุมเราะฮ์และข้อกำหนดต่างๆ
มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่นบีของเรา มุฮัมหมัด และแด่ประชาชาติของท่าน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านทุกคน
ส่วนหลังจากนี้
นี่เป็นบทความสั้นๆ เกี่ยวกับขั้นตอนในการประกอบพิธีอุมเราะฮ์ ข้อกำหนด และมารยาทต่างๆ โดยเราได้พยายามอธิบายประเด็นต่างๆ ที่ผู้ประกอบพิธีอุมเราะฮ์จำเป็นต้องรู้
เราขอต่ออัลลอฮ์ โปรดทำให้บทความนี้เป็นงานที่บริสุทธิ์เพื่อพระพักตร์อันทรงเกียรติของพระองค์ และให้เกิดประโยชน์แก่บรรดามุสลิมทุกคน
คณะกรรมการวิชาการโดยสถาบันบริการเนื้อหาอิสลามด้วยภาษานานาชาติ
คำนำ
ประการที่หนึ่ง: เงื่อนไขของอิบาดะฮ์ที่จะได้รับการตอบรับ
ทุกการอิบาดะฮ์จะไม่ได้รับการตอบรับจากอัลลอฮ์ ตะอาลา เว้นแต่ด้วยเงื่อนไขสองประการ คือ:
หนึ่ง: ความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งหมายความว่า เขาต้องทำอิบาดะฮ์นั้นด้วยเจตนาเพื่อหวังพระพักตร์ของอัลลอฮ์และชีวิตหลังความตายเท่านั้น ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: "และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำสิ่งอื่นใด นอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ โดยเป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง"[1] (ซูเราะฮ์ อัลบัยยินะฮ์ : 5) คือ ด้วยการเข้าหาพระองค์และเคารพสักการะต่อพระองค์ ขณะเดียวกันก็หันหลังให้กับทุกสิ่งนอกจากพระองค์เท่านั้น. ตัฟซีร อัสสะอ์ดีย์ (หน้า 538)
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงทุกๆ การงานจะขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกๆ คนจะได้รับ (การตอบแทน) ตามที่เขาได้เจตนาไว้" [2] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1) และมุสลิม (1907)
สอง: ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งคำพูดและการกระทำ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่ทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนาของเรา โดยสิ่งนั้นไม่ใช่มาจากศาสนาแต่อย่างใด สิ่งนั้นก็ถูกปฏิเสธ" และในอีกรายงานหนึ่งที่บันทึกโดยมุสลิม: (1718) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ใครก็ตามที่กระทำสิ่งใด ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของเรา ดังนั้นสิ่งนั้นจะถูกปฏิเสธ" [3]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2697) และมุสลิม (1718) [4]รายงานโดย มุสลิม (1718)
***
ประการที่สอง: หุกุม(ข้อตัดสิน)ของการเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำอุมเราะฮ์ และข้อกำหนดต่างๆ ของมัน
ผู้ใดที่ต้องการประกอบอิบาดะฮ์ใดก็ตาม จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้แบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่เกี่ยวกับอิบาดะฮ์นั้น เพื่อให้การกระทำของเขามีความสอดคล้องกับซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ส่งเสริมให้ผู้คนปฏิบัติตามและอยู่ในแนวทางของท่าน ดังที่ท่านมาลิก บิน อัลฮุวัยริษ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู รายงานว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกท่านจงละหมาดเหมือนที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด" [5]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (6008)
และท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า: "ฉันเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขว้างก้อนหินขณะที่กำลังขี่พาหนะในวันนะหัร และท่านก็กล่าวว่า: "พวกท่านจงเอาการประกอบพิธีฮัจญ์ของพวกเจ้า เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันจะได้ประกอบพิธีฮัจญ์หลังจากพิธีฮัจญ์ครั้งนี้ของฉันหรือไม่" [6]รายงานโดย มุสลิม (1297)
***
ประการที่สาม: ความประเสริฐของการทำอุมเราะฮ์
ความประเสริฐของการทำอุมเราะฮ์มีอยู่ 2 ประการ คือ ความประเสริฐทั่วไป และความประเสริฐเฉพาะ
ความประเสริฐทั่วไป คือ:
จากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "อุมเราะฮ์หนึ่งไปสู่อีกอุมเราะฮ์หนึ่งนั้น เป็นการชดใช้บาประหว่างทั้งสอง และฮัจญ์ที่ถูกตอบรับนั้น จะไม่มีรางวัลใด ๆ เป็นการตอบแทน นอกจากสวรรค์เท่านั้น" [7] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1773) และมุสลิม (1349)
จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกท่านจงสลับกันระหว่างฮัจญ์และอุมเราะฮ์ (ด้วยการต่อเนื่องกัน) เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะขจัดความยากจนและบาปออกไป ดังเช่นเตาเผา[2] ที่ขจัดสิ่งสกปรกออกจากเหล็ก ทอง และเงิน และไม่มีรางวัลตอบแทนใดๆ สำหรับฮัจญ์ที่ได้รับการตอบรับ นอกจากสวรรค์เท่านั้น" คือเตาเผาของช่างตีเหล็กและช่างทอง (อัตตัมฮีด โดย อิบนุ อับดิลบัรร์: 15/102) [9]รายงานโดย อัตติรมีซีย์ (810) และอันนะซาอีย์ (2631)
ส่วนความประเสริฐเฉพาะนั้น คือการทำอุมเราะฮ์ในเดือนรอมฎอน: ดังที่ท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "อุมเราะฮ์ในเดือนรอมฎอนเทียบเท่ากับการทำฮัจญ์กับฉัน [3]" กล่าวคือ เทียบเท่ากับการทำฮัจญ์พร้อมกับฉัน ดังที่กล่าวไว้ในอีกรายงานหนึ่ง
***
คุณลักษณะของอุมเราะห์
ประการที่หนึ่ง: ข้อกำหนดต่าง ๆ เกี่ยวกับมีกอต
มีกอต คือสถานที่ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กำหนดไว้เพื่อทำการครองอิห์รอมสำหรับผู้ที่ต้องการประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์
ดังนั้นผู้ใดที่เดินทางผ่านทางใดทางหนึ่งด้วยเจตนาเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ผู้นั้นจะต้องทำการครองอิห์รอมจากที่นั่น และไม่อนุญาตให้เขาผ่านไปโดยไม่ทำการครองอิห์รอม
และผู้ใดก็ตามที่อยู่ใกล้กับมักกะฮ์มากกว่ามีกอตเหล่านี้ แท้จริงมีกอตของพวกเขาก็คือสถานที่ตั้งของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาก็ตั้งเจตนาเข้าสู่การครองอิห์รอมจากสถานที่นั่นเพื่อการประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์
ส่วนชาวมักกะฮ์และผู้ที่ตั้งเจตนาอิห์รอมในแผ่นดินมักกะฮ์ ก็ให้พวกเขาทำการอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์จากมักกะฮ์ ส่วนการทำอุมเราะฮ์: ให้พวกเขาออกนอกเขตหะรอมแล้วทำการอิห์รอมจากที่นั่น เช่น ที่ตันอีม และสถานที่อื่นๆ ที่อยู่ในเขตหะลาล
ส่วนผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบิน ให้พวกเขาตั้งเจตนา (เนียะฮ์) เข้าสู่การอิห์รอม เมื่อเข้าสู่เขตมีกอต ดังนั้นควรเตรียมตัวและสวมเสื้อผ้าอิห์รอมก่อนที่จะตรงกับเขตของมีกอต และเมื่อไปถึงเขตของมีกอตแล้ว ก็ให้ตั้งเจตนา (เนียะฮ์) อิห์รอมทันที ไม่อนุญาตให้รอจนเครื่องบินลงจอดที่สนามบิน และเขาอาจระวังตัวด้วยการทำการตัลบิยะฮ์ก่อนเข้าเขตมีกอตเพราะกลัวพลาดต่ำแหน่งสำหรับการตัลบิยะฮ์เพราะความเร็วของเครื่องบิน
ประการที่สอง: ขั้นตอนและข้อกำหนดต่างๆ ของการครองอิห์รอม
สิ่งที่ต้องทำสำหรับผู้ที่ประสงค์จะครองอิห์รอมมีดังต่อไปนี้:
1- อาบน้ำ ซึ่งถือเป็นซุนนะฮ์มุอักกะดะฮ์(ที่กำชับ)สำหรับผู้ชายและผู้หญิง รวมถึงผู้หญิงที่มีประจำเดือนและนิฟาส
2- ใช้น้ำหอมที่ดีที่สุดที่หาได้ เช่น น้ำหอมจากไม้กฤษณา หรืออื่นๆ ลงบนผมและเครา และหากมีน้ำหอมที่ยังคงติดอยู่หลังจากเข้าอิห์รอมแล้วก็ไม่เป็นผลกระทบใดๆ ส่วนสำหรับผู้หญิงไม่อนุญาตให้ใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นหอม เพื่อไม่ให้ผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมได้สัมผัสกลิ่นหอมนั้นจากนาง
3- สวมชุดอิห์รอมซึ่งเป็นผ้าผืนบนและผืนล่าง และซุนนะฮ์ให้เป็นผ้าสีขาว สะอาด หรือเป็นผ้าที่ใหม่ ส่วนผู้หญิงสามารถทำการอิห์รอมด้วยชุดเสื้อผ้าทุกชนิดที่เธอต้องการ โดยไม่แสดงเครื่องประดับ แต่ห้ามสวมนิกอบ (ผ้าคลุมหน้า) และถุงมือ และเธออาจปิดหน้าและมือของเธอด้วยเสื้อผ้าอื่น (เช่น ผ้าหิญาบ ญิลบาบ โดยไม่ใช่นิกอบและถุงมือ)
4- ทำการครองอิห์รอมหลังจากละหมาดที่บัญญัติ ไม่ว่าละหมาดนั้นจะเป็นละหมาดฟัรฎู หรือละหมาดซุนนะฮ์ แต่ไม่ถือเป็นสิ่งที่วาญิบ
5- จากนั้นให้กล่าวว่า: "ลับไบกัลลอฮุมมะ อุมเราะฮ์" (ความว่า: โอ้ อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ตอบรับการเรียกของพระองค์ให้ทำอุมเราะฮ์แล้ว) และหากเขาทำอุมเราะฮ์ให้คนอื่น ก็ให้เขากล่าวว่า: "ลับไบกัลลอฮุมมะ อุมเราะตัน อัน ฟุลาน" (ความว่า: โอ้ อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ตอบรับการเรียกร้องของพระองค์ให้ทำอุมเราะฮ์แทนคนนั้น(ระบุชื่อ))
6-หากใครก็ตามที่ตั้งใจจะครองอิห์รอมแต่เกรงว่าจะมีบางสิ่งมาขัดขวางไม่ให้เขาประกอบพิธีอุมเราะฮ์ได้สำเร็จ แนะนำให้เขาตั้งเงื่อนไข ขณะที่ตั้งเจตนาครองอิห์รอม โดยกล่าวว่า:"ลับไบกัลลาฮุมมะ อุมรอตัน วะ อิน ฮะบาสานี ฮะบิซุน ฟะมาหัลลี หัยษุ ฮะบัสตะนีย์" (ความว่า: โอ้ อัลลอฮ์! ข้าพระองค์ตอบรับการเรียกร้องของพระองค์ในการทำอุมเราะฮ์ หากข้าพระองค์ถูกขัดขวางด้วยสิ่งใด ดังนั้นสถานที่ตะหัลลุลของฉัน คือที่ซึ่งพระองค์ได้กักขังฉันเอาไว้) หากเขาตั้งเงื่อนไขดังกล่าว แล้วเกิดบางสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เขาประกอบพิธีอุมเราะฮ์ได้สำเร็จ เขาสามารถออกจากอิห์รอมได้โดยไม่มีความผิดใดๆ สำหรับเขา
7- จากนั้นให้กล่าว "ตัลบิยะฮ์ให้บ่อยๆ: คือให้กล่าวว่า " ลับไบกัลลอฮุมมะลับไบก์ ลับไบกะลา ชะรีกะละกา ลับไบก์ อินนัลหัมดา วันนิมะตา ละกาวัลมุลกุ ลาชะรีกะลัก"[4] (ความว่า: ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้ อัลลอฮ์ ฉันตอบรับ ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ แท้จริงมวลการสรรเสริญ ความโปรดปราน และอำนาจล้วนเป็นของพระองค์ ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์) ผู้ชายควรเปล่งเสียงของเขาออกมา และผู้หญิงก็ควรทำเช่นเดียวกัน ตราบใดที่เธอไม่อยู่ต่อหน้าผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอม ผู้ที่อยู่ในการครองอิห์รอมควรกล่าวตัลบิยะฮ์บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปอีกสถานะหนึ่ง หรือเปลี่ยนจากเวลาหนึ่งไปอีกเวลาหนึ่ง เช่น เมื่อขึ้นที่สูงหรือลงไปยังที่ต่ำ หรือเมื่อเข้าสู่เวลากลางคืนหรือกลาววัน ความหมายของคำว่า "ลับไบกา" คือ เป็นการตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงถึงการตอบรับของบุคคลต่อการเรียกของพระผู้อภิบาลของเขา และความมั่นคงในการเชื่อฟังพระองค์ "แท้จริงมวลการสรรเสริญ ความโปรดปราน และอำนาจ เป็นของพระองค์" คำว่า "อัลหัมดุ" (มวลการสรรเสริญ) คือ การแสดงคุณลักษณะอันควรสรรเสริญที่สมบูรณ์แบบพร้อมด้วยความรักและการเคารพในความยิ่งใหญ่ แต่ถ้ากล่าวสรรเสริญซ้ำๆ กันก็จะกลายเป็นการสรรเสริญ ชมเชย คำว่า "วันนิอ์มะตา" (ความโปรดปราน) คือสิ่งที่อัลลอฮ์ประทานให้แก่บรรดาบ่าวของพระองค์ โดยทรงประทานสิ่งที่พวกเขาต้องการและปกป้องพวกเขาจากสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ คำว่า "วัลมุลก์" (อำนาจ) คือ อำนาจทั้งหมดเป็นของพระองค์ เพราะอัลลอฮ์ ตะอาลา คือผู้ทรงอำนาจเพียงผู้เดียว คำว่า"ลาชะรีกะลัก" (ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์) คือ ไม่มีใครเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ซึ่งสิ่งที่เป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ ซึ่งรวมไปถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์ในด้านอำนาจ การสร้าง การจัดการ และความเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ สรุปจากมัจมูอ์ ฟะตาวา วัรเราะซาอิล อัลอุษัยมีน (22/96)
การกล่าวตัลบิยะฮ์ถูกกำหนดไว้ในพิธีอุมเราะฮ์ โดยเริ่มตั้งแต่การอิห์รอมสิ้นสุดก่อนเริ่มเฏาะวาฟ
จำเป็นสำหรับมุห์ริม (ผู้ที่อยู่ในอิห์รอม) ต้องระมัดระวัง ด้วยการไม่ทำสิ่งต้องห้ามใดๆ ขณะครองอิห์รอมจนกว่าจะสิ้นสุดการครองอิห์รอม
ประการที่สาม: ลักษณะการเฏาะวาฟ
เมื่อมุห์ริม (ผู้ที่อยู่ในอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีอุมเราะฮ์หรือฮัจญ์) เข้าไปในมัสยิดหะรอม ซุนนะฮ์ให้ก้าวเท้าขวาเข้าไปก่อน และกล่าวดุอาอ์เข้ามัสยิด และบทดุอาอ์ที่ถูกต้องที่สุดที่มีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ "อัลลอฮุมมัฟตะฮ์ ลี อับวาบาเราะห์มาติก" (ความว่า: โอ้อัลลอฮ์ โปรดเปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์ให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด) บทดุอาอ์นี้ควรกล่าวเมื่อเข้าทุกแห่ง และไม่ได้เจาะจงเฉพาะมัสยิดหะรอมเท่านั้น
เมื่อเขาต้องการที่จะเริ่มทำการตอวาฟ เขาต้องหยุดการตัลบิยะฮ์ทันที และทำการอิฏฏิบาอ์ คือให้วางส่วนกลางของผ้าอิห์รอมไว้ใต้รักแร้ขวา และให้ปลายทั้งสองของผ้านั้นคลุมบนไหล่ซ้าย เมื่อเสร็จจากการตอวาฟแล้ว ก็ทำให้ผ้าอิห์รอมนั้นกลับสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนการเฏาะวาฟ เนื่องจากการอิฏฏิบาอ์นั้นจะทำได้เฉพาะช่วงตอวาฟเท่านั้น
จากนั้นเขาก็ไปที่หินดำโดยแตะด้วยมือขวาและจูบมัน แต่หากเขาไม่สามารถจูบมันได้ ก็ให้สัมผัสมันด้วยมือแล้วจูบมือของเขา และหากเขาไม่สามารถสัมผัสมันด้วยมือของเขาได้ เขาก็สามารถสัมผัสมันด้วยสิ่งใดก็ได้ที่เขามี เช่น ไม้เท้าแล้วก็จูบสิ่งนั้นที่สัมผัสกับหินดำ และหากทำไม่ได้ ก็ให้เขาหันหน้าไปที่หินดำและทำการแบมือไปทางหินดำโดยไม่ต้องจูบมือ และที่ดีที่สุดคือไม่ทำให้เกิดการเบียดเสียดกัน ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และอาจได้รับอันตรายจากผู้อื่นได้
และขณะที่กำลังสัมผัสหินดำหรือให้สัญญาณด้วยการแบมือนั้น ให้กล่าวว่า: "อัลลอฮุอักบัร" (อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด)
จากนั้นให้เดินไปทางขวา โดยให้กะอ์บะฮ์อยู่ทางซ้ายของเขา และเมื่อเดินไปถึงมุมยะมานีย์ ก็ให้สัมผัสมัน โดยไม่ต้องจูบมัน แต่ถ้ามันเป็นการยากที่จะทำ ก็ไม่ควรเบียดเสียดผู้อื่น และไม่ต้องแบมือเป็นสัญลักษณ์ไปยังมุมนั้น
และเมื่ออยู่ระหว่างมุมยะมานีย์กับหินดำ ให้กล่าวว่า: "รอบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา หะซานะฮ์ วะฟิลอาคิเราะติ หะซานะฮ์ วะกินา อะซาบันนาร์ " (ความว่า: โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา ขอประทานสิ่งที่ดีให้แก่เราในโลกนี้ และความดีในปรโลก และโปรดปกป้องพวกเราจากการลงโทษแห่งไฟนรก)
และทุกครั้งที่เดินผ่านหินดำ ก็ให้แบมือเป็นสัญลักษณ์ไปทางหินดำพร้อมกับกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" (อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด)
และอื่นจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เขาสามารถที่จะอ่านสิ่งที่เขาต้องการได้ เช่น การซิกรุลลอฮ์ ขอดุอาอ์ และอ่านอัลกุรอาน
และตามซุนนะฮ์แล้วนั้นให้เดินเร็ว (รัมล์) ในช่วงสามรอบแรกเท่านั้น คำว่า "รัมล์" คือการเดินเร็วด้วยการก้าวสั้นๆ ส่วนในสี่รอบที่เหลือไม่มีการรัมล์ แต่ให้เดินตามปกติ
เมื่อเสร็จสิ้นจากการเฏาะวาฟแล้ว ก็จะมุ่งไปยังมะกอมอิบรอฮีม พร้อมกับอ่านว่า: (วัตตะคิซู มิน มะกอมิ อิบรอฮีมะ มุศอลลา) (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 125) จากนั้นก็ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังมะกอมหากมีความสะดวก แต่ถ้าไม่มีความสะดวก ก็จงทำการละหมาด ณ ที่ใดก็ได้ในมัสยิด โดยอ่านในร็อกอะฮ์แรกหลังจากซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์: (กุลยา อัยยุฮัลกาฟิรูน) (ซูเราะฮ์ อัลกาฟิรูน : 1) และในร็อกอะฮ์ที่สองหลังจากซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ให้อ่าน: (กุลฮุวัลลอฮุ อะหัด) (ซูเราะฮ์ อัลอิคลาศ : 1)
ประการที่สี่: ลักษณะการสะแอ
เมื่อเสร็จสิ้นจากการตอวาฟและละหมาดสองร็อกอะฮ์แล้ว ก็ออกไปยังสถานที่สะแอ เมื่อเข้าใกล้ภูเขาเศาะฟา ก็จงอ่าน: (อินนัศเศาะฟา วัลมัรวะตา มิน ชะอาอิรัลลาฮ์) (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 158) จากนั้นก็กล่าวว่า:"อับดะอุ บิมา บะดะอัลลอฮ์ บิฮี" (ความว่า: ฉันเริ่มต้นด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้เริ่มต้นไว้) "ฉันขอเริ่มต้นด้วยกับที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงเริ่มด้วยมัน"[12] [12]รายงานโดย มุสลิม (1218)
จากนั้นก็ให้ขึ้นไปยังภูเขาเศาะฟาจนกระทั่งเห็นกะอ์บะฮ์หรือทิศทางของกะอ์บะฮ์ ก็ให้หันหน้าไปทางกะอ์บะฮ์ พร้อมกับกล่าวคำเตาฮีดและกล่าวตักบีร โดยกล่าวว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะห์ดะฮู ลาชะรีกะละฮู ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมดุ วะฮุวา อะลา กุลลิชัยอิน เกาะดีร ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะห์ดะฮ์ อันญะซาวะอ์ดะฮ์ วะนะศอรออับดะฮ์ วะ ฮะซะมัลอะห์ซาบะวะห์ดะฮ์" (ความว่า: ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์องค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจเป็นของพระองค์ การสรรเสริญทั้งหมดเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์พระององค์ผู้เดียว พระองค์ทรงทำตามสัญญา ทรงให้การช่วยเหลือแก่บ่าวของพระองค์ และทรงเอาชนะบรรดาพันธมิตรด้วยพระองค์เพียงผู้เดียว) ให้กล่าวสามครั้ง และขอดุอาอ์ในระหว่างนั้น "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจทั้งหมดเป็นของพระองค์ และการสรรเสริญทั้งมวลเป็นของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงทำให้สัญญาของพระองค์สำเร็จ ทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ และทรงปราบปรามฝ่ายทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียว" จากนั้น ท่านได้วิงวอนขอดุอาอ์ระหว่างนั้น ท่านได้กล่าวเช่นนี้สามครั้ง [13] [13] รายงานโดย มุสลิม (1218)
จากนั้นจึงลงจากเศาะฟาสู่มัรวะฮ์ด้วยการเดินปกติ เมื่อถึงจุดไฟสีเขียวก็ให้วิ่งเหยาะ ๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อถึงจุดสิ้นสุดไฟสีเขียวก็ให้เดินปกติ และไม่อนุญาติวิ่งเหยาะๆ สำหรับผู้หญิง
เมื่อมาถึงมัรวะฮ์แล้ว ก็ให้ทำเหมือนอย่างที่เขาทำไว้ที่เศาะฟา (ย่อหน้าที่ 2)
จากนั้นก็ลงจากมัรวะฮ์สู่เศาะฟาด้วยการเดินปกติ เมื่อถึงจุดไฟสีเขียวก็ให้วิ่งเหยาะๆ อย่างรวดเร็ว และเมื่อถึงจุดสิ้นสุดไฟสีเขียวก็ให้เดินปกติ
และให้ทำเช่นนั้นต่อไปจนครบ 7 เที่ยว โดยนับการเดินจากเศาะฟาไปมัรวะฮ์เป็น 1 เที่ยว และการเดินกลับจากมัรวะฮ์ไปยังเศาะฟาเป็น 1 เที่ยว
และระหว่างสะแอนั้น สามารถขอดุอาอ์ ซิกรุลลอฮ์ หรืออ่านอัลกุรอานได้ตามต้องการ
ประการที่ห้า: การโกนผมและตัดผมให้สั้น
เมื่อผู้ประกอบพิธีอุมเราะฮ์เสร็จสิ้นการตอวาฟและสะแอแล้ว เขาต้องโกนหรือตัดผมให้สั้นลง หากเขาเป็นผู้ชาย และซุนนะฮ์ให้ทำการโกนหรือตัดให้สั้นนั้น ให้ทั่วทุกส่วนของศีรษะ
และการโกนดีกว่าการตัด ยกเว้นเมื่อเวลาการประกอบพิธีฮัจญ์ใกล้เข้ามาซึ่งผมอาจไม่ทันยาว ในกรณีเช่นนี้ การตัดผมให้สั้นลงดีกว่า
ในส่วนของผู้หญิงก็เพียงแค่ตัดปลายผมเพียงข้อนิ้วเดียวเท่านั้น
สิ่งที่ไม่อนุญาตทำระหว่างการครองอิห์รอม
สิ่งที่ไม่อนุญาตทำระหว่างการครองอิห์รอม มีดังต่อไปนี้:
1- การโกน ตัด หรือถอนไม่ว่าจะเป็นผม หรือขนจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
2- การตัดเล็บทั้งหมดหรือบางส่วนจากเท้าหรือมือ
3- การคลุมศีรษะด้วยการติดกับศีรษะโดยตรง เช่น หมวก ผ้าคลุมหัว ผ้าโพกหัว หรือการวางผ้าคลุมบนศีรษะ หรือใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าห่ม กระดาษแข็ง หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นการคลุมศีรษะ ข้อห้ามนี้มีไว้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้หญิง
4- การสวมเสื้อผ้าทั่วไป เช่น ชุดคลุม กางเกง เสื้อ ถุงเท้า และถุงมือ ข้อห้ามนี้เฉพาะสำหรับผู้ชายเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้หญิง ส่วนผู้หญิงนั้น ไม่อนุญาตทำสิ่งต่อไปนี้เท่านั้น:
- การสวมนิกอบ บุรกุอ์ หรือผ้าคลุมหน้าที่คล้ายกับนิกอบ แต่อย่างไรก็ตาม เธอต้องปิดหน้าของเธอต่อหน้าผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมด้วยผ้าปิดหน้าปกติ แม้ว่าผ้าปิดหน้าจะสัมผัสใบหน้าของเธอก็ตาม และไม่อนุญาตให้สวมที่คาดศรีษะหรือสิ่งที่คล้ายกันเพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าปิดหน้าสัมผัสใบหน้าของเธอ เนื่องจากไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่า มีการอนุญาตให้เธอสามารถสวมสิ่งนั้นได้
- สวมถุงมือ แต่เธอต้องปิดมือของเธอต่อหน้าผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมโดยวางไว้ในเสื้อคลุมของเธอ
5- ฉีดน้ำหอมบนร่างกายหรือบนชุดอิห์รอม
6- ฆ่าหรือล่าสัตว์ป่า แม้ว่าจะไม่ได้ฆ่าก็ตาม
7- การคิตบะฮ์ (ขอแต่งงาน) ไม่ว่าจะขอให้แก่ตัวเองหรือให้ผู้อื่น
8- จัดการแต่งงาน
9- การสัมผัสกันที่ไม่ถึงขั้นร่วมเพศ เช่น การจูบ การกอด ด้วยความใคร่
10- การมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งก็คือการสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศ
สรุปการประกอบพิธีอุมเราะฮ์ (ไว้บนปกหรือหน้าสุดท้าย)
การอาบน้ำ
การใช้น้ำหอม
การสวมใส่ชุดอิห์รอม
การอิห์รอม คือการตั้งเจตนาเพื่อเริ่มการประกอบพิธีอุมเราะฮ์หรือฮัจญ์
การตัลบียะฮ์
การเฏาะวาฟรอบกะอ์บะฮ์
การละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังมะกอมอิบรอฮีม
การสะแอระหว่างศอฟาและมัรวะฮ์
การโกนหรือตัดผมให้สั้น และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ดียิ่ง ขออัลลอฮ์ประทานพรอันประเสริฐและความสันติแด่นบีของเรา นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม