Skip to content
การตรวจสอบยืนยันและอธิบายให้กระจ่างในประเด็นปัญหาต่างๆ มากมายเกี่ยวกับหัจญ์ อุมเราะฮ์ และการเยี่ยมเยือน ตามแนวทางของอัลกิตาบและอัซซุนนะฮ์

การตรวจสอบยืนยันและอธิบายให้กระจ่างในประเด็นปัญหาต่างๆ มากมายเกี่ยวกับหัจญ์ อุมเราะฮ์ และการเยี่ยมเยือน ตามแนวทางของอัลกิตาบและอัซซุนนะฮ์

หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายถึงบทบัญญัติของการประกอบพิธีหัจญ์ อุมเราะฮ์ และการเยี่ยมเยือน ตามแนวทางของอัลกิตาบและอัซซุนนะฮ์ โดยได้ชี้แจงถึงสิ่งที่เป็นวาญิบจำเป็นต้องปฏิบัติในการประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะฮ์ ข้อห้ามต่างๆ ขณะครองอิห์รอม และมารยาทต่างๆ ในการเยี่ยมเยือนมัสยิดอันนะบะวีย์ พร้อมทั้งตักเตือนให้ระวังจากอุตริกรรม (บิดอะฮ์) ในศาสนพิธีเหล่านี้

Language: lang_th
Prepared by: อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ์ บิน บาซ
Version: 3.1

การตรวจสอบยืนยันและอธิบายให้กระจ่างในประเด็นปัญหาต่างๆ มากมายเกี่ยวกับหัจญ์ อุมเราะฮ์ และการเยี่ยมเยือน ตามแนวทางของอัลกิตาบและอัซซุนนะฮ์

โดยชัยค์

อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ์ บิน บาซ

คำนำผู้เขียน

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก รางวัลผลตอบแทนที่ดีในบั้นปลายย่อมเป็นของบรรดาผู้ยำเกรง ขอพรและความสันติสุขจงมีแด่บ่าวและศาสนทูตของพระองค์ มุฮัมมัด และวงศ์วานของท่าน ตลอดจนบรรดาสาวกของท่านโดยพร้อมเพรียงกัน

อนึ่ง

นี่เป็นบทความสั้นๆ เกี่ยวกับฮัจญ์ ซึ่งอธิบายถึงความประเสริฐและมารยาทต่างๆ ของมัน สิ่งที่ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเพื่อไปประกอบพิธีควรปฏิบัติ ตลอดจนประเด็นปัญหาที่สำคัญจำนวนมากเกี่ยวกับฮัจญ์ อุมเราะฮ์ และการเยี่ยมเยียนอย่างสรุปและชัดเจน ซึ่งข้าพเจ้าได้พยายามคัดสรรเนื้อหาจากสิ่งที่ระบุไว้ในคัมภีร์ของอัลลอฮ์และสุนนะฮ์ของท่านเราะสูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยข้าพเจ้าได้รวบรวมขึ้นเพื่อเป็นคำตักเตือนแก่บรรดามุสลิม และเพื่อปฏิบัติตามดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: และจงตักเตือนเถิด เพราะแท้จริงการตักเตือนนั้นจะให้ประโยชน์แก่บรรดาผู้ศรัทธา [ซูเราะฮ์ อัซซาริยาต : 55 ], และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "และจงรำลึกขณะที่อัลลอฮ์ทรงรับเอาพันธสัญญาจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ว่า “แท้จริง พวกเจ้าควรอธิบายเนื้อหาของคัมภีร์แก่ผู้คนทั้งหลาย และพวกเจ้าไม่ควรปิดบังมัน..." (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 187) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "...และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรมและความยำเกรง..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 2)

และในหะดีษที่ถูกต้อง จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า: “ศาสนานั้นคืออัลนะศีหะฮ์ (การตักเตือนด้วยความบริสุทธิ์ใจ)” (ท่านนบีได้กล่าวซ้ำสามครั้ง) ได้มีชายผู้หนึ่งถามว่า: เพื่อใคร โอ้ ศาสนทูตของอัลลอฮ์? ท่านตอบว่า: เพื่ออัลลอฮ์ เพื่อคัมภีร์ของพระองค์ เพื่อศาสนทูตของพระองค์ เพื่อบรรดาผู้นำมุสลิม และเพื่อบรรดามุสลิมทั่วไป” [1]. [1] รายงานโดย มุสลิม (55)

บันทึกโดยอัฏฏ็อบรอนีย์ จากหุซัยฟะฮ์ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: «ผู้ใดไม่ใส่ใจในกิจการของชาวมุสลิม ดังนั้นเขาผู้นั้นไม่ใช่พวกของพวกเขา และผู้ใดที่ไม่ได้เป็นผู้มีความจริงใจทั้งในยามเช้าและยามเย็นต่ออัลลอฮ์ ต่อศาสนทูตของพระองค์ ต่อคัมภีร์ของพระองค์ ต่อผู้นำของเขา และต่อบรรดามุสลิมโดยทั่วไป ดังนั้นเขาผู้นั้นไม่ใช่พวกของพวกเขา» [2] [2] รายงานโดย อัฏฏ็อบรอนีย์ในหนังสืออัลเอาศ็อต (7469)

เราขอต่ออัลลอฮ์ โปรดให้งานชิ้นนี้ยังประโยชน์แก่ข้าพเจ้าและบรรดามุสลิม และโปรดทำให้ความอุตสาหะในงานชิ้นนี้เป็นการงานที่บริสุทธิ์เพื่อพระพักตร์อันทรงเกียรติของพระองค์ และเป็นเหตุให้ได้รับความสำเร็จ ณ ที่พระองค์ ในสวนสวรรค์อันเปี่ยมสุข แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงตอบรับ และพระองค์นั้นทรงเป็นผู้ที่เพียงพอแก่เรา และทรงเป็นผู้ดูแลกิจการอันยอดเยี่ยม

บท

บรรดาหลักฐานที่ชี้ถึงความจำเป็นของการประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะฮ์ และการรีบเร่งในการปฏิบัติทั้งสอง

เมื่อได้ทราบดังนี้แล้ว ก็จงรู้ไว้เถิด - ขออัลลอฮ์ทรงประทานความสำเร็จแก่ฉันและพวกท่านในการรู้จักสัจธรรมและปฏิบัติตาม - ว่าแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงบังคับแก่ปวงบ่าวของพระองค์ให้ประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์อัลหะรอม และได้ทรงให้การทำหัจญ์นั้นเป็นหลักการข้อหนึ่งของอิสลาม อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และเพื่ออัลลอฮ์นั้น เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งหลายที่จะต้องประกอบพิธีฮัจญ์ ณ บ้านหลังนั้น สำหรับผู้ที่สามารถหาหนทางไปถึงได้ และผู้ใดปฏิเสธศรัทธา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงไม่ต้องการพึ่งพาผู้ใดจากสากลโลก" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 97)

และในเศาะฮีหัยน์ จากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อิสลามถูกวางรากฐานไว้บนห้าประการ คือ การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์ และมุหัมมัดนั้นคือเราะสูลของอัลลอฮ์ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์” [3]. [3]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (8) และมุสลิม (16)

และสะอีดได้รายงานไว้ในสุนันของท่าน จากอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านกล่าวว่า: "แท้จริงฉันตั้งใจว่าจะส่งคนไปยังหัวเมืองเหล่านี้ เพื่อตรวจสอบทุกคนที่มีความสามารถ[4] แต่ยังไม่ได้ประกอบพิธีหัจญ์ เพื่อที่จะได้เรียกเก็บญิซยะฮ์จากพวกเขา พวกเขาหาใช่มุสลิมไม่, พวกเขาหาใช่มุสลิมไม่[5]" [4] หมายถึง ความกว้างขวางในทรัพย์สิน [5] ระบุไว้ในหนังสือ ญามิอุลอะหาดีษ (31221) ว่ามาจากสุนันของสะอีด บิน มันศูร แต่ข้าพเจ้าไม่พบในฉบับที่มีอยู่

และมีรายงานจากท่านอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านกล่าวว่า: "ผู้ใดที่มีความสามารถในการประกอบพิธีหัจญ์แล้วละทิ้งมัน ก็ไม่เป็นอะไรสำหรับเขาแล้ว ว่าเขาจะเสียชีวิตในสภาพของชาวยิวหรือชาวคริสต์ก็ตาม" [6] [6] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ (812)

และจำเป็นสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ประกอบพิธีหัจญ์ในขณะที่เขามีความสามารถ ที่จะต้องรีบเร่งไปปฏิบัติ เนื่องจากมีรายงานจากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮ์อันฮุมา ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: «พวกท่านจงรีบเร่งไปทำหัจญ์เถิด - หมายถึงหัจญ์ที่เป็นฟัรฎู - เพราะแท้จริงคนหนึ่งในหมู่พวกท่านย่อมไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดมาขัดขวางเขา» [7]. [7] รายงานโดย อบูดาวูด (1732)

และเนื่องจากการประกอบพิธีหัจญ์เป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติโดยทันทีสำหรับผู้ที่มีความสามารถ เพราะความหมายที่ปรากฏชัดในคำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: "และเพื่ออัลลอฮ์นั้น เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งหลายที่จะต้องประกอบพิธีฮัจญ์ ณ บ้านหลังนั้น สำหรับผู้ที่สามารถหาหนทางไปถึงได้ และผู้ใดปฏิเสธศรัทธา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงไม่ต้องการพึ่งพาผู้ใดจากสากลโลก" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 97) และคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในคุฏบะฮ์ของท่านที่ว่า: “โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดให้การทำหัจญ์เป็นฟัรฎู (ข้อบังคับ) แก่พวกท่านแล้ว ดังนั้นพวกท่านจงทำหัจญ์เถิด” [8] [8] รายงานโดย มุสลิม (1337)

มีหะดีษหลายบทที่บ่งชี้ถึงการเป็นวาญิบของการประกอบพิธีอุมเราะฮ์ ส่วนหนึ่งคือ:

คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในคำตอบของท่านแก่ญิบรีล เมื่อท่านถูกถามเกี่ยวกับอิสลาม ท่านตอบว่า: «อิสลามคือการที่ท่านต้องกล่าวคำปฏิญานว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะอันนะ มุหัมมะดัน เราะสูลุลลอฮฺ” (แปลว่า ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริง–ที่สมควรแก่การอิบาดะฮ์-นอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดนั้น คือ ศาสนฑูตของพระองค์), และท่านต้องดำรงไว้ซึ่งการละหมาด, ท่านต้องจ่ายซะกาต, ท่านต้องประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยตุลลาฮ์และประกอบพิธีอุมเราะฮ์, ท่านต้องอาบน้ำชำระล้างจากภาวะญะนาบะฮ์, ท่านต้องอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์, และท่านต้องถือศีลอดในเดือนรอมฎอน» [9] บันทึกโดย อิบนุ คุซัยมะฮ์ และอัดดารุกุฏนีย์, โดยการรายงานของท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ, และอัดดารุกุฏนีย์ กล่าวว่า: นี่คือสายรายงาน ที่มั่นคงและถูกต้อง [9] รายงานโดย อิบนุคุซัยมะฮ์ (1)

และหนึ่งในนั้นคือหะดีษท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่านางได้กล่าวว่า: “โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์, สำหรับผู้หญิงมีการญิฮาดที่จำเป็นหรือไม่?” ท่านตอบว่า: “สำหรับพวกนางนั้นมีการญิฮาดที่ไม่มีการสู้รบอยู่ในนั้น: คือฮัจญ์และอุมเราะฮ์” [10] บันทึกโดย อะห์มัด และอิบนุมาญะฮ์ ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง [10]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1520)

การทำฮัจญ์และการทำอุมเราะฮ์นั้นไม่เป็นวาญิบนอกจากเพียงครั้งเดียวในชีวิต เนื่องจากคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในหะดีษที่เศาะฮีห์ว่า: “การประกอบพิธีหัจญ์ภาคบังคับ คือเพียงครั้งเดียวในชีวิต หากผู้ใดกระทำมากกว่านั้น ก็ถือว่าเป็นการสมัครใจ” [11] [11] รายงานโดย อันนะซาอีย์ (2620)

และเป็นสุนนะฮ์ให้มีการทำหัจญ์และอุมเราะห์โดยสมัครใจให้บ่อยครั้ง เนื่องด้วยมีหลักฐานปรากฏในเศาะฮีห์ทั้งสอง จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "การทำอุมเราะห์หนึ่งถึงอีกอุมเราะห์หนึ่งนั้น เป็นการลบล้างความผิดระหว่างกัน และหัจญ์ที่ถูกตอบรับนั้น ไม่มีผลตอบแทนใดนอกจากสวนสวรรค์เท่านั้น"[12] [12]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1773) และมุสลิม (1349)

บท

ความจำเป็นในการกลับใจจากบาปและการออกจากความอธรรมทั้งหลาย

เมื่อมุสลิมตั้งใจจะเดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์: ส่งเสริมให้เขาสั่งเสียครอบครัวและมิตรสหายให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงฤทธานุภาพ ซึ่งก็คือการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์ และการละเว้นจากข้อห้ามของพระองค์

และสมควรที่เขาจะจดบันทึกทรัพย์สินและหนี้สินของตน พร้อมทั้งให้มีพยานรับรู้ในเรื่องนั้น และจำเป็นที่เขาจะต้องรีบเร่งในการสำนึกผิดอย่างจริงใจจากบาปทั้งปวง ตามดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: "และพวกเจ้าจงหันเข้าหาอัลลอฮ์ด้วยการสำนึกผิดร่วมกัน โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ" (ซูเราะฮ์ อันนูร : 31)

แก่นแท้ของการสำนึกผิดคือ: การละทิ้งบาปทั้งหลายและเลิกกระทำมัน, การรู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว, และการตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปทำมันอีก, และหากเขามีการอธรรมต่อผู้อื่นในเรื่องชีวิต ทรัพย์สิน หรือเกียรติยศ ก็ให้คืนสิทธิ์เหล่านั้นแก่พวกเขา หรือขออภัยจากพวกเขาก่อนการเดินทางของเขา; เนื่องจากมีรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวว่า: «ผู้ใดที่เขามีการอธรรมต่อพี่น้องของเขาในเรื่องทรัพย์สินหรือเกียรติ์ศักดิ์ศรี เขาก็จงไปขออภัย(ฮะลาล)กับเขาเสียแต่ในวันนี้เถิด ก่อนที่ถึง(วัน)ที่ไม่มีทองไม่มีเงิน หากเขามีความดีใดๆ อยู่ ก็จะถูกเอาไปจากเขาตามปริมาณที่เขาได้ไปอธรรมไว้ แต่หากเขาไม่มีความดีใดอีก จะถูกเอาบาปจากคู่กรณีของเขาแล้วให้เขาแบกรับมันไว้แทน» [13]. [13] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2449)

พึงเลือกค่าใช้จ่ายที่ดีจากทรัพย์สินที่หะลาลสำหรับการทำหัจญ์และอุมเราะฮ์ของเขา เนื่องจากมีรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านกล่าวว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา นั้นทรงดี พระองค์จะไม่ทรงรับสิ่งใด ๆ นอกจากสิ่งที่ดี" [14] [14] รายงานโดย มุสลิม (1015)

ท่านอัฏเฏาะบะรอนีย์ได้รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: «เมื่อคน ๆ หนึ่งออกเดินทางเพื่อประกอบพิธีหัจญ์ด้วยค่าใช้จ่ายที่ดีงาม และวางเท้าของเขาลงในโกลน(ที่เหยียบเท้าของอานพาหนะ) แล้วเขาก็กล่าวขานว่า: ลับบัยกัลลอฮุมมะ ลับบัยก์(ข้าพระองค์ขานรับแล้ว โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขานรับแล้ว), ก็จะมีผู้เรียกจากฟากฟ้าเรียกเขาว่า: ลับบัยกะ วะสะอ์ดัยก์(ข้าพระองค์ขานรับแล้ว โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขานรับแล้ว), เสบียงของท่านเป็นหะลาล, พาหนะของท่านเป็นหะลาล, และหัจญ์ของท่านเป็นที่ตอบรับและปราศจากบาป, และเมื่อคน ๆ หนึ่งออกเดินทางด้วยค่าใช้จ่ายที่ชั่วร้าย แล้ววางเท้าของเขาลงในโกลน และกล่าวขานว่า: ลับบัยกัลลอฮุมมะ ลับบัยก์(ข้าพระองค์ขานรับแล้ว โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขานรับแล้ว), ก็จะมีผู้เรียกจากฟากฟ้าเรียกเขาว่า: ลา ลับบัยกะ วะลา สะอ์ดัยก์(ไม่มีการขานรับแก่ท่าน และไม่มีความสุขใด ๆ สำหรับท่าน), เสบียงของท่านเป็นหะรอม, ค่าใช้จ่ายของท่านเป็นหะรอม, และหัจญ์ของท่านไม่เป็นที่ตอบรับ» [15]. [15] รายงานโดย อัฏฏ็อบรอนีย์ในหนังสืออัลกะบีร (2989).

ผู้ประกอบพิธีหัจญ์สมควรที่จะไม่พึ่งพาสิ่งที่อยู่ในมือของผู้คน และละเว้นจากการขอจากพวกเขา เนื่องจากคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: «และผู้ใดที่พยายามรักษาตนให้บริสุทธิ์ อัลลอฮ์ก็จะทรงทำให้เขาบริสุทธิ์ และผู้ใดที่พยายามทำตนให้พอเพียง อัลลอฮ์ก็จะทรงทำให้เขาพอเพียง» [16]. [16]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1427) และมุสลิม (1035)

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: «ชายคนหนึ่งจะยังคงขอจากผู้คน จนกระทั่งเขามาในวันกิยามะฮ์โดยที่ใบหน้าของเขาไม่มีเนื้อเหลืออยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว» [17] [17]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1474) และมุสลิม (4040)

จำเป็นสำหรับผู้ประกอบพิธีหัจญ์ต้องตั้งเจตนาในการทำหัจญ์และอุมเราะฮ์ของเขาเพื่อหวังต่อพระพักตร์ของอัลลอฮ์และวันปรโลก และการแสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ด้วยคำพูดและการกระทำที่พระองค์ทรงพอพระทัยในสถานที่อันทรงเกียรติเหล่านั้น และต้องระมัดระวังอย่างที่สุดจากการตั้งเจตนาในการทำหัจญ์ของเขาเพื่อโลกดุนยาและวัตถุทางดุนยา หรือการโอ้อวด การต้องการให้ผู้อื่นพูดถึง และการโอ้อวดในเรื่องนั้น เพราะสิ่งนั้นเป็นเจตนาที่น่ารังเกียจที่สุด และเป็นสาเหตุให้การงานสูญสลายและไม่ถูกตอบรับ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "ผู้ใดปรารถนาการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และความเพริศแพร้วของมัน เราก็จะตอบแทนให้พวกเขาอย่างครบถ้วน ซึ่งการงานของพวกเขาในโลกนี้เท่านั้น และพวกเขาจะไม่ถูกริดรอนในการงานนั้นแต่อย่างใด ชนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนอันใดในวันอาคิเราะฮ์ นอกจากไฟนรก และสิ่งที่พวกเขาได้ประกอบไว้ในโลกดุนยาก็จะไร้ผลและสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ก็จะสูญเสียไป" (ซูเราะฮ์ ฮูด : 15-16)

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "ผู้ใดปรารถนาความสุขแห่งชีวิตชั่วคราว (ในโลกนี้) เราก็จะเร่งให้เขาได้รับมัน ตามที่เราประสงค์แก่ผู้ที่เราปรารถนา ภายหลังจากนั้นเราได้สร้างนรกญะฮันนัมไว้สำหรับเขา โดยที่ไฟของมันจะลุกโชน เขาจะเข้าไปอย่างถูกเหยียดหยามถูกขับไส และผู้ใดที่ปรารถนาชีวิตหลังความตายและพยายามเพื่อมันอย่างเต็มที่ในขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ชนเหล่านั้นการพยายามของพวกเขาจะได้รับการขอบคุณ" (ซูเราะฮ์ อัลอิสรออ์ : 18-19)

และมีหะดีษที่ถูกต้อง โดยที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ฉันเป็นผู้ที่มั่งคั่งที่สุดในหมู่หุ้นส่วนจากการตั้งภาคี ผู้ใดกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเขาตั้งภาคีกับฉันในสิ่งนั้น ฉันจะทิ้งเขาและ(ทิ้ง)การตั้งภาคีของเขา" [18] [18] รายงานโดย มุสลิม (2985)

และเขาก็ควรคบหาคนดีที่เป็นผู้มีความภักดี ความยำเกรง และความเข้าใจในศาสนาเป็นเพื่อนร่วมทาง และควรระวังการคบหากับคนโง่เขลาและคนชั่ว

เขาควรเรียนรู้บทบัญญัติศาสนาในการทำหัจญ์และอุมเราะฮ์ของเขา และทำความเข้าใจในเรื่องนั้น และถามในสิ่งที่เขาสงสัย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน เมื่อเขาขึ้นขี่สัตว์พาหนะ รถยนต์ เครื่องบิน หรือพาหนะอื่นๆ สนับสนุนให้เขากล่าวพระนามของอัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา และกล่าวสรรเสริญพระองค์ จากนั้นกล่าวตักบีรสามครั้ง และกล่าวว่า: "มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงให้พาหนะนี้เป็นความสะดวกแก่เรา และเรานั้นไม่สามารถจะควบคุมมันได้ และแท้จริงเราจะต้องเป็นผู้ที่กลับไปยังพระผู้อภิบาลของเราอย่างแน่นอน" (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุครุฟ : 13-14)

«โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอต่อพระองค์ให้การเดินทางครั้งนี้มีความดี ความยำเกรง และให้มีการงานที่พระองค์ทรงพอพระทัย โอ้อัลลอฮ์โปรดให้ความสะดวกแก่เราในการเดินทางครั้งนี้ และโปรดม้วนความไกลของมัน (ให้ใกล้ขึ้น) โอ้อัลลอฮ์พระองค์โปรดทรงเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง และโปรดทรงเป็นผู้ดูแลครอบครัว โอ้อัลลอฮ์ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความตรากตรำของการเดินทาง และสภาพที่เลวร้าย และให้พ้นจากการที่ต้องกลับไปพบสิ่งเลวร้ายที่เกิดแก่ทรัพย์สิน ครอบครัว» [19] เนื่องจากมีรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม โดยอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ จากหะดีษของอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา [19] รายงานโดย มุสลิม (1342)

และให้เขาทำการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ขออภัยโทษ วิงวอนต่ออัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา นอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์ และอ่านอัลกุรอานพร้อมพิจารณาใคร่ครวญในความหมายของอัลกุรอานให้มากๆ ในระหว่างการเดินทางของเขา และให้เขารักษาการละหมาดในรูปแบบของญะมาอะฮ์ และให้เขารักษาลิ้นของเขาจากการพูดในสิ่งไร้สาระที่มากมาย การเข้าไปยุ่งในเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของเขา และการล้อเล่นที่เกินขอบเขต และให้เขาปกป้องลิ้นของเขาเช่นกันจากการโกหก การนินทา การยุยงให้เกิดความแตกแยก และการเยาะเย้ยเพื่อนของเขาและคนอื่นๆ ที่เป็นพี่น้องมุสลิมของเขา

และเขาพึงกระทำความดีต่อบรรดาสหายของเขา ละเว้นจากการสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขา และสั่งใช้พวกเขาในสิ่งที่ดีและห้ามปรามพวกเขาจากสิ่งที่ชั่วร้าย ด้วยวิทยปัญญาและการตักเตือนที่ดีงามตามความสามารถ

บท

สิ่งที่ผู้ประกอบพิธีหัจญ์ต้องปฏิบัติเมื่อเดินทางมาถึงมีกอต

เมื่อเดินทางถึงมีกอตแล้ว เป็นที่ส่งเสริมให้เขาอาบน้ำและใช้น้ำหอม เนื่องจากมีรายงานว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เปลื้องอาภรณ์ที่ตัดเย็บออกเมื่อจะครองอิห์รอมและได้อาบน้ำ ตามที่ได้มีบันทึกไว้ในเศาะฮีห์อัลบุคอรีย์และมุสลิม จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: “ฉันเคยใช้น้ำหอมให้กับท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อการครองอิห์รอมของท่าน ก่อนที่ท่านจะครองอิห์รอม และเพื่อการออกจากอิห์รอมของท่าน ก่อนที่ท่านจะเฏาะวาฟรอบบัยตุลลอฮ์” [20]، และท่านได้สั่งท่านหญิงอาอิชะฮ์ เมื่อนางมีประจำเดือนขณะที่ได้ทำการอิห์รอมสำหรับอุมเราะฮ์แล้ว ให้ทำการอาบน้ำและทำการอิห์รอมสำหรับหัจญ์ และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ใช้ให้นางอัสมาอ์ บินต์ อุมัยส์ เมื่อเธอได้ให้กำเนิดบุตรที่ซุลฮุลัยฟะฮ์ ให้อาบน้ำ ใช้ผ้าทำการปกปิดให้มิดชิด และทำการอิห์รอม[21] สิ่งนี้จึงเป็นหลักฐานว่า สตรีเมื่อเดินทางมาถึงมีกอตในสภาพที่มีประจำเดือนหรือมีเลือดหลังคลอดบุตร ให้เธออาบน้ำและทำการอิห์รอมพร้อมกับคนอื่นๆ และให้เธอทำทุกอย่างที่ผู้ประกอบพิธีหัจญ์ทำกัน ยกเว้นการฏอวาฟรอบบัยตุลลอฮ์ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ใช้ให้ท่านหญิงอาอิชะฮ์และนางอัสมาอ์กระทำเช่นนั้น [20]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1539) และมุสลิม (1189) [21] รายงานโดย มุสลิม (1218)

เป็นที่ส่งเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการจะครองอิห์รอมให้ดูแลจัดการหนวด เล็บ ขนในที่ลับ และขนรักแร้ โดยให้ตัดส่วนที่จำเป็นต้องตัดออก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปตัดมันหลังจากครองอิห์รอมแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเขา และเนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บัญญัติให้บรรดามุสลิมดูแลสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ดังที่ได้ถูกระบุไว้ในเศาะฮีห์อัลบุคอรีและมุสลิม จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: «สิ่งที่เป็นธรรมชาติ 5 ประการคือ การขลิบ การโกนขนสิ่งพึงสงวน การขลิบหนวด การตัดเล็บ และการถอนขนรักแร้» [22] [22]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (5891) และมุสลิม (257)

และมีบันทึกในเศาะฮีห์มุสลิมว่า จากท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : «ได้มีการกำหนดเวลาแก่เราในการตัดหนวด, การตัดเล็บ, การถอนขนรักแร้, และการโกนขนลับ: ว่าไม่ให้เราปล่อยทิ้งสิ่งนั้นไว้เกินสี่สิบคืน» [23] [23] รายงานโดย มุสลิม (258)

และบันทึกโดยอันนะซาอีย์ด้วยสำนวนที่ว่า: «وَقَّتَ لَنَا رَسُولُ اللَّهِ ﷺ»["ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำหนดเวลาแก่เรา"[24]، และบันทึกโดยอะห์มัด อบูดาวูด และอัตติรมิซีย์ ด้วยสำนวนของอันนะซาอีย์ ส่วนศีรษะ ไม่มีบัญญัติให้เอาส่วนใดส่วนหนึ่งออกมาขณะครองอิห์รอม ทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง [24] รายงานโดย อันนะซาอีย์ (14)

ส่วนเครานั้นหะรอม (ห้าม) โกนหรือตัดในทุกเวลา แต่เป็นวาญิบที่ต้องไว้และปล่อยให้ยาว เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันในหนังสือเศาะฮีห์ทั้งสอง จากท่านอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: «จงให้มีความต่างจากบรรดามุชริกีน จงเลี้ยงเครา และจงเล็มหนวด» [25] และอิหม่ามมุสลิมได้รายงานไว้ในเศาะฮีห์ของท่าน จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกท่านจงตัดหนวดและไว้เครา และจงแตกต่างจากพวกมะญูซีย์" [26] [25] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2892) และมุสลิม (259) [26] รายงานโดย มุสลิม (260)

และความวิบัติได้ทวีความร้ายแรงยิ่งขึ้นในยุคสมัยนี้ เนื่องจากผู้คนจำนวนมากได้ฝ่าฝืนซุนนะฮ์ข้อนี้ และถึงขั้นต่อต้านการไว้เครา ทั้งยังพึงพอใจในการเลียนแบบบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ที่อ้างตนว่ามีความรู้และทำการสอน แท้จริงพวกเราทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และแท้จริงพวกเราทั้งหลายจะกลับคืนสู่พระองค์ และเราขอให้อัลลอฮ์ทรงโปรดชี้นำทางแก่เราและบรรดามุสลิมทั้งปวงให้ปฏิบัติตามซุนนะฮ์ ยึดมั่นในซุนนะฮ์ และเชิญชวนไปสู่ซุนนะฮ์ ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะผินหลังให้ก็ตาม และอัลลอฮ์ทรงเพียงพอสำหรับเรา และพระองค์ทรงเป็นผู้แทนที่ดีเลิศ และไม่มีอำนาจและพละกำลังใด ๆ นอกจากด้วยกับอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งและผู้ทรงยิ่งใหญ่

หลังจากนั้นให้ผู้ชายสวมผ้าผืนบนและผืนล่าง และแนะนำให้เป็นผ้าสีขาวและสะอาด และแนะนำให้สวมรองเท้าแตะ ดังคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: «และคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าจงครองอิห์รอมด้วยผ้าอิซาร์ ผ้าริดาอ์ และรองเท้าแตะสองข้าง หากเขาไม่พบรองเท้าแตะสองข้าง ก็จงให้เขาสวมถุงเท้าหนังทั้งสองข้าง และจงตัดมันทั้งสองจนกระทั่งมันอยู่ต่ำกว่าข้อเท้า» [27] บันทึกโดย อะห์มัด [27] รายงานโดย มุสลิม (1177)

สำหรับผู้หญิงนั้น อนุญาตให้นางทำการอิห์รอมด้วยเสื้อผ้าสีใดก็ได้ที่นางประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นสีดำ สีเขียว หรือสีอื่นๆ โดยให้ระวังการเลียนแบบผู้ชายในเรื่องการแต่งกายของพวกเขา แต่ห้ามสวมนิกอบและถุงมือขณะทำการอิห์รอม และให้นางปกปิดใบหน้าและฝ่ามือของนางด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่นิกอบและถุงมือ เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามผู้หญิงที่อยู่ในภาวะอิห์รอมสวมนิกอบและถุงมือ ส่วนการที่คนทั่วไปบางคนเจาะจงให้การอิห์รอมของผู้หญิงต้องเป็นชุดสีเขียวหรือสีดำเท่านั้น โดยไม่รวมสีอื่นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่มีหลักฐาน

หลังจากที่เสร็จสิ้นจากการชำระล้าง การทำความสะอาด และสามผ้าอิห์รอมแล้ว ให้ทำการตั้งเจตนา(เนียต)ด้วยหัวใจในการเข้าทำพิธีที่ต้องการทำ ไม่ว่าจะเป็นหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ด้วยคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "แท้จริงทุกๆ การงานจะขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกๆ คนจะได้รับ (การตอบแทน) ตามที่เขาได้เจตนาไว้"" [28]. [28] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1) และมุสลิม (1907)

และมีบัญญัติให้เขากล่าวเปล่งวาจาตามที่ได้ตั้งเจตนาไว้ หากเจตนาของเขาคือการทำอุมเราะฮ์ ก็ให้กล่าวว่า: "ลับบัยกะ อุมเราะตัน" หรือ "อัลลอฮุมมา ลับบัยกะ อุมเราะตัน" และหากเจตนาของเขาคือการทำหัจญ์ ก็ให้กล่าวว่า: "ลับบัยกะ หัจญัน" หรือ "อัลลอฮุมมา ลับบัยกะ หัจญัน" เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กระทำเช่นนั้น และหากเขาตั้งเจตนาทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน ก็ให้กล่าวตัลบียะฮ์ว่า: "อัลลอฮุมมา ลับบัยกะ อุมเราะตัน วะหัจญัน" และที่ดีกว่านั้นคือการเปล่งวาจาดังกล่าวให้กระทำหลังจากที่เขาขึ้นไปอยู่บนยานพาหนะของเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์พาหนะ รถยนต์ หรืออื่นๆ เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เริ่มกล่าวตัลบียะฮ์หลังจากที่ท่านได้ขึ้นทรงตัวบนสัตว์พาหนะของท่าน และมันได้เริ่มออกเดินทางจากมีกอตแล้ว นี่คือทัศนะที่ถูกต้องที่สุดจากบรรดาทัศนะของปวงปราชญ์

และไม่อนุญาตให้เขาเปล่งเสียงในสิ่งที่ได้ตั้งเจตนาไว้ ยกเว้นเฉพาะในการครองอิห์รอม เนื่องจากมีรายงานมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ส่วนการละหมาด การเฏาะวาฟ และการปฏิบัติศาสนกิจอื่นๆ ก็ไม่ควรที่จะเปล่งเสียงถ้อยคำเจตนา (เนียต) ออกมา จึงไม่ควรกล่าวว่า “ข้าพเจ้าตั้งเจตนาที่จะละหมาดอย่างนั้นอย่างนี้” หรือ “ข้าพเจ้าตั้งเจตนาที่จะเฏาะวาฟอย่างนั้น” หากแต่การเปล่งเสียงเช่นนั้นถือเป็นบิดอะฮ์ (อุตริกรรม) ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา และการกล่าวออกมาดังๆ นั้นยิ่งน่ารังเกียจและเป็นบาปที่หนักหน่วงกว่า หากการเปล่งเสียงถ้อยคำเจตนา (เนียต) เป็นสิ่งที่ศาสนาบัญญัติไว้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ย่อมจะชี้แจง และทำให้มันเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ประชาชาติด้วยการกระทำหรือคำพูดของท่าน และบรรพชนผู้ทรงคุณธรรมในยุคแรกก็ย่อมจะปฏิบัติมันมาก่อนแล้ว

เมื่อเรื่องดังกล่าวมิได้มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และจากบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ก็เป็นที่รู้กันว่ามันคือบิดอะฮ์ และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: «และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในกิจการทั้งหลายคือบรรดาสิ่งที่อุตริขึ้นมาใหม่ในศาสนา และการอุตริกรรมทั้งหมดนั้นคือความหลงผิด» [29] บันทึกโดย มุสลิม ในหนังสือเศาะฮีห์ของเขา และท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนาของเรา โดยสิ่งนั้นไม่ใช่มาจากศาสนาแต่อย่างใด สิ่งนั้นก็ถูกปฏิเสธ” [30] หะดีษบทนี้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้อง และในสำนวนของมุสลิม ที่ว่า: "ใครก็ตามที่ปฏิบัติกิจการใดกิจการหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้สั่งใช้ ดังนั้น กิจการนั้นจะถูกปฏิเสธ"[31] [29] รายงานโดย มุสลิม (867) [30] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2697) และมุสลิม (1718) [31] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2550) และมุสลิม (1718)

บท ว่าด้วยบรรดามีกอตเชิงสถานที่ และการกำหนดขอบเขตของมัน

มีกอตมี 5 สถานที่ด้วยกัน คือ:

หนึ่ง: ซุลหุลัยฟะฮ์ เป็นมีกอตของชาวมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่ผู้คนปัจจุบันว่า: อับย๊าร อะลี

สอง: อัลญุห์ฟะฮ์ เป็นมีกอตของชาวชาม เป็นหมู่บ้านร้างซึ่งอยู่ใกล้กับรอบิฆ และผู้คนในปัจจุบันจะครองอิห์รอมจากรอบิฆ และผู้ใดที่ครองอิห์รอมจากรอบิฆก็ถือว่าได้ครองอิห์รอมจากมีกอตแล้ว เนื่องจากรอบิฆนั้นอยู่ก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย

สาม: ก็อรนุลมะนาซิล เป็นมีกอตของชาวนัจญ์ ปัจจุบันเรียกว่า อัซซัยล์

สี่: ยะลัมลัม เป็นมีกอต (สถานที่ครองอิห์รอม) ของชาวเยเมน

ห้า: ซาตุ อิรก์ เป็นมีกอต (สถานที่ครองอิห์รอม) ของชาวอิรัก

และมีกอตเหล่านี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำหนดไว้สำหรับผู้ที่เราได้กล่าวถึง และสำหรับผู้ที่ผ่านมาทางนั้น ซึ่งเป็นผู้ที่มีความประสงค์จะประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์

และเป็นข้อบังคับสำหรับผู้ที่เดินทางผ่านมีกอตนั้น ๆ ที่จะต้องครองอิห์รอมจากที่นั่น และไม่อนุญาตให้เขาผ่านไปโดยไม่ทำการครองอิห์รอม หากเขามีเจตนามุ่งสู่มักกะฮ์โดยประสงค์จะประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ไม่ว่าการเดินทางผ่านนั้นจะเป็นทางบกหรือทางอากาศก็ตาม ทั้งนี้เป็นไปตามความหมายโดยรวมในคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อท่านได้กำหนดมีกอตเหล่านี้ไว้ว่า: "สถานที่นี้มีไว้สำหรับพวกเขาและสำหรับใครก็ตามที่เดินทางมาจากที่นั่น ซึ่งไม่ใช่ชาวเมืองนั้นที่ต้องการประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะห์" [32] [32]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1524) และมุสลิม (1181)

สิ่งที่ศาสนาบัญญัติไว้สำหรับผู้ที่เดินทางไปยังมักกะฮ์โดยเครื่องบินโดยมีเจตนาเพื่อประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะห์ คือให้เตรียมตัวด้วยการชำระร่างกายและอื่นๆ ที่คล้ายกันก่อนขึ้นเครื่องบิน เมื่อเข้าใกล้มีกอต ก็ให้สวมอิซาร์(ผ้าส่วนล่าง)และริดาอ์(ผ้าส่วนบน) จากนั้นให้กล่าวตัลบิยะฮ์เพื่อทำอุมเราะห์หากเวลายังมีเพียงพอ และหากเวลากระชั้นชิด ก็ให้กล่าวตัลบิยะฮ์เพื่อทำหัจญ์ และหากเขาสวมอิซาร์(ผ้าส่วนล่าง)และริดาอ์(ผ้าส่วนบน)ก่อนขึ้นเครื่อง หรือก่อนเข้าใกล้มีกอต ก็ไม่เป็นไร แต่เขาจะต้องไม่ตั้งเจตนา (เนียต) เข้าสู่การประกอบศาสนกิจและไม่กล่าวตัลบิยะฮ์ จนกว่าจะถึงเขตมีกอตหรือเข้าใกล้เขตนั้น เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้ทำการอิห์รอมเว้นแต่จากมีกอต และสิ่งที่วาญิบสำหรับประชาชาติคือการเจริญรอยตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในศาสนา ดังคำตรัสของอัลลอฮ์ ที่ว่า: "โดยแน่นอนยิ่ง สำหรับพวกเจ้าในเราะซูลของอัลลอฮ์นั้นมีแบบอย่างอันดีงาม..." (ซูเราะฮ์ อัลอะห์ซาบ : 21) และตามหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในช่วงหัจญ์อำลา ที่ว่า: "พวกเจ้าทั้งหลาย จงยึด แบบอย่างจากฉัน จากการประกอบพิธีหัจญ์ของพวกเจ้าทั้งหลาย" [33]. [33] รายงานโดย มุสลิม (1297)

ส่วนผู้ที่มุ่งหน้าไปยังมักกะฮ์และไม่ได้มีเจตนาเพื่อประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ เช่น พ่อค้า คนหาฟืน คนส่งสาส์น และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องครองอิห์รอม เว้นแต่ว่าเขาต้องการจะทำเช่นนั้น เนื่องด้วยคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในหะดีษที่ได้กล่าวก่อนหน้านี้ เมื่อท่านได้ระบุถึงบรรดามีกอตว่า: "สถานที่นี้มีไว้สำหรับพวกเขาและสำหรับใครก็ตามที่เดินทางผ่านมาจากที่นั่น ซึ่งไม่ใช่ชาวเมืองนั้น ที่ต้องการประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะห์" [34], ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้ใดที่ผ่านมีกอตโดยไม่ได้มีเจตนาเพื่อประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ก็ไม่จำเป็นต้องทำการครองอิห์รอม [34] ได้มีการกล่าวถึงที่มาของหะดีษนี้ก่อนหน้านี้แล้ว

และนี่คือส่วนหนึ่งจากความเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ และการอำนวยความสะดวกของพระองค์แก่พวกเขา ดังนั้น มวลการสรรเสริญและการขอบคุณเป็นสิทธิของพระองค์สำหรับสิ่งดังกล่าว และสิ่งที่สนับสนุนเรื่องนี้คือ การที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อท่านได้มาถึงมักกะฮ์ในปีแห่งการพิชิต ท่านไม่ได้ครองอิห์รอม แต่ท่านได้เข้าไปในเมืองในสภาพที่บนศีรษะของท่านมีหมวกเหล็ก เนื่องจากในขณะนั้นท่านไม่ได้มีความประสงค์ที่จะทำหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ แต่ทว่าท่านประสงค์เพียงแค่การเปิดเมืองและขจัดสิ่งที่เป็นชิริกที่มีอยู่ในนั้นออกไป

สำหรับผู้ที่สถานที่พำนักของเขาอยู่ใกล้กับมักกะฮ์ก่อนถึงมีกอต เช่น ผู้อยู่อาศัยในเมืองเจดดะห์, อุมมุสสะลัม, บะห์เราะฮ์, อัชชะรออิอ์, บะดัร, มัสตูเราะฮ์ และสถานที่อื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เขาก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ใด ๆ จากมีกอตทั้งห้าที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ทว่าสถานที่พำนักของเขาก็คือมีกอตของเขา ดังนั้นเขาจึงตั้งเจตนาเข้าสู่การครองอิห์รอมจากที่นั่นเพื่อประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ตามที่เขาต้องการ และหากว่าเขามีสถานที่พำนักอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่นอกเขตมีกอต เขาก็มีสิทธิ์เลือก หากเขาประสงค์ก็ให้ทำการอิห์รอมจากมีกอต และหากเขาประสงค์ก็ให้ทำการอิห์รอมจากสถานที่พำนักของเขาซึ่งอยู่ใกล้กับมักกะฮ์มากกว่ามีกอต ทั้งนี้เนื่องด้วยความหมายโดยรวมของคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในหะดีษของอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เมื่อท่านได้กล่าวถึงบรรดามีกอตว่า: "ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่อยู่ใกล้กว่ามีกอตเหล่านี้ เขาก็จะตั้งเจตนาครองอิห์รอม [35] จากที่พำนักของเขา และเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งชาวมักกะฮ์ก็จะตั้งเจตนาครองอิห์รอมจากมักกะฮ์"[36] บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม [35] ฟะมุฮัลลุฮู: หมายถึง การเปล่งเสียงตัลบิยะฮ์ของเขาจากสถานที่ครองอิห์รอมของเขา [36] เป็นส่วนหนึ่งจากหะดีษบทก่อน

แต่ผู้ที่ต้องการทำอุมเราะฮ์ในขณะที่เขาอยู่ในเขตหะรอม ก็ให้เขาออกไปยังนอกเขตหะรอมและทำการอิห์รอมสำหรับอุมเราะฮ์จากที่นั่น เนื่องจากเมื่อท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้ขอทำอุมเราะฮ์จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านจึงได้สั่งให้อับดุรเราะห์มาน พี่ชายของนาง พานางออกไปยังนอกเขตหะรอมเพื่อทำการอิห์รอมจากที่นั่น สิ่งนี้จึงเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าผู้ทำอุมเราะฮ์จะไม่ทำการอิห์รอมสำหรับอุมเราะฮ์จากในเขตหะรอม หากแต่จะทำการอิห์รอมจากนอกเขตหะรอม

และหะดีษบทนี้เป็นหะดีษที่ทำหน้าที่กำหนดขอบเขตและจำกัดความหมายของหะดีษของอิบนุ อับบาสที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ และชี้ให้เห็นว่าในคำกล่าวของท่านที่ว่า: "จนกระทั่งชาวมักกะฮ์กล่าวอิฮฺล้าลจากมักกะฮ์" [37], มันคือการเริ่มอิห์รอมเพื่อทำหัจญ์ ไม่ใช่เพื่อทำอุมเราะฮ์ เนื่องจากหากการเริ่มอิห์รอมเพื่อทำอุมเราะฮ์เป็นที่อนุญาตจากเขตหะรอมแล้ว ก็คงจะมีการอนุญาตแก่นางอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ในเรื่องนั้น และคงไม่ให้นางต้องลำบากออกไปยังนอกเขตหะรอม และนี่คือเรื่องที่ชัดเจน และเป็นทัศนะของอุละมาอ์ส่วนใหญ่ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อพวกเขา) และเป็นสิ่งที่รอบคอบกว่าสำหรับผู้ศรัทธา เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามหะดีษทั้งสองบทไปพร้อมๆ กัน และอัลลอฮ์คือผู้ทรงประทานความสำเร็จ [37] ได้มีการกล่าวถึงที่มาของหะดีษนี้ก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนการที่ผู้คนบางส่วนทำอุมเราะฮ์ซ้ำๆ ภายหลังจากทำหัจญ์เสร็จแล้ว จากตันอีม หรืออัลญิอ์รอนะฮ์ หรือที่อื่นๆ ทั้งๆ ที่พวกเขาได้ทำอุมเราะห์ก่อนหน้าการทำหัจญ์ไปแล้วนั้น ไม่มีหลักฐานใดๆ มาบ่งชี้ถึงการอนุญาตให้กระทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานต่างๆ ยังบ่งชี้ว่าการละทิ้งการกระทำดังกล่าวนั้นดีกว่า เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ไม่ได้ทำอุมเราะห์หลังจากที่พวกเขาเสร็จสิ้นจากการทำหัจญ์ ส่วนท่านหญิงอาอิชะฮ์ที่ได้ทำอุมเราะห์จากตันอีมนั้น เป็นเพราะว่านางไม่ได้ทำอุมเราะห์พร้อมกับผู้คนในขณะที่เดินทางเข้ามักกะฮ์เนื่องจากการมีประจำเดือน ดังนั้นนางจึงได้ขอต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อที่จะทำอุมเราะห์ทดแทนอุมเราะห์ของนางที่ได้ทำการอิห์รอมมาจากมีกอต ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้ตอบรับคำขอของนาง ดังนั้นนางจึงได้รับอุมเราะห์ถึงสองครั้ง คืออุมเราะห์ที่ทำพร้อมกับหัจญ์ของนาง และอุมเราะห์เดี่ยวครั้งนี้ ดังนั้นใครก็ตามที่มีสภาพเช่นเดียวกับท่านหญิงอาอิชะฮ์ ก็สามารถทำอุมเราะห์ได้หลังจากเสร็จสิ้นจากการทำหัจญ์ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามหลักฐานทั้งหมด และเพื่อเป็นการผ่อนปรนให้แก่มุสลิม

และเป็นที่แน่นอนว่า การที่บรรดาผู้ประกอบพิธีหัจญ์ไปทำอุมเราะห์อีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีหัจญ์แล้ว นอกเหนือจากอุมเราะห์ที่พวกเขาทำเมื่อเข้าสู่มักกะฮ์นั้น ย่อมสร้างความยากลำบากแก่ทุกคน และเป็นสาเหตุให้เกิดความแออัดและอุบัติเหตุต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดต่อแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และซุนนะฮ์ของท่าน และอัลลอฮ์คือผู้ทรงประทานความสำเร็จ

บท

ข้อตัดสิน(หุกุ่ม)ของผู้ที่เดินทางมาถึงมีกอตนอกเหนือจากช่วงเดือนหัจญ์

ผู้ที่เดินทางมาถึงมีกอตนั้นมีอยู่ 2 กรณี คือ:

กรณีที่หนึ่ง: สำหรับผู้ที่เดินทางไปถึงในช่วงเวลาอื่นนอกเหนือจากเดือนต่างๆ ของช่วงหัจญ์ เช่น เดือนเราะมะฎอนและชะอ์บาน ดังนั้น สุนนะฮ์สำหรับเขาคือให้ครองอิห์รอมเพื่อทำอุมเราะฮ์ โดยให้ตั้งเจตนาในใจและกล่าวออกมาเป็นคำพูดว่า: "ลับบัยกะ อุมเราะตัน" หรือ "อัลลอฮุมมะ ลับบัยกะ อุมเราะตัน" จากนั้นให้กล่าวตัลบิยะฮ์ตามบทตัลบิยะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งมีดังนี้: «لَبَّيْكَ اللَّهُمَّ لَبَّيْكَ، لَبَّيْكَ لَا شَرِيكَ لَكَ لَبَّيْكَ، إِنَّ الحَمْدَ وَالنِّعْمَةَ لَكَ وَالمُلْكَ، لَا شَرِيكَ لَكَ» ความว่า "ข้าพระองค์ได้ตอบรับพระองค์แล้ว โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ได้ตอบรับพระองค์ ข้าพระองค์ได้ตอบรับพระองค์ ไม่มีภาคีใดสำหรับพระองค์ ข้าพระองค์ได้ตอบรับพระองค์แท้จริงการสรรเสริญทั้งมวล ความโปรดปรานทั้งสิ้น และอำนาจการปกครองทั้งหมดเป็นของพระองค์ ไม่มีภาคีใดสำหรับพระองค์" [38]. และให้เขากล่าวตัลบิยะฮ์นี้ให้มาก และรำลึกถึงอัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา จนกระทั่งเดินทางถึงบัยตุลลอฮ์ เมื่อเดินทางถึงแล้วให้หยุดกล่าวตัลบิยะฮ์ และให้ฏอวาฟรอบบัยตุลลอฮ์เจ็ดรอบ และละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังมะกอมอิบรอฮีม จากนั้นให้ออกไปยังเนินเขาเศาะฟา และทำการสะแอระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮ์เจ็ดเที่ยว แล้วจึงโกนผมบนศีรษะของเขาหรือตัดให้สั้น และด้วยการกระทำดังกล่าว อุมเราะฮ์ของเขาก็เสร็จสมบูรณ์ และทุกสิ่งที่เคยเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขาในขณะครองอิห์รอมก็จะกลายเป็นที่อนุมัติ [38]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1549) และมุสลิม (1184)

กรณีที่สอง: คือการเดินทางถึงมีกอตในเดือนแห่งการทำหัจญ์ ซึ่งได้แก่ เดือนเชาวาล เดือนซุลเกาะอ์ดะฮ์ และสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮ์

สำหรับกรณีเช่นนี้ เขาสามารถเลือกได้ระหว่างสามรูปแบบ คือ การทำหัจญ์เพียงอย่างเดียว การทำอุมเราะฮ์เพียงอย่างเดียว หรือการทำทั้งสองอย่างรวมกัน เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อเดินทางถึงมีกอตในเดือนซุลเกียะอ์ดะฮ์ ในช่วงที่ทำหัจญ์อำลา ได้ให้บรรดาสาวกของท่านเลือกระหว่างพิธีกรรมทั้งสามรูปแบบนี้ แต่สุนนะฮ์สำหรับกรณีนี้เช่นกัน คือ หากเขาไม่มีสัตว์ฮัดย์มาด้วย ก็ให้เขาทำการครองอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮ์ และให้ปฏิบัติเหมือนดังที่เราได้กล่าวไว้สำหรับผู้ที่เดินทางถึงมีกอตนอกช่วงเดือนของหัจญ์ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งบรรดาสาวกของท่าน เมื่อพวกเขาเข้าใกล้มักกะฮ์ ให้เปลี่ยนการครองอิห์รอมของพวกเขาเป็นการทำอุมเราะฮ์ และท่านได้เน้นย้ำเรื่องนี้กับพวกเขาที่มักกะฮ์ ดังนั้นพวกเขาจึงได้เฏาะวาฟ สะแอ ตัดผม และพ้นจากสภาวะอิห์รอม เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยกเว้นผู้ที่มีสัตว์ฮัดย์มาด้วย ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งให้เขาคงอยู่ในสภาวะอิห์รอมต่อไป จนกว่าจะพ้นจากสภาวะอิห์รอมในวันนะหัร(วันที่ 10 ซุลฮิจญะฮ์) และซุนนะฮ์สำหรับผู้ที่นำสัตว์ฮัดย์มาด้วย คือให้ทำการครองอิห์รอมเพื่อหัจญ์และอุมเราะฮ์พร้อมกัน เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ปฏิบัติเช่นนั้น และท่านได้นำสัตว์ฮัดย์มาด้วย และได้สั่งบรรดาสาวกของท่านที่นำสัตว์ฮัดย์มาด้วยซึ่งได้ทำการอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮ์ไปแล้ว ให้ทำการอิห์รอมเพื่อหัจญ์พร้อมกับการทำอุมเราะฮ์ของเขา และจะยังไม่ออกจากอิห์รอมจนกว่าจะออกจากอิห์รอมของทั้งสองพร้อมกันในวันนะหัร และหากผู้ที่นำสัตว์ฮัดย์มาด้วยได้ทำการครองอิห์รอมเพื่อหัจญ์เพียงอย่างเดียว ก็ให้คงอยู่ในสภาพอิห์รอมของเขาต่อไปเช่นกันจนกว่าจะออกจากอิห์รอมในวันนะหัร เช่นเดียวกับผู้ที่ทำหัจญ์แบบกิรอน

และจากสิ่งนี้ทำให้ทราบว่า: ผู้ที่ทำการครองอิห์รอมเพื่อหัจญ์เพียงอย่างเดียว หรือเพื่อฮัจญ์และอุมเราะฮ์พร้อมกัน และเขาไม่มีสัตว์ฮัดย์มาด้วย ไม่สมควรสำหรับเขาที่จะยังคงอยู่ในอิห์รอมของเขาต่อไป แต่ทว่า ซุนนะฮ์สำหรับเขาคือการเปลี่ยนการครองอิห์รอมของเขาให้เป็นอุมเราะฮ์ โดยทำการเฏาะวาฟ สะแอ ตัดผม และออกจากอิห์รอม ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งบรรดาสาวกของท่านที่ไม่ได้นำสัตว์ฮัดย์มาด้วยให้ปฏิบัติเช่นนั้น ยกเว้นว่าเขาจะเกรงกลัวว่าจะพลาดการทำหัจญ์ เนื่องจากเขาเดินทางมาถึงล่าช้า ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดที่เขาจะยังคงอยู่ในอิห์รอมของเขาต่อไป และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ดียิ่ง

และหากผู้ครองอิห์รอมเกรงว่าจะไม่สามารถประกอบพิธีของตนให้สำเร็จได้ เนื่องจากป่วย หรือเกรงกลัวศัตรู และสาเหตุอื่นทำนองเดียวกัน ก็เป็นที่ส่งเสริมให้เขากล่าวขณะครองอิห์รอมว่า: "ฟะอิน ฮะบะซะนี ฮาบิซุน ฟะมะหิลลี หัยษุ ฮะบัสตะนีย์"ความว่า"ดังนั้น หากมีสิ่งใดมาขัดขวางข้าพระองค์ไว้สถานที่ที่ข้าพระองค์จะปลดจากอิหฺรอม ก็อยู่ ณ ที่ที่พระองค์ทรงกักขวางข้าพระองค์ไว้" ทั้งนี้เนื่องจากหะดีษของดูบาอะฮ์ บินติ อัซซุบัยร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ที่นางได้กล่าวว่า: "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ฉันต้องการประกอบพิธีหัจญ์ แต่ฉันไม่ค่อยสบายใจ" ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวแก่นางว่า: "จงทำหัจญ์เถิด และจงตั้งเงื่อนไขว่า หากฉันถูกขัดขวาง (ไม่ให้ไปต่อ) สถานที่ที่ฉันจะพ้นจากอิห์รอม (สถานะการทำหัจญ์) คือ ณ จุดที่ฉันถูกกักกันไว้" [39] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม [39]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (5089) และมุสลิม (1207)

ประโยชน์ของเงื่อนไขนี้คือ: หากผู้ที่ทำการอิห์รอมประสบกับสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เขาประกอบพิธีกรรมได้สำเร็จ เช่น การเจ็บป่วย หรือการถูกศัตรูขัดขวาง ก็เป็นที่อนุญาตสำหรับเขาที่จะทำการตะหัลลุลได้ โดยไม่มีความผิดใดๆ สำหรับเขา

บท

ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการทำหัจญ์ของเด็กเล็ก ว่าจะนับเป็นหัจญ์ที่เป็นภาคบังคับได้หรือไม่

การทำหัจญ์ของเด็กชายและเด็กหญิงตัวเล็กนั้นถือว่าใช้ได้ เนื่องด้วยมีรายงานในเศาะฮีห์มุสลิม จากท่านอิบนุ อับบาส เราะฏิยัลลอฮุอันฮุมา ว่ามีหญิงคนหนึ่งได้อุ้มเด็กชายคนหนึ่งขึ้นมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วนางได้กล่าวว่า: "โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ เด็กคนนี้ทำหัจญ์ได้หรือไม่?" ท่านนบีจึงกล่าวว่า: «ใช่แล้ว และเธอก็จะได้รับการตอบแทน» [40] [40] รายงานโดย มุสลิม (1336)

และในเศาะฮีห์อัลบุคอรีย์ จากการรายงานของท่านอัซซาอิบ บิน ยะซีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: "ฉันได้ถูกพาไปทำหัจญ์พร้อมกับท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในขณะที่ฉันมีอายุเจ็ดขวบ" [41] แต่การทำหัจญ์ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้หัจญ์ฟัรฎูนั้นหลุดจากพวกเขาทั้งสองไป [41]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1858)

และเช่นเดียวกันนี้ บ่าวชายและบ่าวหญิงที่เป็นทาสนั้น การประกอบพิธีหัจญ์ของพวกเขาย่อมใช้ได้ แต่ใช้แทนหัจญ์ที่เป็นฟัรฎูไม่ได้ ทั้งนี้ตามที่มีหลักฐานจากหะดีษของท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “เด็กคนใดก็ตามที่ทำหัจญ์ แล้วเขาได้บรรลุศาสนภาวะ ก็จำเป็นที่เขาจะต้องทำหัจญ์อีกครั้งหนึ่ง และทาสคนใดก็ตามที่ทำหัจญ์ แล้วเขาถูกปล่อยให้เป็นไท ก็จำเป็นที่เขาจะต้องทำหัจญ์อีกครั้งหนึ่ง” [42] บันทึกโดย อิบนุ อะบี ชัยบะฮ์ และอัลบัยฮะกีย์ ด้วยสายรายงานที่หะสัน [42] รายงานโดย อิบนุ อบี ชัยบะฮ์ (4/444)

หากเด็กชายยังไม่ถึงวัยที่สามารถแยกแยะได้ ให้ผู้ปกครองของเขาตั้งเจตนาอิห์รอมแทนเขา โดยให้เขาถอดเสื้อผ้าที่มีรอยเย็บออกและกล่าวตัลบิยะฮ์แทนเขา และด้วยเหตุนี้ เด็กชายจึงเข้าสู่สภาวะการครองอิห์รอม เขาจึงถูกห้ามจากสิ่งที่ผู้ครองอิห์รอมที่เป็นผู้ใหญ่ถูกห้าม และเช่นเดียวกันกับเด็กหญิงที่ยังไม่ถึงวัยที่สามารถแยกแยะได้ ผู้ปกครองของเธอจะต้องตั้งเจตนาอิห์รอมและกล่าวตัลบิยะฮ์แทนเธอ และด้วยเหตุนี้ เธอจึงเข้าสู่สภาวะการครองอิห์รอม และเธอจะถูกห้ามจากสิ่งที่ผู้ครองอิห์รอมที่เป็นสตรีผู้ใหญ่ถูกห้าม และทั้งคู่ควรจะอยู่ในสภาพที่สะอาดทั้งเสื้อผ้าและร่างกายในขณะที่ทำการเฏาะวาฟ เพราะการเฏาะวาฟนั้นคล้ายกับการละหมาด และความสะอาดบริสุทธิ์เป็นเงื่อนไขสำหรับความถูกต้องของการละหมาด

และหากเด็กชายและเด็กหญิงเป็นผู้ที่รู้ความแล้ว (มุมัยยิซ) พวกเขาจะต้องครองอิห์รอมด้วยการอนุญาตจากผู้ปกครองของพวกเขา และให้ปฏิบัติเมื่อจะครองอิห์รอมเช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่ปฏิบัติ เช่น การอาบน้ำ การประพรมน้ำหอม และอื่นๆ ที่คล้ายกัน และผู้ปกครองของพวกเขาก็คือผู้ที่รับผิดชอบดูแลกิจการและผลประโยชน์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา หรือบุคคลอื่นก็ตาม และผู้ปกครองจะปฏิบัติแทนพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง เช่น การขว้างเสาหิน และอื่นๆ ที่คล้ายกัน และจำเป็นสำหรับพวกเขาทั้งสองที่จะต้องปฏิบัติศาสนพิธีในส่วนที่นอกเหนือจากนั้นด้วยตนเอง เช่น การวุกูฟที่ทุ่งอะเราะฟะฮ์ การพักค้างแรมที่ทุ่งมีนาและมุซดะลิฟะฮ์ การฏอวาฟและสะแอ หากพวกเขาทั้งสองไม่สามารถทำการเฏาะวาฟและสะแอได้ ก็ให้ผู้อื่นนำพวกเขาไปประกอบพิธีดังกล่าวในสภาพที่ถูกอุ้ม และเป็นการดีที่สุดสำหรับผู้ที่อุ้มพวกเขา ที่จะไม่ทำให้การเฏาะวาฟและการสะแอเป็นการกระทำร่วมกันระหว่างตนเองกับพวกเขาทั้งสอง แต่ให้เขาตั้งเจตนาเฏาะวาฟและสะแอเพื่อพวกเขาทั้งสอง แล้วจึงทำการเฏาะวาฟและสะแอสำหรับตนเองแยกต่างหาก ทั้งนี้เพื่อความรอบคอบในการประกอบศาสนกิจ และเพื่อเป็นการปฏิบัติตามหะดีษอันทรงเกียรติ: "ท่านจงละทิ้งสิ่งที่ทำให้ท่านคลุมเครือ แล้วไปยึดเอาสิ่งที่มิได้ทำให้ท่านคลุมเครือ"" [43] หากผู้ที่อุ้มได้ตั้งเจตนาตอวาฟสำหรับตนเองและสำหรับผู้ที่ถูกอุ้ม ก็ถือว่าใช้ได้ตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุดในสองทัศนะ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้สั่งสตรีที่มาถามท่านเกี่ยวกับการทำหัจญ์ของเด็ก ให้ทำการตอวาฟให้แก่เด็กแต่เพียงผู้เดียว และหากว่าสิ่งนั้นเป็นข้อบังคับ แน่นอนว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็จะชี้แจงให้กระจ่างแล้ว และอัลลอฮ์คือผู้ทรงประทานความสำเร็จ [43] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ (2518)

พึงสั่งให้เด็กชายและเด็กหญิงที่รู้ความแล้วให้มีความสะอาดจากฮะดัษและนะญิสก่อนที่จะเริ่มทำการเฏาะวาฟ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่ครองอิห์รอม สำหรับการครองอิห์รอมแทนเด็กชายและเด็กหญิงเล็กๆ นั้นไม่เป็นวาญิบสำหรับผู้ปกครองของพวกเขา แต่ทว่ามันเป็นสุนนะฮ์ หากได้กระทำเช่นนั้นก็จะได้รับผลบุญ และหากละทิ้งก็ไม่มีบาปสำหรับเขา และอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ดียิ่ง

บท

คำชี้แจงเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามของการครองอิห์รอม และสิ่งที่อนุญาตสำหรับผู้ครองอิห์รอม

หลังจากมีเจตนาเข้าครองอิห์รอมแล้ว ไม่อนุญาตให้ผู้แสวงบุญ - ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง - เอาสิ่งใดออกจากผมหรือขน(ถอน ตัดหรือโกน) หรือตัดเล็บ หรือใช้น้ำหอม

และไม่อนุญาตสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะที่จะสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บตามรูปทรงของอวัยวะ ไม่ว่าจะคลุมทั้งร่างกาย เช่น เสื้อ หรือคลุมเพียงบางส่วน เช่น เสื้อชั้นใน กางเกง รองเท้าหุ้มข้อเท้า และถุงเท้า ยกเว้นในกรณีที่เขาหาผ้าอิซาร์ไม่ได้ ก็อนุญาตให้เขาสวมกางเกงได้ และเช่นเดียวกัน ผู้ที่หารองเท้าแตะไม่ได้ ก็อนุญาตให้เขาสวมรองเท้าหุ้มข้อเท้าได้โดยไม่ต้องตัด เนื่องจากมีหะดีษจากท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ที่บันทึกในเศาะฮีห์ทั้งสอง ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ผู้ใดที่ไม่พบรองเท้าแตะสองข้าง ก็ให้เขาสวมใส่ถุงเท้าหนังสองข้าง และผู้ใดที่ไม่พบผ้านุ่ง ก็ให้เขาสวมใส่กางเกง" [44] [44] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1841) และมุสลิม (1179)

สำหรับสิ่งที่ปรากฏในหะดีษของอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เกี่ยวกับคำสั่งให้ตัดรองเท้าคุฟเมื่อมีความจำเป็นต้องสวมมันเนื่องจากไม่มีรองเท้าแตะ ถือเป็นสิ่งที่ถูกยกเลิก (มันสูค) เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มีบัญชาเช่นนั้นที่นครมะดีนะฮ์ เมื่อท่านถูกถามว่าผู้ครองอิห์รอมจะสวมใส่สิ่งใดได้บ้าง ต่อมาเมื่อท่านได้กล่าวคุฏบะฮ์แก่ผู้คนที่อะเราะฟาต ท่านได้อนุญาตให้สวมรองเท้าคุฟได้ในกรณีที่ไม่มีรองเท้าแตะ โดยไม่ได้สั่งให้ตัดมัน ซึ่งในคุฏบะฮ์ครั้งนี้มีผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินคำตอบของท่านที่มะดีนะฮ์เข้าร่วมฟังด้วย และการชี้แจงล่าช้าเกินกว่าเวลาที่จำเป็นนั้นเป็นสิ่งไม่อนุญาต ดังเป็นที่ทราบกันในหลักวิชาอุศูลุลหะดีษและอุศูลุลฟิกฮ์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการยืนยันถึงการยกเลิกคำสั่งให้ตัดรองเท้าคุฟ และหากว่าการตัดนั้นเป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ) แล้วไซร้ แน่นอนว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ย่อมจะชี้แจงไว้ และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ดียิ่ง

อนุญาตให้ผู้ที่ครองอิห์รอมสวมใส่คุฟที่อยู่ต่ำกว่าข้อเท้าได้ เนื่องจากถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวกับรองเท้าแตะ

และอนุญาตให้เขาผูกผ้าอิซาร์ และรัดด้วยเชือกหรือสิ่งที่คล้ายกันได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการห้าม

และอนุญาตให้ผู้ที่ครองอิห์รอมอาบน้ำ ล้างศีรษะ และเกาได้เมื่อมีความจำเป็น โดยให้กระทำอย่างนุ่มนวล หากมีเส้นผมร่วงหล่นจากศีรษะด้วยสาเหตุนั้น ก็ไม่มีความผิดใดๆ แก่เขา

และไม่อนุญาตให้สตรีที่ทำการอิห์รอมสวมใส่สิ่งที่ตัดเย็บสำหรับใบหน้า เช่น บุรกออ์และนิกอบ หรือสำหรับมือ เช่น ถุงมือ เนื่องจากคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: «ผู้หญิงที่ทำการอิห์รอม ห้ามสวมนิกอบ (ผ้าคลุมหน้า) และห้ามสวมใส่ถุงมือ» [45] บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ ถุงมือ: คือสิ่งที่เย็บหรือทอขึ้นให้พอดีกับมือ ทำจากขนสัตว์หรือฝ้ายหรืออื่นๆ [45] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1838)

และอนุญาตให้เธอสวมใส่สิ่งที่เย็บนอกเหนือจากนั้น เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้าคุฟ ถุงเท้า และอื่นๆ ในทำนองนั้น

และเช่นเดียวกัน อนุญาตให้นางปล่อยผ้าคลุมหัวลงมาบนใบหน้าของนางหากมีความจำเป็น โดยไม่ต้องมีที่รัด และหากผ้าคลุมหัวสัมผัสใบหน้าของนาง ก็ไม่เป็นไรสำหรับนาง เพราะหะดีษที่ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: «บรรดาขบวนผู้เดินทางเคยผ่านพวกเราไป ขณะที่พวกเราอยู่กับท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ในสภาพครองอิห์รอม, เมื่อพวกเขามาอยู่ตรงหน้าพวกเรา สตรีคนหนึ่งในหมู่พวกเราก็จะปล่อยชายญิลบาบของนางจากศีรษะลงมาปิดใบหน้า, และเมื่อพวกเขาผ่านพวกเราไปแล้ว พวกเราก็จะเปิดมันออก» [46] บันทึกโดยอบูดาวูด และอิบนุมาญะฮ์ และบันทึกโดยอัดดารุกุฏนีย์จากหะดีษของอุมมุสะละมะฮ์เช่นเดียวกัน [46] รายงานโดย อบูดาวูด (1833)

เช่นเดียวกัน อนุญาตให้นางปิดมือของนางด้วยเสื้อผ้าของนางหรือสิ่งอื่น และนางต้องปิดใบหน้าและมือของนางหากอยู่ต่อหน้าชายแปลกหน้า เนื่องจากเป็นเอาเราะฮ์ จากดำรัสของอัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า: และอย่าเปิดเผยความงามของพวกนางเว้นแต่แก่สามีของพวกนาง (ซูเราะฮ์ อันนูร : 31) และไม่ต้องสงสัยเลยว่าใบหน้าและมือทั้งสองเป็นสิ่งประดับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

และในส่วนของใบหน้านั้นมีความสำคัญและยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนาง ก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 53)

ส่วนสิ่งที่ผู้หญิงจำนวนมากปฏิบัติกันจนเป็นปกติ โดยการใช้ที่คาดศีรษะไว้ใต้ผ้าคลุมหัวเพื่อยกมันให้พ้นจากใบหน้าของพวกนางนั้น ไม่มีรากฐานในบทบัญญัติของศาสนาเท่าที่เราทราบ และหากว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาต ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ย่อมจะชี้แจงมันแก่ประชาชาติของท่าน และไม่อนุญาตให้ท่านนิ่งเงียบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ผู้แสวงบุญชายและหญิงสามารถซักเสื้อผ้าที่ตนครองอิห์รอมอยู่ได้จากความสกปรกหรือสิ่งอื่นใด และสามารถเปลี่ยนเป็นชุดอื่นได้

และไม่อนุญาตให้เขาสวมใส่เสื้อผ้าใดๆ ที่สัมผัสกับหญ้าฝรั่นหรือวัรส์ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามสิ่งนั้น ในหะดีษของอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา

และผู้ที่ครองอิห์รอมจำเป็นต้องละทิ้งการพูดจาลามก การฝ่าฝืน และการโต้เถียง ดังดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า : (ระยะเวลา) การทำหัจญ์นั้นมีหลายเดือนอันเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ดังนั้น ผู้ใดที่วาญิบสำหรับเขาซึ่งการประกอบพิธีหัจญ์ในเดือนเหล่านั้น เขาจะต้องไม่มีการสมสู่ ไม่พูดจาหยาบคาย และไม่มีการวิวาทกันในขณะทำหัจญ์... (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 197)

มีหะดีษที่เศาะฮีห์ โดยที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ประกอบพิธีหัจญ์โดยเขาไม่พูดจาหยาบคาย (ลามก) และไม่กระทำความชั่วใดๆ เขาผู้นั้นจะกลับมา เสมือนวันที่มารดาของเขาได้คลอดเขาออกมา” [47] และ อัร-เราะฟัษ หมายถึง การมีเพศสัมพันธ์ และคำพูดและการกระทำที่ลามก, และ อัล-ฟุสูก คือ บาปทั้งหลาย, และการโต้เถียง คือ การโต้แย้งในเรื่องที่เป็นเท็จ หรือในเรื่องที่ไร้ประโยชน์, ส่วนการโต้เถียงด้วยวิธีการที่ดีที่สุดเพื่อแสดงความจริงให้ประจักษ์และเพื่อปฏิเสธความเท็จนั้น ไม่ถือเป็นที่ต้องห้าม แต่กลับเป็นสิ่งที่ถูกสั่งใช้ ดังคำดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: "จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าโดยวิทยปัญญา และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีที่ดีกว่า..." (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 125) [47] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1521) และมุสลิม (1350)

เป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ชายที่อยู่ในช่วงการอิห์รอมในการคลุมศีรษะด้วยการติดกับศีรษะโดยตรง เช่น หมวก ผ้าคลุมหัว ผ้าโพกหัว หรือสิ่งที่คล้ายกันนั้น และเช่นเดียวกันกับใบหน้าของเขา เนื่องจากคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับผู้ที่ตกจากสัตว์พาหนะของเขาในวันอะเราะฟะฮ์และเสียชีวิตว่า: จงอาบน้ำศพให้เขาด้วยน้ำและใบพุทรา และจงห่อศพเขาด้วยผ้าสองชิ้นของเขา และอย่าคลุมศีรษะและใบหน้าของเขา เพราะแท้จริงเขาจะถูกให้ฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ในสภาพที่เขากล่าวตัลบิยะฮ์"" [48] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม และนี่คือสำนวนของมุสลิม [48] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1521) และมุสลิม (1350)

ส่วนการอาศัยร่มเงาจากหลังคารถยนต์ ร่มกันแดด หรือสิ่งที่คล้ายกันนั้น ถือว่าไม่เป็นไร เช่นเดียวกับการอาศัยร่มเงาจากเต็นท์และต้นไม้ เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันในบันทึกที่เศาะฮีห์ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มีผู้กางผ้าให้ร่มเงาแก่ท่านขณะที่ท่านขว้างเสาหินญัมเราะฮ์อัลอะเกาะบะฮ์ และมีรายงานที่ถูกต้องจากท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าได้มีการกางกระโจมให้แก่ท่านที่นะมิเราะฮ์ และท่านได้พำนักอยู่ใต้นั้นจนกระทั่งหลังเที่ยงวันในวันอะรอฟะฮ์

และห้ามผู้ครองอิห์รอมทั้งชายและหญิงล่าสัตว์บก, ให้ความช่วยเหลือในการนั้น, ทำให้มันตื่นตกใจหนีไปจากที่ของมัน, จัดการแต่งงาน, ร่วมประเวณี, สู่ขอผู้หญิง และสัมผัสแตะต้องพวกนางด้วยอารมณ์ใคร่ เนื่องจากหะดีษของท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ผู้ครองอิห์รอมจะไม่ทำการนิกาห์ (แต่งงาน) และจะไม่จัดการนิกาห์ให้ผู้อื่น และจะไม่ทำการมั้น" [49] บันทึก โดยมุสลิม [49] รายงานโดย มุสลิม (1409)

และหากบุคคลที่อยู่ในอิห์รอมสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บเป็นชุด หรือคลุมศีรษะ หรือใช้เครื่องหอม เพราะลืมหรือไม่รู้ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดใช้ และเขาต้องละทิ้งสิ่งนั้นทันทีเมื่อนึกขึ้นได้หรือรู้ และเช่นเดียวกัน ผู้ที่โกนศีรษะ หรือตัดผมบางส่วน หรือตัดเล็บ เพราะลืมหรือไม่รู้ ก็ไม่มีความผิดอะไร ตามทัศนะที่ถูกต้อง

ห้ามมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นผู้ครองอิห์รอมหรือไม่ก็ตาม ทั้งชายและหญิง ล่าสัตว์ป่าในเขตหะรอม และให้ความช่วยเหลือในการล่ามัน ไม่ว่าจะด้วยเครื่องมือ การชี้แนะ หรือในทำนองเดียวกัน

และห้ามทำให้สัตว์ป่าแตกตื่นจากที่ของมัน และห้ามตัดต้นไม้ในเขตหะรอมและพืชพันธุ์สีเขียวของมัน และห้ามเก็บของที่หล่นหายยกเว้นสำหรับผู้ที่จะประกาศหาเจ้าของ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า: «แท้จริงเมืองนี้ -หมายถึง มักกะฮ์- เป็นเมืองที่ถูกหวงห้ามด้วยการกำหนดของอัลลอฮ์จนถึงวันกิยามะฮ์ ห้ามตัดหนามของมัน ห้ามทำให้สัตว์ล่าของมันตื่นหนี และห้ามเก็บของที่ตกหล่นเว้นแต่ผู้ที่จะประกาศหาเจ้าของ และห้ามตัดพืชพันธุ์ของมัน» [50] บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม [50]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1834) และมุสลิม (1353)

และอัลมุนชิด คือ ผู้ชี้แนะ, และอัลเคาะลา คือ หญ้าสด, มีนาและมุซดะลิฟะฮ์เป็นส่วนหนึ่งของเขตหะรอม, ส่วนอะเราะฟะฮ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของนอกเขตหะรอม

บท

ว่าด้วยสิ่งที่ผู้ประกอบพิธีหัจญ์ปฏิบัติเมื่อเข้าสู่มักกะฮ์ และการชี้แจงถึงสิ่งที่ต้องปฏิบัติหลังจากเข้าสู่มัสยิดหะรอม อันได้แก่ การเฏาะวาฟและลักษณะของมัน

เมื่อมุห์ริม (ผู้ที่อยู่ในอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีอุมเราะฮ์หรือหัจญ์) เดินทางมาถึงมักกะฮ์ สุนนะฮ์สำหรับเขาให้อาบน้ำชำระร่างกายก่อนที่จะเข้าไป เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กระทำเช่นนั้น และเมื่อเขามาถึงมัสยิดหะรอม ซุนนะฮ์ให้เขาก้าวเท้าขวาเข้าไปก่อน พร้อมกับกล่าวว่า: "บิสมิลลาฮ์, วัศเศาะลาตุ วัสสะลามุ อะลา เราะสูลลิลลาฮ์, อะอูซุ บิลลาฮิลอะซีม วะบิวัจฮิฮิลกะรีม วะสุลฏอนิฮิลเกาะดีม มินัชชัยฏอนิรเราะญีม, อัลลอฮุมมัฟตะฮ์ ลี อับวาบา เราะห์มะติก" (ความว่า: ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ขอความจำเริญและสันติสุขจงประสบแด่ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ด้วยพระพักตร์อันทรงเกียรติของพระองค์ และด้วยอำนาจอันเก่าแก่ของพระองค์ ให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง โอ้อัลลอฮ์ โปรดเปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์ให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด) และเขากล่าวบทดุอาอ์นี้เมื่อเข้ามัสยิดอื่นๆ ทั่วไป และเท่าที่ข้าพเจ้าทราบนั้น ไม่มีบทซิกิรใดที่เจาะจงสำหรับการเข้ามัสยิดหะรอมโดยเฉพาะ ซึ่งมีรายงานที่ถูกต้องมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

เมื่อเขาไปถึงกะอ์บะฮ์ ก็ให้หยุดกล่าวตัลบิยะฮ์ก่อนที่จะเริ่มทำการฏอวาฟ หากเขาเป็นผู้ที่ทำอุมเราะฮ์หรือทำหัจญ์แบบตะมัตตัวะอ์ จากนั้นให้ไปยังหินดำและหันหน้าเข้าหา แล้วสัมผัสมันด้วยมือขวา และจูบมันหากเป็นไปได้ โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนจากการเบียดเสียด และให้กล่าวขณะที่สัมผัสมันว่า: "บิสมิลลาฮิ วัลลอฮุอักบัร" หรือกล่าวว่า: "อัลลอฮุอักบัร แต่หากไม่สามารถจูบได้ ก็ให้สัมผัสมันด้วยมือ หรือไม้เท้า หรือสิ่งที่คล้ายกัน แล้วจูบสิ่งที่ใช้สัมผัสมัน และหากไม่สามารถสัมผัสได้ ก็ให้ทำการแบมือไปทางมัน และกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" โดยไม่ต้องจูบมือ และเงื่อนไขสำหรับความถูกต้องของการเฏาะวาฟคือ: ผู้เฏาะวาฟจะต้องอยู่ในสภาพที่สะอาดจากหะดัษเล็กและหะดัษใหญ่ เพราะการเฏาะวาฟนั้นเหมือนกับการละหมาด เพียงแต่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยได้ และให้กะบะฮ์อยู่ทางด้านซ้ายของเขาขณะทำการเฏาะวาฟ และหากเขากล่าวในช่วงเริ่มเฏาะวาฟว่า: อัลลอฮุมมะ อีมานัน บิกะ วะตัศดีค็อน บิกิตาบิกะ วะวะฟาอัน บิอะฮ์ดิกะ วะอิตติบาอัน ลิซุนนะติ นะบียิกะ มุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม"(ความว่า :โอ้อัลลอฮ์ ด้วยการศรัทธาต่อพระองค์ การเชื่อมั่นในคัมภีร์ของพระองค์ การปฏิบัติตามสัญญาของพระองค์ และการเจริญรอยตามแบบฉบับของนบีมุฮัมมัดของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะสิ่งนั้นมีรายงานมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเฏาะวาฟเจ็ดรอบ โดยให้ทำรอมัล (เดินเร็ว) ในสามรอบแรกของการเฏาะวาฟครั้งแรก ซึ่งเป็นการเฏาะวาฟที่เขาทำเป็นอันดับแรกเมื่อเดินทางมาถึงมักกะฮ์ ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้ประกอบอุมเราะฮ์ หรือผู้ทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวะอ์ หรือผู้ทำฮัจญ์แบบอิฟรอด หรือผู้ทำฮัจญ์แบบกิรอน และเดินตามปกติในสี่รอบที่เหลือ โดยเริ่มแต่ละรอบจากหินดำและสิ้นสุดที่หินดำนั้น

และการรัมล์ คือการเดินเร็วด้วยการก้าวสั้นๆ และส่งเสริมให้เขาเปิดไหล่ขวาตลอดการเฏาะวาฟนี้ ไม่ใช่ในเฏาะวาฟอื่น การอิฏฏิบาอ์ คือการเอาส่วนกลางของผ้าอิห์รอมไว้ใต้รักแร้ขวา และเอาปลายทั้งสองของผ้าคลุมไว้บนไหล่ซ้าย

และหากสงสัยในจำนวนรอบ ก็ให้ยึดสิ่งที่มั่นใจ นั่นคือจำนวนที่น้อยกว่า ดังนั้นหากสงสัยว่าได้เฏาะวาฟไปสามรอบหรือสี่รอบ ก็ให้ถือว่าเป็นสามรอบ และให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันในการสะแอ

และหลังจากเสร็จสิ้นการเฏาะวาฟนี้ ให้เขาสวมริดาอ์ของเขาโดยให้คลุมไหล่ทั้งสอง และให้ปลายทั้งสองอยู่บนหน้าอกของเขา ก่อนที่จะทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์ของการเฏาะวาฟ

และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่จำเป็นต้องตักเตือนบรรดาสตรีและห้ามปรามพวกนางก็คือ การที่พวกนางฏอวาฟพร้อมกับการประดับประดาและใช้น้ำหอม และการไม่ปกปิดร่างกายทั้งๆ ที่พวกนางคือเอาเราะฮ์ ดังนั้นจำเป็นที่พวกนางจะต้องปกปิดร่างกาย และละทิ้งการประดับประดาในขณะฏอวาฟและในสถานการณ์อื่นๆ ที่พวกนางต้องปะปนกับบรรดาบุรุษ เพราะพวกนางคือเอาเราะฮ์และเป็นฟิตนะฮ์ และใบหน้าของสตรีนั้นคือส่วนที่เปิดเผยถึงการประดับประดาของนางได้ชัดเจนที่สุด ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้นางเปิดเผยใบหน้าของนาง เว้นแต่กับบรรดามะห์รอมของนางเท่านั้น ดังดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: "...และอย่าเปิดเผยความงามของพวกนางเว้นแต่แก่สามีของพวกนาง.." (ซูเราะฮ์ อันนูร : 31) ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้พวกเธอเปิดเผยใบหน้าขณะจูบหินดำหากมีชายคนใดมองเห็น และหากไม่มีความสะดวกสำหรับพวกเธอในการสัมผัสหินดำและจูบมัน ก็ไม่อนุญาตให้พวกเธอเบียดเสียดกับบรรดาผู้ชาย แต่พวกเธอควรเฏาะวาฟอยู่ด้านหลังพวกเขา และนั่นเป็นการดีกว่าสำหรับพวกเธอและได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่กว่าการเฏาะวาฟใกล้กะอ์บะฮ์ในสภาพที่ต้องเบียดเสียดกับบรรดาผู้ชาย และไม่มีการวิ่งเหยาะๆและการเปิดไหล่ขวา (อัล-อิฎฏิบาอ์) ในการเฏาะวาฟอื่นนอกเหนือจากนี้ และไม่มีในการสะแอ และไม่มีสำหรับผู้หญิง เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้กระทำการวิ่งเหยาะๆ และการเปิดไหล่ขวา นอกจากในการเฏาะวาฟครั้งแรกของท่านเมื่อท่านเดินทางมาถึงมักกะฮ์ และในขณะเฏาะวาฟนั้น (ผู้กระทำ) จะต้องอยู่ในสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์จากหะดัษและสิ่งสกปรก มีความนอบน้อมและถ่อมตนต่อพระผู้อภิบาลของเขา

และส่งเสริมให้เขารำลึกถึงอัลลอฮ์และขอดุอาอ์ให้มากในระหว่างการเฏาะวาฟ และหากเขาอ่านอัลกุรอานก็ถือเป็นสิ่งที่ดี โดยที่บทซิกร์หรือดุอาอ์ที่เฉพาะเจาะจงนั้นไม่ใช่ข้อบังคับ (วาญิบ) สำหรับการเฏาะวาฟนี้หรือเฏาะวาฟอื่นๆ และสำหรับการสะแอ

ส่วนการที่ผู้คนบางส่วนได้กำหนดบทซิกร์หรือบทดุอาอ์เป็นการเฉพาะสำหรับแต่ละรอบของการเฏาะวาฟหรือการสะแอนั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่มีที่มาที่ไปในทางบัญญัติศาสนา แต่ทว่าการกล่าวซิกร์และขอดุอาอ์ใดๆ ที่สะดวกก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เมื่อเดินมาถึงตรงมุมยะมานีย์ ก็ให้สัมผัสมันด้วยมือขวา และกล่าวว่า “บิสมิลลาฮิ วัลลอฮุอักบัร” โดยไม่ต้องจูบมัน แต่หากการสัมผัสมันเป็นเรื่องยาก ก็ให้เดินผ่านไปและเฏาะวาฟต่อไป โดยไม่ต้องแบมือเป็นสัญลักษณ์ไปยังมุมนั้น และไม่ต้องกล่าวตักบีรเมื่อเดินมาถึงตรงมุมนั้น เนื่องจากการกระทำดังกล่าวไม่มีหลักฐานยืนยันมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เท่าที่เราทราบ และส่งเสริมให้กล่าวระหว่างมุมยะมานีย์และหินดำว่า: "...ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา ฮะซะนะฮ์ วะฟิลอาคิเราะฮ์ ฮะซะนะฮ์ วะกินา อะซาบันนารฺ"(ความว่า : โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานให้แก่พวกเราซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในปรโลก และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 201) และทุกครั้งที่เดินมาถึงแนวเดียวกับหินดำ ก็ให้สัมผัสมันและจูบมัน และกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" แต่หากไม่สามารถทำได้ ก็ให้แบมือเป็นสัญลักษณ์ไปทางหินดำและกล่าวตักบีรทุกครั้งที่เดินมาถึงแนวเดียวกัน

ไม่เป็นไรที่จะเฏาะวาฟเลยจากบ่อซัมซัมและมะกอมไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่แออัด และมัสญิดทั้งหมดเป็นสถานที่สำหรับการเฏาะวาฟ และถึงแม้ว่าจะเฏาะวาฟในโถงทางเดินของมัสญิดก็ถือว่าใช้ได้ แต่ทว่าการเฏาะวาฟใกล้กับกะอ์บะฮ์นั้นประเสริฐกว่าหากสามารถกระทำได้

และเมื่อเสร็จจากการเฏาะวาฟ ก็ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังมะกอมหากมีความสะดวก แต่ถ้าไม่มีความสะดวกเนื่องจากความแออัดหรือเหตุอื่นใด ก็จงละหมาด ณ ที่ใดก็ได้ในมัสยิด และสุนนะฮ์ให้อ่านในสองร็อกอะฮ์นั้นหลังจากซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ "กุล ยาอัยยุฮัลกาฟิรูน" (ความว่า : จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย) (ซูเราะฮ์ อัลกาฟิรูน : 1) ในร็อกอะฮ์แรก และ "กุล ฮุวัลลอฮุ อะฮัด" (ความว่า : จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ) (ซูเราะฮ์ อัลอิคลาศ : 1) ในร็อกอะฮ์ที่สอง นี่คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และหากเขาอ่านบทอื่น ๆ ก็ไม่เป็นไร จากนั้นให้เขามุ่งไปยังหินดำและสัมผัสมันด้วยมือขวาของเขาหากสามารถทำได้ เพื่อเป็นการเจริญรอยตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องดังกล่าว

จากนั้นก็ออกไปยังภูเขาเศาะฟาทางประตูของมัน แล้วขึ้นไปบนนั้นหรือยืนอยู่ ณ ที่นั้น และการขึ้นไปบนภูเขาเศาะฟานั้นประเสริฐกว่าหากทำได้โดยสะดวก และเมื่อเริ่มรอบแรกให้อ่านพระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ว่า: "อินนัศศ่อฟา วัลมัรวะตะ มิน ชะอะอิริลลอฮฺ" (ความว่า : แท้จริงแล้ว "เศาะฟา" และ "มัรวะฮ์" เป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ทางศาสนาของอัลลอฮ์...) (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 158)

เป็นซุนนะฮ์ให้หันหน้าไปยังทิศกิบละฮ์บนภูเขาเศาะฟา แล้วสรรเสริญอัลลอฮ์ และกล่าวตักบีร โดยกล่าวว่า: "ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุ อักบัร ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะห์ดะฮู ลา ชะรีกะ ละฮฺ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลฮัมดุ ยุห์ยี วะยุมีต วะฮุวะ อะลา กุลลิ ชัยอิน กอดีร ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะห์ดะฮฺ อันญะซะ วะอฺดะฮฺ วะนะศ่อรอ อับดะฮฺ วะฮะซะมะ อัลอะห์ซาบะ วะห์ดะฮฺ" (ความว่า : ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจทั้งหมดเป็นของพระองค์ และการสรรเสริญทั้งมวลเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงให้มีชีวิตและให้ตาย และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงทำให้สัญญาของพระองค์สำเร็จ ทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ และทรงปราบปรามฝ่ายทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียว) จากนั้นก็ให้ขอดุอาอ์ตามที่สะดวก โดยยกมือทั้งสองขึ้น และให้กล่าวซิกรุลลอฮ์และดุอาอ์นี้ซ้ำ (สามครั้ง) จากนั้นจึงลง แล้วเดินสู่มัรวะฮ์ด้วยการเดินปกติ เมื่อถึงจุดไฟสีเขียวแรก ก็ให้ผู้ชายวิ่งเหยาะๆ อย่างรวดเร็ว จนกว่าจะถึงจุดไฟสีเขียวที่สอง ส่วนสตรีนั้น ไม่ถูกบัญญัติให้วิ่งเหยาะๆ ระหว่างจุดไฟสีเขียวทั้งสอง เพราะนางเป็นเอาเราะฮ์ แต่สิ่งที่ถูกบัญญัติสำหรับนางคือการเดินตลอดการสะแอทั้งหมด จากนั้นก็เดิน แล้วขึ้นไปยังภูเขามัรวะฮ์หรือยืนอยู่ที่นั่น โดยการขึ้นไปบนนั้นย่อมประเสริฐกว่า หากสะดวก ให้กล่าวและกระทำที่มัรวะฮ์เช่นเดียวกับที่เขาได้กล่าวและกระทำไว้ที่เศาะฟา เว้นแต่การอ่านอายะฮ์ ซึ่งคือพระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: "อินนัศศ่อฟา วัลมัรวะตะ มิน ชะอะอิริลลอฮฺ" (ความว่า : แท้จริงแล้ว "เศาะฟา" และ "มัรวะฮ์" เป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ทางศาสนาของอัลลอฮ์...) (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 158) เพราะสิ่งนี้แท้จริงแล้วถูกกำหนดไว้ให้กระทำเฉพาะเมื่อขึ้นไปยังศอฟา ในรอบแรกเท่านั้น เพื่อเป็นการปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นให้ลงมา แล้วเดินในส่วนที่ต้องเดิน และวิ่งเร็วในส่วนที่ต้องวิ่งเร็ว จนกระทั่งถึงศอฟา ให้ทำเช่นนั้น 7 เที่ยว โดยนับการเดินจากศอฟาไปยังมัรวะฮ์เป็น 1 เที่ยว และการเดินกลับจากมัรวะฮ์ไปยังศอฟาเป็น 1 เที่ยว เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทรงปฏิบัติในสิ่งที่ได้กล่าวมา และได้กล่าวว่า: "พวกเจ้าทั้งหลาย จงยึด แบบอย่างจากฉัน จากการประกอบพิธีหัจญ์ของพวกเจ้าทั้งหลาย" [51] และเป็นที่ส่งเสริมให้กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ์และวิงวอนขอพรให้มากในขณะทำการสะแอเท่าที่สะดวก และให้อยู่ในสภาพที่สะอาดจากหะดัษใหญ่และหะดัษเล็ก และหากทำการสะแอโดยไม่มีความสะอาดก็ถือว่าไช้ได้แล้ว และเช่นเดียวกัน หากผู้หญิงมีประจำเดือนหรืออยู่ในภาวะนิฟาสหลังจากการตอวาฟ ให้เธอทำการสะแอ และสิ่งนั้นก็ถือว่าไช้ได้สำหรับเธอ เพราะความสะอาดไม่ใช่เงื่อนไขในการสะแอ แต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น [51] ได้กล่าวถึงแหล่งที่มาก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อเสร็จสิ้นการสะแอแล้ว เขาต้องโกนศีรษะหรือตัดผมให้สั้นลง และการโกนสำหรับผู้ชายนั้นดีกว่า หากเขาตัดผมให้สั้นลงและเว้นการโกนไว้สำหรับพิธีหัจญ์ ก็ถือเป็นการดี และหากการเดินทางมาถึงมักกะฮ์ของเขาใกล้กับเวลาประกอบพิธีหัจญ์ การตัดผมให้สั้นลงก็ย่อมดีกว่า เพื่อที่จะได้โกนศีรษะในพิธีหัจญ์ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อท่านและบรรดาสาวกของท่านเดินทางมาถึงมักกะฮ์ในวันที่สี่ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ ได้สั่งให้ผู้ที่ไม่ได้นำสัตว์พลี (ฮัดย์) มาด้วย ให้พ้นจากภาวะอิห์รอมและตัดผมให้สั้นลง และไม่ได้สั่งให้พวกเขาโกน และในการตัดผมให้สั้นลงนั้น จำเป็นต้องทำทั่วทั้งศีรษะ การตัดเพียงบางส่วนนั้นไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับการโกนเพียงบางส่วนก็ไม่เพียงพอเช่นกัน ส่วนผู้หญิงนั้น ศาสนาบัญญัติให้ทำได้เพียงการตัดผมให้สั้นลงเท่านั้น และสิ่งที่บัญญัติสำหรับนางคือให้ตัดจากปลายผมทุกช่อที่ถักไว้ประมาณหนึ่งปลายนิ้วหรือน้อยกว่า และอันนะมะละฮ์ (الأنملة) คือส่วนปลายสุดของนิ้ว และนางไม่ต้องตัดให้ยาวเกินกว่านั้น

เมื่อผู้ครองอิห์รอมได้ปฏิบัติสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วเสร็จสิ้น อุมเราะฮ์ของเขาก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ และทุกสิ่งที่เคยต้องห้ามสำหรับเขาเนื่องจากการครองอิห์รอมก็เป็นที่อนุมัติแก่เขา เว้นแต่ว่าเขาได้นำสัตว์ฮัดย์มาด้วย ซึ่งในกรณีนั้น เขายังคงต้องอยู่ในสภาพครองอิห์รอมต่อไปจนกว่าเขาจะได้เปลื้องอิห์รอมจากการทำหัจญ์และอุมเราะฮ์พร้อมกัน

ส่วนผู้ที่ครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีหัจญ์แบบอิฟรอด หรือประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะห์ร่วมกัน ถือเป็นซุนนะฮ์สำหรับเขาที่จะเปลี่ยนการครองอิห์รอมของเขาไปเป็นอุมเราะห์ และปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ที่ทำหัจญ์ตะมัตตุอ์ เว้นแต่ว่าเขาได้นำสัตว์พลีมาด้วย เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งบรรดาสาวกของท่านให้ทำเช่นนั้น และได้กล่าวว่า: “หากฉันไม่ได้นำสัตว์พลีมาด้วย ฉันก็จะปลดอิห์รอมพร้อมกับพวกท่านแล้ว” (52) [52]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1568)

และหากสตรีมีประจำเดือนหรือมีเลือดหลังคลอดบุตรหลังจากที่เธอได้ทำการอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮ์ ก็ห้ามเฏาะวาฟและสะแอระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮ์จนกว่าเธอจะสะอาด เมื่อเธอสะอาดแล้ว ให้เธอทำการเฏาะวาฟ สะแอ และตัดผม และอุมเราะฮ์ของเธอก็จะสมบูรณ์ด้วยการกระทำดังกล่าว แต่หากเธอยังไม่สะอาดก่อนวันตัรวียะฮ์ ให้เธอตั้งเจตนาอิห์รอมเพื่อทำหัจญ์จากสถานที่ที่เธอพำนักอยู่ และเดินทางไปยังมินาพร้อมกับผู้คน และด้วยเหตุนี้ เธอจะกลายเป็นการทำหัจญ์แบบกิรอน (การทำหัจญ์ควบคู่ไปกับอุมเราะฮ์) และให้เธอปฏิบัติในทุกขั้นตอนเหมือนกับที่ผู้ประกอบพิธีหัจญ์ปฏิบัติ เช่น การวุกูฟที่อะรอฟะฮ์ การอยู่ที่มัชอะริลหะรอม การขว้างก้อนหิน การพักค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์และมินา การเชือดสัตว์พลี และการตัดผม เมื่อเธอสะอาดแล้ว ให้เธอทำการเฏาะวาฟและสะแอระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮ์ ด้วยการเฏาะวาฟเพียงครั้งเดียวและการสะแอเพียงครั้งเดียว ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการทำหัจญ์และอุมเราะฮ์ของเธอ เนื่องจากมีหะดีษของท่านหญิงอาอิชะฮ์ว่า นางได้มีประจำเดือนหลังจากที่ได้ทำการอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮ์ แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวกับนางว่า: "จงทำทุกอย่างที่ผู้ประกอบพิธีหัจญ์ทำกัน ยกเว้นเจ้าจะต้องไม่ทำการตอวาฟรอบบัยตุลลอฮ์ จนกว่าเจ้าจะสะอาดจากประจำเดือน" [53] บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม [53]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (305) และมุสลิม (1211)

และหากสตรีที่มีประจำเดือนหรือมีเลือดหลังคลอดบุตรได้ขว้างเสาหินในวันนะหัรและได้ตัดผมของนางแล้ว ทุกสิ่งที่เคยเป็นที่ต้องห้ามสำหรับนางในขณะครองอิห์รอมนั้นถือว่าเป็นที่อนุมัติแล้ว เช่น การใช้น้ำหอม และอื่นๆ ยกเว้นสามีของนาง จนกว่านางจะประกอบพิธีหัจญ์ของนางจนเสร็จสมบูรณ์เช่นเดียวกับสตรีคนอื่นๆ ที่สะอาด ดังนั้น เมื่อนางได้ทำการเฏาะวาฟและสะแอหลังจากที่สะอาดแล้ว สามีของนางก็เป็นที่อนุมัติสำหรับนางแล้ว

บท

ข้อตัดสิน(หุก่ม)การครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีหัจญ์ในวันที่แปดของเดือนซุลฮิจญะฮ์ และการออกไปยังมีนา

เมื่อถึงวันตัรวิยะฮ์ ซึ่งเป็นวันที่แปดของเดือนซุลฮิจญะฮ์ เป็นที่ส่งเสริมสำหรับผู้ที่พำนักในมักกะฮ์และผู้ที่ต้องการประกอบพิธีหัจญ์จากชาวมักกะฮ์ ให้ครองอิห์รอมหัจญ์จากที่พักของพวกเขา เนื่องจากบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พำนักอยู่ที่อัลอับเฏาะห์ และได้ครองอิห์รอมหัจญ์จากที่นั่นในวันตัรวิยะฮ์ตามคำสั่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้สั่งใช้ให้พวกเขาไปยังบัยตุลลอฮ์เพื่อครองอิห์รอมที่นั่น หรือที่รางน้ำมีซาบ และเช่นเดียวกันก็ไม่ได้สั่งใช้ให้พวกเขาเฏาะวาฟอำลาเมื่อจะเดินทางไปยังมีนา หากว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้ แน่นอนว่าท่านก็จะสอนพวกเขา และความดีงามทั้งหมดนั้นอยู่ในการปฏิบัติตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม

ซุนนะฮ์ให้เขาอาบน้ำ ทำความสะอาด และใช้น้ำหอมเมื่อจะครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮจญ์ เช่นเดียวกับที่เขาทำเมื่อครองอิห์รอมจากมีกอต หลังจากครองอิห์รอมหัจญ์แล้ว สุนนะฮ์ให้พวกเขาเดินทางไปยังมีนาในวันอัตตัรวียะฮ์ ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังดวงตะวันคล้อย และให้พวกเขากล่าวตัลบียะฮ์ให้มากจนกระทั่งขว้างเสาหินที่ญัมเราะตุลอัลอากอบะฮ์ และให้พวกเขาละหมาดซุฮริ อัสริ มัฆริบ อิชาอ์ และซุบฮิที่มินา และสุนนะฮ์คือให้ละหมาดแต่ละเวลาในเวลาของมันแบบย่อโดยไม่มีการรวม ยกเว้นละหมาดมัฆริบและซุบฮิซึ่งจะไม่มีการละหมาดย่อ

และไม่มีความแตกต่างระหว่างชาวมักกะฮ์และคนอื่นๆ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ละหมาดแบบย่อพร้อมกับผู้คนทั้งชาวมักกะฮ์และคนอื่นๆ ที่มินา อะเราะฟะฮ์ และมุซดะลิฟะฮ์ และท่านไม่ได้สั่งให้ชาวมักกะฮ์ละหมาดแบบเต็ม และหากว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขา แน่นอนท่านก็จะชี้แจงแก่พวกเขา

จากนั้น หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นของวันอะรอฟะฮ์ ผู้ประกอบพิธีหัจญ์จะมุ่งหน้าจากมีนาไปยังอะรอฟะฮ์ และเป็นสุนนะฮ์ให้พวกเขาอยู่ที่นะมิเราะฮ์จนถึงหลังเที่ยง ถ้าทำได้ เพราะเป็นการกระทำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

เมื่อดวงอาทิตย์คล้อย(หลังเที่ยงตรง) เป็นสุนนะฮ์สำหรับอิหม่ามหรือตัวแทนของเขาที่จะกล่าวคุฏบะฮ์แก่ผู้คนซึ่งเป็นคุฏบะฮ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยชี้แจงในคุฏบะฮ์นั้นถึงสิ่งที่ศาสนากำหนดไว้สำหรับผู้ประกอบพิธีหัจญ์ในวันนั้นและวันต่อๆ ไป และสั่งใช้พวกเขาให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ให้เอกภาพต่อพระองค์ และมีความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ในทุกการงาน และตักเตือนพวกเขาให้ห่างไกลจากสิ่งต้องห้ามของพระองค์ และสั่งเสียพวกเขาให้ยึดมั่นในคัมภีร์ของอัลลอฮ์และแบบฉบับ(สุนนะฮ์)ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และให้ยึดถือทั้งสองเป็นบทบัญญัติและข้อตัดสินในทุกๆ เรื่อง เพื่อเป็นการเจริญรอยตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องทั้งหมดนั้น และหลังจากนั้น พวกเขาจะละหมาดซุฮ์ริและอัศริแบบย่อและรวมในเวลาซุฮ์ริ ด้วยการอะซานหนึ่งครั้งและอิกอมะฮ์สองครั้ง เนื่องจากการปฏิบัติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บันทึกโดยมุสลิม จากหะดีษของท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ

จากนั้น บรรดาผู้คนก็จะไปหยุดอยู่ที่อะเราะฟะฮ์ และทั้งหมดของอะเราะฟะฮ์คือสถานที่หยุดพัก ยกเว้นที่บัตนุอุเราะนะฮ์ และเป็นที่ส่งเสริมให้หันหน้าไปยังกิบละฮ์และภูเขาเราะห์มะฮ์หากสะดวก แต่หากไม่สะดวกที่จะหันหน้าไปทั้งสองอย่าง ก็ให้หันหน้าไปยังกิบละฮ์เพียงอย่างเดียว แม้ว่าจะไม่ได้หันหน้าไปยังภูเขาก็ตาม และเป็นที่ส่งเสริมสำหรับผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ ณ สถานที่แห่งนี้ ให้พากเพียรในการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮู การวิงวอน และการสำรวมตนต่อพระองค์ โดยให้ยกมือขึ้นขณะทำการวิงวอน และหากเขากล่าวตัลบิยะฮ์หรืออ่านอัลกุรอานบางส่วนก็ถือเป็นสิ่งที่ดีงาม และเป็นสุนนะฮ์ให้กล่าวบทซิกรุลลอฮ์นี้ให้มาก: ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะหฺดะฮู ลา ชะรีกะ ละฮฺ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมดุ ยุหฺยี วะยุมีต วะฮุวะ อะลา กุลลิ ชัยอิน ก็อดีรฺ" (ความว่า :ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ อำนาจการปกครองและการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์ พระองค์ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย และพระองค์คือผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง) เนื่องจากมีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวว่า: "การดุอาอ์ที่ดีที่สุดคือการดุอาอ์ในวันอะเราะฟะฮ์ และบทกล่าวที่ประเสริฐที่สุดที่ฉันและบรรดานบีก่อนหน้าฉันได้กล่าวคือ: ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะหฺดะฮู ลา ชะรีกะ ละฮฺ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมดุ ยุหฺยี วะยุมีต วะฮุวะ อะลา กุลลิ ชัยอิน ก็อดีรฺ" (ความว่า :ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ อำนาจการปกครองและการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์ พระองค์ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย และพระองค์คือผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง) [54] มีหะดีษที่เศาะฮีห์ โดยที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: «ถ้อยคำอันเป็นที่รักยิ่งสำหรับอัลลอฮ์มีสี่ถ้อยคำ คือ ซุบหานัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮ์), วัลหัมดุลิลลาฮ์ (การสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์), วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์แต่เพียงพระองค์เดียว), และวัลลอฮุอักบัร (อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด)» [55] [54] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ (3585) [55] รายงานโดย มุสลิม (2137)

ดังนั้นจึงสมควรกล่าวรำลึกบทนี้ให้มากและกล่าวซ้ำๆ ด้วยความนอบน้อมและจิตใจที่จดจ่อ และสมควรกล่าวบรรดาบทซิกร์และดุอาอ์ต่างๆ ที่มีระบุไว้ในบทบัญญัติศาสนาให้มากในทุกช่วงเวลาเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่แห่งนี้และในวันอันยิ่งใหญ่นี้ และให้เลือกบทซิกร์และดุอาอ์ที่มีความหมายครอบคลุม ซึ่งส่วนหนึ่งจากนั้นคือ:

* สุบหานัลลอฮิ วะบิหัมดิฮฺ สุบหานัลลอฮิลอะซีม (ความว่า : มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮ์และด้วยการสรรเสริญสดุดีต่อพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่) "ลาอิลาฮะ อิลลา อันตะ สุบหานะกะ อินนี กุนตุ มินัซซอศศอลิมีน..." (ความว่า : ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้นอกจากพระองค์เท่านั้น มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ แท้จริงข้าพระองค์เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรมทั้งหลาย) (ซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอ์ : 87)

*ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะลา นะอฺบุดุ อิลลา อียาฮฺ ละฮุนนิอฺมะตุ วะละฮุลฟัฎลุ วะละฮุษษะนาอุลหะซัน ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุคลิศีนะ ละฮุดดีน วะเลา กะริฮัลกาฟิรูน (ความว่า : ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และเราไม่เคารพสักการะสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น เป็นสิทธิแห่งพระองค์ซึ่งการประทานนิอ์มัต(ความโปรดปราน) ความประเสริฐและการสรรเสริญที่งดงาม ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์โดยที่เรามอบความบริสุทธิ์ใจแห่งการยึดมั่นในศาสนาแด่พระองค์แม้ว่าเหล่าผู้ปฎิเสธจะชิงชังก็ตาม)

* ลา เหาละ วะ ลา กูวะตะ อิลลา บิลลาห์ (ความมาย : ไม่มีความสามารถและพละกำลังใดที่เกิดขึ้นเว้นแต่ด้วยกับพลังอำนาจของอัลลอฮ์) [56] [56] รายงานโดย มุสลิม จากอิบนุซซุบัยร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (594)

"ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา ฮะซะนะตัน วะฟิลอาคิเราะฮฺ ฮะซะนะตัน วะกินา อะซาบันนารฺ..."(ความว่า : โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานให้แก่พวกเราซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในปรโลก และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 201)

* อัลลอฮุมมะ อัศลิหฺ ลี ดีนนิยัลละซี ฮุวะ อิศมะตุ อัมรี, วะอัศลิหฺ ลี ดุนยายัลละตี ฟีฮา มาอาชี, วะอัศลิหฺลี อาคิรอติยัลละตี ฟีฮา มาอาดี, วัจอฺอะลิล ฮะยาตะ ซิยาดะตัน ลี ฟี กุลลิค็อยรฺ, วัลเมาตะ รอหะตันลี มิน กุลลิ ชัรรฺ (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงปรับปรุงศาสนาของข้าพระองค์ อันเป็นเครื่องคุ้มครองกิจการทั้งปวงของข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงปรับปรุงโลกดุนยาของข้าพระองค์ ซึ่งเป็นที่ดำรงชีวิตของข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงปรับปรุงอาคิเราะฮ์ของข้าพระองค์ ซึ่งเป็นที่กลับคืนของข้าพระองค์ และขอทรงทำให้ชีวิตนี้เป็นการเพิ่มพูนความดีทุกประการแก่ข้าพระองค์ และขอทรงทำให้ความตายเป็นการพักผ่อนแก่ข้าพระองค์จากความชั่วทั้งปวง) [57] [57] รายงานโดย มุสลิม จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (2720)

* อะอูซุ บิลลาฮฺ มิน ญะฮ์ดิล บะลาอ์, วะดะร็อกิช ชะกออ์, วะซูอิล ก็อดอออิ, วะชะมาตะติล อะอ์ดาอ์ (ความว่า : ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากภัยพิบัติที่ร้ายแรง ความทุกข์ยาก ชะตาชีวิตที่เลวร้าย และการแตกพ่ายต่อบรรดาศัตรู) [58] [58]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ จากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (6347)

*อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุ บิกะ มินัล ฮัมมิ วัลฮะซะน, วะอะอูซุ บิกะ มินัล อะอัจญ์ซิ วัลกะซัล, วะอะอูซุ บิกะ มินัล ญุบน์นิ วัลบุคฺล, วะมินัล มะอฺษะมิ วัลมัฆฺร็อม, วะอะอูซุ บิกะ มิน ฆะละบะติด ดัยน์ วะก็อฮฺริรฺ ริญาล (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความกังวลและความโศกเศร้า และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความอ่อนแอและความเกียจคร้าน และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความขี้ขลาดและความตระหนี่ และจากบาปและหนี้สิน และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากการติดหนี้ที่มากมายจนล้นตัว และการกดขี่ของผู้อื่น) [59] [59] ด้วยสำนวนนี้ รายงานโดย อบูดาวูด จากอะบีอุมามะฮฺ อัลอันศอรีย์ โดยไม่มีสำนวนว่า (วะมินัล มะอฺษะมิ วัลมัฆฺร็อม, ความว่า : และจากบาปและหนี้สิน) (1554)

* อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุ บิกะ มินัล บะร็อศ วัลญุนูน วัลญุซาม วะมิน ซัยยิอิล อัสกอม (ความว่า : โอ้ อัลลอฮ์ เเท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากโรคผิวด่าง ความวิกลจริต โรคเรื้อน เเละความเจ็บป่วยที่เลวร้ายทั้งปวง) [60] [60] รายงานโดย อบูดาวูด (1554)

* อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัล อัฟวะ วัลอาฟิยะฮฺ ฟิดดุนยา วัลอาคิเราะฮฺ (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอวิงวอนต่อพระองค์ได้โปรดประทานอภัยและความปลอดภัย ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮ์)

* อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัล อัฟวะ วัลอาฟิยะฮฺ ฟี ดีนี วะดุนยายะ วะอะฮฺลี วะมาลี (ความว่า: โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอวิงวอนต่อพระองค์โปรดประทานอภัยและความปลอดภัยในศาสนาของฉัน โลกดุนยาของฉัน ครอบครัวของฉัน และทรัพย์สินของฉัน)

* อัลลอฮุมมะ อุสตุร เอาเราะตี วะอามิน เราอาตี, อัลลอฮุมมะ อิห์ฟัซนี มิน บัยนะ ยะดัยยะ วะมิน ค็อลฟี, วะอัน ยะมีนี วะอัน ชิมาลี, วะมิน เฟากี, วะอะอูซุ บิอะซ่อมะติกะ อัน อุฆตาละ มิน ตะห์ตี (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ ขอได้โปรดปกปิดเอาเราะฮ์ของฉัน และโปรดประทานความสงบเยือกเย็นในใจของฉัน โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์โปรดคุ้มครองฉันจาก เบื้องหน้าของฉัน เบื้องหลังของฉัน เบื้องขวาของฉัน เบื้องซ้ายของฉัน และเบื้องบนของฉัน และฉันขอความคุ้มครองด้วยความยิ่งใหญ่ของพระองค์จากการถูกจู่โจมจากเบื้องล่างของฉัน) [61] [61] รายงานโดย อบูดาวูด จากอิบนิ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (5074)

* อัลลอฮุมมะ อัฆฟิรฺ ลี ญิดดี วะฮัซลี, วะค็อเฏาะอี วะอัมดี วะกุลละ ซาลิกะ อินดี อัลลอฮุมมะ อัฆฟิรฺ ลี มา ก็อดดัมตุ วะมา อัคค็อรตุ วะมา อัสร็อรตุ วะมา อะอฺลันตุ วะมา อันตะ อะอฺละมุ บิฮี มินนี อันตัล มุก็อดดิมุ วะอันตัล มุอัคคิรฺ วะอันตะ อะลา กุลลิ ชัยอิน ก็อดีรฺโอ้ อัลลอฮ์ โปรดอภัยโทษแก่ฉัน (ในความผิดที่ฉันได้กระทำไป) ไม่ว่าจะร้ายแรงหรือโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ความผิดทั้งหมดนี้เกิดจากตัวฉันเอง, โอ้ อัลลอฮ์ โปรดยกโทษให้ฉันสำหรับสิ่งที่ฉันรุดหน้าแล้วและสิ่งที่ฉันล่าช้าไป และสิ่งที่ฉันปกปิดไว้และสิ่งที่ฉันได้เปิดเผยไปแล้ว และสิ่งที่พระองค์ทรงรู้ดีกว่าฉัน พระองค์คือผู้ทรงนำหน้า และพระองค์คือผู้ทรงตามหลัง และพระองค์ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง [62] [62] ส่วนหนึ่งของหะดีษ รายงานโดย มุสลิม จากท่านอบูมูซา อัลอัชอะรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ(2719)

* อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัส ซะบาตะ ฟิล อัมริ วัลอะซีมะตะ อะลัร รุชด์, วะอัสอะลุกะ ชุกรอ นิอฺมะติกะ วะฮุสนะ อิบาดะติก, วะอัสอะลุกะ ก็อลบัน สะลีมัน วะลิซานัน ศอดิก็อน, วะอัสอะลุกะ มิน ค็อยริ มา ตะอฺลัม, วะอะอูซุ บิกะ มิน ชัรรฺริ มา ตะอฺลัม, วะอัสตัฆฟิรุกะ ลิมา ตะอฺลัม, อินนะกะ อัลลามุล ฆุยูบ (ความว่า : โอ้ อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอต่อพระองค์ให้ทรงประทานสภาพของการยืนหยัดอย่างมั่นคงในทุกๆ กิจการงาน และให้มีความแน่วแน่บนการชี้นำอันถูกต้อง และฉันขอต่อพระองค์ให้ได้ขอบคุณในความโปรดปรานของพระองค์ และได้เคารพภักดีต่อพระองค์อย่างดีเยี่ยม และฉันขอต่อพระองค์ซึ่งหัวใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส และลิ้นที่สัตย์จริง และฉันขอต่อพระองค์ซึ่งความดีจากสิ่งที่พระองค์ทรงรอบรู้ และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายจากสิ่งที่พระองค์ทรงรอบรู้ และฉันขออภัยโทษต่อพระองค์สำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ทรงรอบรู้ แท้จริงพระองค์ท่านคือผู้ทรงรอบรู้ยิ่งในสิ่งเร้นลับทั้งหลาย) [63] [63] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ จากชัดด๊าด บิน เอาฟ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (3407)

* อัลลอฮุมมะ ร็อบบันนะบีย์ มุฮัมมัด อะลัยฮิศ ศ็อลาตุ วัศศะลาม, อัฆฟิรฺ ลี ซัมบี วะอัซฮิบ ฆ็อยซ็อ ก็อลบี วะอะญิรนี มิน มุฎิลลาติ้ล ฟิตัน มา อะห์ยัยตะนา (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งนบีมุฮัมมัด ขอความโปรดปรานและสันติสุขจงมีแด่ท่าน โปรดอภัยให้แก่ฉันในบาปของฉัน และโปรดขจัดความโกรธกริ้วไปจากหัวใจของฉัน และโปรดปกป้องฉันให้พ้นจากบททดสอบที่ทำให้หลงผิด ตราบที่พระองค์ทรงให้เรามีชีวิตอยู่) [64] [64] รายงานโดย อะห์มัด จากหะดีษของอุมมุสะละมะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา (6/301)

* อัลลอฮุมมะ ร็อบบัสสะมาวาติ วะร็อบบัล อัรฎิ วะร็อบบัล อัรชิลอะซีม, ร็อบบะนา วะร็อบบะ กุลลิ ชัยอ์, ฟาลิก็อล ฮับบิ วันนะวา, วะมุนซิลัต เตารอติ วัลอินญีลิ วัลฟุรกอน, อะอูซุ บิกะ มิน ชัรรฺริ กุลลิ ชัยอิน อันตะ อาคิซุนบินาศิยะติฮีฮ์, อัลลอฮุมมะ อันตัล เอาวัล ฟะลัยสะ ก็อบลักกะ ชัยอุ, วะอันตัล อาคิรุ ฟะลัยสะ บะอฺดักกะ ชัยอ์, วะอันตัซ ซอฮิรฺ ฟะลัยสะ เฟาก็อกะ ชัยอ์, วะอันตัล บาติน ฟะลัยสะ ดูนั๊กกะ ชัยอ์, อิกฺฎิ อันนัด ดัยนะ วะอัฆนินา มินัล ฟักรฺ (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งฟากฟ้าทั้งหลาย พระผู้อภิบาลแห่งแผ่นดิน และพระผู้อภิบาลแห่งบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ โอ้พระผู้อภิบาลของเรา และพระผู้อภิบาลของทุกสรรพสิ่ง ผู้ทรงให้เมล็ดพืชและอินทผลัมปริออก ผู้ทรงประทานคัมภีร์เตารอต อินญีลและอัลฟุรกอน (อัลกุรอาน) เราขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายของทุกๆ สิ่งที่พระองค์สามารถยึดชีวิตมัน โอ้อัลลอฮ์พระองค์คือผู้แรกซึ่งไม่มีสิ่งใดๆ ก่อนหน้าพระองค์ พระองค์คือผู้สุดท้ายซึ่งไม่มีสิ่งใดหลังจากพระองค์ พระองค์คือผู้โดดเด่นซึ่งไม่มีสิ่งใดเหนือกว่าพระองค์ และพระองค์คือผู้ซ่อนเร้นซึ่งไม่มีสิ่งใดนอกเหนือจากพระองค์ ขอพระองค์โปรดชำระหนี้ให้เรา และให้เรารอดพ้นจากความยากไร้ด้วยเถิด) [65] [65] รายงานโดย มุสลิม จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (2713)

* อัลลอฮุมมะ อะอฺฏิ นัฟซี ตักวาฮา วะซักกิฮา อันตะ ค็อยรุ มัน ซักกาฮา อันตะ วะลียุฮา วะเมาลาฮา อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุ บิกะ มินัล อะอัจญ์ซิ วัลกะซัล วะอะอูซุ บิกะ มินัล ญุบน์นิ วัลฮะรอม วัลบุคฺล วะอะอูซุ บิกะ มิน อะซาบิล ก็อบรฺ (ความว่า :โอ้อัลลอฮ์ ได้โปรดประทานความยำเกรงแก่จิตใจของฉัน และได้โปรดชำระจิตใจของฉันให้สะอาดบริสุทธิ์ แท้จริงพระองค์คือผู้ดีที่สุดในการชำระจิตใจ พระองค์คือผู้ดูแลและนายของมัน โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความอ่อนแอ ความเกียจคร้าน และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความขี้ขลาด ความแก่ชรา และความตระหนี่ และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากการทรมานในหลุมศพ) [66] [66] รายงานโดย มุสลิม จากหะดีษของซัยด์ บิน อัรก็อม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (2722)

* อัลลอฮุมมะ ละกะ อัสลัมต์, วะบิกะ อามันต์, วะอะลัยกะ ตะวักกัลต์, วะอิละยกะ อะนับต์, วะบิกะ คอศ็อมต์, อะอูซุ บิอิซซะติกะ อัน ตุฎิลละนี, ลา อิลาฮะ อิลลา อันต์, อันตัล ฮัยยุล ละซี ลา ยะมูต, วัลญินนุ วัลอินซุ ยะมูตูน (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ แด่พระองค์ฉันยอมจำนน แด่พระองค์ฉันศรัทธา แด่พระองค์ฉันได้มอบหมายการงาน ยังพระองค์ฉันได้กลับไปหา และด้วยพระองค์ฉันได้โต้เถียงเพื่อพระองค์ ฉันขอความคุ้มครองด้วยเดชานุภาพของพระองค์มิให้ทรงทำให้ฉันหลงทาง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงมีชีวิตยั่งยืนไม่มีวันตาย และมวลญินและมนุษย์ทั้งหลายนั้นย่อมประสบกับความตาย) [67] [67] รายงานโดย มุสลิม จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา (2717)

* อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุ บิกะ มิน อิลมิน ลา ยันฟะอฺ, วะมิน ก็อลบิน ลา ยัคชะอฺ, วะมิน นัฟซิน ลา ตัชบะอฺ, วะมิน ดะอฺวะติน ลา ยุสตะญาบุ ละฮา (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ จากหัวใจที่ไม่สำรวม จากความอยากของอารมณ์ที่ไม่รู้จักอิ่ม และจากคำวิงวอนที่ไม่ได้รับการตอบรับ) [68] [68] เป็นส่วนหนึ่งจากหะดีษของซัยด์ บิน อัรก็อม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ซึ่งได้ผ่านการแจ้งถึงที่มาแล้วในหมายเลข (2722)

* อัลลอฮุมมะ ญันนิบ์นี มุงกะรอติล อัคลาก วัลอะอฺมาล วัลอะฮฺวาอ์ วัลอัดวาอ์ (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ โปรดปกป้องฉันให้ห่างไกลจากความชั่วร้ายของมารยาท การกระทำ อารมณ์ และโรคภัยต่างๆ) [69] [69] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ จากซิยาด บิน อิลาเกาะฮ์ จากลุงของเขา (3591)

* อัลลอฮุมมะ อัลฮิมนี รุชดี, วะอะอิซนี มิน ชัรรฺริ นัฟซี (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ โปรดดลบันดาลให้แก่ฉันได้รับคำแนะนำ และโปรดคุ้มครองฉันให้พ้นจากความชั่วร้ายที่มาจากตัวของฉัน) [70] [70] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ จากหะดีษของอิมรอน บิน หุศ็อยน์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (3483)

* อัลลอฮุมมะ อักฟินี บิฮะลาลิกะ อัน ฮะรอมิก, วะอัฆนินี บิฟัฎลิกะ อัมมัน ซิวาก (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงโปรดทำให้สิ่งที่อนุมัติของพระองค์เพียงพอแก่ข้าพระองค์ ทดแทนจากสิ่งที่ต้องห้ามของพระองค์ และขอทรงโปรดทำให้ข้าพระองค์ร่ำรวยด้วยหัวใจที่พอเพียงด้วยความโปรดปรานของพระองค์ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นนอกจากพระองค์ด้วยเถิด) [71] [71] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ จากหะดีษของท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (3563)

*อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัล ฮุดา วัตตุกอ วัลอะฟาฟะ วัลฆินา (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอต่อพระองค์ซึ่งทางนำ ความยำเกรง ความบริสุทธิ์ เเละความร่ำรวย) [72] [72] รายงานโดย มุสลิม จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (2721)

* อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัล ฮุดา วัสสะดาด (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอต่อพระองค์ซึ่งทางนำและความถูกต้อง) [73] [73] รายงานโดย มุสลิม จากหะดีษของท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (2725)

* อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกะ มินัล ค็อยริ กุลลิฮฺ, อาจิลิฮี วะอาจิลิฮฺ, มา อะลิมตุ มินฮุ วะมา ลัม อะอฺลัม,วะอะอูซุ บิกะ มินัช ชัรรฺริ กุลลิฮฺ, อาจิลิฮี วะอาจิลิฮฺ, มา อะลิมตุ มินฮุ วะมา ลัม อะอฺลัม, วะอัสอะลุกะ มิน ค็อยริ มา ซะอะลักกะ มินฮุ อับดุกะ วะนะบียุกะ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม, วะอะอูซุ บิกะ มิน ชัรรฺริ มา อิสตะอาซะ มินฮุ อับดุกะ วะนะบียุกะ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม, อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัล ญันนะตะ วะมา ก็อรรอบะ อิละยฮา มิน ก็อลิน เอา อะมัล, วะอะอูซุ บิกะ มินัน นาริ วะมา ก็อรรอบะ อิละยฮา มิน ก็อลิน เอา อะมัล, วะอัสอะลุกะ อัน ตัจอฺอะละ กุลละ ก็อฎออิน ก็อฎอยตะฮุ ลี ค็อยร็อน (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขอความดีทั้งปวงจากพระองค์ ทั้งในปัจจุบันและภายหลัง สิ่งที่ฉันรู้และสิ่งที่ฉันไม่รู้ และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากความชั่วทั้งปวง ทั้งในปัจจุบันและภายหลัง สิ่งที่ฉันรู้และสิ่งที่ฉันไม่รู้ และข้าพระองค์ขอต่อพระองค์จากสิ่งที่ดี ที่บ่าวของพระองค์และนบีของพระองค์ มุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ร้องขอ และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายดังที่บ่าวของพระองค์และนบีของพระองค์ มุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ขอความคุ้มครอง โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอสวรรค์จากพระองค์ และคำพูดหรือการกระทำใดก็ตามที่ทำให้ฉันเข้าใกล้มัน และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากนรก และคำพูดหรือการกระทำใดก็ตามที่ทำให้ฉันเข้าใกล้มัน และฉันขอต่อพระองค์ว่า ขอให้พระองค์ตัดสินทุกอย่างที่ดีสำหรับฉัน) [74] [74] รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์ (3846) จากหะดีษของอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา

* ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะห์ดะฮู ลา ชะรีกะ ละฮฺ, ละฮุล มุลกุ วะละฮุล ฮัมดฺ, ยุห์ยี วะยุมีตุ บิยะดิลฮิล ค็อยรฺ วะฮุวะ อะลา กุลลิ ชัยอิน ก็อดีรฺ, ซุบฮานัลลอฮฺ ,วัลฮัมดุ ลิลลาฮฺ, วะลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ,วัลลอฮุ อักบัรฺ, วะลา เฮาละวะลา กูววะตะ อิลลา บิลลาฮิล อะลียิล อะซีม (ความว่า : ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิของพระองค์ พระองค์ทรงให้มีชีวิตและให้ตาย สิ่งดีงามอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง อัลลอฮ์ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ อัลลอฮ์คือผู้ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด และไม่มีความสามารถและพละกำลังใดที่เกิดขึ้นเว้นแต่ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ ผู้สูงส่งผู้ยิ่งใหญ่) [75] [75] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ จากหะดีษของอุบาดะฮ์ บิน อัศศอมิต เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (1154)

* อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมัด วะอะลา อาลิ มุฮัมมัด กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม อินนะกะ ฮะมีดุม มะญีด วะบาริก อะลา มุฮัมมัด วะอะลา อาลิ มุฮัมมัด กะมา บาร็อกตะ อะลา อิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม อินนะกะ ฮะมีดุม มะญีด (ความว่า : โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงประทานการสดุดีแด่มุฮัมมัดและครอบครัวของมุฮัมมัด เช่นที่พระองค์ทรงประทานการสดุดีแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและครอบครัวของมุฮัมมัด เช่นที่พระองค์ทรงประทานความจำเริญแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง) [76] [76]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ จากหะดีษกะอฺบ์ บิน อัจเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (3370)

* "ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา ฮะซะนะฮฺ วะฟิลอาคิเราะติ ฮะซะนะฮฺ วะกินา อะซาบันนารฺ“ (ความว่า : โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานให้แก่พวกเราซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในปรโลก และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด)” (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 201)

และส่งเสริมให้ ณ สถานที่อันยิ่งใหญ่นี้ ที่ผู้ประกอบพิธีหัจญ์จะกล่าวซ้ำซึ่งการรำลึกถึงอัลลอฮ์และดุอาอ์ต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่มีความหมายเดียวกันจากการรำลึกถึงอัลลอฮ์ การวิงวอน และการกล่าวเศาะละวาตแด่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม, และให้พากเพียรในการวิงวอน, และขอต่อพระผู้อภิบาลของเขาซึ่งความดีงามทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมนั้น เมื่อท่านวิงวอน ท่านจะวิงวอนซ้ำสามครั้ง, ดังนั้นจึงสมควรที่จะเจริญรอยตามท่านในเรื่องนั้น ขอความสันติสุขและความจำเริญจงมีแด่ท่าน.

และในสถานการณ์นี้มุสลิมจะนอบน้อมถ่อมตนต่อพระผู้อภิบาลของเขา ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ ยอมจำนนและสิโรราบอยู่เบื้องหน้าพระองค์ โดยหวังในความเมตตาและการอภัยโทษของพระองค์ และเกรงกลัวการลงโทษและความกริ้วของพระองค์ เขาจะพิจารณาตัวเอง และกลับเนื้อกลับตัวอย่างจริงใจ เพราะนี่คือวันที่ยิ่งใหญ่และการรวมตัวครั้งใหญ่ ที่อัลลอฮ์จะทรงประทานให้อย่างล้นเหลือแก่ปวงบ่าวของพระองค์ และจะทรงโอ้อวดพวกเขาต่อหน้ามะลาอีกะฮ์ของพระองค์ และจะมีการปลดปล่อยจากไฟนรกอย่างมากมายในวันนั้น และชัยฏอนจะไม่ถูกพบเห็นในวันใดที่มันจะพ่ายแพ้ ต่ำต้อย และน่ารังเกียจยิ่งไปกว่าในวันอะรอฟะฮ์ เว้นแต่สิ่งที่ถูกพบเห็นในวันบะดัร และนั่นเป็นเพราะสิ่งที่มันได้เห็นจากความใจบุญของอัลลอฮ์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ ความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อพวกเขา และการปลดปล่อยและการอภัยโทษอันมากมายของพระองค์

และในเศาะฮีห์มุสลิม จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ไม่มีวันใดที่อัลลอฮ์ทรงปลดปล่อยบ่าวให้พ้นจากไฟนรก มากยิ่งกว่าวันอะเราะฟะฮ์ และแท้จริงพระองค์จะทรงลงมาใกล้ชิด แล้วพระองค์ก็จะทรงโอ้อวดพวกเขาต่อหน้าบรรดามะลาอิกะฮ์ แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า: “พวกเขาเหล่านี้ต้องการอะไรหรือ”” [77]. [77] รายงานโดย มุสลิม จากหะดีษของอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา (1348)

ดังนั้น บรรดามุสลิมสมควรที่จะแสดงออกถึงคุณงามความดีของพวกเขาต่ออัลลอฮ์ และทำให้ชัยฏอนซึ่งเป็นศัตรูของพวกเขาต้องอัปยศอดสูและเศร้าโศก ด้วยการหมั่นรำลึกถึงอัลลอฮ์และวิงวอนขอพร (ดุอาอ์) และด้วยการยึดมั่นในการสำนึกผิดกลับตัว (เตาบะฮ์) และการขออภัยโทษจากบาปและความผิดพลาดทั้งปวง และบรรดาผู้ประกอบพิธีหัจญ์ (ฮุจญาจ) จะยังคงหมกมุ่นอยู่กับการรำลึกถึงอัลลอฮ์ การวิงวอนขอพร และการนอบน้อมถ่อมตน ณ สถานที่แห่งนี้ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ครั้นเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว พวกเขาก็จะเดินทางไปยังมุซดะลิฟะฮ์ด้วยความสงบและสำรวม พร้อมกับกล่าวตัลบียะฮ์ให้มาก และเร่งฝีเท้าในขณะที่เดินทางผ่านที่โล่งกว้าง ทั้งนี้เพื่อปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และไม่อนุญาตให้เดินทางออกไปก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทรงหยุดพำนักอยู่จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และท่านได้กล่าวว่า: "พวกเจ้าทั้งหลาย จงยึดแบบอย่างจากฉัน จากการประกอบพิธีหัจญ์ของพวกเจ้าทั้งหลาย" [78] [78] ได้มีการกล่าวถึงที่มาก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อพวกเขาไปถึงมุซดะลิฟะฮ์ ก็ให้พวกเขาละหมาดมัฆริบสามร็อกอะฮ์และละหมาดอิชาอ์สองร็อกอะฮ์โดยรวมกัน ด้วยอะซานหนึ่งครั้งและอิกอมะฮ์สองครั้ง นับตั้งแต่ที่พวกเขาไปถึง เนื่องจากการกระทำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ว่าพวกเขาจะไปถึงมุซดะลิฟะฮ์ในเวลามัฆริบ หรือหลังจากเข้าสู่เวลาอิชาอ์แล้วก็ตาม

ส่วนสิ่งที่คนทั่วไปบางส่วนกระทำ คือการเก็บก้อนกรวดเพื่อขว้างเสาหินตั้งแต่เมื่อพวกเขามาถึงมุซดะลิฟะห์ก่อนการละหมาด และความเชื่อของพวกเขาจำนวนมากว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ศาสนาบัญญัติไว้นั้น เป็นความผิดพลาดที่ไม่มีรากฐาน และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้สั่งให้เก็บก้อนกรวดให้แก่ท่านจนกระทั่งหลังจากที่ท่านได้ออกจากอัลมัชอัรไปยังมินา และไม่ว่าจะเก็บก้อนกรวดจากที่ใดก็ตามก็ถือว่าใช้ได้ และไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเก็บจากมุซดะลิฟะห์ แต่ยังอนุญาตให้เก็บจากมินาได้ และสุนนะฮ์คือการเก็บเจ็ดเม็ดในวันนี้เพื่อใช้ขว้างที่ญัมเราะตุลอัลอากอบะฮ์ เป็นการปฏิบัติตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ส่วนในสามวันนั้น ให้เก็บจากมินาวันละยี่สิบเอ็ดเม็ดเพื่อใช้ขว้างเสาหินทั้งสาม

และไม่เป็นที่ส่งเสริมให้ล้างก้อนหิน แต่ให้ขว้างไปโดยไม่ต้องล้าง เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่มีรายงานมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ และจะไม่ขว้างด้วยก้อนหินที่เคยถูกขว้างมาแล้ว

ผู้ประกอบพิธีหัจญ์จะทำการค้างคืนที่มุซดะลิฟะห์ในค่ำคืนนี้ และอนุญาตสำหรับสตรีและเด็กๆ ที่อ่อนแอ และบุคคลอื่นๆ เช่น พวกเขา ที่จะออกเดินทางไปยังมินาในช่วงท้ายของคืนได้ เนื่องจากหะดีษของท่านหญิงอาอิชะฮ์ ท่านหญิงอุมมุสะละมะฮ์ และท่านอื่นๆ ส่วนผู้แสวงบุญคนอื่นๆ นั้น เป็นที่เน้นย้ำสำหรับพวกเขาที่จะพำนักอยู่ที่นั่นจนกระทั่งได้ละหมาดฟัจญ์ จากนั้นให้ไปหยุดอยู่ที่อัลมัชอะริลหะรอม แล้วผินหน้าไปยังทิศกิบลัต และให้ทำการรำลึกถึงอัลลอฮ์ กล่าวตักบีร และวิงวอนให้มากๆ จนกระทั่งสว่างอย่างชัดเจน และเป็นที่ปรารถนาให้ยกมือขึ้น ณ ที่นี้ ขณะขอดุอาอ์ และไม่ว่าพวกเขาจะหยุดพำนัก ณ ที่ใดของมุซดะลิฟะฮ์ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้อัล-มัชอัร หรือขึ้นไปบนนั้น ทั้งนี้เนื่องจากคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "ฉันหยุดอยู่ตรงนี้ (หมายถึง ณ อัล-มัชอะริลหะรอม) และผู้คนทั้งหลายก็หยุดอยู่ตรงนี้" [79] บันทึกโดย มุสลิมในหนังสือเศาะฮีห์ของเขา และญัมอ์ : คือ มุซดะลิฟะฮ์ [79] รายงานโดย มุสลิม จากหะดีษของญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (1218)

เมื่อแสงสว่างเจิดจ้ามากแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทางไปยังมีนาก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น พร้อมกับกล่าวตัลบียะฮ์ให้มากในระหว่างการเดินทางของพวกเขา และเมื่อพวกเขาไปถึงมูฮัสซีร์ ก็เป็นที่ส่งเสริมให้รีบเล็กน้อย

เมื่อพวกเขาไปถึงมินา ให้พวกเขาหยุดกล่าวตัลบิยะฮ์ ณ ญะมะรอต อัล-อะเกาะบะฮ์ จากนั้นให้ขว้างมันทันทีที่ไปถึงด้วยก้อนกรวดเจ็ดก้อนเรียงกัน โดยให้ยกมือขึ้นขณะขว้างกรวดแต่ละก้อนและกล่าวคำว่า "อัลลอฮุอักบัร" และเป็นที่ส่งเสริมให้ขว้างจากกลางหุบเขา โดยให้กะอ์บะฮ์อยู่ทางซ้ายมือ และมินาอยู่ทางขวามือ เนื่องจากการกระทำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และหากเขาขว้างจากด้านอื่น ๆ ก็ถือว่าใช้ได้ หากก้อนกรวดตกลงไปในแอ่ง และไม่เป็นเงื่อนไขว่าก้อนกรวดจะต้องคงอยู่ในแอ่ง แต่เงื่อนไขคือมันต้องตกลงไปในนั้น ดังนั้น หากก้อนกรวดตกลงไปในแอ่งแล้วกระเด็นออกมา ก็ถือว่าใช้ได้ตามทัศนะที่ปรากฏของปวงปราชญ์ และหนึ่งในผู้ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนคือ ท่านอัน-นะวะวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ ในหนังสือของท่านชื่อ ชัรห์ อัล-มุฮัซซับ และก้อนกรวดสำหรับขว้างญะมาเราะฮ์นั้น จะมีขนาดเท่ากับก้อนกรวดที่ใช้ดีด ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าถั่วชิกพีเพียงเล็กน้อย

หลังจากนั้น หลังจากการขว้างก้อนหินแล้ว ก็ให้ทำการเชือดสัตว์พลีของเขา และส่งเสริมให้กล่าวขณะที่ทำการเชือดว่า: "บิสมิลลาฮิ วัลลอฮุอักบัร, อัลลอฮุมมะ ฮาซา มินกะ วะละกะ" และให้หันมันไปยังทิศกิบลัต และเป็นซุนนะฮฺให้เชือดอูฐในท่ายืนโดยมัดขาหน้าข้างซ้ายของมันไว้ และเชือดวัวและแพะในท่านอนตะแคงซ้าย และหากเขาเชือดโดยไม่ได้หันไปยังทิศกิบลัต ถือว่าเขาได้ละทิ้งซุนนะฮ์ แต่การเชือดของเขานั้นยังคงใช้ได้ เนื่องจากการหันไปยังทิศกิบลัตขณะทำการเชือดนั้นเป็นซุนนะฮ์และไม่ใช่วาญิบ และส่งเสริมให้กินเนื้อสัตว์พลีของเขา และมอบเป็นของขวัญและบริจาคทาน ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: "...ดังนั้นพวกเจ้าจงกินเนื้อมัน และจงให้อาหารแก่ผู้ยากจนขัดสน" (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 28) และเวลาเชือดนั้นมีไปจนถึงตะวันตกดินของวันที่สามของวันตัชรีก ตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุดของบรรดาผู้รู้ ดังนั้นระยะเวลาของการเชือดคือวันนะหัรและอีกสามวันหลังจากนั้น

หลังจากนั้น เมื่อเชือดสัตว์พลีของเขาแล้ว ให้เขาโกนศีรษะหรือตัดผมให้สั้นลง และการโกนนั้นดีกว่า เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ขอพรให้ได้รับความเมตตาและการอภัยโทษแก่ผู้ที่โกนผม (สามครั้ง) และแก่ผู้ที่ตัดผมหนึ่งครั้ง และการตัดผมเพียงบางส่วนของศีรษะยังไม่ถือว่าเพียงพอ แต่จำเป็นต้องตัดให้ทั่วทุกส่วนของศีรษะเช่นเดียวกับการโกน ส่วนผู้หญิงนั้นให้ตัดปลายผมของนางจากผมเปียทุกช่อประมาณหนึ่งข้อนิ้วหรือน้อยกว่า

และหลังจากปาหินญามารอต อัล-อะเกาะบะฮ์ และการโกนหรือการตัดผมแล้ว ก็เป็นที่อนุญาตสำหรับผู้ครองอิห์รอมในทุกสิ่งที่เคยต้องห้ามสำหรับเขาด้วยการครองอิห์รอม ยกเว้นเรื่องสตรี และการตะหัลลุลนี้เรียกว่า: การตะหัลลุลครั้งแรก และเป็นซุนนะฮ์สำหรับเขาหลังจากตะหัลลุลนี้ที่จะใช้เครื่องหอมและมุ่งหน้าไปยังมักกะฮ์ เพื่อทำการเฏาะวาฟ อัล-อิฟาเฎาะฮ์ จากหะดีษของท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ที่นางได้กล่าวว่า: «ฉันเคยใช้น้ำหอมให้กับท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อการอิห์รอมของท่าน ก่อนที่ท่านจะครองอิห์รอม และเพื่อการถอนตัวออกจากอิห์รอมของท่าน ก่อนที่ท่านจะเฏาะวาฟรอบบัยตุลลอฮ์» [80] บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม [80]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1539) และมุสลิม (1189)

และเฏาะวาฟนี้มีชื่อเรียกว่า เฏาะวาฟอิฟาเฎาะฮ์ และเฏาะวาฟซิยาเราะฮ์ ซึ่งเป็นรุกุนหนึ่งของการทำหัจญ์ และการทำหัจญ์จะไม่สมบูรณ์หากปราศจากมัน และเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงในดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงเกียรติและสูงส่ง ที่ว่า: แล้วให้พวกเขาชำระทำความสะอาดด้วยการโกนหรือตัด และให้พวกเขาทำให้ครบถ้วนในเรื่องบนบานทั้งหลายของพวกเขา (เป็นการจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์) และจงให้พวกเขาฎอวาฟ (เดินเวียน) รอบอาคารโบราณ (กะอ์บะฮ์)” (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 29)

จากนั้น หลังจากเฏาะวาฟและละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังมะกอม ก็ทำการสะแอระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮฺ หากเขาทำตะมะตุอ์ ซึ่งการสะแอนี้เป็นสะแอสำหรับหัจญ์ของเขา และสะแอครั้งแรกเป็นสะแอสำหรับอุมเราะฮ์ของเขา

และการสะแอเพียงครั้งเดียวไม่เป็นที่เพียงพอตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุดของบรรดาอุละมาอ์ ด้วยหลักฐานหะดีษท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ซึ่งได้กล่าวว่า: “พวกเราได้ออกเดินทางพร้อมกับท่าเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม” แล้วนางก็ได้เล่าหะดีษต่อไป ซึ่งมีตอนหนึ่งที่ท่านได้กล่าวว่า: «และผู้ใดที่มีสัตว์พลีมาด้วย ก็จงเริ่มพิธีหัจญ์พร้อมกับอุมเราะฮ์เถิด หลังจากนั้นจะยังไม่พ้นจากภาวะอิห์รอม จนกว่าจะเสร็จสิ้นพิธีการของทั้งสองอย่างพร้อมกัน»... จนถึงคำกล่าวของนางที่ว่า: «แล้วบรรดาผู้ที่ครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีอุมเราะฮ์ ก็ได้ทำการฏอวาฟที่บัยตุลลอฮ์และสะแอระหว่างเศาะฟากับมัรวะฮ์ จากนั้นก็ทำการตะหัลลุล แล้วจึงทำการฏอวาฟอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้กลับมาจากมีนาสำหรับพิธีหัจญ์ของพวกเขา» [81] บันทึกโดย อิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม [81]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1556) และมุสลิม (1211)

และคำกล่าวของนาง เราะฎิยัลลอฮุอันฮา - เกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ครองอิห์รอมเพื่อทำอุมเราะฮ์ - ที่ว่า: "หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำการตอวาฟอีกครั้งหนึ่งหลังจากกลับมาจากมีนาเพื่อการทำหัจญ์ของพวกเขา" นั้น นางหมายถึงการสะแอระหว่างเศาะฟาและมัรวะฮ์ ตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุดในการอธิบายหะดีษบทนี้ ส่วนทัศนะของผู้ที่กล่าวว่านางหมายถึงตอวาฟอิฟาเฎาะฮ์นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากการตอวาฟอิฟาเฎาะฮ์เป็นรุกุนสำหรับทุกคนและพวกเขาได้ปฏิบัติมันไปแล้ว แต่ทว่าสิ่งที่หมายถึงในที่นี้คือ สิ่งที่เฉพาะสำหรับผู้ที่ทำหัจญ์แบบตะมัตตัวะอ์ ซึ่งก็คือการสะแอระหว่างเศาะฟาและมัรวะฮ์เป็นครั้งที่สองหลังจากกลับมาจากมีนาเพื่อให้การทำหัจญ์ของเขาสมบูรณ์ และสิ่งนี้เป็นที่ชัดเจนด้วยการสรรเสริญแด่อัลลอฮ์ และเป็นทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่

และสิ่งที่ยืนยันความถูกต้องของเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน คือสิ่งที่ท่านอัล-บุคอรีย์ได้รายงานไว้ในเศาะฮีห์ของท่านในรูปแบบหะดีษมุอัลลักที่ท่านยืนยันถึงความถูกต้อง จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่าท่านได้ถูกถามเกี่ยวกับการทำหัจญ์ตะมัตตัวะอ์ ท่านจึงได้กล่าวว่า: «บรรดาชาวมุฮาญิรีน ชาวอันศอร และบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ครองอิห์รอมในการทำหัจญ์อำลา และพวกเราก็ได้ครองอิห์รอมด้วย ครั้นเมื่อพวกเราเดินทางมาถึงมักกะฮ์ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “จงเปลี่ยนการครองอิห์รอมหัจญ์ของพวกท่านให้เป็นอุมเราะฮ์ เว้นแต่ผู้ที่นำสัตว์ฮัดย์มาด้วย” ดังนั้นพวกเราจึงเฏาะวาฟที่กะอ์บะฮ์ และเดินสะแอระหว่างเศาะฟากับมัรวะฮ์ และได้ร่วมหลับนอนกับภรรยา และสวมใส่เสื้อผ้า และท่านได้กล่าวว่า “ผู้ใดที่นำสัตว์ฮัดย์มาด้วย แท้จริงเขาจะยังไม่สามารถตะหัลลุลได้ จนกว่าสัตว์ฮัดย์จะไปถึงสถานที่เชือดของมัน” หลังจากนั้น ในเย็นของวันตัรวิยะฮ์ ท่านได้สั่งพวกเราให้ครองอิห์รอมเพื่อทำหัจญ์ ดังนั้นเมื่อพวกเราเสร็จสิ้นจากพิธีกรรมต่างๆ แล้ว เราก็มาเฏาะวาฟที่กะอ์บะฮ์ และเดินสะแอระหว่างเศาะฟากับมัรวะฮ์» [82]. สิ้นสุดตามที่ประสงค์แล้ว และมันเป็นหลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องการสะแอของผู้ทำหัจญ์แบบตะมัตตัวะอ์สองครั้ง และอัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่ง [82] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1572)

และส่วนหะดีษที่บันทึกโดยมุสลิม จากญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า: “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาสาวกของท่าน ได้ทำการตอวาฟระหว่างเศาะฟาและมัรวะฮ์เพียงครั้งเดียว” [83], การเฏาะวาฟครั้งแรกของพวกเขานั้น ให้หมายถึงบรรดาเศาะหาบะฮ์ที่นำสัตว์พลีมาด้วย เนื่องจากพวกเขายังคงอยู่ในการครองอิห์รอมพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จนกระทั่งพวกเขาได้ตะหัลลุลออกจากหัจญ์และอุมเราะฮ์ทั้งหมดพร้อมกัน และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวอิฮฺล้าลเพื่อทำหัจญ์และอุมเราะฮ์ และได้สั่งใช้บรรดาผู้ที่นำสัตว์พลีมาด้วยให้กล่าวอิฮฺล้าลเพื่อทำหัจญ์พร้อมกับอุมเราะฮ์ และไม่ให้ทำการตะหัลลุลจนกว่าจะได้ตะหัลลุลออกจากทั้งสองอย่างพร้อมกัน และผู้ที่ประกอบพิธีหัจญ์ควบคู่กับอุมเราะฮ์นั้น ให้ทำการสะแอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังที่มีหลักฐานจากหะดีษของท่านญาบิรที่ได้กล่าวถึง และบรรดาหะดีษเศาะฮีห์บทอื่นๆ [83] รายงานโดย มุสลิม (1215)

และเช่นเดียวกันกับผู้ที่ทำฮัจญ์แบบอิฟรอดและยังคงอยู่ในอิห์รอมของเขาจนถึงวันนะหัร เขาต้องทำสะแอเพียงครั้งเดียว ดังนั้น เมื่อผู้ที่ทำกิรอนและอิฟรอดได้ทำการสะแอหลังจากเฏาะวาฟกุดูมแล้ว การสะแอนั้นก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว และไม่ต้องทำสะแออีกหลังจากเฏาะวาฟอัลอิฟาเฎาะฮ์ และนี่คือการประสานระหว่างหะดีษของท่านหญิงอาอิชะฮ์และท่านอิบนุอับบาส กับหะดีษของท่านญาบิรที่ได้กล่าวมา และด้วยกับสิ่งดังกล่าว ความขัดแย้งจึงหมดไป และทำให้สามารถปฏิบัติตามหะดีษทั้งหมดได้

และสิ่งที่สนับสนุนการประสานทัศนะนี้คือ หะดีษของท่านหญิงอาอิชะฮ์และอิบนุอับบาสนั้นเป็นหะดีษที่เศาะฮีห์ทั้งสองบท และทั้งสองได้ยืนยันการสะแอครั้งที่สองสำหรับผู้ที่ทำหัจญ์ตะมัตตุอ์ ในขณะที่หะดีษของญาบิรโดยผิวเผินแล้วปฏิเสธสิ่งดังกล่าว และหลักฐานที่ยืนยันย่อมมีน้ำหนักกว่าหลักฐานที่ปฏิเสธ ดังที่ได้ถูกระบุไว้ในวิชาอุศูลุลฟิกฮ์และมุศเฏาะละห์อัลหะดีษ และอัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา คือผู้ทรงชี้นำสู่ความถูกต้อง และไม่มีอำนาจและพละกำลังใด ๆ นอกจากด้วยกับอัลลอฮ์

บท

อธิบายความประเสริฐของการงานที่ผู้ประกอบพิธีหัจญ์ปฏิบัติในวันเชือด (วันอีดอัฎฮา)

และที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบพิธีหัจญ์คือการเรียงลำดับกิจการทั้งสี่ประการนี้ในวันอีดตามที่ได้กล่าวมา: โดยเริ่มจากการปาหินญามารอต อัล-อะเกาะบะฮ์ก่อน จากนั้นทำการเชือด จากนั้นทำการโกนหรือตัดผม จากนั้นทำการเฏาะวาฟและสะแอหลังจากนั้นสำหรับผู้ที่ทำหัจญ์แบบตะมัตตุอ์ และเช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่ทำหัจญ์แบบอิฟรอดและกิรอนหากพวกเขายังไม่ได้ทำสะแอพร้อมกับเฏาะวาฟกุดูม หากเขาได้ทำบางสิ่งก่อนหลังในกิจการเหล่านี้ ก็ถือว่าใช้ได้ เนื่องจากมีการยืนยันถึงการผ่อนปรนในเรื่องดังกล่าวจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และรวมถึงการทำสะแอก่อนการเฏาะวาฟด้วย เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของกิจการที่ต้องปฏิบัติในวันอีด ซึ่งเข้าข่ายอยู่ในคำกล่าวของเศาะหาบะฮ์ที่ว่า: ในวันนั้น ท่านไม่เคยถูกถามถึงสิ่งใดที่ถูกทำก่อนหรือหลัง นอกจากท่านจะกล่าวว่า: "จงทำเถิด และไม่มีความผิดใด"، และเนื่องจากสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่มักจะเกิดการหลงลืมและความไม่รู้ขึ้นได้ จึงจำเป็นที่จะต้องถูกรวมอยู่ในหลักการโดยรวมนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการผ่อนปรนและอำนวยความสะดวก [84]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (83) และมุสลิม (1306)

และมีรายงานที่ยืนยันจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้ถูกถามเกี่ยวกับผู้ที่ทำการสะแอก่อนทำการตอวาฟ ท่านจึงได้กล่าวว่า: “ไม่มีความผิดใด” [85] บันทึกโดยอบูดาวูด จากหะดีษของอุสามะฮ์ บิน ชะรีก ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าครอบคลุมความหมายโดยรวมอย่างไม่ต้องสงสัย และอัลลอฮ์คือผู้ทรงให้ความสำเร็จ [85] รายงานโดย อบูดาวูด (2015)

และกิจการต่างๆ ที่ทำให้ผู้แสวงบุญได้รับการตะหัลลุลโดยสมบูรณ์นั้นมีสามประการ คือ: การขว้างเสาหินญัมเราะฮ์อัลอะเกาะบะฮ์, การโกนศีรษะหรือการตัดผม, และการทำฏอวาฟอิฟาเฎาะฮ์พร้อมกับการสะแอหลังจากนั้น ดังนั้น เมื่อเขาได้ปฏิบัติทั้งสามประการนี้แล้ว ทุกสิ่งที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเขาเนื่องจากการอิห์รอมก็เป็นที่อนุมัติสำหรับเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสตรี เครื่องหอม และอื่นๆ และผู้ใดที่ได้ปฏิบัติสองในสามประการนี้ ทุกสิ่งที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเขาเนื่องจากการอิห์รอมก็เป็นที่อนุมัติสำหรับเขา ยกเว้นเรื่องสตรี และสิ่งนี้เรียกว่า: ตะฮัลลุลเอาวัล(การปลดอิห์รอมครั้งแรก)

และส่งเสริมให้ผู้ประกอบพิธีหัจญ์ดื่มน้ำซัมซัมจนอิ่ม และวิงวอนขอดุอาอ์ที่เป็นประโยชน์ตามที่สะดวก และ "น้ำซัมซัมเป็นยาสำหรับผู้ที่ดื่มมัน" [86] ดังที่มีรายงานในเศาะฮีห์มุสลิม จากอบูษัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวเกี่ยวกับน้ำซัมซัมว่า: "เป็นอาหารที่ทำให้อิ่มได้" [87] อาบู ดาวูด กล่าวเพิ่มเติม ว่า: "และเป็นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ"[88]. [86] รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์ จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (3062) [87] รายงานโดย มุสลิม (2473) [88] หมายถึง อบูดาวูด อัฎเฏาะยาลิซีย์ ซึ่งท่านได้บันทึกไว้ในหะดีษเรื่องการเข้ารับอิสลามของอบูซัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ บทเดียวกัน ดูใน มุสนัด อบีดาวูด อัฎเฏาะยาลิซีย์ (459)

และหลังจากตอวาฟอิฟาเฎาะฮ์และการสะแอสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องทำสะแอ บรรดาผู้แสวงบุญจะกลับไปยังมีนาและพำนักอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามวันสามคืน และทำการขว้างเสาหินทั้งสามในแต่ละวันของทั้งสามวันหลังเที่ยง และจำเป็นต้องเรียงลำดับในการขว้าง

ให้เริ่มที่เสาหินต้นแรก ซึ่งเป็นต้นที่อยู่ถัดจากมัสยิดอัล-ค็อยฟ์ แล้วขว้างด้วยก้อนกรวดเจ็ดก้อนติดต่อกัน โดยยกมือขึ้นทุกครั้งที่ขว้าง และเป็นสุนนะฮ์ให้ถอยห่างออกมาโดยให้เสาหินอยู่ทางซ้ายมือ แล้วหันหน้าไปยังทิศกิบละฮ์ พร้อมกับยกมือทั้งสองและขอดุอาอ์และวิงวอนให้มาก

จากนั้นให้ขว้างเสาหินที่สองเหมือนกับเสาหินแรก และมีสุนนะฮ์ให้เดินไปข้างหน้าเล็กน้อยหลังจากขว้างมันโดยให้มันอยู่ทางขวามือของเขา แล้วให้หันหน้าไปยังกิบละฮ์พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นวิงวอนเป็นเวลานาน

จากนั้นให้ขว้างเสาหินญะมะรอตที่สาม โดยไม่ต้องหยุด ณ ที่นั้น

แล้วให้เขาขว้างเสาหินญะมะรอตในวันที่สองของวันตัชรีกหลังเที่ยง เหมือนกับที่เขาได้ขว้างในวันแรก และให้กระทำ ณ เสาหินต้นที่หนึ่งและต้นที่สองเหมือนกับที่เขาได้กระทำในวันแรก เพื่อเป็นการเจริญรอยตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

การขว้างเสาหินในสองวันแรกของวันตัชรีกเป็นข้อบังคับหนึ่งจากบรรดาข้อบังคับของการทำหัจญ์ และเช่นเดียวกันกับการพักค้างคืนที่มินาในคืนแรกและคืนที่สองก็เป็นข้อบังคับ เว้นแต่สำหรับผู้ให้น้ำและผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้ที่อยู่ในลักษณะเดียวกันซึ่งไม่เป็นข้อบังคับ

หลังจากนั้น หลังจากการขว้างเสาหินในสองวันที่กล่าวมา ผู้ใดที่ประสงค์จะรีบออกจากมีนา ก็อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้ และต้องออกไปก่อนดวงอาทิตย์ตก ส่วนผู้ใดที่อยู่ต่อจนได้พักค้างในคืนที่สามและขว้างเสาหินในวันที่สาม ย่อมเป็นการดีกว่าและได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่กว่า ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "และพวกเจ้าจงรำลึกถึงอัลลอฮ์ตามวันต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ ส่วนผู้ใดรีบออกจาก (มีนา) ในวันที่สอง ก็ไม่มีบาปใด ๆ สำหรับเขา และผู้ใดรั้งรอ (จนถึงวันที่สาม) ก็ไม่มีความผิดใด ๆ สำหรับเขา (ทั้งนี้) สำหรับผู้ที่มีความยำเกรง..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 203) และเนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อนุญาตให้ผู้คนรีบเร่งได้ แต่ท่านเองไม่ได้รีบเร่ง หากแต่ท่านยังคงอยู่ที่มินาจนกระทั่งได้ขว้างเสาหินญะมะรอตในวันที่สิบสามหลังเที่ยง จากนั้นจึงได้ออกเดินทางก่อนที่จะละหมาดซุฮ์ริ

และอนุญาตให้ผู้ปกครองของเด็กชายที่ไม่สามารถขว้างก้อนหินเองได้ ทำการขว้างเสาหินญัมเราะตุลอะเกาะบะฮ์และเสาหินอื่นๆ ทั้งหมดแทนเขา หลังจากที่เขาได้ขว้างให้แก่ตนเองแล้ว และเช่นเดียวกันกับเด็กหญิงที่ไม่สามารถขว้างได้ ผู้ปกครองของเธอจะทำการขว้างแทนเธอ เนื่องจากมีหะดีษจากท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: “พวกเราได้ทำหัจญ์พร้อมกับท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และมีบรรดาสตรีและเด็ก ๆ อยู่กับเราด้วย แล้วพวกเราก็ได้กล่าวตัลบิยะฮ์แทนเด็ก ๆ และขว้างแทนพวกเขา” [89] บันทึกโดย อิบนุ มาญะห์ [89] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ (927)

และอนุญาตให้ผู้ที่ไม่สามารถขว้างก้อนหินได้ เนื่องจากการเจ็บป่วย หรืออายุมาก หรือการตั้งครรภ์ มอบหมายให้ผู้อื่นขว้างแทนตนได้ ดังดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: "ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ..." [ซูเราะฮ์ อัต-ตะฆอบุน : 16] สำหรับบุคคลเหล่านี้ พวกเขาไม่สามารถที่จะไปเบียดเสียดกับผู้คน ณ ที่ขว้างเสาหิน(ญะมะรอต)ได้ และเวลาของการขว้างเสาหินนั้นก็จะหมดไปโดยไม่มีบทบัญญัติให้ทำการชดใช้ จึงอนุญาตให้พวกเขามอบหมายให้ผู้อื่นกระทำแทนได้ ซึ่งแตกต่างจากศาสนกิจอื่นๆ ดังนั้น ผู้ครองอิห์รอมจึงไม่สมควรที่จะมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติศาสนกิจนั้นๆ แทนตน ถึงแม้ว่าการทำหัจญ์ของเขาจะเป็นหัจญ์นะฟิล(ไม่ใช่ภาคบังคับ)ก็ตาม เนื่องจากผู้ใดก็ตามที่ได้ครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์แล้ว จำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องประกอบพิธีทั้งสองนั้นให้เสร็จสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าทั้งสองนั้นจะเป็นเพียงนะฟิล(ไม่ใช่ภาคบังคับ)ก็ตาม ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: "และจงทำหัจญ์และอุมเราะฮ์ให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์เพื่ออัลลอฮ์เถิด..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 196) เวลาของการเฏาะวาฟและการสะแอนั้นไม่สิ้นสุด ซึ่งแตกต่างจากเวลาของการขว้างก้อนหิน

ส่วนการวุกูฟที่อะรอฟะฮ์ และการพักค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์และมีนานั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเวลาที่กำหนดไว้จะสิ้นสุดลง แต่การที่ผู้ที่ไม่สามารถจะไปอยู่ในสถานที่เหล่านี้ก็ยังเป็นไปได้ แม้จะมีความยากลำบากก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากการลงมือขว้างเสาหินด้วยตนเอง และเพราะว่าการขว้างเสาหินนั้นมีรายงานจากบรรพชนผู้ทรงคุณธรรมว่าอนุญาตให้มอบหมายผู้อื่นทำแทนได้ในกรณีของผู้ที่มีอุปสรรค ซึ่งแตกต่างจากศาสนกิจอื่นๆ

และการประกอบอิบาดะฮ์เป็นเรื่องที่จะคิดค้นเองไม่ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถบัญญัติสิ่งใดจากมันได้เว้นแต่จะต้องมีหลักฐาน และอนุญาตให้ตัวแทนขว้างให้ตัวเองก่อน แล้วจึงขว้างให้ผู้ที่มอบหมายเขา ณ ญัมเราะฮ์แต่ละเสาจากทั้งสามเสา โดยสามารถทำได้ในจุดเดียวกัน และไม่จำเป็นที่เขาจะต้องขว้างให้เสร็จทั้งสามแห่งสำหรับตัวเองก่อน แล้วจึงกลับไปขว้างให้ผู้ที่มอบหมายเขาอีกครั้ง ซึ่งนี่เป็นทัศนะที่ถูกต้องที่สุดของบรรดาอุละมาอ์ เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในเรื่องนั้น และเพราะการกระทำดังกล่าวนั้นมีความยากลำบากและความเดือดร้อน และอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า: "และพระองค์ไม่ได้ทรงทำให้เรื่องของศาสนาเป็นความลําบากแก่พวกเจ้าเลย..." (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 78) และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "จงทำให้ง่ายดาย และอย่าสร้างความลำบาก" [90]. และเพราะว่าเรื่องนั้นไม่ได้ถูกรายงานมาจากบรรดาสาวกของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ในขณะที่พวกเขาขว้างแทนบรรดาเด็ก ๆ และผู้ที่อ่อนแอในหมู่พวกเขา และหากว่าพวกเขาได้ทำเช่นนั้น ก็ย่อมจะถูกรายงานไว้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ผู้คนต่างมุ่งมั่นที่จะรายงานสืบต่อกันมา และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ดียิ่ง [90]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ จากอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (69)

บท

จำเป็นในการเชือดสัตว์พลีสำหรับผู้ที่ประกอบพิธีหัจญ์แบบตะมัตตุอ์และกิรอน

ผู้ประกอบพิธีหัจญ์แบบตะมัตตุอ์หรือกิรอน (ยกเว้นผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตมัสยิดิลฮะรอม) ต้องเชือดสัตว์พลี คือแพะหนึ่งตัว หรือส่วนหนึ่งจากเจ็ดส่วนของอูฐ หรือส่วนหนึ่งจากเจ็ดส่วนของวัว และจำเป็นที่สัตว์พลีนั้นจะต้องมาจากทรัพย์สินที่หะลาลและการแสวงหาที่ดีงาม เพราะอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงดีงาม และจะไม่ทรงตอบรับสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ดีงาม

มุสลิมพึงละเว้นจากการขอจากผู้คน ไม่ว่าจะเป็นของขวัญหรือสิ่งอื่นใด และไม่ว่าพวกเขาจะเป็นกษัตริย์หรือบุคคลอื่นก็ตาม เมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงประทานความสะดวกง่ายดายแก่เขาจากทรัพย์สินของเขาเอง ซึ่งทำให้เขาสามารถมอบเป็นของขวัญได้และทำให้เขาไม่ต้องพึ่งพาสิ่งที่อยู่ในมือของผู้อื่น ทั้งนี้เนื่องด้วยสิ่งที่ปรากฏในหะดีษจำนวนมากจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ได้กล่าวตำหนิการขอและชี้ถึงข้อเสียของมัน พร้อมทั้งสรรเสริญผู้ที่ละทิ้งการขอนั้น

หากผู้ที่ประกอบพิธีหัจญ์แบบตะมัตตุอ์และกิรอนไม่มีความสามารถที่จะเชือดสัตว์พลี ก็ให้ถือศีลอดสามวันในระหว่างการทำหัจญ์ และเจ็ดวันเมื่อกลับภูมิลำเนา และเขามีสิทธิ์เลือกในการถือศีลอดสามวันนั้น หากประสงค์ก็ให้ถือศีลอดก่อนวันอีด หรือหากประสงค์ก็ให้ถือศีลอดในวันตัชรีกทั้งสามวัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: ".…ดังนั้น ผู้ใดที่ประกอบอุมเราะฮ์แล้วต่อด้วยการทำฮัจญ์ ก็ให้จัดหาสัตว์สำหรับการฮัดย์ตามที่หาได้ แต่หากผู้ใดไม่สามารถหาได้ ก็ให้ถือศีลอดสามวันในช่วงฮัจญ์ และอีกเจ็ดวันเมื่อพวกท่านกลับถึงบ้าน ทั้งหมดนั้นรวมเป็นสิบวันครบถ้วน ข้อกำหนดนี้สำหรับผู้ที่ครอบครัวของเขาไม่ได้พำนักอยู่ใกล้มัสยิดอัลหะรอม…" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 196) อายะฮ์

และในเศาะฮีห์ อัล-บุคอรี, จากท่านหญิงอาอิชะฮ์และอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม กล่าวว่า: «ไม่เป็นที่อนุญาตให้ถือศีลอดในวันตัชรีก นอกจากผู้ที่ไม่พบสัตว์พลี» [91]، และนี่มีสถานะเทียบเท่ากับสิ่งที่รายงานมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และที่ดีกว่าคือให้ถือศีลอดสามวันก่อนวันอะเราะฟะฮ์ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ได้ถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮ์ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อยู่ที่อะเราะฟะฮ์ในสภาพที่ไม่ได้ถือศีลอด และท่านได้ห้ามการถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮ์สำหรับผู้ที่วุกุฟที่อะเราะฟะฮ์ เพราะการไม่ได้ถือศีลอดในวันนั้นจะทำให้เขามีพลังในการกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ์และขอดุอาอ์ได้ดียิ่งขึ้น และอนุญาตให้ถือศีลอดสามวันที่กล่าวมานี้ติดต่อกันหรือแยกกันก็ได้ เช่นเดียวกันกับการถือศีลอดอีกเจ็ดวันก็ไม่จำเป็นต้องถือติดต่อกัน แต่อนุญาตให้ถือศีลอดติดต่อกันหรือแยกกันก็ได้ เพราะอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ไม่ได้ทรงกำหนดเงื่อนไขว่าต้องถือติดต่อกัน และเช่นเดียวกันกับท่านเราะซูลของพระองค์ อะลัยฮิซซอลาตุวัสสลาม และที่ดีที่สุดคือให้เลื่อนการถือศีลอดอีกเจ็ดวันออกไปจนกว่าเขาจะกลับถึงครอบครัวของเขา เนื่องจากคำตรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: "...และอีกเจ็ดวันหลังจากที่พวกเจ้ากลับบ้านแล้ว..." (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 196) [91]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1998)

และการถือศีลอดสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเชือดสัตว์ฮัดย์ได้นั้น ประเสริฐกว่าการร้องขอบรรดากษัตริย์และคนอื่นๆ เพื่อขอสัตว์ฮัดย์มาเชือดสำหรับตนเอง และผู้ใดที่ได้รับสัตว์ฮัดย์หรือสิ่งอื่นใดโดยที่ไม่ได้ร้องขอและไม่ได้ตั้งความหวังไว้ ก็ไม่มีความผิดใดๆ สำหรับเขา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ทำหัจญ์แทนผู้อื่นก็ตาม กล่าวคือ หากผู้ที่มอบหมายให้เขาทำหัจญ์แทนไม่ได้ตั้งเงื่อนไขให้เขาซื้อสัตว์ฮัดย์จากเงินที่มอบให้แก่เขา ส่วนการกระทำของคนบางกลุ่มที่ไปร้องขอต่อรัฐบาลหรือหน่วยงานอื่นเพื่อขอสัตว์ฮัดย์ โดยอ้างชื่อของบุคคลต่างๆ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้โกหกนั้น แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นที่ต้องห้าม (หะรอม) เพราะมันคือการหาผลประโยชน์ด้วยการโกหก ขออัลลอฮ์ทรงคุ้มครองเราและชาวมุสลิมให้พ้นจากสิ่งนั้นด้วยเถิด

บท

ว่าด้วยความจำเป็น (ข้อบังคับ) ของการสั่งใช้ในความดีต่อบรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์และบุคคลอื่น ๆ

และหนึ่งในหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ประกอบพิธีหัจญ์และคนอื่นๆ คือ การสั่งใช้ให้ทำความดีและห้ามปรามจากการทำความชั่ว และการรักษาการละหมาดห้าเวลาในญะมาอะฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ และตามที่ศาสนทูตของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้

ส่วนการที่ผู้คนจำนวนมาก ทั้งชาวมักกะฮ์และเมืองอื่นๆ ละหมาดกันในบ้านและปล่อยทิ้งมัสยิดนั้น ถือเป็นความผิดพลาดที่ขัดต่อบทบัญญัติศาสนา จึงจำเป็นต้องห้ามปรามการกระทำดังกล่าว และสั่งใช้ให้ผู้คนรักษาการละหมาดที่มัสยิด เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวกับอิบนุ อุมมิ มักตูม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เมื่อเขามาขออนุญาตท่านเพื่อที่จะละหมาดที่บ้านของเขา ด้วยเหตุที่เขาเป็นคนตาบอดและบ้านอยู่ไกลจากมัสยิด ว่า: “ท่านได้ยินเสียงประกาศ(เรียกสู่การละหมาด)หรือไม่? เขาตอบว่า ‘ครับ’ ท่านกล่าวว่า ‘ดังนั้น ก็จงตอบรับมัน’”[92], และในอีกรายงานหนึ่ง กล่าวว่า: "ฉันไม่พบข้อผ่อนผันแก่ท่าน" [93] และท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงฉันได้ตั้งใจที่จะสั่งให้มีการละหมาด แล้วสั่งให้ชายคนหนึ่งนำผู้คนในการละหมาด แล้วฉันจะไปยังกลุ่มชายที่ไม่ได้เข้าร่วมการละหมาด แล้วเผาบ้านของพวกเขาด้วยไฟ” [94], และในสุนันอิบนุมาญะฮ์และอื่นๆ ด้วยสายรายงานที่ดี จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ได้ยินเสียงอาซานแล้วไม่ได้มา ก็ไม่มีการละหมาดสำหรับเขา เว้นแต่จะมีเหตุผลที่อิสลามอนุญาต” [95]، และในเศาะฮีห์มุสลิม จากอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: «ผู้ใดที่ปรารถนาจะได้พบอัลลอฮ์ในวันพรุ่งนี้ (วันกิยามะฮ์) ในสภาพที่เป็นมุสลิม ก็จงรักษาการละหมาดเหล่านี้ ณ สถานที่ที่ถูกเรียกสู่การละหมาด (คือมัสยิด) เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติแนวทางแห่งการชี้นำแก่นบีของพวกเจ้า และแท้จริงมัน (การละหมาดญะมาอะฮ์) คือส่วนหนึ่งจากแนวทางแห่งการชี้นำ และหากพวกเจ้าละหมาดในบ้านของพวกเจ้า เหมือนกับที่ผู้ที่ละทิ้ง (การละหมาดญะมาอะฮ์) คนนี้ละหมาดในบ้านของเขา แน่นอนว่าพวกเจ้าก็ได้ละทิ้งสุนนะฮ์ของนบีของพวกเจ้าแล้ว และหากพวกเจ้าละทิ้งสุนนะฮ์ของนบีของพวกเจ้า แน่นอนว่าพวกเจ้าก็จะหลงทาง และไม่มีชายคนใดที่เขาได้ทำความสะอาดและทำมันอย่างดี หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังมัสยิดแห่งหนึ่งแห่งใด เว้นแต่อัลลอฮ์จะทรงบันทึกความดีหนึ่งอย่างให้แก่เขาในทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดิน และจะทรงยกเขาขึ้นหนึ่งระดับขั้น และจะทรงลบล้างความผิดหนึ่งอย่างให้แก่เขา และแน่นอนเรา (บรรดาศอหาบะฮ์) ได้เห็นแล้วว่า ไม่มีผู้ใดละทิ้งมัน (การละหมาดญะมาอะฮ์) นอกจากพวกมุนาฟิก (คนหน้าไหว้หลังหลอก) ที่การกลับกลอกของเขาเป็นที่รู้กันดี และแน่นอนว่าเคยมีชายคนหนึ่งถูกนำตัวมาโดยมีชายสองคนพยุงมา จนกระทั่งเขาได้ถูกจัดให้ยืนในแถว» [96]. [92]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2420) และมุสลิม (651) [93] รายงานโดย มุสลิม จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (653) [94] รายงานโดย อบูดาวูด จากอับดุลลอฮ์ บิน อุมมิ มักตูม (552) [95] รายงานโดย มุสลิม (654) [96] รายงานโดย อบูดาวูด จาก อิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา (551)

เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบรรดาผู้ประกอบพิธีหัจญ์และบุคคลอื่น ๆ ที่จะต้องหลีกเลี่ยงจากบรรดาข้อห้ามของอัลลอฮ์ ตะอาลา และพึงระวังจากการกระทำสิ่งเหล่านั้น เช่น การทำซินา, การรักร่วมเพศ, การลักขโมย, การกินดอกเบี้ย, การกินทรัพย์สินของเด็กกำพร้า, การฉ้อโกงในการทำธุรกรรม, การบิดพลิ้วในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย, การดื่มสิ่งมึนเมา, การสูบบุหรี่, การปล่อยชายเสื้อผ้าให้ยาวกว่าตาตุ่ม, ความโอหัง, ความอิจฉาริษยา, การโอ้อวด, การนินทา, การยุยงให้แตกแยก, การเยาะเย้ยชาวมุสลิม, การใช้เครื่องดนตรีเพื่อความเพลิดเพลิน เช่น แผ่นเสียง อู๊ด ซอ ขลุ่ย และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน, การฟังเพลงและเครื่องให้ความบันเทิงจากวิทยุและอื่น ๆ, การเล่นลูกเต๋าและหมากรุก, การทำธุรกรรมด้วยอัลมัยซิร - ซึ่งก็คือการพนัน - การถ่ายภาพหรือวาดภาพสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรืออื่น ๆ และการพึงพอใจกับสิ่งนั้น แท้จริงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคือส่วนหนึ่งจากความชั่วร้ายที่อัลลอฮ์ทรงห้ามปวงบ่าวของพระองค์ในทุกเวลาและทุกสถานที่ จึงจำเป็นที่บรรดาผู้ประกอบพิธีหัจญ์และผู้ที่พำนักอาศัยในบัยตุลลอฮ์อัลหะรอมจะต้องระวังจากสิ่งเหล่านี้ให้มากกว่าคนอื่น ๆ เพราะการฝ่าฝืนในเมืองอันปลอดภัยแห่งนี้ บาปของมันนั้นรุนแรงยิ่งกว่า และการลงโทษของมันก็ใหญ่หลวงยิ่งกว่า

แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "...และผู้ใดที่ปรารถนาที่จะกระทำการใด ๆ ที่เป็นการฝ่าฝืนในนั้น เราจะให้เขาลิ้มรสการลงโทษอันเจ็บปวด..." (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 25) ในเมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงคาดโทษผู้ที่เพียงแค่ตั้งใจจะกระทำสิ่งที่อธรรมในเขตหะรอม แล้วการลงโทษสำหรับผู้ที่ได้ลงมือกระทำจริงจะเป็นเช่นใดเล่า؟! ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันย่อมใหญ่หลวงและรุนแรงกว่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องระวังจากสิ่งนั้นและจากการฝ่าฝืนอื่นๆ ทั้งปวง

และบรรดาผู้ประกอบพิธีหัจญ์จะไม่ได้รับหัจญ์ที่ถูกตอบรับและการอภัยโทษจากบาปต่างๆ เว้นแต่ด้วยการระมัดระวังจากบาปเหล่านี้และบาปอื่นๆ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามพวกเขา ดังที่ปรากฏในหะดีษจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวว่า: “ผู้ใดประกอบพิธีฮัจญ์แล้วมิได้กล่าวหรือกระทำสิ่งลามกอนาจาร และไม่กระทำสิ่งชั่วช้าใดๆ เขาผู้นั้นจะกลับมาเสมือนวันที่มารดาของเขาได้คลอดเขาออกมา” [97] [97]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1521) และมุสลิม (1350)

และที่เลวร้ายและยิ่งใหญ่กว่าสิ่งต้องห้ามเหล่านี้คือ การขอดุอาอ์จากผู้ตาย การขอความช่วยเหลือจากพวกเขา การบนบานแก่พวกเขา และการเชือดสัตว์เพื่อพวกเขา โดยหวังว่าพวกเขาจะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่วิงวอนต่อพวกเขา ณ อัลลอฮ์ หรือรักษาผู้ป่วยของเขา หรือทำให้ผู้ที่หายไปของเขากลับมา และสิ่งที่คล้ายกันนั้น

และนี่คือการตั้งภาคีที่ใหญ่หลวงซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงห้ามไว้ และมันคือศาสนาของบรรดาผู้ตั้งภาคีในยุคญาฮิลียะฮ์ และอัลลอฮ์ได้ทรงส่งบรรดาศาสนทูตและได้ทรงประทานบรรดาคัมภีร์ลงมาเพื่อปฏิเสธและห้ามจากมัน

ดังนั้นจึงจำเป็นสำหรับทุกคน ทั้งผู้ประกอบพิธีหัจญ์และคนอื่นๆ ที่จะต้องระมัดระวังจากมัน และต้องกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮ์จากสิ่งที่ได้ล่วงเลยไป หากว่าเคยได้กระทำสิ่งนั้นมาก่อน และให้เริ่มประกอบพิธีหัจญ์ครั้งใหม่หลังจากที่ได้สำนึกผิดแล้ว เพราะการตั้งภาคีที่ใหญ่หลวงนั้นจะทำให้การงานทั้งหมดสูญสลาย ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: "...และหากพวกเขาตั้งภาคี (ต่ออัลลอฮ์) แน่นอนสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้นั้นก็จะสูญสลายไปจากพวกเขา" (ซูเราะฮ์ อัลอันอาม : 88)

และหนึ่งในประเภทต่างๆ ของการตั้งภาคีเล็กคือ: การสาบานด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ เช่น การสาบานด้วยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม, กะอ์บะฮ์, อะมานะฮ์ และอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน

และส่วนหนึ่งจากสิ่งนั้นคือ: การโอ้อวดและการทำเพื่อให้ได้ยิน, และคำพูดเช่น: "เป็นความประสงค์ของอัลลอฮ์และความประสงค์ของท่าน", "หากมิใช่อัลลอฮ์และท่าน", "สิ่งนี้มาจากอัลลอฮ์และจากท่าน" และสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้น

ดังนั้นจำเป็นต้องระวังจากสิ่งต้องห้ามที่เป็นการตั้งภาคีเหล่านี้ และการตักเตือนซึ่งกันและกันให้ละทิ้งมัน เนื่องด้วยมีหลักฐานยืนยันจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวว่า: "ผู้ใดสาบานต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ แท้จริงเขาได้ปฏิเสธศาสนาหรือได้ตั้งภาคีแล้ว" [98] บันทึกโดย อะห์มัด, อบูดาวูด และอัตติรมิซีย์ ด้วยสายรายงานที่เศาะฮีห์ [98] รายงานโดย อบูดาวูด (3251)

และในเศาะฮีห์ จากท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่จะสาบาน ก็ให้เขาสาบานต่ออัลลอฮ์ หรือให้นิ่งเสีย" [99] และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกว่า: "ผู้ใดได้สาบานด้วยความซื่อสัตย์ ดังนั้นเขาผู้นั้นไม่ใช่พวกพ้องของเรา" [100] บันทึกโดย อบูดาวูด [99] รายงานโดย อบูดาวูด (3253) [100]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ จากอับดุลลอฮ์ (2679) และมุสลิม (1646)

และท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกว่า: "สิ่งที่ฉันเกรงกลัวต่อพวกท่านมากที่สุดคือ ชิริกเล็ก" ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกถามว่า : ชิริกเล็กนั้นคืออะไร? ท่านจึงตอบว่า "การโอ้อวด (อัรริยาอ์)" [101] และท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พวกท่านจงอย่ากล่าวว่า : “มาชาอัลลอฮ์ วะชาอะ ฟุลาน” (อัลลอฮ์ทรงประสงค์และคนนั้นก็ประสงค์) แต่จงกล่าวว่า “มาชาอัลลอฮ์ ษุมมะ มาชาอะ ฟุลาน” (อัลลอฮ์ทรงประสงค์จากนั้นคนนั้นก็ประสงค์)” [102] บันทึกโดย อันนาซาอีย์ จากท่านอิบนูอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า มีชายคนหนึ่งได้กล่าวกับท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า มันเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์และเป็นสิ่งที่ท่านประสงค์ ท่านจึงกล่าวว่า: «เจ้าทำให้ฉันเป็นภาคีต่ออัลลอฮ์กระนั้นหรือ? ไม่ใช่เช่นนั้น แต่สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น» [103] [101] รายงานโดย อะห์มัดในหนังสือมุสนัด (5/428) [102] รายงานโดย อบูดาวูด (4980) [103] รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์ (2117)

และหะดีษเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เข้มงวดในการปกป้องความเป็นเอกภาพของอัลลอฮ์ และการตักเตือนประชาชาติของท่านให้พ้นจากการตั้งภาคีชนิดใหญ่และชนิดเล็ก อีกทั้งความมุ่งมั่นของท่านต่อความปลอดภัยในการศรัทธาของพวกเขา และการรอดพ้นของพวกเขาจากการลงโทษของอัลลอฮ์และจากสาเหตุต่างๆ ที่จะทำให้พระองค์ทรงกริ้ว ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนท่านในเรื่องดังกล่าวด้วยการตอบแทนอันประเสริฐยิ่ง เพราะแท้จริงท่านได้ทำการเผยแผ่และตักเตือนแล้ว และได้ให้การตักเตือนอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์และเพื่อปวงบ่าวของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขอความเมตตาและความศานติสุขจงมีแด่ท่านอย่างต่อเนื่องจนถึงวันแห่งการตอบแทน

และเป็นสิ่งจำเป็น(วาญิบ)สำหรับผู้คนที่มีความรู้ในหมู่ผู้ประกอบพิธีหัจญ์และผู้ที่พำนักอาศัยในเมืองอันปลอดภัยของอัลลอฮ์และเมืองของศาสนทูตผู้ทรงเกียรติของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่จะต้องสอนผู้คนถึงบทบัญญัติที่อัลลอฮ์ได้ทรงวางไว้แก่พวกเขา และเตือนพวกเขาให้ระวังสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามแก่พวกเขาจากการตั้งภาคีประเภทต่างๆ และการฝ่าฝืน และจะต้องสาธยายสิ่งดังกล่าวพร้อมด้วยหลักฐานประกอบ และชี้แจงให้กระจ่างอย่างชัดเจนและเพียงพอ ทั้งนี้เพื่อนำพาผู้คนออกจากความมืดมิดสู่แสงสว่าง และเพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดเป็นวาญิบแก่พวกเขาในการเผยแผ่และชี้แจง อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และจงรำลึกขณะที่อัลลอฮ์ทรงรับเอาพันธสัญญาจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ว่า “แท้จริง พวกเจ้าควรอธิบายเนื้อหาของคัมภีร์แก่ผู้คนทั้งหลาย และพวกเจ้าไม่ควรปิดบังมัน..." (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 187)

และเจตนารมณ์ของสิ่งนี้คือ เพื่อตักเตือนบรรดาผู้รู้ของประชาชาตินี้ ไม่ให้ดำเนินตามแนวทางของบรรดาผู้กดขี่จากหมู่ผู้ได้รับคัมภีร์ในการปิดบังสัจธรรม อันเนื่องมาจากการเลือกเอาโลกนี้เหนือโลกหน้า และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "แท้จริงบรรดาผู้ที่ปกปิดสิ่งที่เราได้ประทานลงมาที่เป็นหลักฐานอันชัดแจ้งและแนวทางที่ถูกต้องหลังจากที่เราได้อธิบายมันอย่างชัดเจนแก่ผู้คนในคัมภีร์แล้ว พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ถูกสาปแช่งโดยอัลลอฮ์ และจะถูกสาปแช่งโดยบรรดาผู้สาปแช่ง (159) นอกจากบรรดาผู้ที่สำนึกผิดและปรับปรุงแก้ไข และอธิบาย (สิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้) ดังนั้น ชนเหล่านี้ ข้าตอบรับการกลับใจของพวกเขา และข้าคือผู้ทรงตอบรับการกลับใจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ" [ซูเราะฮ์ อัลบะกอเราะฮ์ : 159-160] และบรรดาโองการอัลกุรอานและหะดีษของท่านนบีได้ชี้ให้เห็นว่า การเรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา และการชี้นำปวงบ่าวไปสู่สิ่งที่พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อการนั้น เป็นหนึ่งในการภักดีอันประเสริฐสุดและหน้าที่อันสำคัญยิ่ง และแท้จริงมันคือหนทางของบรรดาเราะสูลและผู้เจริญรอยตามพวกเขาจนถึงวันกิยามะฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และผู้ใดเล่าจะมีคำพูดที่ดีเลิศยิ่งไปกว่าผู้เชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์ และประกอบความดี และกล่าวว่า แท้จริงฉันเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้นอบน้อม" (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 33) และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ตรัสว่า: "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "นี่คือแนวทางของฉัน ทั้งฉันและบรรดาผู้ที่ติดตามฉัน ต่างเรียกร้องผู้คนสู่การนับถือศาสนาของอัลลอฮ์ ตามหลักฐานที่ชัดเจน และมหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ และฉันมิได้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี" (ซูเราะฮ์ ยูซุฟ : 108)

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดได้ชี้นำคนอื่นให้กระทำในสิ่งที่ดี ผู้นั้นจะได้รับผลตอบแทนเช่นเดียวกับผลตอบแทนของผู้กระทำความดีนั้นด้วย” [104] "การที่อัลลอฮ์ทรงชี้นำทางแก่ชายคนหนึ่งโดยผ่านท่านนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับท่านยิ่งกว่าการมีอูฐสีแดง"[105] และโองการและหะดีษทั้งหลายที่เกี่ยวกับความหมายนี้ มีอยู่มากมาย [104] รายงานโดย มุสลิม (1893) [105]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (3009) และมุสลิม (2406)

ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่บรรดาผู้มีความรู้และผู้ศรัทธาจะทุ่มเทความพยายามให้มากยิ่งขึ้นในการเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์ ชี้นำปวงบ่าวของพระองค์ไปสู่หนทางแห่งความรอดพ้น และตักเตือนพวกเขาจากสาเหตุแห่งความหายนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ที่อารมณ์ใฝ่ต่ำได้ครอบงำ และหลักการที่มุ่งทำลายล้างรวมถึงสโลแกนที่ชักนำสู่ความหลงผิดได้แพร่หลายไปทั่ว ซึ่งบรรดาผู้เรียกร้องสู่ทางนำนั้นมีจำนวนน้อยลง ในขณะที่บรรดาผู้เรียกร้องสู่การปฏิเสธพระเจ้าและความเสื่อมทรามทางศีลธรรมกลับมีจำนวนมากขึ้น และอัลลอฮ์คือผู้ทรงเป็นที่พึ่ง และไม่มีอำนาจและพละกำลังใด ๆ เว้นแต่ด้วยกับอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่

บท

ว่าด้วยควรส่งเสริมให้ตุนเสบียงจากการปฏิบัติความดี

และส่งเสริมให้บรรดาผู้ทำหัจญ์หมั่นรำลึกถึงอัลลอฮ์ เชื่อฟังพระองค์ และประกอบการงานที่ดีในช่วงที่พำนักอยู่ที่มักกะฮ์ และให้ทำการละหมาดและเฏาะวาฟรอบบัยตุลลอฮ์ให้มากๆ เนื่องจากบรรดาความดีงามในแผ่นดินหะรอมนั้นจะถูกทวีคูณ และบรรดาความชั่วในนั้นก็เป็นสิ่งที่ใหญ่หลวงนัก เช่นเดียวกัน ส่งเสริมให้พวกเขากล่าวเศาะละวาตและสลามแด่ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้มากๆ

เมื่อบรรดาผู้แสวงบุญหัจญ์ต้องการเดินทางออกจากมักกะฮ์ จำเป็นที่พวกเขาจะต้องทำการเฏาะวาฟอำลาที่บัยตุลลอฮ์ เพื่อให้เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาได้กระทำ ณ บัยตุลลอฮ์ ยกเว้นสตรีมีประจำเดือนและสตรีหลังคลอดบุตร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเฏาะวาฟอำลา ตามหะดีษของอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ซึ่งกล่าวว่า: "ผู้คนถูกสั่งใช้ให้ทำพิธีกรรมสุดท้ายด้วยการเฎาะวาฟที่กะอ์บะฮ์ (เฏาะวาฟอำลา) แต่ท่านให้การยกเว้นกับสตรีที่มีประจำเดือน"[106] [106]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1755) และมุสลิม (1328)

ดังนั้น เมื่อเขาเสร็จสิ้นจากการอำลาบัยตุลลอฮ์และต้องการจะออกจากมัสยิด ก็ให้เขาเดินหน้าออกไปตามปกติจนกว่าจะออกจากมัสยิด และไม่สมควรที่เขาจะเดินถอยหลัง เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม และจากบรรดาสาวกของท่าน แต่ทว่ามันเป็นบิดอะฮ์ที่ถูกอุตริขึ้น และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ใครก็ตามที่ปฏิบัติกิจการใดกิจการหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้สั่งใช้ ดังนั้น กิจการนั้นจะถูกปฏิเสธ" [107] และท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: «พวกท่านจงพึงระวังต่ออุตริกรรมทั้งหลายในศาสนา เพราะแท้จริง ทุกสิ่งที่ถูกอุตริขึ้นมานั้นคืออุตริกรรม (บิดอะฮ์) และทุกๆ อุตริกรรม (บิดอะฮ์) นั้นคือการหลงผิด» [108]. (107) ได้มีการกล่าวถึงที่มาก่อนหน้านี้แล้ว [108] รายงานโดย มุสลิม จาก ญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ (867)

เราขอต่ออัลลอฮ์ให้ทรงประทานความมั่นคงบนศาสนาของพระองค์ และทรงคุ้มครองให้ปลอดภัยจากทุกสิ่งที่ขัดกับศาสนาของพระองค์ แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงเมตตาที่ดีเลิศ

บท

เกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆ และมารยาทในการเยี่ยมเยียน

ส่งเสริมให้เยี่ยมเยียนมัสยิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก่อนการประกอบพิธีหัจญ์หรือหลังจากนั้น เนื่องจากมีปรากฏในเศาะฮีห์ทั้งสอง จากอบีฮุร็อยเราะฮ์ กล่าวว่า: ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การละหมาดในมัสยิดของฉันนี้ดีกว่าการละหมาดหนึ่งพันครั้งในที่อื่น ยกเว้นมัสยิดอัลหะรอม” [109] จากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การละหมาดหนึ่งเวลาในมัสยิดของฉันแห่งนี้ ประเสริฐกว่าการละหมาดหนึ่งพันครั้งในมัสยิดอื่นๆ ยกเว้นมัสยิดอัลหะรอม” [110] บันทึกโดย มุสลิม จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัซซุบัยร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : «การละหมาดหนึ่งเวลาในมัสยิดของฉันแห่งนี้ ประเสริฐกว่าการละหมาดหนึ่งพันครั้งในมัสยิดอื่นๆ ยกเว้นมัสยิดอัลหะรอม และการละหมาดหนึ่งเวลาในมัสยิดอัลหะรอม ประเสริฐกว่าการละหมาดหนึ่งร้อยครั้งในมัสยิดของฉันแห่งนี้» [111] บันทึกโดย อะห์มัด อิบนุคุซัยมะฮ์ และอิบนุหิบบาน [109]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1190) และมุสลิม (1394) [110] รายงานโดย มุสลิม (1395) [111] รายงานโดย อะห์มัด (4/5)

และจากท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: «การละหมาดหนึ่งเวลาในมัสยิดของฉันแห่งนี้ ประเสริฐกว่าการละหมาดหนึ่งพันครั้งในมัสยิดอื่นๆ ยกเว้นมัสยิดอัลหะรอม และการละหมาดหนึ่งเวลาในมัสยิดหะรอม ประเสริฐกว่าการละหมาดหนึ่งแสนครั้งในมัสยิดอื่นๆ» [112] บันทึกโดย อะห์มัด และอิบนุมาญะฮ์ และบรรดาหะดีษในความหมายนี้มีอยู่มากมาย [112] บันทึกโดย อิบนุมาญะฮ์ (1406)

เมื่อผู้มาเยือนมาถึงมัสยิด สุนนะฮ์สำหรับเขาให้ก้าวเท้าขวาเข้าไปก่อน และกล่าวว่า: "بِسْمِ اللهِ، وَالصَّلَاةُ وَالسَّلَامُ عَلَى رَسُولِ اللهِ، أَعُوذُ بِاللهِ الْعَظِيمِ وَبِوَجْهِهِ الْكَرِيمِ وَسُلْطَانِهِ القَدِيمِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيمِ، اللَّهُمَّ افْتَحْ لِي أَبْوَابَ رَحْمَتِكَ"، (บิสมิลลาฮ์, วัศเศาะลาตุวัสสลาม อะลา เราะซูลิลลาฮ์, อะอูซุบิลลาฮิลอะซีม วะบิวัจฮิลกะรีม วะสุลตอนิฮิลเกาะดีม มินัชชัยฏอนิรรอญีม, อัลลอฮุมมัฟตะห์ลี อับวาบา เราะมาติกะ)ความว่า : ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ และขอความศานติและความจำเริญจงมีแด่ร่อซูลของอัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ด้วยพระพักตร์อันทรงเกียรติของพระองค์ และด้วยอำนาจอันดำรงอยู่ตลอดกาลของพระองค์ ให้พ้นจากชัยฏอนผู้ถูกสาปแช่ง โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงเปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

ให้กล่าวเหมือนกับดุอาอ์ที่ใช้ในการเข้ามัสยิดทั่วไป และไม่มีดุอาอ์เฉพาะเจาะจงสำหรับการเข้ามัสยิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นให้ละหมาดสองร็อกอะฮ์ และขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ในละหมาดนั้นตามที่เขาปรารถนาจากความดีงามทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮ์ และหากได้ละหมาดในเราเฎาะฮ์อันทรงเกียรติก็จะดียิ่งกว่า ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า: "ระหว่างบ้านฉันกับมิมบัรของฉันนั้นคือสวนหนึ่งจากบรรดาสวนในสวรรค์" [113]. หลังจากละหมาด ให้ไปเยี่ยมสุสานท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และสุสานของสหายทั้งสองของท่าน คือ อบูบักร์และอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แล้วให้ยืนหน้าสุสานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ด้วยมารยาทและเสียงเบา จากนั้นให้สลามแก่ท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยกล่าวว่า "السَّلَامُ عَلَيْكَ يَا رَسُولَ اللهِ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاتُهُ"(อัส-สะลามุ อะลัยกะ ยา เราะซูลัลลอฮฺ วะเราะห์มะตุลลอฮฺ วะบะรอกาตุฮฺ) ความว่า : ความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้ร่อซูลของอัลลอฮ์ และความเมตตาของอัลลอฮ์ รวมทั้งความจำเริญพรของพระองค์, เนื่องจากมีรายงานในสุนัน อบี ดาวูด ด้วยสายรายงานที่ดี จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า: "ไม่มีผู้ใดที่กล่าวสลามแก่ฉัน เว้นแต่อัลลอฮ์จะให้วิญญาณคืนสู่ร่างกายของฉัน จนกระทั่งฉันจะตอบกลับสลามของเขา" [114]. และหากผู้เยี่ยมเยียนกล่าวในการให้สลามของเขาว่า: السَّلَامُ عَلَيْكَ يَا نَبِيَّ اللَّهِ، السَّلَامُ عَلَيْكَ يَا خِيَرَةَ اللَّهِ مِنْ خَلْقِهِ، السَّلَامُ عَلَيْكَ يَا سَيِّدَ الْمُرْسَلِينَ وَإِمَامَ الْمُتَّقِينَ، أَشْهَدُ أَنَّكَ قَدْ بَلَّغْتَ الرِّسَالَةَ، وَأَدَّيْتَ الْأَمَانَةَ، وَنَصَحْتَ الْأُمَّةَ، وَجَاهَدْتَ فِي اللَّهِ حَقَّ جِهَادِهِ (อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา นะบิยยัลลอฮฺ, อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา คิยาระตัลลอฮฺ มิน ค็อลกิฮ์, อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา ซัยยิดัลมุรซะลีน วะอิมามัลมุตตะกีน, อัชฮะดุ อันนะกอ ก็อด บัลลัคตัรริซาละฮฺ วะอัดดัยตัลอะมานะฮฺ วะนะซ็อฮ์ตัลอุมมะฮฺ วะญาฮัดตะ ฟิลลาฮฺ หักก็อ ญิฮาดิฮฺ) ความว่า"ขอความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้ท่านนบีของอัลลอฮ์ ขอความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงเลือกสรรที่ดีที่สุดจากสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ขอความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้หัวหน้าของบรรดาเราะสูลและผู้นำของบรรดาผู้ยำเกรง ฉันขอยืนยันว่าท่านได้ทำหน้าที่เผยแพร่สารแล้ว ได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแล้ว ให้คำแนะนำแก่ประชาชาติ และท่านได้ต่อสู้ญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์อย่างเต็มที่" ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะทั้งหมดนี้เป็นคุณลักษณะของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และให้กล่าวเศาะละวาต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และขอดุอาอ์ให้ท่าน ตามที่ได้ถูกบัญญัติไว้ในศาสนบัญญัติถึงการอนุญาตให้รวบรวมระหว่างการกล่าวเศาะละวาตและสลามแก่ท่าน เพื่อเป็นการปฏิบัติตามดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ทรงประทานพรแก่นบี โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงประทานพรให้เขาและกล่าวทักทายเขาด้วยความเคารพ" (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 56) จากนั้นให้สลามแก่ท่านอบูบักร์และท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา และขอดุอาอ์ให้แก่ท่านทั้งสอง และขอความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮ์ให้แก่ท่านทั้งสอง [113] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ จากอับดุลลอฮ์ บิน ซัยด์ อัลมาซินีย์ (1195) และมุสลิม (1390) [114] รายงานโดย อบูดาวูด (2041)

และท่านอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เมื่อท่านให้สลามแก่ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และแก่เศาะฮาบะฮ์ทั้งสอง ท่านจะไม่กล่าวเกินประโยคที่ว่า: "السَّلَامُ عَلَيْكَ يَا رَسُولَ اللهِ، السَّلَامُ عَلَيْكَ يَا أَبَا بَكْرٍ، السَّلَامُ عَلَيْكَ يَا أَبَتَاه"(อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา เราะซูลัลลอฮฺ, อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา อะบา บักร์, อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา อะบะตาฮฺ) ความว่า : ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์, ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ท่านอะบูบักร์, ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ท่านพ่อของฉัน จากนั้นให้เขาเดินจากไป

และการเยี่ยมนี้ถูกบัญญัติไว้สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ส่วนสตรีนั้นไม่อนุญาตให้พวกนางเยี่ยมหลุมศพใดๆ ทั้งสิ้น ดังที่มีหลักฐานยืนยันจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า... "อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งบรรดาสตรีที่เยี่ยมเยียนหลุมศพ และบรรดาผู้ที่ยึดเอาหลุมศพเป็นมัสยิดและจุดประทีป" (115) [115] รายงานโดย อบูดาวูดหมายเลข (3236)

ส่วนการเดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮ์เพื่อทำการละหมาดในมัสยิดของท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และขอดุอาอ์ในนั้น และการปฏิบัติอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันซึ่งเป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริมให้ปฏิบัติในมัสยิดทั่วไปนั้น ถือเป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริมสำหรับทุกคน ตามบรรดาหะดีษที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในเรื่องนี้

และมีสุนนะฮ์สำหรับผู้มาเยี่ยมที่จะละหมาดทั้งห้าเวลาในมัสยิดของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และให้กล่าวซิกร์ ขอดุอาอ์ และละหมาดสุนัตในนั้นให้มากๆ เพื่อเป็นการตักตวงผลบุญอันยิ่งใหญ่จากสิ่งดังกล่าว

และส่งเสริมให้ละหมาดสุนัตในเราเฎาะฮ์ให้มากๆ ตามหะดีษที่ถูกต้องที่ได้กล่าวถึงความประเสริฐของมันไว้แล้ว ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ระหว่างบ้านฉันกับมิมบัรของฉันนั้นคือสวนหนึ่งจากบรรดาสวนในสวรรค์" [116]. [116] ได้มีการกล่าวถึงที่มาก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนละหมาดฟัรฎูนั้น ผู้มาเยือนและคนอื่นๆ พึงรีบไปอยู่แถวหน้า และพยายามรักษาแถวแรกไว้เท่าที่สามารถ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการละหมาดซุนนะฮ์ก่อนละหมาดฟัรฎูก็ตาม เนื่องจากมีหะดีษที่เศาะฮีห์จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้อยู่ในแถวแรก ดังคำกล่าวของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "หากผู้คนได้รู้ถึงความประเสริฐของการเรียกร้อง (อาซาน) และการยืนในแถวแรกของการละหมาด ต่อให้พวกเขาไม่พบวิธีใดเลยนอกจากต้องจับสลากเพื่อให้ได้สิทธินั้น พวกเขาก็ย่อมจะจับสลากกันอย่างแน่นอน"[117] รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม และดังเช่นคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ได้กล่าวแก่บรรดาสาวกของท่านว่า: “พวกท่านจงรีบเข้ามาข้างหน้า แล้วจงปฏิบัติตามฉัน และให้ผู้ที่อยู่ถัดไปปฏิบัติตามพวกท่าน และชายคนหนึ่งจะยังคงถอยห่างจากการละหมาดอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งอัลลอฮ์ทรงให้เขาล่าช้า” [118] บันทึกโดย มุสลิม [117] รายงานโดย มุสลิม (438) จากอบีซะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ [118]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (615) และมุสลิม (437)

รายงานโดยอบูดาวูด ด้วยสายรายงานหะสัน จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ชายคนหนึ่งจะยังคงถอยห่างจากแถวหน้า จนกระทั่งอัลลอฮ์จะทรงทำให้เขาอยู่เบื้องหลังในนรก” [119] และมีรายงานที่ยืนยันจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านกล่าวแก่บรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านว่า: “พวกท่านจะไม่จัดแถวเหมือนดังที่บรรดามลาอิกะฮ์จัดแถว ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขาดอกหรือ?” พวกเขากล่าวว่า “โอ้ เราะซูลของอัลลอฮ์ และบรรดามลาอิกะฮ์จัดแถว ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขาอย่างไรหรือ?” ท่านนบีจึงกล่าวว่า “พวกเขาจะทำให้บรรดาแถวแรกสมบูรณ์ และจะยืนชิดกันในแถว” [120] บันทึกโดย มุสลิม [119] รายงานโดย มุสลิม จาก ญาบิร บิน สะมุเราะฮ์ (430) [120] รายงานโดย อบูดาวูด (679) และมีสำนวนว่า: "กลุ่มชนหนึ่งจะยังคงล่าช้าจากแถวแรกอยู่เรื่อยไป จนกระทั่งอัลลอฮ์จะทรงทำให้พวกเขาอยู่รั้งท้ายในไฟนรก"

และหะดีษในความหมายนี้มีอยู่มากมาย ซึ่งครอบคลุมถึงมัสยิดของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และมัสยิดอื่นๆ ทั้งก่อนและหลังการขยับขยาย และมีรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านเคยส่งเสริมบรรดาสาวกของท่านให้อยู่ทางด้านขวาของแถว และเป็นที่ทราบกันดีว่าด้านขวาของแถวในมัสยิดแห่งแรกของท่านนั้นอยู่นอกเราเฏาะฮ์ จากสิ่งนี้จึงเป็นที่รู้กันว่าการให้ความสำคัญกับแถวแรกๆ และด้านขวาของแถวนั้นมีความสำคัญกว่าการให้ความสำคัญกับเราเฏาะฮ์อันทรงเกียรติ และการรักษาทั้งสองสิ่งนี้มีความประเสริฐกว่าการรักษาการละหมาดในเราเฎาะฮ์ และนี่เป็นสิ่งที่ชัดเจนและประจักษ์สำหรับผู้ที่พิจารณาใคร่ครวญบรรดาหะดีษที่กล่าวถึงในเรื่องนี้ และอัลลอฮ์คือผู้ทรงประทานความสำเร็จ

และไม่อนุญาตสำหรับผู้ใดที่จะลูบผนังบ้านของท่านนบี หรือจูบ หรือทำการตอวาฟรอบบ้านของท่าน เพราะการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เคยมีรายงานมาจากสะลัฟ อัศศอลิห์ แต่ทว่ามันคือบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ

และไม่อนุญาตสำหรับผู้ใดที่จะขอให้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบรับความต้องการ หรือปลดเปลื้องความทุกข์ยาก หรือรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือสิ่งอื่นใดทำนองนั้น เพราะทั้งหมดนั้นมิอาจขอได้จากผู้ใดนอกจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮู แต่เพียงผู้เดียว และการขอสิ่งนั้นจากคนตายคือการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์และเป็นการอิบาดะฮ์ต่อผู้อื่นที่ไม่ใช่พระองค์ และศาสนาอิสลามนั้นตั้งอยู่บนรากฐานสองประการ:

ประการที่หนึ่ง: จะต้องไม่ทำการเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว

ประการที่สอง: เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เฉพาะด้วยสิ่งที่ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำหนดรูปแบบเอาไว้เท่านั้น

และนี่คือความหมายของการปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์

และด้วยเหตุนี้ จึงไม่อนุญาตให้ผู้ใดขอการให้ความช่วยเหลือจากท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ดังนั้นจึงไม่อาจขอสิ่งนั้นได้จากผู้ใด นอกจากพระองค์เท่านั้น ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) การไถ่แทนโทษนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์โดยสิ้นเชิง..." [ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 44] ดังนั้นให้กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงโปรดทำให้นบีของพระองค์ให้การช่วยเหลือแก่ฉันด้วยเถิด โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงโปรดทำให้บรรดามลาอิกะฮ์และปวงบ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์ให้การช่วยเหลือแก่ฉันด้วยเถิด โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงโปรดทำให้บรรดาบุตรที่เสียชีวิตก่อนวัยของฉันให้การช่วยเหลือแก่ฉันด้วยเถิด” และทำนองเดียวกันนี้ ส่วนบรรดาคนตายนั้น จะไม่สามารถขอสิ่งใดจากพวกเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือหรือสิ่งอื่นใดก็ตาม แม้ว่าพวกเขาจะเป็นบรรดานบีหรือคนอื่น ๆ ก็ตาม เพราะสิ่งดังกล่าวนั้นไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ และเพราะการงานของคนตายนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว เว้นแต่สิ่งที่ศาสนาได้ยกเว้นไว้

และในเศาะฮีห์มุสลิม จากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เมื่อลูกหลานของอาดัมได้เสียชีวิต การงานของเขาจะถูกตัดขาด ยกเว้นเพียงสามประการคือ การบริจาคทานที่ไหลริน หรือความรู้ที่ยังประโยชน์ หรือบุตรที่ดีขอดุอาอ์ให้กับเขา” [121] [121] รายงานโดย มุสลิม (1631) จากอบีฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ

แท้จริงแล้ว การขอความช่วยเหลือ (ชะฟาอะฮ์) จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และในวันฟื้นคืนชีพ (วันกิยามะฮ์) นั้นเป็นที่อนุญาต เนื่องจากความสามารถของท่านในเรื่องดังกล่าว เพราะท่านสามารถที่จะเข้าเฝ้าและวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของท่านให้แก่ผู้ที่ร้องขอได้ ส่วนในโลกดุนยานี้ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า เรื่องนี้มิได้จำเพาะเจาะจงสำหรับท่านแต่เพียงผู้เดียว หากแต่เป็นเรื่องทั่วไปสำหรับท่านและสำหรับผู้อื่นด้วย ดังนั้นจึงอนุญาตให้มุสลิมกล่าวกับพี่น้องของเขาได้ว่า “จงขอความช่วยเหลือต่อพระผู้อภิบาลของฉันให้แก่ฉันด้วยเถิดในเรื่องนั้นเรื่องนี้” ซึ่งมีความหมายว่า “จงขอดุอ่าต่ออัลลอฮ์ให้แก่ฉันด้วย” และเป็นที่อนุญาตสำหรับผู้ที่ถูกร้องขอที่จะวิงวอนต่ออัลลอฮ์และให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องของเขา หากสิ่งที่ถูกร้องขอนั้นเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงอนุมัติให้ทำการร้องขอได้

ส่วนในวันกิยามะฮ์นั้น จะไม่มีผู้ใดสามารถให้การชะฟาอะฮ์ได้ เว้นแต่หลังจากได้รับอนุญาตจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์แล้ว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: "...ไม่มีผู้ใดสามารถวิงวอน (ช่วยเหลือ) ต่อพระองค์ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพระองค์เท่านั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 255)

ส่วนสภาวะแห่งความตายนั้นเป็นสภาวะที่พิเศษ ซึ่งไม่อนุญาตให้นำไปเปรียบเทียบกับสภาพของมนุษย์ก่อนตาย และไม่เปรียบเทียบกับสภาพของเขาหลังจากฟื้นคืนชีพ เนื่องจากการงานของผู้ตายได้สิ้นสุดลงแล้ว และเขาจะถูกผูกมัดอยู่กับการกระทำของเขา เว้นแต่สิ่งที่บทบัญญัติได้ยกเว้นไว้ และการขอความช่วยเหลือจากผู้ตายนั้นไม่ใช่สิ่งที่บทบัญญัติได้ยกเว้นไว้ ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้นำไปเปรียบเทียบกับสิ่งนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หลังจากที่ท่านเสียชีวิตแล้ว ท่านมีชีวิตหลังความตาย ซึ่งสมบูรณ์ยิ่งกว่าชีวิตของบรรดาผู้ที่เสียชีวิตในหนทางของอัลลอฮ์ แต่มันไม่ใช่ชีวิตประเภทเดียวกับชีวิตของท่านก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต และไม่ใช่ประเภทเดียวกับชีวิตของท่านในวันกิยามะฮ์ แต่มันคือชีวิตที่ไม่มีผู้ใดรู้ถึงความเป็นจริงและสภาพของมัน นอกจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และด้วยเหตุนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้กล่าวไว้ในหะดีษบทหนึ่งว่า: "ไม่มีผู้ใดที่กล่าวสลามแก่ฉัน เว้นแต่อัลลอฮ์จะให้วิญญาณคืนสู่ร่างกายของฉัน จนกระทั่งฉันจะตอบกลับสลามของเขา" [122]

สิ่งนี้จึงบ่งชี้ว่าท่านได้เสียชีวิตแล้ว และวิญญาณของท่านได้แยกตัวออกจากร่างกายของท่านแล้ว แต่มันจะถูกส่งกลับคืนสู่ท่านเมื่อมีการให้สลาม และบรรดาหลักฐานตัวบทจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ที่บ่งชี้ถึงการเสียชีวิตของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นเป็นที่ทราบกันดี และเป็นเรื่องที่เห็นพ้องต้องกันในหมู่นักวิชาการ แต่ทว่าสิ่งนั้นไม่ได้ปฏิเสธการมีชีวิตในบัรซัคของท่าน เช่นเดียวกับการตายของบรรดาชะฮีดก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีชีวิตในบัรซัคของพวกเขา ที่ถูกกล่าวไว้ในดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ว่า: "และเจ้าอย่าคิดว่าบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในทางของอัลลอฮ์นั้นได้ตายแล้ว แท้จริงพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขาในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ" (ซูเราะฮ์ อาลา อิมรอน : 169) [122] รายงานโดย อบูดาวูด (2041)

แท้จริงที่เราได้ขยายความในประเด็นนี้ ก็เนื่องด้วยความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีผู้สร้างความคลุมเครือในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก และเรียกร้องไปสู่การตั้งภาคีและการเคารพภักดีต่อบรรดาผู้ตายอื่นจากอัลลอฮ์ ดังนั้น เราจึงขอต่ออัลลอฮ์ให้แก่เราและมุสลิมทั้งปวงซึ่งความปลอดภัยจากทุกสิ่งที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติของพระองค์ และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ดียิ่ง

ส่วนสิ่งที่ผู้มาเยี่ยมบางคนทำ เช่น การส่งเสียงดังที่หลุมศพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานนั้น เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักที่ศาสนาอนุญาต เพราะอัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงห้ามประชาชาติจากการยกเสียงของพวกเขาให้ดังเหนือเสียงของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และจากการพูดเสียงดังกับท่านเหมือนกับที่พวกเขาพูดเสียงดังต่อกัน และได้ทรงส่งเสริมให้พวกเขาลดเสียงลงเมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน ในดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: "โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ยกเสียงของพวกเจ้าเหนือเสียงของนบีและอย่าพูดเสียงดังกับเขา (มุฮัมหมัด) เยี่ยงการพูดเสียงดังของบางคนของพวกเจ้ากับอีกบางคน เพราะ (เกรงว่า) การงานต่างๆ ของพวกเจ้าจะสูญเสียไป โดยที่พวกเจ้าไม่รู้สึกตัว" "แท้จริงบรรดาผู้ที่ลดเสียงของพวกเขา ณ ที่เราะซูลลุลลอฮ์นั้น ชนเหล่านั้น คือบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงทดสอบจิตใจของพวกเขาเพื่อความยำเกรง สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและการตอบแทนอันใหญ่หลวง" (ซูเราะฮ์ อัลหุญุรอต : 2-3)

เพราะการยืนเป็นเวลานานที่หลุมศพและการให้สลามมากๆ นั้นจะย่อมนำไปสู่ความแออัด และก่อให้เกิดความวุ่นวายเสียงดังที่หลุมศพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งสิ่งนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่อัลลอฮ์ได้บัญญัติไว้สำหรับมุสลิมในโองการที่ชัดเจนนี้ นอกจากนี้สถานะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะต้องได้รับการให้เกียรติและเชิดชูทั้งในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นผู้ศรัทธาจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำสิ่งที่ขัดต่อมารยาทอิสลามในบริเวณหลุมศพของท่าน

และเช่นเดียวกันนี้ คือสิ่งที่ผู้มาเยี่ยมบางคนที่พยายามขอดุอาอ์ที่หลุมศพของท่านโดยหันหน้าเข้าหาหลุมศพของท่าน และยกมือทั้งสองขึ้นในขณะขอดุอาอ์ ทั้งหมดนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่บรรดาสลัฟได้กระทำไว้ ที่เป็นบรรดาเศาะฮาบะฮ์และบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามพวกเขาด้วยการทำดีทั้งหลาย การกระทำนั้นถือเป็นบิดอะฮ์และเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ดังนั้นพวกท่านจงยึดไว้ซึ่งสุนนะฮ์ (แนวทาง) ของฉัน และสุนนะฮ์ของบรรดาเคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมที่ได้รับทางนำหลังจากฉัน จงยึดมั่นกับมัน และจงกัดมันด้วยฟันกราม และพวกท่านจงพึงระวังต่ออุตริกรรมทั้งหลายในศาสนา เพราะแท้จริง ทุกสิ่งที่ถูกอุตริขึ้นมานั้นคืออุตริกรรม (บิดอะฮ์) และทุกๆ อุตริกรรม (บิดอะฮ์) นั้นคือการหลงผิด""[123]. [123] รายงานโดย อบูดาวูด (4607)

และท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนาของเรา โดยสิ่งนั้นไม่ใช่มาจากศาสนาแต่อย่างใด สิ่งนั้นก็ถูกปฏิเสธ” "ใครก็ตามที่ปฏิบัติกิจการใดกิจการหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้สั่งใช้ ดังนั้น กิจการนั้นจะถูกปฏิเสธ"[125] [124] ได้มีการกล่าวถึงที่มาก่อนหน้านี้แล้ว [125] ได้มีการกล่าวถึงที่มาก่อนหน้านี้แล้ว

และอาลี บิน อัลฮุซัยน์ ซัยนุลอาบิดีน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้เห็นชายคนหนึ่งกำลังขอดุอาอ์อยู่ ณ หลุมศพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านจึงได้ห้ามเขาจากการกระทำนั้น และกล่าวว่า: จะให้ฉันเล่าหะดีษบทหนึ่งแก่ท่านไหม ซึ่งฉันได้ยินมาจากพ่อของฉัน จากปู่ของฉัน จากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวว่า: «อย่าทำให้หลุมศพของฉันเป็นดั่งเทศกาลหรือโอกาสเฉลิมฉลอง และอย่าทำให้บ้านของพวกท่านเป็นเหมือนหลุมศพ แต่พวกท่านจงเศาะละวาตต่อฉัน แท้จริงการตัสลีม(การให้สลาม)ของพวกท่านนั้นย่อมถึงฉันแม้ว่าพวกท่านจะอยู่ที่ใดก็ตาม»[126]. [126] สายรายงานของซัยนุลอาบิดีน อัชชัยค์ได้อ้างถึงอัลหาฟิซ อัลมักดะซีย์ ซึ่งท่านได้บันทึกหะดีษนี้โดยไม่มีเรื่องราวประกอบ และอะห์มัดในหนังสืออัลมุสนัด (2/367)

และเช่นเดียวกันนี้ คือสิ่งที่ผู้มาเยี่ยมบางคนได้กระทำขณะที่ให้สลามต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือ วางมือขวาทับบนมือซ้ายแล้ววางบนหน้าอกเหมือนกับคนที่กำลังละหมาด การกระทำในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตขณะให้สลามแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และก็ไม่อนุญาตขณะให้สลามแก่ผู้อื่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบรรดากษัตริย์ บรรดาผู้นำ และคนอื่นๆ เพราะการกระทำในลักษณะนั้นเป็นการแสดงถึงการยอมจำนน ความนอบน้อม และการเคารพสักการะซึ่งไม่ควรกระทำนอกจากต่ออัลลอฮ์เท่านั้น ดังที่ท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ หะญัร เราะหิมะฮุลลอฮ์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ฟัตหุลบารีย์ ซึ่งได้รายงานจากบรรดาอุลามาอ์หลายท่าน และเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ชัดเจนยิ่งสำหรับผู้ที่พิจารณาในสถานการณ์นี้และมีเป้าหมายที่จะปฏิบัติตามแนวทางของบรรดาสลัฟศอลิห์

ส่วนผู้ที่ถูกครอบงำด้วยการยึดติดอย่างคลั่งไคล้ อารมณ์ใฝ่ต่ำ การปฏิบัติในลักษณะตาบอดปิดหูปิดตา และการมีทัศนคติในแง่ร้ายต่อบรรดาผู้เรียกร้องไปสู่แนวทางของบรรพชนผู้ทรงคุณธรรม เรื่องของเขานั้นก็สุดแล้วแต่อัลลอฮ์ และเราขอต่ออัลลอฮ์โปรดประทานการชี้นำและความสำเร็จแก่เราและแก่เขา เพื่อให้เลือกสัจธรรมเหนือสิ่งอื่นใด แท้จริงพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์นั้นทรงเป็นผู้ที่ดีเลิศที่สุดที่ถูกวิงวอน

และเช่นเดียวกันนี้ คือสิ่งที่ผู้คนบางส่วนกระทำ ด้วยการหันหน้าไปยังสุสานของท่านนบีจากระยะไกล และขยับริมฝีปากกล่าวสลามหรือขอดุอาอ์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งอุตริกรรม (บิดอะฮ์) ประเภทเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และมุสลิมไม่ควรอย่างยิ่งที่จะอุตริสิ่งใหม่ขึ้นมาในศาสนาของเขา ในสิ่งที่อัลลอฮ์ไม่ได้ทรงอนุมัติ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการแสดงออกถึงความห่างเหินมากกว่าความรักใคร่และบริสุทธิ์ใจ และอิหม่ามมาลิก เราะหิมะฮุลลอฮ์ ได้ปฏิเสธการกระทำนี้และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน และท่านกล่าวว่า: "คนรุ่นหลังของประชาชาตินี้จะไม่ดีงาม เว้นแต่ด้วยสิ่งที่ทำให้คนรุ่นแรกของมันดีงาม" [127]. [127] อิฆอษะตุลละฮ์ฟาน ฟี มะศอยิด อัชชัยฏอน (1/363)

และเป็นที่ทราบกันดีว่า สิ่งที่ทำให้บรรดาชนรุ่นแรกของประชาชาตินี้ดีงามนั้น คือการดำเนินตามแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาคอลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมของท่าน และบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่านที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัย และบรรดาผู้เจริญรอยตามพวกเขาด้วยความดี และบรรดาผู้ที่มาทีหลังของประชาชาตินี้จะไม่อาจได้รับการแก้ไขให้ดีงามได้ นอกจากด้วยการที่พวกเขายึดมั่นและดำเนินตามแนวทางดังกล่าว

ขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานความสำเร็จแก่บรรดามุสลิมในสิ่งที่เป็นทางรอดพ้น ความผาสุก และความมีเกียรติของพวกเขาทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์ แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ใจดีเสมอ

ข้อควรระวัง

หุก่มการเยี่ยมสุสานท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

การเยี่ยมสุสานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ใช่สิ่งจำเป็น และไม่ใช่เงื่อนไขในการประกอบพิธีหัจญ์ ดังที่คนทั่วไปบางส่วนและผู้ที่คล้ายคลึงกับพวกเขาเข้าใจ แต่ทว่ามันเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติสำหรับผู้ที่มาเยี่ยมมัสยิดของท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือผู้ที่อยู่ใกล้กับสถานที่นั้น

สำหรับบุคคลที่มีภูมิลำเนาที่ไกลจากเมืองมะดีนะฮ์ จึงไม่อนุญาตสำหรับเขาที่จะจัดเตรียมเพื่อเดินทางไปเยี่ยมหลุมศพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสุนนะฮ์สำหรับเขาที่จะจัดเตรียมเพื่อเดินทางไปยังมัสยิดอันทรงเกียรติ เมื่อเขาไปถึงแล้ว ก็ให้เยี่ยมหลุมศพอันทรงเกียรติและหลุมศพของเศาะฮาบะฮ์ทั้งสอง ฉะนั้นการไปเยี่ยมหลุมศพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และหลุมศพของเศาะฮาบะฮ์ทั้งสองของท่านนั้น เป็นเพียงกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของการไปเยี่ยมมัสยิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เท่านั้น และนั่นเป็นเพราะสิ่งที่ได้ถูกยืนยันในเศาะฮีห์ทั้งสอง ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ไม่อนุญาตทำการจัดเตรียมเพื่อเดินทางไปยัง ณ ที่ใด (เพื่อจุดประสงค์ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา) ยกเว้นสามมัสยิดเท่านั้น คือ มัสยิดหะรอม มัสยิดของฉัน และมัสยิดอัลอักศอ"[128]. [128]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ (1189) และมุสลิม (1397)

และหากว่าการจัดเตรียมการเดินทางด้วยเจตนาเพื่อไปยังหลุมศพของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือหลุมศพของบุคคลอื่น เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาตแล้ว แน่นอนว่าท่านย่อมต้องชี้แนะประชาชาติของท่าน และแนะนำพวกเขาถึงความประเสริฐของมัน เพราะท่านเป็นผู้ที่ให้การตักเตือนที่ดีที่สุดแก่ปวงมนุษย์ เป็นผู้ที่รู้เรื่องของอัลลอฮ์มากที่สุด และเป็นผู้ที่ยำเกรงต่อพระองค์มากที่สุด และแท้จริงท่านได้ทำการเผยแผ่สาส์นอย่างชัดแจ้งแล้ว โดยได้ชี้แนะประชาชาติของท่านสู่ทุกความดีงาม และตักเตือนพวกเขาให้ห่างไกลจากทุกความชั่วร้าย แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อท่านเองได้ตักเตือนแล้วจากการจัดเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่อื่นนอกเหนือจากมัสยิดทั้งสามแห่ง และท่านได้กล่าวว่า: «อย่าทำให้หลุมศพของฉันเป็นดั่งเทศกาลหรือโอกาสเฉลิมฉลอง และอย่าทำให้บ้านของพวกท่านเป็นเหมือนหลุมศพ และพวกท่านจงเศาะละวาต(สดุดี)ต่อฉัน แท้จริงการเศาะละวาตของพวกท่านนั้นย่อมถึงฉันแม้ว่าพวกท่านจะอยู่ที่ใดก็ตาม»[129] [129] ได้มีการกล่าวถึงที่มาแล้วก่อนหน้านี้

การกล่าวอ้างว่าการตั้งใจเดินทางเพื่อไปเยี่ยมสุสานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาตนั้น ย่อมนำไปสู่การยึดเอาสุสานของท่านเป็นวันเฉลิมฉลอง และเป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่ต้องห้ามซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้หวั่นเกรงไว้ นั่นคือการเลยเถิดและการสรรเสริญเยินยอจนเกินขอบเขต ดังที่ผู้คนจำนวนมากได้ตกอยู่ในการกระทำดังกล่าวแล้ว อันเนื่องมาจากความเชื่อของพวกเขาที่ว่าการตั้งใจเดินทางเพื่อไปเยี่ยมสุสานของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาต

ส่วนบรรดาหะดีษที่ถูกรายงานในเรื่องนี้ ซึ่งถูกนำมาเป็นหลักฐานโดยผู้ที่กล่าวถึงการอนุญาตให้มุ่งมั่นเดินทางไปยังสุสานของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ล้วนเป็นหะดีษที่มีสายรายงานที่อ่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหะดีษที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น ดังที่บรรดาอัลฮาฟิซได้ชี้แจงถึงความอ่อนของมัน เช่น ท่านอัดดารุกุฏนีย์, ท่านอัลบัยฮะกีย์, และท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ ฮาญัร และท่านอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่อนุญาตที่จะนำหะดีษเหล่านี้มาคัดค้านบรรดาหะดีษที่เศาะฮีห์ ซึ่งได้ระบุถึงการห้ามมุ่งมั่นเดินทางไปยังสถานที่อื่นนอกเหนือจากมัสยิดทั้งสามแห่ง

และนี่คือส่วนหนึ่งที่เป็นหะดีษเมาฎูอ์(หะดีษที่ถูกแต่งขึ้น)ซึ่งขอนำเสนอแก่ท่านผู้อ่าน เพื่อท่านจะได้รู้เท่าทันและระมัดระวังไม่ให้หลงเชื่อหะดีษเหล่านั้น :

หะดีษที่หนึ่ง: "ใครก็ตามที่ประกอบพิธีหัจญ์ แต่ไม่ได้ไปเยี่ยมฉัน ถือว่าเขาไม่เคารพฉัน"

หะดีษที่สอง: "ใครก็ตามที่ไปเยี่ยมฉันหลังจากที่ฉันตายไปแล้ว เสมือนว่าเขาได้เยี่ยมฉันขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่"

หะดีษที่สาม: "ผู้ใดมาเยี่ยมฉัน และเยี่ยมอิบรอฮิม บิดาของข้า ในปีเดียวกัน ฉันรับประกันสวนสวรรค์แก่เขาจากอัลลอฮ์"

หะดีษที่สี่: "ใครก็ตามที่ไปเยี่ยมหลุมศพของฉัน แน่นอนเขาจะได้รับความช่วยเหลือ (ชะฟาอะฮ์) จากฉัน"

หะดีษเหล่านี้และหะดีษที่คล้ายคลึงกันนั้นไม่มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เลย

ท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ ฮาญัร ได้กล่าวในหนังสือ อัตตัลคีส -หลังจากได้กล่าวถึงรายงานส่วนใหญ่- ว่า: "สายรายงานทั้งหมดของหะดีษนี้เป็นสายรายงานที่อ่อน

ท่านอัลฮาฟิซ อัลอุก็อยลีย์ กล่าวว่า: "ไม่มีหะดีษที่เศาะฮีห์ที่กล่าวถึงเรื่องนี้"

ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮ์ ขออัลลอฮ์ได้ทรงเมตตาเขาด้วยเถิด ได้ชี้ขาดว่า หะดีษเหล่านี้ทั้งหมดเป็นหะดีษเมาฎูอ์ และความรู้ ความจำ และความรอบรู้ของท่านนั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

และหากว่ามีสิ่งใดจากสิ่งนั้นที่ถูกยืนยันแล้ว แน่นอนว่าบรรดาเศาะหาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ย่อมเป็นผู้ที่รีบเร่งปฏิบัติมันก่อนใคร และชี้แจงมันแก่ประชาชาติ และเชิญชวนพวกเขาไปสู่มัน เพราะพวกเขาคือมนุษย์ที่ดีที่สุดหลังจากบรรดานบี และเป็นผู้ที่มีความรู้มากที่สุดเกี่ยวกับขอบเขตของอัลลอฮ์และสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติแก่ปวงบ่าวของพระองค์ และเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจมากที่สุดต่ออัลลอฮ์และต่อสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ดังนั้น เมื่อไม่มีสิ่งใดจากเรื่องดังกล่าวถูกรายงานมาจากพวกเขา สิ่งนั้นจึงบ่งชี้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกบัญญัติไว้ในศาสนา

และถึงแม้ว่าจะมีบางส่วนที่ถูกต้อง ก็จำเป็นที่จะต้องให้ความหมายว่าเป็นการเยี่ยมเยียนที่ถูกต้องตามบทบัญญัติศาสนา ซึ่งไม่มีการเจตนาเดินทางเพื่อไปยังสุสานเพียงอย่างเดียว เพื่อเป็นการประสานระหว่างบรรดาหะดีษ และอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงรู้ดียิ่ง

บท

ว่าด้วยสุนนะฮ์ในการไปเยี่ยมมัสยิดกุบาอ์และอัล-บะเกียะอ์

และสำหรับผู้ที่มาเยี่ยมมะดีนะฮ์ ก็มีสุนนะฮ์ให้เขาไปเยี่ยมมัสยิดกุบาอ์และทำการละหมาดในนั้น เนื่องจากมีรายงานในเศาะฮีห์ทั้งสอง จากหะดีษของอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มักจะไปเยี่ยมมัสยิดกุบาอ์ไม่ว่าด้วยการขี่พาหนะหรือเดินเท้า และท่านก็ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์ในนั้น”[130]. [130]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1193) และมุสลิม (1399)

จากซะห์ลุ บิน ฮุนัยฟ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดที่บ้านของเขา แล้วไปยังมัสยิดกุบาอ์ และละหมาดในที่นั้น เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับการทำอุมเราะฮ์” [131] [131] บันทึกโดย อิบนุมาญะฮ์ (1412)

และมีสุนนะฮ์สำหรับเขาให้เยี่ยมสุสานบะเกียะอ์ สุสานของบรรดาผู้ที่ตายชะฮีด และสุสานของฮัมซะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มักจะไปเยี่ยมพวกเขาและขอดุอาอ์ให้พวกเขา และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "พวกท่านจงไปเยี่ยมสุสาน เพราะมันจะเตือนพวกท่านให้รำลึกถึงวันปรโลก" [132] บันทึกโดย มุสลิม [132] รายงานโดย มุสลิม (976)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สอนบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านว่า เมื่อเยี่ยมสุสาน ให้กล่าวว่า: السَّلَامُ عَلَيْكُمْ أَهْلَ الدِّيَارِ مِنَ المُؤْمِنِينَ وَالمُسْلِمِينَ، وَإِنَّا إِنْ شَاءَ اللهُ بِكُمْ لَاحِقُونَ، نَسْأَلُ اللهَ لَنَا وَلَكُمُ العَافِيَةَ (อัสสะลามุ อะลัยกุม อะฮ์ลัดดิยาริ มินัลมุอ์มินีนะ วัลมุสลิมีน, วะอินนา อิน ชาอัลลอฮุ บิกุม ลาฮิกูน, นัสอะลุลลอฮะ ละนา วะละกุมุลอาฟิยะฮฺ) ความว่า"ขอความสันติจงมีแด่พวกเจ้าของที่พำนักทั้งหลาย จากบรรดามุอ์มินีนและมุสลิมีน และพวกเราอินชาอัลลอฮ์จะต้องตามพวกท่านไปในภายหลังอย่างแน่นอน ขออัลลอฮ์ทรงประทานความปลอดภัยแก่พวกเราและแก่พวกท่านทั้งหลายด้วยเถิด" [133] บันทึกโดย มุสลิม จากสุลัยมาน บิน บุร็อยดะฮ์ จากบิดาของท่าน [133] รายงานโดย มุสลิม (975)

และท่านอัต-ติรมิซีย์ได้บันทึกรายงานจากอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เดินผ่านบรรดาหลุมศพ ณ นครมะดีนะฮ์ แล้วท่านก็ผินหน้าไปยังพวกเขา และกล่าวว่า: السَّلَامُ عَلَيْكُمْ يَا أَهْلَ القُبُورِ، يَغْفِرُ اللهُ لَنَا وَلَكُمْ، أَنْتُمْ سَلَفُنَا وَنَحْنُ بِالأَثَرِ (อัสสะลามุ อะลัยกุม ยา อะฮ์ลัลกุบูร์, ยัฆฟิรุลลอฮุ ละนา วะละกุม, อันตุม สะละฟุนา วะนะห์นุ บิลอะษัร) ความว่า"ขอความสันติจงมีแด่พวกท่าน โอ้ ชาวสุสานทั้งหลาย ขออัลลอฮ์ทรงอภัยโทษให้แก่เราและแก่พวกท่าน พวกท่านได้ล่วงหน้าเราไปก่อน และเราก็จะตามไป" [134] [134] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ (1035)

และจากบรรดาหะดีษเหล่านี้เป็นที่ทราบกันว่า การเยี่ยมสุสานที่ถูกต้องตามหลักศาสนานั้น มีจุดประสงค์เพื่อรำลึกถึงโลกอาคิเราะฮ์ ทำความดีต่อผู้ที่เสียชีวิต และขอดุอาอ์และขอความเมตตาให้แก่พวกเขา

ส่วนการไปเยี่ยมพวกเขาด้วยความตั้งใจที่จะขอดุอาอ์ที่สุสานของพวกเขา หรือการไปพำนักอยู่ ณ ที่นั้น หรือการวิงวอนขอให้พวกเขาตอบรับความต้องการต่างๆ หรือขอให้รักษาคนที่เจ็บป่วย หรือวิงวอนต่ออัลลอฮ์โดยการขอผ่านพวกเขา ตำแหน่งของพวกเขาและอื่นๆ การเยี่ยมในลักษณะนี้ถือเป็นบิดอะฮ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ไม่ได้บัญญัติไว้ และไม่เคยถูกปฏิบัติโดยบรรดาสลัฟ อัศศอลิห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม แต่ทว่ามันคือส่วนหนึ่งของการกระทำที่ไร้สาระซึ่งท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามไว้ ดังที่ท่านกล่าวว่า: “พวกท่านจงไปเยี่ยมสุสาน และอย่าได้กล่าวถ้อยคำที่ชั่วร้าย” [135]. [135] รายงานโดย มุสลิม จากอิบนุ บุร็อยดะฮ์ จากบิดาของเขา (977)

และกิจการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นบิดอะฮ์ แต่ทว่ามีระดับขั้นที่แตกต่างกัน บางส่วนเป็นบิดอะฮ์และไม่ใช่การตั้งภาคี เช่น การวิงวอนขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ณ สุสาน และการวิงวอนขอต่อพระองค์โดยอ้างสิทธิของผู้ตาย ตำแหน่งของเขา และอื่นๆ และบางส่วนถือเป็นการตั้งภาคีใหญ่ เช่น การวิงวอนขอต่อผู้ตายและการขอความช่วยเหลือจากพวกเขา และอื่นๆ

และแท้จริงการชี้แจงในเรื่องนี้ได้ถูกกล่าวไว้อย่างละเอียดแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้นจงตระหนักและพึงระวังเถิด และจงวิงวอนต่อพระเจ้าของท่านเพื่อขอการตอบรับและการนำทางสู่สัจธรรม เพราะแท้จริงพระองค์ ซุบฮานะฮ์ คือผู้ทรงให้การตอบรับและผู้ทรงนำทาง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และไม่มีพระผู้อภิบาลอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์

นี่คือเรื่องสุดท้ายที่เราตั้งใจจะถ่ายทอด และมวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ขอพรและความสันติจงประสบแด่บ่าวของพระองค์และรอซูลของพระองค์ และผู้ที่พระองค์ทรงคัดสรรจากมัคลูกของพระองค์ คือมุฮัมมัด ตลอดจนวงศ์วานของท่านและบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน และบรรดาผู้ที่เจริญรอยตามพวกเขาโดยความดีงาม จนถึงวันแห่งการตอบแทน