การกระทำที่ผิดในการประกอบพิธีฮัจญ์ อุมเราะห์ และการเยี่ยมเยือน (สถานที่ต่าง ๆ)
ข้อผิดพลาดและการกระทำที่ผิดที่เกี่ยวข้องกับการทำอุมเราะห์ ประการแรก: การกระทำที่ผิดและข้อผิดพลาดของผู้คนในการครองอิห์รอม 1- ละทิ้งการอิฮ์ลาล (คือ การเปล่งเสียงขณะกล่าว "ลับบัยกะฮัจญัน หรือ อุมเราะตัน) โดยไม่เปล่งเสียงออกมาขณะที่เขาต้องการเข้าสู่การอิห์รอม และซุนนะฮ์: ให้เปล่งเสียงในขณะนั้น
การกระทำที่ผิดในการประกอบพิธีฮัจญ์ อุมเราะห์ และการเยี่ยมเยือน (สถานที่ต่าง ๆ)
คณะกรรมการวิชาการโดยสถาบันบริการเนื้อหาอิสลามด้วยภาษาต่างๆ
ข้อผิดพลาดและการกระทำที่ผิดที่เกี่ยวข้องกับการทำอุมเราะห์
ประการแรก: การกระทำที่ผิดและข้อผิดพลาดของผู้คนในการครองอิห์รอม
1- ละทิ้งการอิฮ์ลาล (คือ การเปล่งเสียงขณะกล่าว "ลับบัยกะฮัจญัน หรือ อุมเราะตัน) โดยไม่เปล่งเสียงออกมาขณะที่เขาต้องการเข้าสู่การอิห์รอม
และซุนนะฮ์: ให้เปล่งเสียงในขณะนั้น
2- บางคนคิดว่าการอิห์รอมนั้น คือ การสวมชุดอิห์รอม (การสวมอิซาร -ผ้าปิดส่วนล่าง และสวมริดาอ์ -ผ้าปิดส่วนบน)
แต่โดยแท้จริงแล้ว การอิห์รอมนั้นคือการตั้งเจตนา (เนียะฮ์) ที่จะเข้าพิธีกรรม (ฮัจญ์หรืออุมเราะห์) และสัญลักษณ์ของมันคือ: การกล่าวตัลบียะฮ์ ดังนั้นผู้ใดที่กล่าวตัลบียะฮ์ด้วยเจตนาทำฮัจญ์หรืออุมเราะห์ ถือว่า เขาได้เข้าสู่การอิห์รอมแล้ว
3- บางคนคิดว่าจำเป็นต้องอาบน้ำเพื่อเข้าสู่การอิห์รอม
แต่แท้จริงแล้วมันเป็นซุนนะฮ์ และไม่มีความผิดอะไรกับผู้ที่ละทิ้งมัน
4- บางคนคิดว่าการละหมาดสองร็อกอะห์เป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเข้าสู่การอิห์รอม หรือคิดว่ามันเป็นซุนนะฮ์เฉพาะที่จำเป็นต้องทำ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องละหมาดไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม
ทัศนะที่ถูกต้องคือ อนุญาตให้ละหมาดก่อนเข้าอิห์รอมได้ แต่ไม่มีการละหมาดที่เป็นการเฉพาะสำหรับอิห์รอม ดังนั้นหากเขาละหมาดฟัรฏูหรือละหมาดสุนนะฮ์ใดก็ตาม ก็อนุญาตให้เขาเข้าอิห์รอมหลังจากนั้นได้เลย
5- บางคนคิดว่าจำเป็นต้องหยุดที่มีกอต และลงไปที่มัสยิด
มันไม่จำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น ใครก็ตามที่สวมใส่ผ้าอิห์รอมและได้ผ่านเข้ามาในเขตมีกอตและกล่าวตัลบียะฮ์ในบริเวณนั้น หรือมีกอตอยู่ตรงหน้าเขาขณะที่เขาอยู่ในรถ นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา เช่นเดียวกับคนที่อยู่บนเครื่องบินให้ทำการกล่าวตัลบียะฮ์ในเขตของมัน หรือก่อนเข้าเขตมีกอตเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เลยมีกอต
6- คิดว่าต้องทาน้ำหอมที่เสื้อผ้าอิห์รอม
ที่ถูกต้องคือ แค่ทาน้ำหอมบนร่างกายก็พอแล้ว
7- บางคนคิดว่าจำเป็นจะต้องสระผม ตัดเล็บ และโกนขนรักแร้เมื่อเข้าสู่การอิห์รอม หรือพวกเขาคิดว่านี่คือซุนนะฮ์สำหรับการเข้าสู่การอิห์รอม
แต่แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นซุนนะฮ์ทั่วไปเมื่อจำเป็นต้องกำจัดมัน
8- เข้าสู่การอิห์รอมก่อนถึงมีกอต
เป็นการสวนทางกับซุนนะฮ์ แต่สำหรับผู้ที่อยู่บนเครื่องบินมีสิทธิ์ที่จะตั้งเจตนาก่อนเล็กน้อยเพื่อที่เขาจะได้ไม่พลาดตำแหน่งการวางแนวเนื่องจากความเร็วของเครื่องบิน ในทำนองเดียวกันหากเขากลัวว่าเขาจะหลับและพลาดการวางแนวเขาก็มีสิทธิ์ที่จะตั้งเจตนาอิห์รอมก่อนเล็กน้อยตามความต้องการของเขา
9- ผู้แสวงบุญผ่านมีกอตไปโดยไม่ได้ทำการอิห์รอม ไม่ว่าจะด้วยความไม่รู้ ความประมาทเลินเล่อ หรือเพราะเขาอยู่บนเครื่องบิน
สิ่งที่วาญิบสำหรับเขา คือ หากเขาผ่านมีกอตโดยตั้งเจตนา (เนียะฮ์) จะทำอุมเราะห์หรือฮัจญ์ และไม่ได้ทำการอิห์รอมจากมีกอต ก็ให้กลับไปที่มีกอต และทำการอิห์รอมจากที่นั่น และในทำนองเดียวกัน ใครก็ตามที่ลงจอดที่สนามบินเจดดะห์และไม่ได้ตั้งเจตนาอิห์รอมบนเครื่องบินไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาจำเป็นต้องไปที่มีกอตเพื่อเข้าทำการอิห์รอมจากที่นั่น และผู้ที่ได้รับการยกเว้นคือ: ผู้ที่ไม่ได้ผ่านมีกอตและไม่ได้อยู่ติดกับมีกอต ดังนั้นให้เขาทำการอิห์รอมจากเจดดะห์ เช่น ชาวซูดานเมื่อพวกเขาเดินทางมาด้วยเครื่องบินหรือเรือ เว้นแต่พวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาอยู่ในแนวเดียวกันกับมีกอตยะลัมลัม หรือมีกอตอัลญุอ์ฟะฮ์ ตามถนนที่พวกเขามา
10- ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับสิ่งที่เย็บ คือทุกอย่างที่มีการเย็บ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ใส่เข็มขัด หรือรองเท้าที่มีการเย็บ
ความเข้าใจนี้ไม่เป็นที่ถูกต้อง: เพราะสิ่งที่เย็บที่ห้ามนั้น คือสิ่งที่เย็บหรือตัดเย็บให้พอดีกับรูปร่าง เช่น เสื้อผ้าและกางเกงขายาว เมื่อเขาแต่งตัวตามแบบปกติของเขา
11- ผู้หญิงสวมถุงมือ บุรเกาะ นิกอบ หรือผ้าคลุมเต็มตัว
สิ่งที่วาญิบสำหรับพวกนาง -หากอยู่ต่อหน้าชายแปลกหน้า- นางต้องปิดใบหน้าและมือของนาง โดยไม่สวมนิกอบและถุงมือ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ห้ามไม่ให้พวกนางสวมขณะทำการอิห์รอม
12- บางคนคิดว่าสำหรับผู้หญิงต้องมีชุดเฉพาะในการการอิห์รอม จะเป็นสีดำ สีเขียว หรือสีขาว
สิ่งนี้ไม่เป็นที่ถูกต้อง เพราะผู้หญิงที่ทำการอิห์รอมนั้ร สามารถสวมใส่เสื้อผ้าอะไรก็ได้ที่เธอต้องการโดยไม่มีการตกแต่งเพื่อความสวยงาม
13- บางคนคิดว่าไม่อนุญาตให้เปลี่ยนหรือถอดชุดอิห์รอม
ความเห็นที่ถูกต้องคือ บุคคลในอิห์รอมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนหรือซักแล้วสวมอีกครั้งได้
14- คิดว่าต้องเอาผ้าส่วนบน (ริดาอ์) คลุมตรงกลางไว้ใต้รักแร้ขวา และปลายทั้งสองข้างพาดไหล่ซ้าย ตั้งแต่เริ่มครองอิห์รอมจนสิ้นสุด
สิ่งที่ถูกต้องคือ การเอาผ้าส่วนบน (ริดาอ์) คลุมตรงกลางไว้ใต้รักแร้ขวา และปลายทั้งสองข้างพาดไหล่ซ้ายนั้น แท้จริงแล้วถูกกำหนดไว้สำหรับช่วงเฏาะวาฟอุมเราะห์ หรือเฏาะวาฟกุดูม เท่านั้น
15- ปฏิเสธการอิห์รอมและทำการตะหัลลุล (ออกจากอิห์รอม) โดยไม่มีเหตุผลที่ศาสนาอนุญาต
สิ่งที่วาญิบสำหรับผู้ที่ทำการอิห์รอม คือเขาจะต้องอยู่ในอิห์รอมจนกว่าเขาจะเสร็จสิ้นพิธีกรรมของเขา เว้นแต่จะมีเหตุผลที่ศาสนาอนุญาตให้ทำการตะหัลลุลได้ นั่นคือการตกในสภาพที่ทำการอิห์รอมต่อไม่ได้ ซึ่งในกรณีนี้เป็นที่อนุญาตสำหรับเขาทำการตะหัลลุลได้ หากเขาได้กำหนดเงื่อนไขขณะที่เขาเข้าสู่การอิห์รอม และการตะหัลลุลนั้นไม่เป็นการผิดอะไรสำหรับเขา และหากเขาไม่ได้กำหนดเงื่อนไข ก็จำเป็นสำหรับเขาต้องเชือดค่าไถ่ หรือโกนผมของเขา หรือตัดผมของเขา จากนั้นก็ทำการตะหัลลุล
***
ประการที่สอง: ความผิดและข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในการเฏาะวาฟ
1- ยึดบทดุอาอ์เป็นการเฉพาะเมื่อเข้ามัสยิด หรือ เมื่อได้เห็นกะอ์บะฮ์
ที่เป็นซุนนะฮ์นั้นคือ เพียงพอกับบทดุอาอ์ที่มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
2- การเปล่งเสียงถ่อยคำเจตนา (เนียต) ก่อนเริ่มเฏาะวาฟ
การตั้งเจตนาเกิดขึ้นจากหัวใจ (เนียต) ดังนั้นไม่อนุญาตให้เปล่งเสียงออกมา
3- เริ่มทำการเฎาะวาฟก่อนถึงหินดำ เพื่อกันพลาด
การทำในลักษณะนี่ถือว่าเป็นการสุดโต่ง และการเลยเถิดในเรื่องศาสนา
4- เริ่มต้นเฏาะวาฟหลังจากเลยผ่านหินดำแล้ว และเริ่มจากตรงนั้นเป็นการนับรอบ
การทำในลักษณะนี่ถือเป็นสิ่งที่ผิด ดังนั้น หากเขาทำแบบนั้น ถือว่ารอบนั้นเป็นรอบที่ไม่ถูกต้องสำหรับเขา
5- การยกสองมือทั้งสองเมื่ออยู่ในแนวเดียวกับหินดำ เช่นดั่งการยกในการละหมาด หรือยกมือทั้งสอง 3 ครั้ง
ตามซุนนะฮ์นั้นให้ทำสัญลักษ์ด้วยมือขวาของเขาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
6- การยืนนานขณะอยู่ในแนวเดียวกับหินดำ
ตามซุนนะฮ์แล้วจะไม่มีการยืนนาน
7- การเบียดกันอย่างรุนแรงเพื่อเข้าไปให้ถึงหินดำเพื่อจูบมัน
ตามซุนนะฮ์แล้วไม่อนุญาตให้เกิดการเบียดกัน หากเขาสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเบียด เขาก็จงทำ และหากไม่สามารถทำได้ก็ให้ใช้มือขวาแบไปยังหินดำก็พอ
8- การถอยกลับไปยังหินดำ หากผ่านหินดำโดยไม่ได้กล่าวตักบีร เพื่อต้องการใช้มือทำสัญลักษณ์หรือกล่าวตักบีร หรือ กล่าวตักบีร หลังจากผ่านไปแล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผิด เพราะมันคือซุนนะฮ์ที่เลยผ่านจากสถานที่ของมันไปแล้ว และไม่ส่งเสริมให้ถอยกลับไปทำใหม่ และไม่เป็นที่ตำหนิใด ๆ สำหรับผู้ที่ลืมกล่าวตักบีร หรือไม่กล่าวมันโดยเจตนา
9- การกำหนดแต่ละรอบของเฏาะวาฟด้วยบทดุอาอ์ที่เฉพาะ
ไม่มีหลักฐานรองรับสำหรับการกระทำในลักษณะนี้ และที่เป็นซุนนะฮ์สำหรับผู้ที่ทำการเฏาะวาฟคือพยายามขอดุอาอ์ในสิ่งที่เขาชอบในสิ่งที่ดีในโลกนี้และปรโลก[1] และให้เขาได้ทำการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ตะอาลา ด้วยบทรำลึกที่ศาสนาอนุญาตไว้ เช่น การตัสบีห์ (สุบหานัลลอฮ์) การตะห์มีด (อัลหัมดุลิลลาฮ์) การตะฮ์ลีล (ลาอิลาฮา อิลลัลลอฮ์) และการตักบีร (อัลลอฮุ อักบัร) หรืออ่านอัลกุรอาน
10- วิ่งช้าๆ เหยาะๆ ในทุกรอบของการเฏาะวาฟ
ตามซุนนะฮ์ให้วิ่งช้าๆ เหยาะๆ ในสามรอบแรกของการเฏาะวาฟเท่านั้น
11- ไม่ยึดกะอ์บะฮ์ไว้ทางซ้ายของเขาระหว่างการเฏาะวาฟโดยไม่มีเหตุจำเป็น
ตามซุนนะฮ์ควรยึดให้กะอ์บะฮ์อยู่ทางด้านซ้ายของเขา ดังนั้นเขาไม่ควรมักง่ายจนเกิดการละเมิดสิ่งนี้ หากเขาจำเป็นเนื่องจากความแออัดเบียดเสียดและอื่นๆ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรผิดสำหรับเขา
12- การจูบมุมอัลยะมานีย์ หรือแบมือให้สัญลักษณ์ไปที่มัน เมื่อไม่สามารถจูบได้
ตามซุนนะฮ์ให้ลูบด้วยมือเท่านั้น โดยไม่ต้องจูบ หากเขาทำไม่ได้ เขาก็ไม่ต้องแบมือให้สัญลักษณ์ไปที่มัน
13- สัมผัสและจูบทุกมุมของกะอ์บะฮ์ หรือผนังของมัน แล้วจูบมัน
สิ่งนี้เป็นการสวนทางกับซุนนะฮ์ เนื่องจากที่เป็นซุนนะฮ์นั้นได้กำหนดให้จูบหินดำและสัมผัสมุมอัลยะมานีย์เท่านั้น
14- คิดว่าการสัมผัสมุมอัลยะมานีย์และหินดำนั้นมีไว้เพื่อแสวงหาความเป็นสิริมงคล ไม่ใช่เพื่อการอิบาดะฮ์
ทั้งหมดนี้เป็นความอวิชาและการหลงผิด เพราะประโยชน์และโทษอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว มีรายงานจากอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เขามาที่หินดำแล้วจูบมัน แล้วกล่าวว่า: "แท้จริงฉันรู้ว่าเจ้าเป็นหินที่ไม่เป็นอันตรายหรือเป็นประโยชน์ใดๆ และหากไม่ใช่เพราะฉันเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม จูบเจ้า ฉันก็ไม่จูบเจ้า" [1]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1597)
15- การใช้เสียงดังขณะขอดุอาอ์จนทำให้เกิดความสับสนและรบกวนสมาธิของคนอื่น
ซุนนะฮ์คือการที่้เขารำลึกถึงพระเจ้าของเขาและวิงวอนขอต่อพระองค์ระหว่างตัวเขากับพระองค์ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนอื่น
16- ยุ่งกับการถ่ายภาพหรือพูดคุยที่ไม่มีสาระขณะทำการเฏาะวาฟ
สิ่งที่กำหนดไว้สำหรับผู้เฏาะวาฟ คือการรำลึกถึงพระเจ้าของเขาด้วยความถ่อมตัว ยอมจำนน และด้วยหัวใจ
17- สิ้นสุดการเฏาะวาฟโดยยังไม่ถึงหินดำ
วาญิบ (จำเป็น) ที่เขาจะต้องผ่านรอบที่เจ็ดด้วยความแน่ใจ หรือมั่นใจว่าเขามาถึงจุดแนวเดียวกับหินดำแล้ว
18- มีความเชื่อว่า การละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังเฏาะวาฟนั้น จะต้องละหมาดหลังมะกอมทันที หรือบริเวณที่ใกล้กับมัน จนทำให้เกิดความแออัดกันในสถานที่นั้น และสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ที่ทำการเฏาะวาฟในช่วงเวลาที่คนแน่น และขัดขวางการเฏาะวาฟของพวกเขา
ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด เนื่องจากสองร็อกอะห์หลังเฏาะวาฟนั้น สามารถละหมาดได้ในทุกสถานที่ของมัสยิด และผู้ละหมาดสามารถจัดมะกอมนั้นระหว่างเขากับกะอ์บะฮ์ - แม้ว่าจะอยู่ห่างจากที่นั่นก็ตาม - และละหมาดในลานด้านล่างหรือโถงทางเดินของมัสยิด และเขาจะปลอดภัยจากอันตราย และการละหมาดของเขาก็จะได้เสร็จสิ้นด้วยความสำรวมและสงบ
19- การยืดยาวในละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังเฏาะวาฟและการวิงวอนหลังจากนั้น
โดยที่ซุนนะฮ์ให้ละหมาดสั้นๆ และไม่มีการดุอาอ์อันใดหลังจากนั้น เนื่องจากไม่มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
20- ละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังเฏาะวาฟโดยเปิดหัวไหล่
โดยที่ซุนนะฮ์ให้เขาดึงริดาอ์ของเขากลับ (ปิด) ไหล่ของเขาทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการเฏาะวาฟ
***
ประการที่สาม: การกระทำที่ผิดและข้อผิดพลาดของผู้คนในการสะแอ
1- การเอาผ้าส่วนบน (ริดาอ์) คลุมตรงกลางไว้ใต้รักแร้ขวา และปลายทั้งสองข้างพาดไหล่ซ้าย ตลอดช่วงสะแอ
ดังที่เราได้กล่าวกันไว้ก่อนแล้วว่า การเอาผ้าส่วนบน (ริดาอ์) คลุมตรงกลางไว้ใต้รักแร้ขวา และปลายทั้งสองข้างพาดไหล่ซ้ายนั้น ทำได้เฉพาะช่วงเฏาะวาฟเท่านั้น
2- การเปล่งเสียงออกมาขณะเนียตก่อนเริ่มสะแอ
ดังที่เราได้กล่าวมาแล้วว่า ตำแหน่งของเนียตนั้นอยู่ที่ใจ การเปล่งเสียงออกมานั้นไม่เป็นที่อนุญาต
3- เริ่มต้นการสะแอที่มัรวะฮ์
นี่เป็นการกระทำที่ผิด และใครก็ตามที่ทำอย่างนี้ จะไม่นับว่าเป็นเที่ยวที่หนึ่ง
4- บางคนคิดว่าเที่ยวหนึ่งคือการไปและการกลับ ดังนั้นเขาจึงทำการสะแอสิบสี่เที่ยว
นี่เป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากการเริ่มจากอัศ-เศาะฟาไปยังอัล-มัรวะฮ์นับเป็นหนึ่งเที่ยวแล้ว และจากอัล-มัรวะฮ์ถึงอัศ-เศาะฟานับเป็นเที่ยวที่สอง และจุดเริ่มต้น คือจากอัศ-เศาะฟา และจุดสิ้นสุดอยู่ที่อัล-มัรวะฮ์
6- ปีนขึ้นไปบนยอดเขาอัศเศาะฟาโดยคิดว่ามันจำเป็นที่จะต้องกระทำเช่นนั้น
ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ว่าจำเป็นต้องกระทำเช่นนั้น
7- ยกมือและใช้มือทั้งสองเป็นสัญลักษณ์โดยทำเหมือนกับการตักบีรในการละหมาด
ที่ถูกต้องนั้น คือเพียงหันหน้าไปทางกิบละฮ์และดุอาอ์ด้วยบทดุอาอ์ที่มาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
8- การวิ่งของผู้หญิงขณะสะแอเหมือนกับผู้ชายในระหว่างสัญลักษณ์ให้วิ่งทั้งสอง
ที่เป็นข้อกำหนดทางศาสนาสำหรับผู้หญิงนั้นคือ ให้เธอเดินปกติ ซึ่งเป็นมติเห็นพ้องต้องกันของนักวิชาการ เพื่อรักษาเกียรติและป้องกันการถูกเปิดสัดส่วนของพวกเธอ
9- กำหนดแต่ละเที่ยวของสะแอนั้นด้วยบทดุอาอ์ที่เป็นการเฉพาะและเจาะจง
การกระทำนี้ไม่มีหลักฐานรองรับ แต่ให้เขาขอดุอาอ์อะไรก็ได้ที่เขาต้องการ โดยไม่มีการเจาะจงใดๆ
10- การใช้เสียงดังขณะทำการสะแอ ดังจนรบกวนผู้อื่น
ตามซุนนะฮ์ คือให้ทำการรำลึกถึงอัลลอฮ์ และวิงวอนต่อพระองค์ระหว่างตัวเขากับพระองค์เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนผู้อื่น
11- รีบเร่งในการสะแอระหว่างเศาะฟาและมัรวะฮ์ ในทุกเที่ยวของการสะแอ
ตามซุนนะฮ์ คือให้รีบเร่งในระหว่างสัญญาณไฟเขียวทั้งสองเท่านั้น
12- การละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังจากเสร็จสิ้นจากการสะแอ
การกระทำนี้ ไม่มีหลักฐานรองรับ ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้กระทำเช่นนี้
13- การสะแอด้วยความสมัครใจในช่วงที่ไม่ใช่พิธีกรรม
การสะแอไม่ได้ถูกกำหนดให้กระทำโดยสมัครใจ
***
ประการที่สี่: การกระทำที่ผิดและข้อผิดพลาดของผู้คนในการโกนหรือตัดผม
1- การละเลยในการโกนหรือตัดผมให้ทั่วศรีษะ
ตามซุนนะฮ์ คือการโกนหรือตัดผมให้ทั่วศีรษะ
2- การโกนหรือตัดผมในมัสยิดอัล-หะรอม และทิ้งผมในมัสยิด
สิ่งที่จำเป็นคือ ต้องแสดงความยิ่งใหญ่ให้แก่มัสยิดอัล-หะรอม และให้ความสำคัญในความสะอาด
3- การเลื่อนการโกนหรือการตัดผมออกไปนานเกิน จนทำให้ลืมหรือยุ่งอยู่จนลืมมัน
ศาสนากำหนดให้รีบดำเนินการทันทีหลังจากเสร็จสิ้นจากการเฏาะวาฟและสะแอ
4- ทำสิ่งที่ต้องห้ามขณะยังอยู่ในอิห์รอมก่อนการโกนหรือตัดผม
เขาจะต้องไม่กระทำสิ่งต้องห้ามใดๆ เว้นแต่ว่าหลังจากโกนหรือตัดผมแล้ว
***
ข้อผิดพลาดและความผิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบพิธีฮัจญ์
ประการแรก: การกระทำที่ผิด และข้อผิดพลาดของผู้คนในวันตัรวียะฮ์
1- บางคนคิดว่ามีบัญญัติให้เข้าสู่การอิห์รอมในวันตัรวียะฮ์จากมัสยิดอัล-หะรอม หรือจากใต้รางน้ำของกะบะฮ์
ตามซุนนะฮ์นั้น คือให้เขาทำการอิห์รอมจากสถานที่ที่เขาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมักกะฮ์หรือมินา
2- เลื่อนการครองอิห์รอมไปจนถึงหลังละหมาดซุฮ์ริ
ตามซุนนะฮ์เขาต้องเข้าสู่การอิห์รอมเพื่อทำฮัจญ์ก่อนละหมาดซุฮ์ริ
3- ละทิ้งการค้างคืนที่มินาโดยที่เขาสามารถที่จะค้างคืนที่นั่นได้
สิ่งที่เป็นซุนนะฮ์สำหรับผู้ประกอบพิธีหัจญ์นั้น ให้เขาทำการค้างคืนที่มินาตราบเท่าที่เขาสามารถทำได้ ทั้งนี้เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ได้กระทำดังกล่าวไว้
ทำการละหมาดรวมที่มินา
สิ่งที่เป็นซุนนะฮ์ คือให้ทำการละหมาดที่มินา ด้วยการละหมาดย่อโดยไม่มีการรวม ตามแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
***
ประการที่สอง: การกระทำที่ผิด และข้อผิดพลาดของผู้คนในวันอารอฟะห์
1- การวุกูฟที่อาราฟะฮ์ในวันที่แปดเพื่อเป็นการเผื่อไว้ก่อน
การกระทำนี้ ถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขต และสุดโต่ง ซึ่งเป็นที่ต้องห้ามในศาสนา
2- การออกไปอารอฟะฮ์ในวันที่แปดหรือคืนวันที่เก้าและพักค้างคืนที่นั่น
การกระทำนี้ขัดแย้งกับซุนนะฮ์ และในการกระทำนี้ เป็นการละทิ้งซุนนะฮ์การค้างคืนที่มินา
3- วุกูฟนอกเขตอารอฟะฮ์
จำเป็นที่ผู้แสวงบุญจะต้องวุกูฟภายในเขตของอารอฟะฮ์เท่านั้น
4- การคิดว่าจำเป็นต้องละหมาดพร้อมกับอิหม่ามในมัสยิดนะมิเราะห์ และเกิดการแออัดอย่างมากในการอยู่ในมัสยิด
การกระทำนี้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และไม่อนุญาตทำให้เกิดการแออัดด้วยเหตุนี้
5- หันหน้าไปสู่ทิศของภูเขา (อิลาล) ขณะขอดุอาอ์
และซุนนะฮ์ให้ผินหน้าไปทางกิบละฮ์ขณะขอดุอาอ์
6- การเชื่อว่าจำเป็นต้องปีนภูเขาอิลาล หรือเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมหนึ่งของการประกอบพิธีฮัจญ์ หรือเชื่อว่ามันมีความประเสริฐ หรือมีความโดดเด่นเหนือกว่าที่ใด ๆ ของอารอฟะฮ์
โดยที่มันไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับในความเชื่อนี้ แต่ที่ยิ่งกว่านั้น มันขัดกับแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
7- การตั้งชื่อภูเขา (อิลาล) ด้วยชื่อ ภูเขาเราะห์มะฮ์ (ภูเขาแห่งความเมตตา) หรือภูเขาแห่งการวิงวอน
สิ่งที่ถูกต้องคือ ชื่อของมันคือ (อิลาล) และไม่มีหลักฐานที่เรียกชื่อของภูเขานั้น ด้วยภูเขาแห่งความเมตตา หรือภูเขาแห่งการวิงวอน
8- การเข้าไปในโดมที่อยู่บนภูเขาอาราฟะฮ์ และเรียกมันว่า โดมอาดัม และทำการละหมาดในนั้น และเฏาะวาฟรอบๆ มัน เหมือนกับเฏาะวาฟรอบกะอ์บะฮ์
การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการกระทำที่ถูกห้าม และอาจถึงขั้นเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
9- ขอความเป็นสิริมงคลจากเสาที่สร้างขึ้นบนภูเขาอัลเราะห์มะฮ์ ที่อยู่ในเขตอาราฟะฮ์และเขียนชื่อไว้บนนั้น
ทั้งหมดนี้เป็นการกระทำที่เป็นบิดอะฮ์ที่ถูกห้าม และอาจถึงขั้นเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
10- การวางเงินไว้ในรอยแตกบนภูเขาอารอฟะฮ์หรือภูเขาอัลนูร หรือวางผม เล็บ หรือเสื้อผ้า และเชื่อว่าการกระทำนี้จะทำให้เจ้าของสิ่งเหล่านั้นกลับมายังสถานที่เหล่านี้อีก
ทั้งหมดนี้เป็นการกระทำที่เป็นบิดอะฮ์ที่ถูกห้าม และถึงขั้นเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
11- บางคนคิดว่าการวุกูฟ ณ ที่ท่านนบี ได้วุกูฟไว้นั้นเป็นสิ่งที่วาญิบหรือต้องพยายามเพื่อการกระทำนั้น
และที่ถูกต้องนั้น มันไม่เป็นสิ่งที่วาญิบ และไม่อนุญาตให้ทุ่มเทเพื่อกระทำเช่นนั้น
12- การไม่ให้ความสำคัญกับเวลา ละทิ้งการขอดุอาอ์ และการซิกิร และยุ่งอยู่กับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
13- การล่าช้าในการเริ่มขอดุอาอ์จนใกล้ดวงอาทิตย์ตกหรือช่วงสุดท้ายของวัน
14- พยายามยืนเพื่อขอดุอาอ์ โดยคิดว่ามันเป็นซุนนะฮ์หรือคิดว่าความหมายของคำวา่า วุกูฟที่อารอฟะฮ์นั้น คือการยืนเพื่อขอดุอาอ์
และที่ถูกต้องนั้น คำว่าวุกูฟที่อารอฟะฮ์ คือการอยู่ ณ ทุ่งอะรอฟะฮ์ในเวลานั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพยืน นั่ง ขี่พาหนะหรือเดินเท้า
15- ออกจากอารอฟะฮ์ก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน
การกระทำนี้เป็นการกระทำที่หะรอม เพราะมันขัดกับซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
16- การออกจากอารอฟะฮ์อย่างล่าช้าหลังดวงอาทิตย์ตกดินโดยไม่มีเหตุผล
ตามซุนนะฮ์จะต้องรีบออกจากอารอฟะฮ์ไปทันทีหลังดวงอาทิตย์ตกดิน เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น
17- บางคนเชื่อว่าการวุกูฟที่อารอฟะฮ์ในวันศุกร์เท่ากับการประกอบพิธีหัจญ์เจ็ดสิบครั้ง
ไม่มีหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้
***
ประการที่สาม: การกระทำที่ผิดและข้อผิดพลาดของผู้คนในการไปมุซดะลิฟะฮ์และการพักค้างคืนที่นั่น
1- การรีบเร่งเวลาออกจากอารอฟะฮ์ และทำให้เกิดความเดือนร้อนด้วยรถ
ซุนนะฮ์จะต้องออกด้วยความสงบ สุขุม และไม่สร้างอันตรายใดๆ
2- บางคนคิดว่ามีศาสนามีบัญญัติให้ทำการชำระร่างกายเพื่อพักค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์
ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความชอบธรรมนั้น
3- บางคนคิดว่าเป็นการดีที่ผู้โดยสารจะลงจากรถและเดินเท้าเข้าไปในมุซดาลิฟะห์
ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความชอบธรรมนั้น
4- การลงพัก ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแน่ใจว่าอยู่ในเขตของมุซดะลิฟะห์
5- การไม่สนใจที่จะละหมาดทันที่ เมื่อถึงที่มุซดาลิฟะห์
และซุนนะฮ์ให้รีบละหมาดทันทีเมื่อมาถึงมุซดาลิฟะห์
6- ยุ่งกับการเก็บก้อนกรวดและจริงจังกับการเก็บมันจากมุซดาลิฟะฮ์ และคิดว่าศาสนาใช้ให้กระทำเช่นนั้น
โดยที่มันไม่มีหลักฐานยืนยันความชอบธรรมในเรื่องนี้
7- เลื่อนเวลาละหมาดมักริบและอีชาออกไปจนกระทั่งเลยเวลาของมันไป นั่นคือเวลาเที่ยงคืน
ที่วาญิบต้องทำนั้น คือต้องทำการละหมาดมักริบและอีชาก่อนเที่ยงคืน แม้จะยังไม่ถึงมุซดาลิฟะห์ก็ตาม
8- ใช้เวลาของคืนมุซดาลิฟะห์ด้วยการละหมาด การทำอิบาดะฮ์ หรือด้วยการทำสิ่งที่ไร้สาระและการละเล่น
สิ่งที่เป็นซุนนะฮ์ คือการนอนและพักผ่อน เพื่อเป็นการตามแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม เพื่อเป็นการเอาแรงสำหรับการงานในวันอีด
9- การออกจากมุซดาลิฟะฮ์ของผู้อ่อนแอและผู้ติดตามพวกเขาก่อนเที่ยงคืน
สิ่งที่วาญิบสำหรับพวกเขา คือ พวกเขาจะต้องไม่ออกไปจนกว่าจะหลังเที่ยงคืน
10- การออกไปของผู้ที่ไม่อ่อนแอ และไม่มีผู้อ่อนแอเดินทางไปกับเขาก่อนเวลาฟัจญ์ริ
สิ่งที่วาญิบสำหรับพวกเขา คือการอยู่ที่มุซดาลิฟะห์จนถึงเวลาฟัจญ์ริ
11- การล่าช้าออกจากมุซดะลิฟะฮ์จนดวงอาทิตย์ขึ้น
สิ่งที่เป็นซุนนะฮ์ คือออกจากมุซดาลิฟะฮ์ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น
***
ประการที่สี่: การกระทำที่ผิดและข้อผิดพลาดของผู้คนกับการกระทำในวันเชือด (วันอีด)
1- บางคนคิดว่าศาสนากำหนดให้มีการอาบน้ำก่อนเพื่อขว้างเสาหินได้
โดยที่ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงการกระทำนั้น
2- การล้างก้อนกรวดที่ใช้ในการขว้างเสาหิน
ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงการกระทำนั้น
3- การเชื่อว่าการขว้างเสาหินจะไม่ถูกต้อง เว้นแต่เมื่อก้อนกรวดนั้นจะมาจากมุซดาลิฟะห์เท่านั้น
ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความเชื่อดังกล่าว ดังนั้นอนุญาตสำหรับเขาที่จะเก็บก้อนกรวดจากทุกที่
4- การขว้างด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ก้อนกรวด หรือขว้างด้วยก้อนกรวดขนาดใหญ่
การกระทำนี้ขัดแย้งกับแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
5- การมีอาการโกรธขณะขว้างก้อนหิน และการเชื่อว่าสิ่งที่ถูกขว้างนั้นคือชัยฏอนมารร้าย
6- การจับกลุ่มและรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมื่อต้องการไปขว้างเสาหิน และสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
7- การเพิ่มบทรำลึกที่เกินจากที่ศาสนากำหนด ขณะขว้างเสาหิน
สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ คือการจำกัดเฉพาะการกล่าวตักบีรเท่านั้น
8- ขว้างก้อนหินเจ็ดก้อนพร้อมกันทีเดียว
ในกรณีนี้ ถือว่าไม่ได้ผล นอกจากก้อนเดียวเท่านั้น และที่วาญิบต้องทำนั้น คือการขว้างแต่ละอันตามลำดับ
9- วางก้อนกรวดลงในอ่างโดยไม่ได้ขว้าง
การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่ได้ผล และที่ศาสนากำหนดนั้นนั้น คือการขว้างมันให้อยู่ในระดับที่เรียกว่าเป็นการขว้าง
10- การกำหนดกำแพงเป็นเป้าในการขว้าง และคิดว่ากำแพงนั้นคือเป้าหมายหลัก
ที่ศาสนากำหนดนั้น คือการขว้างให้ตกในแอ่งถึงแม้จะไม่โดนเสาก็ตาม
11- ขว้างจากตำแหน่งที่ห่างไกล และไม่สามารถมั่นใจได้ว่าก้อนกรวดจะตกลงไปในอ่างหรือไม่
12- การยืนขอดุอาอ์หลังขว้างเสาหินญัมเราะตุล อัล-อะเกาะบะฮ์
การกระทำนี้ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันถึงการกระทำนั้น
13- เชือดสัตว์พลีของฮัจญ์แบบตามัตตุอ์และกิรอน ก่อนวันเชือด
ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้นจะถือว่าไม่ได้ผลบุญ และเขาจะต้องเชือดมันอีกครั้งตามเวลาที่กำหนดในชะรีอะห์ นั่นคือในวันอีดจนถึงวันสุดท้ายของวันตัชรีก
14- หลีกเลี่ยงการเชือดเป็นการบริจาคราคาของสัตว์แทน
ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น ถือว่าไม่ได้ผลใดๆ และวาญิบที่เขาต้องทำการเชือดมัน
15- โกนหรือตัดผมให้สั้นบางส่วนของศีรษะ
ซุนนะฮ์ คือโกนหรือตัดผมให้ทั่วศีรษะ
16- เพียงพอด้วยการเฏาะวาฟกุดูม แทนการเฏาะวาฟอิฟเฎาะห์ หรือทำการเฎาะวาฟอิฟาเฎาะห์ก่อนการวุกูฟที่อารอฟะฮ์และมุซดาลิฟะห์
ผู้ใดกระทำสิ่งนั้น ถือว่าเขาจะไม่ได้ผลใดๆ เนื่องจากการเฏาะวาฟอิฟาเดาะห์นั้นเป็นรุกุนหนึ่งของการทำฮัจญ์ และการทำฮัจญ์จะไม่เป็นผลนอกจากต้องมีการเฏาะวาฟอิฟาเฎาะห์ และไม่อนุญาตทำการเฎาะวาฟอิฟาเฎาะห์ยกเว้นหลังจากวุกูฟที่อารอฟะฮ์และมุซดาลิฟะห์แล้ว
***
ประการที่ห้า: การกระทำที่ผิด และข้อผิดพลาดของผู้คนในการกระทำต่างๆ ในวันที่อยู่มีนา (วันตัชรีก)
1- ความมักง่ายในการมอบหมายให้ผู้อื่นทำการขว้างเสาหิน
โดยหลักแล้วผู้แสวงบุญทำฮัจญ์จะต้องขว้างเสาหินด้วยตัวเอง เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นที่ศาสนาอนุโลมให้ ซึ่งอนุญาตสำหรับเขาทำการมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทนได้
2- การออกเดินทางของผู้ที่มอบหมายให้ผู้อื่นขว้างเสาหิน ก่อนที่พิธีกรรมต่างๆ และวันของการทำฮัจญ์ยังไม่สิ้นสุดลง
นี่เป็นการกระทำที่ผิด และที่วาญิบสำหรับเขา คือเขาต้องอยู่ที่มีนาหรือสถานที่ที่เขาอยู่จนกว่าพิธีกรรมฮัจญ์จะเสร็จสิ้นลง จากนั้นจึงทำการเฏาะวาฟอำลา แล้วจึงออกเดินทาง
3- ขว้างก้อนหินในวันตัชรีก ก่อนเที่ยง
ซุนนะฮ์คือ การเอาหินขว้างหลังเที่ยง
4- ไม่เรียงลำดับของเสาในการขว้าง
สิ่งที่วาญิบ คือการเรียงลำดับ โดยให้ขว้างเสาแรก จากนั้นเสากลาง และจบที่เสาใหญ่ที่สุด นั่นคือ ญะมะรอต อะเกาะบะฮ์ ดังนั้นผู้ใดที่กระทำที่กลับกันหรือสวนกัน จำเป็นที่เขาต้องกลับไปขว้างใหม่ตามลำดับ ให้เริ่มที่ญะมะเราะฮ์เล็ก จากนั้นก็ให้ขว้างมาตามลำดับหลังจากนั้น
5- ยืนขอดุอาอ์หลังจากขว้างหินญะมะรอต อัล-อะเกาะบะฮ์ เสร็จ
ซุนนะฮ์ คือให้ทำการดุอาอ์เฉพาะหลังจากขว้างหินญะมะรอตอันแรกและญะมะรอตกลางเท่านั้น
***
ประการที่หก: การกระทำที่ผิด และความผิดต่างๆ ของพวกเขาในการเฏาะวาฟอำลา
1- ทำการเฏาะวาฟอำลาก่อนการขว้างเสาหินในวันสุดท้าย เพื่อจะได้เดินทางได้ทันทีหลังขว้างเสาหินแล้ว
นี่เป็นการกระทำที่ผิด และใครก็ตามที่กระทำเช่นนี้ แท้จริงเขาได้กระทำในสิ่งที่ไม่ตรงกับเวลาของมัน ถือว่าไม่ถูกต้อง และจำเป็นต้องกลับมาขว้างซ้ำอีกครั้งหลังจากขว้างหินไปแล้ว
2- มอบหมายให้คนอื่นขว้างเสาหินแทน และทำการเฎาะวาฟก่อนที่ผู้แทนนั้นจะทำการขว้างเสาหิน
สิ่งที่ถูกต้องคือ เขาต้องรอจนกว่าผู้แทนจะทำการขว้างเสาหิน แล้วจึงทำการเฏาะวาฟอำลา
3- เจตนาไม่หันหลังไปทางกะอ์บะฮ์ ดังนั้นจึงถอยกลับ เพื่อแสดงความเคารพต่อกะอ์บะฮ์
ไม่มีหลักฐานยืนยันความชอบธรรมในเรื่องนี้ และแนวทางที่ดีที่สุดคือแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
4- ยืนขอดุอาอ์เมื่อออกจากมัสยิดหะรอม
ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความชอบธรรมในเรื่องนี้
5- การอยู่ในมักกะฮ์เป็นเวลานานหลังจากทำการเฏาะวาฟอำลาเสร็จแล้ว โดยไม่มีเหตุผลทางหลักบทบัญญัติที่ถูกต้อง
สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องรีบออกจากเมืองมักกะฮ์หลังการเฏาะวาฟอำลา และไม่ถือว่าเป็นที่ต้องห้ามในการรอเพื่อนหรือซื้อของสำหรับการเดินทาง
แต่ถ้าอยู่นานโดยไม่มีเหตุผลที่จำเป็น วาญิบสำหรับเขาต้องเฏาะวาฟอำลาอีกครั้ง
ความผิดต่างๆ และการกระทำที่ผิดที่เกี่ยวข้องกับการเยี่ยมชมมัสยิดนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
1- การลูบสัมผัสผนังและลูกกรงเหล็กขณะเยี่ยมหลุมศพของท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม และผูกด้ายและสิ่งอื่นๆ กับหน้าต่างเพื่อขอความเป็นสิริมงคล
ความบารอกะฮ์ (ความจำเริญ ความเป็นสิริมงคล) อยู่ที่สิ่งที่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ได้บัญญัติไว้ ไม่ใช่ในอุตริ
2- ไปที่ถ้ำในภูเขาอุฮุด หรือ ถ้ำฮิรออฺ และถ้ำซูรในมักกะฮ์ และผูกเศษผ้าไว้ที่นั่น และทำการขอดุอาอ์ด้วยบทที่อัลลอฮ์ไม่ทรงอนุญาต และทำให้เกิดความยากลำบากในการกระทำนั้น
ทั้งหมดนี้เป็นถือเป็นบิดอะฮ์ ซึ่งไม่มีที่มาในทางศาสนาอันบริสุทธิ์
3- การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม เช่น โพรงอูฐ บ่อน้ำแหวน หรือบ่อน้ำอุษมาน และเอาดินจากสถานที่เหล่านี้เพื่อแสวงหาความเป็นสิริมงคล
การขอดุอาอ์จากผู้ตายขณะเยี่ยมสุสานอัล-บะเกียะอ์ และสุสานของผู้ตายชะฮีดในสงครามอุฮุด และโยนเหรียญเงินในที่นั่นเพื่อขอการเข้าใกล้พวกเขา และขอความเป็นสิริมงคลต่อพวกเขา
นี่เป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นมันเป็นการตั้งภาคีใหญ่ ดังที่บรรดานักวิชาการได้กล่าวไว้ และมีระบุไว้ในคัมภีร์ของอัลลอฮ์และซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม เพราะการอิบาดะฮ์นั้นมีไว้สำหรับอัลลอฮ์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้อุทิศอิบาดะฮ์ใดๆ ให้แก่ผู้อื่น เช่น การวิงวอน การเชือด การสาบาน และอื่นๆ ดังคำตรัสของพระองค์ ที่ว่า: (และพวกเขาไม่ได้รับบัญชาเว้นแต่ให้เคารพสักการะอัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์) (อัล-บัยยินะฮ์ : 5)
และขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและความสันติจงมีแด่นบีของเรา มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม