มารยาทในการเดินทางและข้อกำหนดต่างๆ
มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่นบีของเรา มุฮัมหมัด และแด่ประชาชาติของท่าน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านทุกคน ส่วนหลังจากนี้ นี่เป็นบทความสั้นๆ เกี่ยวกับมารยาทในการเดินทาง และบรรดาข้อกำหนดซึ่งเราได้พยายามอธิบายประเด็นต่างๆ ที่ผู้เดินทางจำเป็นต้องรู้ เราขอต่ออัลลอฮ์ โปรดทำให้บทความนี้เป็นงานที่บริสุทธิ์เพื่อพระพักตร์อันทรงเกียรติของพระองค์ และให้เกิดประโยชน์แก่บรรดามุสลิมทุกคนด้วยเถิด ประการที่หนึ่ง: มารยาทในการเดินทาง
มารยาทในการเดินทางและข้อกำหนดต่างๆ มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่นบีของเรา มุฮัมหมัด และแด่ประชาชาติของท่าน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านทุกคน
ส่วนหลังจากนี้
นี่เป็นบทความสั้นๆ เกี่ยวกับมารยาทในการเดินทาง และบรรดาข้อกำหนดซึ่งเราได้พยายามอธิบายประเด็นต่างๆ ที่ผู้เดินทางจำเป็นต้องรู้
เราขอต่ออัลลอฮ์ โปรดทำให้บทความนี้เป็นงานที่บริสุทธิ์เพื่อพระพักตร์อันทรงเกียรติของพระองค์ และให้เกิดประโยชน์แก่บรรดามุสลิมทุกคนด้วยเถิด
คณะกรรมการวิชาการโดยสถาบันบริการเนื้อหาอิสลามด้วยภาษาต่างๆ
ประการที่หนึ่ง: มารยาทในการเดินทาง
สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์หรือประกอบศาสนกิจใดๆ เขาควรใส่ใจเรื่องต่อไปนี้:
1- ทำการละหมาดอิสติคอเราะฮ์ให้อัลลอฮ์เลือกเวลา ยานพาหนะ เพื่อนร่วมทาง และทิศทางการเดินทางหากมีหลายทาง และขอคำแนะนำจากผู้ที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ ส่วนการเดินทางเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์นั้น แท้จริงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งสองนั้นล้วนเป็นความดีทั้งสิ้น ส่วนขั้นตอนการละหมาดอิสติคอเราะฮ์นั้น คือการละหมาด 2 ร็อกอะฮ์ จากนั้นอ่านบทดุอาอ์อิสติคอเราะฮ์ที่มาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
2- จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ต้องตั้งเจตนาเพื่อหวังต่อพระพักตร์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา และหวังการใกล้ชิดพระองค์ ในขณะเดียวกันก็ระมัดระวังจากการตั้งเจตนาเพื่อวัตถุทางดุนยา การโอ้อวด การได้รับการขนานนาม การโอ้อวด และต้องการที่จะให้ผู้อื่นพูดถึง เพราะสิ่งเหล่านั้นจะทำให้ความดีของเขาสูญสลายและไม่ได้รับการตอบรับ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวะห์ยูแก่ฉันว่า แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้อภิบาลของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้อภิบาลของเขาเลย”) ( ซูเราะฮ์ อัลกะฮ์ฟิ : 110) และในหะดีษกุดซีย์ ที่ว่า: "ฉันเป็นผู้ที่มั่งคั่งที่สุดในหมู่หุ้นส่วนจากการตั้งภาคี ผู้ใดกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเขาตั้งภาคีกับฉันในสิ่งนั้น ฉันจะทิ้งเขาและ(ทิ้ง)การตั้งภาคีของเขา"[1] [1] รายงานโดย มุสลิม (2985)
3. ผู้แสวงบุญฮัจญ์และอุมเราะฮ์จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในบทบัญญัติของการทำอุมเราะฮ์และฮัจญ์ รวมถึงข้อปฏิบัติต่างๆ ของการเดินทาง ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง เพื่อที่เขาจะได้ไม่ละทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบ(จำเป็น) หรือไปกระทำสิ่งที่ต้องห้าม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่อัลลอฮ์ปรารถนาความดีงามแก่เขา พระองค์จะทรงให้เขาเข้าใจศาสนา"[2] [2]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (3116) และมุสลิม (100)
4- ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์จำเป็นต้องเลือกใช้ทรัพย์สินที่หะลาล(ที่บริสุทธิ์)สำหรับการทำฮัจญ์และอุมเราะฮ์ของเขา เพราะแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงดีงาม พระองค์จะไม่ทรงรับสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ดีงามเท่านั้น และเพราะแท้จริงทรัพย์สินที่ฮะรอม เป็นสาเหตุที่ทำให้ดุอาอ์ไม่ได้รับการตอบรับ
5- การสำนึกผิด (เตาบะฮ์) จากบาปและความผิดทั้งหมด และหากเขามีความอยุติธรรมใดๆ ต่อผู้อื่น เขาจะต้องคืนมันและขอให้พวกเขาอภัยให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกียรติยศ ทรัพย์สิน หรืออื่นๆ
6. ส่งเสริมสำหรับผู้เดินทางให้ทำการบันทึกการสั่งเสียของเขา ซึ่งสิทธิที่เป็นของเขาและสิทธิที่เขาต้องรับผิดชอบ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่สมควรสำหรับมุสลิมคนใดที่มีสิ่งที่เขาต้องทำการสั่งเสีย แล้วเขานอนหลับไปสองคืน เว้นแต่ว่าการสั่งเสียของเขาได้ถูกบันทึกไว้พร้อมกับเขาแล้ว"[3] และให้มีพยานรู้เห็นต่อการสั่งเสียนั้น และมีการจ่ายหนี้ที่เขาต้องคืน และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ทำการส่งมอบแก่เจ้าของ หรือขออนุญาตให้สิ่งนั้นคงอยู่กับเขาต่อไป [3]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2738) และมุสลิม (1627)
7. ส่งเสริมสำหรับผู้เดินทางให้พยายามเลือกเพื่อนร่วมทางที่ดี และควรเลือกผู้ที่มีความรู้ทางศาสนา เพราะสิ่งนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำหรับความสำเร็จของพวกเขา และไม่ตกอยู่ในสิ่งที่ผิดพลาดในการเดินทาง การประกอบพิธีฮัจญ์ และอุมเราะฮ์ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "บุคคลหนึ่งจะขึ้นอยู่กับศาสนาของเพื่อนที่เขาสนิท ดังนั้น พวกเจ้าแต่ละคนจงมองดูว่าเขาคบใครเป็นเพื่อนสนิท"[4]؛ และอันเนื่องด้วยคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่กล่าวไว้อีกว่า: “อย่าคบหาสมาคมกับใครนอกจากผู้ศรัทธา และอย่าให้กินอาหารของเจ้า เว้นแต่ผู้ศรัทธา” [5] [4] รายงานโดย อบูดาวูด (4833) [5] รายงานโดย อบูดาวูด (4832) และอัตติรมีซีย์ (2395)
8. ส่งเสริมสำหรับผู้เดินทางทำการกล่าวคำอำลากับครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และมิตรสหาย ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่ต้องการจะเดินทาง ให้เขากล่าวแก่ผู้ที่เขาทิ้งไว้ที่บ้านว่า: أَسْتَوْدِعُكُمُ اللَّهَ الَّذِي لَا يُضِيعُ وَدَائِعَهُ ความว่า: ''ฉันฝากพวกท่านไว้กับอัลลอฮ์ ผู้ซึ่งสิ่งที่ฝากนั้นจะไม่สูญหายไปกับพระองค์"[6] และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มักจะทำการอำลาเศาะฮาบะฮ์ของท่านเมื่อคนหนึ่งในพวกเขาจะออกเดินทาง โดยท่านจะกล่าวว่า: أَسْتَوْدِعُ اللَّهَ دِينَكَ وَأَمَانَتَكَ وَخَوَاتِيمَ عَمَلِكَ ความว่า: “ฉันขอฝากศาสนา ความรับผิดชอบ และผลสุดท้ายของการงานของท่านให้กับอัลลอฮ์”[7] และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่ผู้ที่จะเดินทางที่มาขอให้ท่านสั่งเสียว่า: "ขออัลลอฮ์ประทานความยำเกรงให้แก่ท่านเป็นเสบียงสำหรับท่าน และขอพระองค์ทรงอภัยบาปของท่าน และขอพระองค์ทรงทำให้ความดีงามเป็นเรื่องง่ายสำหรับท่านไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด"[8] และมีชายคนหนึ่งกำลังจะออกเดินทาง เขามาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านกล่าวว่า "โอ้ เราะสูลุลลอฮ์ โปรดให้คำชี้แนะแก่ฉันด้วย" ดังนั้นท่านก็กล่าวว่า: "ฉันขอชี้แนะท่านให้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และให้กล่าวตักบีรทุกครั้งที่ท่านผ่านที่สูงทุกแห่ง" เมื่อชายคนนั้นเดินผ่านไป ท่านก็กล่าวว่า: "อัลลอฮุมมะ อิซวี ละฮุลอัรฎ์ วะเฮาวิน อะลัยฮิ อัสซะฟัร" ความว่า: (โอ้ อัลลอฮ์ โปรดย่นระยะทางให้แก่เขา และทำให้การเดินทางของท่านเกิดความสะดวกขึ้นเถิด)[9] [6] รายงานโดย อัฏฏ็อบรอนีย์ (823) [7] รายงานโดย อะห์มัดในหนังสือมุสนัด (4524) [8] รายงานโดย อัตติรมีซีย์ (3444) [9] รายงานโดย อะห์มัดในหนังสือมุสนัด (9724)
9. อย่าพกพากระดิ่ง ขลุ่ย และสุนัขในการเดินทาง เนื่องจากฮะดีษจากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "บรรดามะลาอิกะฮ์จะไม่ร่วมเดินทางกับกลุ่มที่มีสุนัขหรือกระดิ่ง"[10] [10] รายงานโดย มุสลิม (2113)
10. หากชายคนหนึ่งต้องการเดินทางกับภรรยาคนใดคนหนึ่งของเขา ในกรณีที่เขามีภรรยามากกว่าหนึ่งคน ให้เขาทำการจับฉลาก และภรรยาคนใดที่ฉลากตกอยู่กับเธอ เธอก็จะเดินทางไปกับเขา ดั่งฮะดีษจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อท่านต้องการจะเดินทาง ท่านจะทำการจับฉลากระหว่างบรรดาภรรยาของท่าน ดังนั้นภรรยาคนใดที่ฉลากของเธอออกมา ท่านก็จะเดินทางไปกับนาง"[11] [11]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2593) และมุสลิม (2770)
11. ส่งเสริมสำหรับเขาให้ออกเดินทางในตอนเช้าของวันพฤหัสบดี หากทำได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กระทำไว้ ท่านกะอ์บ บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: "น้อยมากที่ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะออกเดินทาง แต่ถ้าท่านต้องการออกเดินทาง ท่านก็จะไม่ออกเว้นแต่ในวันพฤหัสบดี" [12] [12]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2949)
12. สนับสนุนให้กล่าวดุอาอ์ด้วยบทดุอาอ์ออกจากบ้าน ไม่ว่าจะเดินทางหรือไม่ก็ตาม โดยกล่าวขณะที่เขาออกเดินทางว่า: «بِسْمِ اللَّهِ، تَوَكَّلْتُ عَلَى اللَّهِ، وَلا حَوْلَ وَلا قُوَّةَ إِلَّا بِاللَّهِ، اللَّهمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ أَنْ أَضِلَّ أَوْ أُضَلَّ، أَوْ أَزِلَّ أَوْ أُزَلَّ، أَوْ أَظْلِمَ أَوْ أُظْلَمَ، أَوْ أَجْهَلَ أَوْ يُجْهَلَ عَلَيَّ» ความว่า: "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ฉันมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ไม่มีพลังและไม่มีอำนาจใดๆ นอกจากด้วยอัลลอฮ์ โอ้ อัลลอฮ์! ฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากการหลงผิดหรือถูกชักนำให้หลงผิด หรือจากการก้าวพลาดหรือถูกทำให้ก้าวพลาด หรือจากการอธรรมหรือถูกอธรรม หรือจากการกระทำผิดหรือถูกกระทำผิด"[13] [13] รายงานโดย อบูดาวูด (5094)
13. สนับสนุนให้ผู้เดินทางกล่าวดุอาอ์ด้วยบทดุอาอ์การเดินทาง เมื่อเขาขึ้นขี่สัตว์พาหนะ รถยนต์ เครื่องบิน หรือพาหนะอื่นๆ โดยกล่าวว่า: اللَّهُ أَكْبَرُ اللَّهُ أَكْبَرُ اللَّهُ أَكْبَرُ ، سُبْحَانَ الَّذِي سَخَّرَ لَنَا هَذَا وَمَا كُنَّا لَه مُقْرنِيْنَ وَإِنَّا إِلَى رَبِّنَا لَمُنقَلِبُونَ. اللَّهُمَّ إِنَّا نَسْأَلُكَ فِي سَفَرِنَا هَذَا الْبِرَّ وَالتَّقْوَى وَمِنَ العَمَلِ مَا تَرْضَى. اللَّهُمَّ هَوِّنْ عَلَيْنَا سَفَرَنَا هَذَا وَاطْوِ عَنَّا بُعْدَهُ اللَّهُمَّ أَنْتَ الصَّاحِبُ في السَّفَرِ وَالخَلِيفَةُ فِي الأهْلِ. اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ وُعَثَاءِ السَّفَرِ وَكَآبَّةِ الْمَنْظَرِ وَسُوءِ الْمُنْقلَبِ فِي الْمَالِ وَاْلأَهْلِ ความว่า: “อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงให้พาหนะนี้เป็นความสะดวกแก่เรา และเรานั้นไม่สามารถจะควบคุมมันได้ และแท้จริงเราจะต้องเป็นผู้กลับไปสู่พระเจ้าของเราอย่างแน่นอน [ ซูเราะฮ์ อัซซุครุฟ: 14] โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอต่อพระองค์ให้การเดินทางครั้งนี้มีความดี ความยำเกรง และให้มีการงานที่พระองค์ทรงพอพระทัย โอ้อัลลอฮ์โปรดให้ความสะดวกแก่เราในการเดินทางครั้งนี้ และโปรดม้วนความไกลของมัน (ให้ใกล้ขึ้น) โอ้อัลลอฮ์พระองค์โปรดทรงเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง และโปรดทรงเป็นผู้ดูแลครอบครัว โอ้อัลลอฮ์ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความตรากตรำ[14] ของการเดินทาง และสภาพที่เลวร้าย[15] และให้พ้นจากการที่ต้องกลับไปพบสิ่งเลวร้าย[16]ที่เกิดแก่ทรัพย์สิน ครอบครัว”[17] [14] "วะอ์ษาอิซซะฟัร" หมายถึง ความยากลำบากของการเดินทาง อัล-อิฟซอฮ์ อัน มะอานี อัศ-ศิฮาฮ์ (4/284). [15] "ซูอ์ อัลฮัยอะฮ์ วัลอินกิซาร มินัล หุซนิ " หมายถึง รูปลักษณ์ที่ย่ำแย่และความบอบช้ำจากความโศกเศร้า (อัลอิฟศอห์ อัน มาอานีย์ อัศศิฮาห์: 4/284) [16] "อัลมุนกอลับ” คือการกลับไป (อัลอิฟศอฮ์ อัน มานิอานีย์ อัศศิฮาฮ์: 4/284) [17] รายงานโดย อะห์มัดในหนังสือมุสนัด (6374)
14. ไม่แนะนำให้เดินทางคนเดียวโดยไม่มีเพื่อนร่วมเดินทางด้วย เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "หากผู้คนรู้ถึงภัยอันตรายของการเดินทางคนเดียวเหมือนอย่างที่ฉันรู้ แน่นอนว่าคงไม่มีใครขี่พาหนะเดินทางคนเดียวในเวลากลางคืน"[18]. [18] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2998)
15. ผู้เดินทางทุกคนควรมีการแต่งตั้งคนหนึ่งเป็นหัวหน้าขณะเดินทางเพื่อให้พวกเขาเกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทำให้มีพลังสู่การบรรลุเป้าหมายของพวกเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "หากมีการเดินทางสามคน ก็จงแต่งตั้งคนหนึ่งในนั้นเป็นหัวหน้าของพวกเขา"[19] [4] รายงานโดย อบูดาวูด (2608)
16. เขาต้องมีความจริงจังในการปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญญัติไว้จากการเคารพภักดีต่างๆ และหลีกเลี่ยงสิ่งต้องห้าม อีกทั้งพึงประพฤติตนด้วยมารยาทอันดีงาม เช่น ช่วยเหลือผู้ที่ลำบากที่ต้องการความช่วยเหลือและสนับสนุน มอบความรู้ให้แก่ผู้ที่ใฝ่หาและผู้ที่ต้องการ และเป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในทรัพย์สินของเขา โดยใช้จ่ายไปในประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์ของพี่น้องของเขา และความต้องการของพวกเขา
17. เขาควรเตรียมค่าใช้จ่ายและสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางให้เพียงพอ เพราะอาจมีความจำเป็นเกิดขึ้นและสถานการณ์ต่าง ๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปได้
18. เขาควรเป็นคนที่ยิ้มแย้ม มีจิตใจกว้างขวาง และมีความกระตือรือร้นที่จะเอาใจใส่ต่อเพื่อนที่ร่วมเดินทาง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและบรรยากาศแห่งความรักใคร่
19. เขาจะต้องอดทนต่อความหยาบคายของเพื่อนร่วมเดินทาง และการที่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเขา และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยมารยาทที่ดีที่สุด เพื่อที่เขาจะได้เป็นที่เคารพและเป็นผู้ที่น่านับถือในจิตวิญญาณของพวกเขา.
20. สนับสนุนสำหรับผู้ที่เดินทางเมื่อพวกเขาได้เข้าที่พักแล้ว ให้มีการรวมตัวกัน เพราะเคยมีบางคนในหมู่เศาะฮาบะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อเขาได้ถึงที่พักแล้ว พวกเขาจะแยกย้ายกันไปตามเส้นทางและตามหุบเขาต่างๆ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า: "การที่พวกท่านแยกย้ายกันไปตามหุบเขาและหุบเหวนั้น แท้จริงแล้วมันมาจากชัยฏอน"[20] ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็รวมตัวกันจนถึงจุดที่ว่าหากมีใครสักคนเอาผ้าของตนมาปูก็เพียงพอสำหรับพวกเขา [20] รายงานโดย อะห์มัดในหนังสือมุสนัด (17736)
21. สนับสนุนเมื่อมีการเข้าที่พักไม่ว่าเขาจะมาจากการนักเดินทางหรือไม่ก็ตาม ก็ให้ทำการขอดุอาอ์ ด้วยบทที่รายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: «أَعُوذُ بِكَلِمَاتِ اللَّهِ التَّامَّاتِ مِنْ شَرِّ مَا خَلَقَ» ความว่า: "ฉันขอความคุ้มครองด้วยถ้อยคำอันสมบูรณ์แห่งอัลลอฮ์ให้พ้นจากความชั่วร้ายของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา"[21] แท้จริงหากเขาได้กล่าวบทดุอาอ์นี้แล้ว ก็จะไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเขาได้ จนกว่าเขาจะออกจากที่พักนั้นไป [21] รายงานโดย มุสลิม (2708)
22. สนับสนุนให้กล่าว "อัลลอฮุอักบัร" เมื่อขึ้นสู่ที่สูง และกล่าว "ซุบฮานัลลอฮ์" เมื่อลงสู่ที่ต่ำหรือหุบเหว ดังที่ท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: "เมื่อพวกเราขึ้นสู่ที่สูง (หรือเนินสูง) พวกเราก็จะกล่าวตักบีร (อัลลอฮุอักบัร) และเมื่อพวกเราลงมาจากเนินก็จะกล่าวตัสบีห์ (ซุบหานัลลอฮ์)"[22] และพวกเขาจะไม่ใช้เสียงดังเมื่อกล่าวตักบีร เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "โอ้ผู้คนทั้งหลายจงปฏิบัติต่อตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป (อย่าเร่งรีบในการวิงวอนขอ) แท้จริงพวกท่านมิได้วิงวอนขอต่อผู้ที่หูหนวกหรือผู้ที่ไม่อยู่ แท้จริงพระองค์ทรงอยู่กับพวกท่าน พระองค์ทรงได้ยิน และทรงอยู่ใกล้"[23] [22]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2994) [23] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2993)
23. สนับสนุนสำหรับผู้เดินทางให้ออกเดินทางในเวลากลางคืนโดยเฉพาะในช่วงต้นของมัน ดั่งคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "พวกท่านจงออกเดินทางในเวลากลางคืน เพราะแผ่นดินจะถูกม้วนให้สั้นลงในยามค่ำคืน"[24] [24] รายงานโดย อบูดาวูด (2571)
24. สนับสนุนให้ขอดุอาอ์ให้มากๆ ในระหว่างเดินทาง ดั่งคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "บทดุอาอ์ของบุคคลสามประเภทที่จะได้รับการตอบรับอย่างแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ คือ บทดุอาอ์ของผู้ที่ถูกกดขี่ บทดุอาอ์ของคนเดินทาง และบทดุอาอ์ของบิดามารดาเพื่อลูกของเขา"[25] [25] รายงานโดย อะห์มัดในหนังสือมุสนัด (10771)
***
ประการที่สอง: การชำระร่างกายให้สะอาดเวลาเดินทาง
วาญิบสำหรับผู้เดินทางต้องใส่ใจถึงความสะอาดของตน โดยการอาบน้ำละหมาดเพื่อยกหะดัษเล็ก และการอาบน้ำญุนุบเพื่อปราศจากหะดัษใหญ่
แต่ถ้าเขาไม่มีน้ำ หรือมีน้ำอยู่เพียงเล็กน้อย เพื่อใช้สำหรับบริโภค กินและดื่ม ดังนั้น ก็ให้ทำการตะยัมมุมแทนได้
ขั้นตอนการทำตะยัมมุม: คือ ให้ตบมือทั้งสองลงบนดิน จากนั้นก็ลูบไปที่หน้าและฝ่ามือทั้งสองข้าง
และความสะอาดของตะยัมมุมนั้นเป็นความสะอาดชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น เมื่อมีการเจอน้ำเมื่อไรความสะอาดของตะยัมมุมก็จะถือเป็นโมฆะทันที และจำเป็นต้องใช้น้ำ หากมีการทำตะยัมมุมเนื่องจากมีญูนุบ แล้วพบน้ำหลังจากนั้น จำเป็นที่เขาต้องอาบน้ำเนื่องจากญูนุบนั้น และหากบุคคลได้ทำการตะยัมมุมหลังจากถ่ายอุจจาระจากนั้นก็พบน้ำขั้นมา ก็จำเป็นที่เขาต้องทำการอาบน้ำละหมาดเพราะเหตุนี้ และในหะดีษได้กล่าวไว้ว่า: "ดินที่สะอาด เป็นน้ำละหมาดของมุสลิม แม้จะไม่พบน้ำเลยเป็นเวลาสิบปีก็ตาม และเมื่อเขาได้พบน้ำแล้ว ก็จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และให้เขาสัมผัสน้ำนั้นกับผิวหนังของเขา"[26] [26] รายงานโดย อัลบัซซารในหนังสือมุสนัดของท่าน (10068).
การเช็ดคุฟ (รองเท้าที่ปกปิดข้อเท้า) เป็นสิ่งที่บัญญัติไว้ตามอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และมติของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์
การเช็ดคุฟ และสิ่งที่อยู่ในความหมายของมัน (เช่นถุงเท้า) มีเงื่องไขดังนี้:
1- คุฟหรือถุงเท้าที่จะสวมใส่นั้นต้องเป็นที่ได้รับอนุมัติตามหลักศาสนาและสะอาด
2- ต้องสวมใส่หลังจากที่มีน้ำละหมาดแล้ว
3. ทั้งสอง (คุฟหรือถุงเท้า) จะต้องปกปิดส่วนที่วาญิบ (ในการล้างเท้าเวลาอาบน้ำละหมาด)
4. การเช็ดจะต้องเป็นการเช็ดเฉพาะหะดัษเล็กเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เช็ดในภาวะญะนาบะฮ์ หรือในสิ่งที่ทำให้จำเป็นต้องอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่
5. การเช็ดนั้นต้องอยู่ในกรอบของเวลาที่ศาสนาได้กำหนดไว้ คือ 1 วัน 1 คืน สำหรับผู้ที่พำนักอยู่ (ไม่ได้เดินทาง) และ 3 วัน 3 คืนสำหรับผู้เดินทาง และตามทัศนะที่ถูกต้องนั้น คือให้เริ่มนับหลังจากการเช็ดครั้งแรกที่เกิดจากหะดัษ และจะสิ้นสุดเมื่อครบ 24 ชั่วโมงสำหรับผู้ที่พำนักอยู่ และ 72 ชั่วโมงสำหรับผู้เดินทาง
การเช็ดนั้นจะเป็นโมฆะได้ด้วยเหตุผล 3 ประการต่อไปนี้:
1. เมื่อประสบกับสิ่งที่จำเป็นต้องอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่ เช่น การมีญูนุบ ถือว่าการเช็ดคุฟของเขานั้นเป็นโมฆะ และเขาจำเป็นต้องอาบน้ำ
2. หากมีการถอดทั้งสองออกหลังจากเช็ดแล้ว
3. เมื่อครบกำหนดของเวลาที่ศาสนาได้กำหนดไว้ การเช็ดนั้นก็จะเป็นโมฆะ
***
ประการที่สาม: ข้อกำหนดต่างๆ สำหรับการย่อละหมาดในการเดินทาง
การละหมาดย่อขณะเดินทางดีกว่าการละหมาดเต็ม แต่ถ้าหากผู้เดินทางทำการละหมาดที่มีสี่รอกะอะฮ์ ด้วยการละหมาดครบสี่รอกะอะฮ์ การละหมาดของเขาก็ถูกต้อง แต่เป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ดีกว่า
ผู้เดินทางสามารถทำการย่อละหมาดได้ เมื่อได้ออกจากทุกหลังคาบ้านทุกหลังในหมู่บ้านหรือเมืองของเขาแล้ว นี่คือทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่
และถ้าเขาเดินทางหลังจากเวลาละหมาดเริ่มเข้าแล้ว เขาก็มีสิทธิที่จะทำการละหมาดย่อได้ เพราะเขาได้เดินทางก่อนที่เวลาละหมาดนั้นจะหมดไป
ส่วนการละหมาดรวมระหว่างซุฮร์และอัสร์ ระหว่างมัฆริบและอิชาเข้าด้วยกันนั้น ถือเป็นซุนนะฮ์สำหรับผู้ที่เดินทาง หากพวกเขาต้องการเช่นนั้น และหากการเดินทางนั้นทำให้เกิดความเหนื่อยหล้าและใช้เวลานาน เขาสามารถทำสิ่งที่สะดวกที่สุดสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นรวมละหมาดด้วยการรวมตักดีม (เอาเวลาอัศร์มาละหมาดในเวลาซุฮร์ และละหมาดอีชาอ์ในเวลาของมัฆริบ) หรือตะอ์คีร (เอาเวลาซุฮร์มาละหมาดในเวลาอัศร์ และละหมาดมัฆริบในเวลาอีชาอ์)
แต่หากผู้เดินทางไม่ต้องการที่จะละหมาดรวม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรวม เช่น ผู้ที่หยุดพักที่ไหนสักแห่งและจะยังไม่ออกจากที่นั้น นอกจากหลังถึงเวลาละหมาดถัดไป ดังนั้นในกรณีนี้ การไม่รวมจะดีกว่าสำหรับเขา เพราะเขาไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องละหมาดรวม และเหตุนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงไม่ทำการละหมาดรวมเมื่อครั้นที่ท่านอยู่ที่มินาในช่วงประกอบพิธีฮัจญ์อำลา เพราะไม่มีความจำเป็นที่ต้องละหมาดรวม
สำหรับการละหมาดสุนนะฮ์นั้น ผู้เดินทางสามารถทำได้เหมือนผู้ที่ไม่เดินทาง ดังนั้นเขาสามารถละหมาดดุฮา ละหมาดกลางคืน ละหมาดวิตร์ และละหมาดสุนนะฮ์อื่นๆ ยกเว้นละหมาดสุนนะฮ์ก่อนและหลังเวลาฟัรฎู ซุฮ์ริ มัฆริบ และอิชาอ์ เพราะสุนนะฮ์ที่ดีที่สุดคือไม่ควรละหมาดสุนนะฮ์นั้น
ผู้เดินทางสามารถทำการละหมาดสุนนะฮ์บนพาหนะได้ เช่น บนเครื่องบิน บนรถ บนเรือ และบนพาหนะอื่นๆ ได้ ในขณะเดินทาง แต่หากเป็นการละหมาดฟัรฎู ผู้เดินทางจำเป็นต้องลงจากพาหนะนั้น นอกจากในกรณีที่ไม่สามารถลงได้
การละหมาดของผู้เดินทางโดยตามหลังอิหม่ามประจำ การละหมาดของเขาถือว่าถูกต้อง และผู้เดินทางจะต้องทำการละหมาดให้ครบตามจำนวนร็อกอะฮ์เหมือนกับการละหมาดของอิหม่ามประจำ ไม่ว่าเขาจะทันทุกร็อกอะฮ์ หรือทันเพียงหนึ่งร็อกอะฮ์ หรือต่ำกว่านั้นก็ตาม แม้ว่าเขาจะทันกับอิหม่ามในขณะที่อิหม่ามอยู่ในตำแหน่งตะชะฮุดสุดท้ายก่อนให้สลามก็ตาม เขาก็จะต้องละหมาดให้ครบจำนวนร็อกอะฮ์อย่างสมบูรณ์ และนี่คือทัศนะที่ถูกต้องจากสองทัศนะของนักวิชาการ
***
ประการที่สี่: มารยาทในการเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ อุมเราะฮ์ หรือกลับจากการเดินทาง
เมื่อถึงเวลาเดินทางกลับ ควรจะกลับบ้านทันทีและไม่ควรชักช้าในการเดินทางกลับเว้นแต่จะมีความจำเป็น เพราะคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษ เพราะเจ้าไม่สามารถกิน ดื่ม และนอนหลับได้อย่างสะดวกสบาย ดังนั้น เมื่อคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าได้เติมเต็มในความต้องการของเขาแล้ว เขาควรกลับไปหาครอบครัวของเขาในทันที" [27]. [27]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1804) และมุสลิม (1927)
เมื่อเขาต้องการกลับที่พักบ้านของเขา เขาควรอ่านบทดุอาอ์เพื่อการเดินทางขณะจะขึ้นพาหนะของเขา โดยกล่าวคำว่า: «آيِبُونَ تَائِبُونَ عَابِدُونَ لِرَبِّنَا حَامِدُونَ» ความว่า: “เรากลับมาแล้ว เราขออภัยโทษแล้ว เราเป็นผู้อ่อนน้อมแล้ว เราเป็นผู้กล่าวสรรเสริญต่อพระผู้อภิบาลของเราแล้ว”[28] [28] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1797) และมุสลิม (1342)
สนับสนุนให้กล่าวบทดุอาอ์ขณะเดินทางกลับจากการเดินทาง ตามที่ได้ถูกบันทึกไว้จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าเมื่อท่านเดินทางกลับจากการทำสงคราม การทำฮัจญ์ หรือการทำอุมเราะฮ์ ท่านจะกล่าวตักบีร (อัลลอฮุอักบัร) สามครั้งบนที่สูงทุกแห่ง จากนั้นท่านจะกล่าวว่า: «لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ، وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ، وَلَهُ الْحَمْدُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ، آيِبُونَ، تَائِبُونَ، عَابِدُونَ، سَاجِدُونَ، لِرَبِّنَا حَامِدُونَ، صَدَقَ اللهُ وَعْدَهُ، وَنَصَرَ عَبْدَهُ، وَهَزَمَ الْأَحْزَابَ وَحْدَهُ» . ความว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์ พระองค์คือผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง เราคือผู้กลับมา (จากเดินทาง) ผู้สำนึกผิด ผู้เคารพภักดี ผู้สุญูด ผู้สรรเสริญพระผู้อภิบาลของเรา อัลลอฮ์ทรงรักษาสัญญาของพระองค์ และทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ และทรงปราบปรามกองทัพ (ฝ่ายศัตรู) เพียงลำพัง" [29]. [29]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (4116)
สนับสนุนให้ผู้เดินทาง (กลับ) เมื่อมองเห็นเมืองของเขา ให้กล่าวว่า: «آيِبُونَ تَائِبُونَ عَابِدُونَ لِرَبِّنَا حَامِدُونَ» ความว่า “เราคือผู้กลับมา (จากเดินทาง) ผู้สำนึกผิด ผู้เคารพภักดี ผู้สุญูด ผู้สรรเสริญพระผู้อภิบาลของเรา”[30] ให้กล่าวบทดุอาอ์นั้นซ้ำ ๆ จนกว่าจะถึงบ้านเกิดของเขา ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กระทำไว้ [30]รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1797) และมุสลิม (1342)
ไม่ควรเข้าบ้านทันทีในเวลากลางคืน หากเขาจากไปนานโดยไม่มีความจำเป็น นอกจากมีการแจ้งให้ครอบครัวทราบก่อนล่วงหน้าว่าจะกลับถึงเวลากลางคืน เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามไว้ รายงานจากท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า: "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามมิให้ชายกลับถึงบ้านหาภรรยาของเขายามค่ำคืน (โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า)"[31] และจากวิทยปัญญาเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือสิ่งที่ถูกอธิบายไว้ในฮะดีษอื่นว่า: "เพื่อนางจะได้หวีผมของนาง[32] และขจัดขน (ที่ลับ) ของนาง"[33] และในรายงานอื่น: "ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้บุคคลเคาะประตูบ้านเพื่อเข้าหาครอบครัวของเขา (หรือภรรยา) ในเวลากลางคืน (โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า) เพื่อจะสอดแนมพวกเขาหรือเพื่อสอดหาข้อผิดพลาดของพวกเขา"[34]. [31] รายงานโดย มุสลิม (715) [32] คำว่า อัชชะอ์ษะฮ์ แปลว่า ผู้หญิงที่ผมของนางไม่ได้รับการชโลมน้ำมันหรือหวีเป็นเวลานาน คำว่า อัลอิสติห์ดาด แปลว่า การใช้เหล็ก คำว่า อัลมุฆอยยะบะฮ์ หมายถึง ผู้หญิงที่สามีได้จากเธอไปด้วยการเดินทาง (จากหนังสือ อัตตะห์รีร ฟี ชัรห์ เศาะฮีห์ มุสลิม โดย อัลอัศบะฮานีย์ หน้า 292) [33] รายงานโดย อันนะซาอีย์ (9099) [34] รายงานโดย มุสลิม (715)
ส่งเสริมสำหรับผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการเดินทางให้เข้ามัสยิดที่ใกล้บ้านที่สุดก่อน จากนั้นก็ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กระทำไว้
ส่งเสริมสำหรับเขาเมื่อกลับมาจากการเดินทาง ก็ให้เขาสุภาพกับลูกๆ และเพื่อนบ้าน และให้ทำดีกับพวกเขาเมื่อพวกเขาได้เข้าพบเขา รายงานจาก อิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: "เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เดินทางมาถึงมักกะฮ์ ท่านได้รับการต้อนรับจากเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลานจากตระกูลอับดุลมุฏฏอลิบ และท่านได้อุ้มคนหนึ่งไว้ข้างหน้า และได้อุ้มอีกคนไว้ข้างหลัง และท่านอับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า: “เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กลับจากการเดินทาง ท่านก็จะเจอกับพวกเรา ท่านจะพบเจอกับฉัน และฮะซันหรือฮุเซน และท่านก็จะอุ้มพวกเราคนหนึ่งไว้ข้างหน้า และอีกคนไว้ข้างหลัง จนกระทั่งเราได้เข้าสู่มะดีนะฮ์" [35] รายงานโดย มุสลิม (2428)
ส่งเสริมให้มีการเตรียมของขวัญไว้ เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีในจิตใจ และขจัดความเกลียดชังไปได้ และส่งเสริมให้รับของขวัญและส่งเสริมให้มีการตอบแทนกับของขวัญนั้น และถือว่ามักรูฮ์(ที่น่าตำหนิ)ปฏิเสธของขวัญนั้นที่ไม่มีเหตุผลทางศาสนา และด้วยเหตุนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกเจ้าจงมอบของขวัญให้กันและกัน แล้วพวกเจ้าจะรักกัน" และของขวัญถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถสร้างความรู้สึกผูกพันในหมู่ชาวมุสลิมด้วยกัน [36] รายงานโดย อัลบัยฮะกีย์ในหนังสืออัสสุนัน อัลกุบรอ (11946).
เมื่อผู้เดินทางได้กลับมาถึงบ้านเกิดแล้ว ก็ส่งเสริมให้ทำการจับมือและกอดกัน เพราะมีรายงานที่เป็นการกระทำของบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังที่ท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ได้กล่าวไว้ว่า: "เมื่อพวกเขาพบกัน พวกเขาก็จะจับมือกัน และเมื่อพวกเขากลับจากการเดินทาง พวกเขาจะโอบกอดกัน" [37]. [37] รายงานโดย อัฏฏ็อบรอนีย์ในหนังสืออัลเอาศ็อต (97).
และขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและความสันติจงมีแด่ท่านนบีของเรา มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม