ลักษณะการละหมาดของท่านนบี ﷺ
อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ
ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปราณีเสมอ
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว ขอพรอันประเสริฐและความศานติจงมีแด่บ่าวของพระองค์และเราะซูลของพระองค์ ท่านนบีมุหัมมัด วงศาคณาญาติและบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน และต่อจากนี้:
นี่คือถ้อยคำโดยสังเขปในการอธิบายลักษณะการละหมาดของท่านนบี ﷺ ที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะนำเสนอแด่มุสลิมและมุสลิมะฮ์ทุกคน เพื่อให้ทุกคนที่ได้อ่านพากเพียรในการเจริญรอยตามท่านในเรื่องดังกล่าว ดังคำกล่าวของท่าน ﷺ ว่า: "พวกท่านจงละหมาดเหมือนที่พวกท่านเห็นฉันละหมาดเถิด"[1]. และเราขอกล่าวแก่ท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้
และคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ที่ว่า: "อัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับการละหมาดใด ๆ โดยปราศจากความสะอาดบริสุทธิ์" [2].
และคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ที่กล่าวแก่ผู้ที่ละหมาดไม่ถูกต้องว่า: “เมื่อเจ้าต้องการจะละหมาด ก็จงอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์” [3]
2- ผู้ละหมาดจะต้องผินหน้าไปยังกิบละฮ์ ซึ่งก็คือ กะอ์บะฮ์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ด้วยร่างกายทั้งหมดของเขา พร้อมกับตั้งเจตนาในใจถึงการละหมาดที่เขาต้องการจะปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นละหมาดฟัรฎูหรือนาฟิละฮ์ โดยไม่ต้องกล่าวเจตนาออกมาด้วยลิ้น เพราะการกล่าวเจตนาด้วยลิ้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกบัญญัติไว้ แต่ทว่ามันคือบิดอะฮ์ เนื่องจากท่านนบี ﷺ ไม่ได้กล่าวเจตนาด้วยลิ้นของท่าน และบรรดาสาวกของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ก็เช่นกัน และให้เขามีสุตเราะฮ์สำหรับละหมาดอยู่เบื้องหน้า หากเขาเป็นอิมามหรือละหมาดคนเดียว และการผินหน้าไปยังกิบละฮ์นั้นเป็นเงื่อนไข (ชัรฏ์) ของการละหมาด ยกเว้นในบางกรณีที่ได้รับการผ่อนผัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีและได้ถูกชี้แจงไว้ในตำราของบรรดาผู้รู้
3- ตักบีร่อตุ้ลอิห์รอมโดยกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" และให้สายตามองไปที่สุญูด
4- ยกมือทั้งสองข้างเสมอหัวไหล่หรือใบหูขณะตักบีร
5- วางมือทั้งสองบนหน้าอก โดยให้มือขวาวางทับบนหลังมือซ้าย ข้อมือ และแขนซ้าย เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันจากท่านนบี ﷺ
6- สุนนะฮ์ให้อ่านดุอาอ์อัลอิสติฟตาห์ นั่นคือ: "โอ้อัลลอฮฺได้โปรดแยกระหว่างฉันและบาปของฉันให้ห่างไกลกันเฉกเช่นที่พระองค์ได้แยกทิศตะวันออกและทิศตะวันตก โอ้อัลลอฮฺได้โปรดชำระฉันให้บริสุทธิ์จากความผิดของฉันเฉกเช่นผ้าขาวที่ถูกชำระจนสะอาดปราศจากความสกปรก โอ้อัลลอฮฺได้โปรดชำระล้างความผิดทั้งหลายของฉันด้วยน้ำ หิมะ และลูกเห็บ"[4]
และถ้าจะกล่าวเป็นอย่างอื่นแทน ก็ให้กล่าวว่า: (سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وبِحَمْدِكَ، وَتَبَارَكَ اسْمُكَ، وَتَعَالَى جَدُّكَ، ولَا إلَهَ غَيْرُكَ) "มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺและด้วยการสรรเสริญพระองค์ และพระนามของพระองค์จำเริญยิ่งแล้ว และบารมีของพระองค์สูงส่งยิ่งแล้ว และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์" [5] และหากจะอ่านบทดุอาอ์อิสติฟตาห์บทอื่นที่ได้รับการรับรองและพิสูจน์จากท่านนบี ﷺ ก็ไม่เป็นไร และที่ดีที่สุดคือให้ปฏิบัติด้วยบทนี้ในบางเวลา และด้วยอีกบทหนึ่งในบางเวลา เพราะนั่นคือการเจริญรอยตามแบบฉบับที่สมบูรณ์ยิ่งกว่า จากนั้นให้กล่าว: أعوذ باللّه من الشيطان الرجيم، بسم الله الرحمن الرحيم และให้อ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ เนื่องจากมีคำกล่าวของท่านว่า: "การละหมาดนั้นใช้ไม่ได้สำหรับผู้ที่ไม่อ่านอัลฟาติหะฮ์" [6]. และหลังจากนั้นให้กล่าว -อามีน- โดยกล่าวเสียงดังในละหมาดที่อ่านเสียงดัง และกล่าวเสียงค่อยในละหมาดที่อ่านเสียงค่อย จากนั้นให้อ่านส่วนที่สะดวกจากอัลกุรอาน และที่ดีที่สุด คือให้อ่านหลังจากอัลฟาติหะฮ์ในละหมาดซุฮริ อัสริ และอิชาอ์ จากบรรดาซูเราะฮ์ที่มีความยาวปานกลาง ในละหมาดฟัจญริให้อ่านจากบรรดาซูเราะฮ์ที่ยาว และในละหมาดมักริบ ให้อ่านจากบรรดาซูเราะฮ์ที่ยาวบ้าง และจากบรรดาซูเราะฮ์ที่สั้นบ้าง เพื่อปฏิบัติตามบรรดาหะดีษที่ได้มีรายงานไว้ในเรื่องดังกล่าว
7- ทำการรุกูอ์โดยกล่าวตักบีร พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมอหัวไหล่หรือใบหู โดยให้ศีรษะอยู่ในระดับเดียวกับแผ่นหลัง วางมือทั้งสองข้างบนหัวเข่าโดยกางนิ้วออกจากกัน และให้หยุดนิ่งในขณะรุกูอ์ และกล่าวว่า: ซุบฮานะร็อบบิยัลอะซีม และที่ดีที่สุดคือการกล่าวซ้ำสามครั้งหรือมากกว่านั้น และสุนัตให้กล่าวพร้อมกับบทนั้นด้วยการกล่าว: (سُبْحَانَكَ اللهُمَّ وَبِحَمْدِكَ، اللهُمَّ اغْفِرْ لِي)
"มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺพระผู้อภิบาลแห่งเรา และด้วยการสรรเสริญพระองค์ โอ้อัลลอฮฺได้โปรดประทานอภัยโทษแก่ฉันด้วยเถิด" [7]
8- เงยศีรษะขึ้นจากการรุกูอ์ พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นเสมอหัวไหล่หรือใบหู และกล่าวว่า: (سَمِعَ اللَّهُ لِمَنْ حَمِدَهُ)
"อัลลอฮฺทรงได้ยินผู้ที่สรรเสริญพระองค์" หากผู้ละหมาดเป็นอิหม่ามหรือละหมาดคนเดียว ให้กล่าวขณะที่กำลังลุกขึ้นยืนว่า: (رَبَّنَا ولَكَ الحَمْدُ حَمْدًا كَثِيرًا طَيِّبًا مُبَارَكًا فِيهِ مِلْءَ السَّمَواتِ ومِلْءَ الأرضِ، ومِلْءَ ما شِئتَ مِن شيءٍ بَعدُ)
"โอ้พระผู้อภิบาลของเรา และการสรรเสริญทั้งหลายนั้นแด่พระองค์ ด้วยการสรรเสริญที่มากมายดียิ่งและประเสริฐยิ่ง จนเต็มชั้นฟ้า และเต็มแผ่นดิน และเต็มทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ภายหลังจากนั้น" [8]
และส่งเสริมให้พวกเขาแต่ละคน -อีหม่าม มะอ์มูม และผู้ที่ละหมาดคนเดียว- วางมือของตนไว้บนหน้าอก เช่นเดียวกับที่ทำขณะยืนก่อนรุกูวอ์ เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันในเรื่องดังกล่าวมาจากท่านนบี ﷺ จากหะดีษของท่านวาอิล บิน หุจญ์รฺ และท่านซะฮล์ บิน สะอัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา
และขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ให้ได้รับความดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ไม่ว่าจะเป็นละหมาดฟัรฎูหรือสุนัต ให้แยกต้นแขนทั้งสองออกจากสีข้างทั้งสอง หน้าท้องออกจากต้นขาทั้งสอง และต้นขาทั้งสองออกจากหน้าแข้งทั้งสอง และยกแขนทั้งสองให้พ้นจากพื้น ตามคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ว่า: “จงทำสุญูดให้สมดุล และอย่าให้คนหนึ่งคนใดทาบท่อนแขนทั้งสองของตนราบกับพื้นเหมือนสุนัขหมอบ” [11]
10- ยกศีรษะขึ้นพร้อมกล่าวตักบีร แล้ววางเท้าซ้ายราบลงและนั่งทับ ชันเท้าขวาขึ้น และวางมือทั้งสองบนต้นขาและหัวเข่า แล้วกล่าวว่า: (رَبِّ اغْفِرْ لِي وَارْحَمْنِي وَاهْدِنِي وَارْزُقْنِي وَعَافِنِي وَاجْبُرْنِي)
"โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดอภัยโทษแก่ฉัน เมตตาแก่ฉัน ชี้นำฉัน ประทานปัจจัยยังชีพแก่ฉัน ประทานสุขภาพที่ดีแก่ฉัน และดูแลแก้ไขฉันด้วยเถิด" [12] และสงบนิ่งในการนั่งนี้
11- ให้สุญูดครั้งที่ 2 พร้อมกล่าวตักบีร และให้ปฏิบัติเหมือนกับสุญูดครั้งแรก
12- ให้เงยศีรษะขึ้นพร้อมกล่าวตักบีร และนั่งพักเล็กน้อยเหมือนกับการนั่งระหว่างสองสุญูด ซึ่งการนั่งนี้เรียกว่า ญัลสะตุลอิสติรอหะฮ์ (การนั่งพัก) ถือเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้กระทำ (มุสตะหับ) หากละทิ้งก็ไม่เป็นไร และไม่มีการกล่าวซิกรฺหรือดุอาอ์ใดๆ ในการนั่งนี้ จากนั้นให้ลุกขึ้นยืนสู่ร็อกอะฮ์ที่สอง โดยใช้เข่าค้ำยันหากสามารถทำได้ แต่หากลำบากก็ให้ใช้มือยันพื้นแทน จากนั้นให้อ่านสูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์และอายะฮ์อัลกุรอานที่ง่ายดายหลังจากนั้น แล้วให้ปฏิบัติเหมือนกับที่ได้ปฏิบัติในร็อกอะฮ์แรก
จากนั้นให้ขอดุอาอ์ให้ได้รับความดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้าตามที่เขาต้องการ และหากเขาขอดุอาอ์ให้แก่พ่อแม่ของเขาหรือพี่น้องมุสลิมคนอื่นๆ ก็สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการละหมาดฟัรฎูหรือสุนัต เนื่องจากคำกล่าวโดยรวมของท่านนบี ﷺ ในหะดีษของอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เมื่อท่านได้สอนบทตะชะฮ์ฮุดแก่เขา: (จากนั้น ให้เขาเลือกดุอาอ์ที่เขาพึงพอใจที่สุด แล้วจึงวิงวอนขอ) [15]. และในอีกสำนวนหนึ่ง ที่ว่า: "จากนั้นให้เขาทำการวิงวอนขอตามที่ตัวเองต้องการ"(16)
และสิ่งนี้ครอบคลุมถึงทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นบ่าว ทั้งในโลกดุนยาและโลกอาคีเราะฮ์ จากนั้นให้สลามทางขวาและซ้ายของท่าน โดยกล่าวว่า "อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะห์มะตุลลอฮ์ อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะห์มะตุลลอฮ์"
และให้กล่าวตัสบีห์สามสิบสามครั้ง กล่าวตะห์มีดสามสิบสามครั้ง และกล่าวตักบีรสามสิบสามครั้ง และกล่าวให้ครบหนึ่งร้อยว่า: لا إلَهَ إلَّا الله وحْدَهُ لا شَرِيكَ لَه، لَهُ المُلْكُ، ولَهُ الحَمْدُ، وَهوَ عَلَى كُلِّ شيءٍ قَدِيرٌ "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ไม่มีภาคีใดสำหรับพระองค์ อำนาจการปกครองและการสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง" และให้อ่านอายะฮ์อัลกุรซีย์ สูเราะฮ์อัลอิคลาศ สูเราะฮ์อัลฟะลัก และสูเราะฮ์อันนาสหลังละหมาดทุกเวลา และเป็นที่ส่งเสริมให้อ่านสามสูเราะฮ์นี้ซ้ำสามครั้งหลังละหมาดฟัจร์และละหมาดมัฆริบ เนื่องจากมีหะดีษต่างๆ รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้จากท่านนบี ﷺ และบทกล่าวรำลึก (อัซการ) ทั้งหมดนี้เป็นสุนนะฮ์ มิใช่ฟัรฎู
มีสุนนะฮฺให้มุสลิมและมุสลิมะฮฺทุกคนละหมาดก่อนละหมาดซุฮฺรี่สี่ร็อกอะฮ์และหลังจากนั้นสองร็อกอะฮ์ หลังละหมาดมัฆริบสองร็อกอะฮ์ หลังละหมาดอิชาอ์สองร็อกอะฮ์ และก่อนละหมาดฟัจญ์ริสองร็อกอะฮ์ รวมทั้งหมดสิบสองร็อกอะฮ์ การละหมาดเหล่านี้เรียกว่าเราะวาติบ เนื่องจากท่านนบี ﷺ ทรงรักษาไว้เป็นประจำเมื่อพำนักอยู่กับที่ ส่วนในขณะเดินทาง ท่านจะละทิ้งการละหมาดสุนนะฮ์เราะวาติบ ยกเว้นสุนนะฮ์ฟัจร์และละหมาดวิตร์ เพราะท่านนบี ﷺ จะดำรงรักษาสุนนะฮ์ทั้งสองนี้ไว้ ทั้งในยามปกติและยามเดินทาง และเป็นการดีกว่าที่จะละหมาดสุนนะฮ์เราะวาติบและละหมาดวิตร์ที่บ้าน แต่หากจะละหมาดที่มัสยิดก็ไม่เป็นไร ตามคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ที่ว่า: "การละหมาดที่ประเสริฐที่สุดของคนผู้หนึ่งคือการละหมาดในบ้านของเขา ยกเว้นการละหมาดฟัรฎู" [19]
และการดำรงรักษาเราะกะอะฮฺเหล่านี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่จะได้เข้าสวรรค์ ตามหะดีษของท่านนบี ﷺ ที่ว่า: “ผู้ใดละหมาดสิบสองร็อกอะฮ์ในหนึ่งวันกับหนึ่งคืน อัลลอฮ์จะทรงสร้างบ้านให้แก่เขาหลังหนึ่งในสวรรค์” [20]
และหากละหมาดสี่ร็อกอะฮ์ก่อนอัศริ สองร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดมัฆริบ และสองร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดอีชาอ์ ก็เป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากมีรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี ﷺ ที่บ่งชี้ถึงสิ่งดังกล่าว และหากละหมาดสี่ร็อกอะฮ์หลังซุฮ์ริและสี่ร็อกอะฮ์ก่อนหน้า ก็เป็นสิ่งที่ดี จากคำกล่าวของท่าน ﷺ ที่ว่า: “ผู้ใดรักษาละหมาดสี่ร็อกอะฮ์ก่อนซุฮรี่และสี่ร็อกอะฮ์หลังจากนั้น อย่างสม่ำเสมอ อัลลอฮ์จะทรงห้ามเขาจากไฟนรก” [21] นั่นหมายความว่าท่านได้เพิ่มเวลาละหมาดซุนนะฮฺอีกสองร็อกอะฮ์หลังจากละหมาดซุนนะฮ์หลังซุฮริเนื่องจากเวลาละหมาดซุนนะฮฺปกติประกอบด้วยสี่ร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดและสองร็อกอะฮ์หลังละหมาด ดังนั้น หากท่านเพิ่มเวลาละหมาดอีกสองร็อกอะฮ์หลังละหมาด ท่านก็จะบรรลุผลตามที่กล่าวไว้ในหะดีษของอุมมุฮะบีบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
และอัลลอฮ์คือผู้ประทานความสำเร็จ ขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานพรและประทานความสันติแด่ท่านนบีมุฮัมหมัดของพวกเรา บุตรของอับดุลลอฮ์ และแด่วงศ์วานของท่าน และอัครสาวกของท่าน และบรรดาผู้ที่เจริญรอยตามท่านด้วยความดีงามตราบจนถึงวันแห่งการตัดสิน.