หลักการสามประการพร้อมหลักฐาน
หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงหลักการพื้นฐานที่มุสลิมจำเป็นต้องเรียนรู้ ได้แก่ การรู้จักอัลลอฮ์ การรู้จักศาสนาอิสลาม และการรู้จักนบีมูฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักการเหล่านี้ในการสร้างเสริมความศรัทธาและการงานที่ดี โดยอาศัยหลักฐานจากอัลกุรอานและอัลหะดีษ
หลักการสามประการพร้อมหลักฐาน
ชัยค์ มุหัมมัด อัตตะมีมีย์ ขออัลลอฮ์ได้ทรงเมตตาเขาด้วยเถิด
ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
พึงทราบเถิด ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน ว่าเป็นวาญิบเหนือเราที่ต้องเรียนรู้สี่ประเด็น คือ:
ประการแรก: ความรู้ คือ การรู้จักอัลลอฮ์ การรู้จักนบีของพระองค์ และการรู้จักศาสนาอิสลามพร้อมด้วยบรรดาหลักฐาน
ประการที่สอง: การนำไปปฏิบัติ
ประการที่สาม: การเรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์
ประการที่สี่: การอดทนต่อสิ่งที่เข้ามารบกวนในหนทางของพระองค์
และหลักฐานคือ คำตรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า: ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ ขอสาบานด้วยกาลเวลา 1 แท้จริงมนุษย์นั้น อยู่ในการขาดทุน 2 นอกจากบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายและตักเตือนกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรม และตักเตือนกันและกันให้มีความอดทน 3 [อัลอัศร์ : 1-3]
อิมาม อัช-ชาฟิอีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า: "หากว่าอัลลอฮ์มิได้ทรงประทานหลักฐานใดๆ ลงมาแก่ปวงบ่าวของพระองค์ เว้นแต่เพียงซูเราะฮ์นี้ ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา"
ท่านอัล-บุคอรีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: บทที่ว่าด้วย: ความรู้ต้องมาก่อนคำพูดและการกระทำ และหลักฐานคือคำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: "ฉะนั้นพึงรู้เถิดว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกกราบไหว้โดยเที่ยงแท้) นอกจากอัลลอฮฺและจงขออภัยโทษต่อความผิดเพื่อตัวเจ้า..." (มุฮัมมัด : 19) ดังนั้น พระองค์จึงทรงเริ่มต้นด้วยความรู้ก่อนการพูดและการกระทำ
พึงทราบเถิด -ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน-: ว่าเป็นหน้าที่ของมุสลิมและมุสลิมะฮ์ทุกคน ที่จะต้องเรียนรู้สามประการเหล่านี้ และปฏิบัติตาม:
ประการแรก: แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงสร้างเรา และได้ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เรา และไม่ได้ทรงละทิ้งเราอย่างไม่มีเป้าหมาย แต่ทว่าพระองค์ได้ทรงส่งเราะซูลท่านหนึ่งมายังเรา ดังนั้นผู้ใดเชื่อฟังปฏิบัติตามท่าน ก็จะได้เข้าสวนสวรรค์ และผู้ใดฝ่าฝืนท่าน ก็จะได้เข้าไฟนรก
และหลักฐานคือคำตรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า: แท้จริงเราได้ส่งเราะซูลคนหนึ่งไปยังพวกเจ้า เพื่อเป็นพยานต่อพวกเจ้า ดังที่เราได้ส่งเราะซูลคนหนึ่งไปยังฟิรเอาน์ 15 แต่ฟิรเอาน์ได้ฝ่าฝืนเราะซูลคนนั้น ดังนั้นเราจึงได้ลงโทษเขาด้วยการลงโทษอย่างหนักหน่วง 16 [อัล-มุซซัมมิล : 15-16]
ประการที่สอง: อัลลอฮ์ไม่ทรงพอพระทัยในการที่ผู้ใดจะถูกตั้งเป็นภาคีร่วมกับพระองค์ในการเคารพภักดีต่อพระองค์ ไม่ใช่มะลาอิกะฮ์ผู้ใกล้ชิด และไม่ใช่นบีผู้ถูกส่งมา และหลักฐานคือคำตรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: และว่าแท้จริงบรรดามัสยิดนั้นเป็นของอัลลอฮ์ ดังนั้น พวกเจ้าอย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอฮ์ [อัลญิน : 18]
ประการที่สาม: ผู้ใดที่เชื่อฟังท่านเราะซูลและให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ ไม่อนุญาตให้เขาผูกมิตรภักดีกับผู้ที่เป็นปรปักษ์ต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ แม้ว่าเขาจะเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดก็ตาม
และหลักฐานคือคำตรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: เจ้าจะไม่พบหมู่ชนใดที่พวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก รักใคร่ชอบพอผู้ที่ต่อต้านอัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นพ่อของพวกเขา หรือลูกหลานของพวกเขา หรือพี่น้องของพวกเขา หรือเครือญาติของพวกเขาก็ตาม ชนเหล่านั้นอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกการศรัทธาไว้ในจิตใจของพวกเขา และได้ทรงเสริมพวกเขาให้มีพลังมากขึ้นด้วยการสนับสนุนของพระองค์ และจะทรงให้พวกเขาได้เข้าสวนสวรรค์หลากหลาย มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ณ เบื้องล่างของสวนสวรรค์ โดยเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานต่อพวกเขา และพวกเขาก็ยินดีปรีดาต่อพระองค์ ชนเหล่านั้นคือพรรคของอัลลอฮ์ พึงรู้เถิดว่า แท้จริงพรรคของอัลลอฮ์นั้น พวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ [อัล-มุญาดะละฮ์ : 22]
พึงทราบเถิด -ขออัลลอฮ์ทรงชี้นำท่านสู่การภักดีต่อพระองค์- : ว่าอัลหะนีฟียะฮ์ อันเป็นศาสนาของอิบรอฮีมนั้น คือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว โดยมอบความบริสุทธิ์ใจในศาสนาให้แด่พระองค์ และด้วยสิ่งดังกล่าวนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาแก่มนุษย์ทั้งปวงและได้ทรงสร้างพวกเขามาเพื่อการนี้ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า [อัซซาริยาต : 56], และความหมายของ "พวกเขาอิบาดะฮ์ต่อข้า" คือ พวกเขาให้เอกภาพต่อข้า
และสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาไว้คือ เตาฮีด ซึ่งก็คือการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ในการเคารพภักดี
และสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามที่ใหญ่หลวงที่สุดคือการตั้งภาคี ซึ่งก็คือการวิงวอนขอต่อสิ่งอื่นร่วมกับพระองค์
และหลักฐานคือคำตรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า: และพวกเจ้าจงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด และอย่าให้มีสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์... [อันนิสาอ์ : 36]
และเมื่อท่านถูกถามว่า: อะไรคือหลักการสามประการที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ที่จะต้องรู้จัก?
ก็จงกล่าวว่า : คือการที่บ่าวจะรู้จักพระผู้อภิบาลของเขา ศาสนาของเขา และนบีของเขามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
[หลักข้อที่หนึ่ง]
เมื่อท่านถูกถามว่า: ใครคือพระเจ้าของท่าน?
ก็จงกล่าวเถิดว่า: พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงเลี้ยงดูฉันและเลี้ยงดูสรรพสิ่งทั้งมวลด้วยพระเมตตาของพระองค์ พระองค์คือผู้ที่ฉันเคารพภักดี และฉันไม่มีผู้ที่สมควรแก่การเคารพภักดีอื่นใดนอกจากพระองค์ และหลักฐานคือคำตรัสของพระองค์ที่ว่า: มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก [อัลฟาติฮะฮ์ : 2] และสรรพสิ่งทั้งมวลนอกเหนือจากอัลลอฮ์นั้นคือโลก และฉันก็เป็นหนึ่งในโลกนั้น
ดังนั้น หากท่านถูกถามว่า: ท่านรู้จักพระผู้อภิบาลของท่านได้อย่างไร?
ก็จงตอบว่า ด้วยสัญญาณต่างๆ และสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์
และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ กลางคืนและกลางวัน และดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างคือชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและบรรดาผู้ที่อยู่ในนั้น และแผ่นดินทั้งเจ็ดและบรรดาผู้ที่อยู่ในนั้น และสิ่งที่อยู่ระหว่างมันทั้งสอง
และหลักฐานคือดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า: และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือ การมีกลางคืน และกลางวัน และดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ พวกเจ้าอย่าได้สุญูดให้แก่ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ แต่จงสุญูดแด่อัลลอฮ์พระผู้ทรงสร้างพวกมัน หากพวกเจ้าเคารพภักดีต่อพระองค์อย่างแท้จริง [ฟุศศิลัต : 37]
และคำตรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกเจ้านั้น คืออัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในหกวัน จากนั้นทรงสถิตย์อยู่เหนือบัลลังก์ พระองค์ทรงให้กลางคืนครอบคลุมกลางวันโดยที่กลางคืนนั้นไล่ตามกลางวันอย่างรวดเร็ว และทรงสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และบรรดาดวงดาว (โดยทั้งหมดนั้น) ยอมจำนนต่อพระบัญชาของพระองค์ พึงรู้เถิดว่า การสร้างและการบัญชานั้นเป็นสิทธิของพระองค์ ความจำเริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก [อัล-อะอ์รอฟ : 54]
และพระผู้ทรงอภิบาลคือผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะ และดังหลักฐานที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: โอ้มนุษย์เอ๋ย จงเคารพภัคดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้าและบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง (พระองค์)คือผู้ทรงทำให้แผ่นดินเป็นที่ปูรองสำหรับพวกเจ้า และท้องฟ้าเป็นหลังคา และทรงประทานน้ำฝนลงมาจากฟากฟ้า แล้วทรงให้ผลไม้นานาชนิดงอกเงยออกมาด้วยน้ำนั้นเพื่อเป็นปัจจัยยังชีพสำหรับพวกเจ้า ดังนั้นจงอย่าตั้งสิ่งใด ๆ เทียบเคียงกับอัลลอฮ์ ทั้งที่พวกเจ้ารู้อยู่แล้ว [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 21-22]
ท่านอิบนุกะษีร เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: พระองค์ผู้ทรงสร้างสิ่งเหล่านี้ คือผู้ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะ
และประเภทต่างๆ ของอิบาดะฮ์ที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาไว้ เช่น อิสลาม, อีหม่าน, และอิห์ซาน และในจำนวนนั้นก็ได้แก่: การวิงวอนขอพร, ความยำเกรง, ความหวัง, การมอบหมาย, ความปรารถนา, ความหวั่นเกรง, ความนอบน้อม, ความยำเกรง, การกลับตัวกลับใจ, การขอความช่วยเหลือ, การขอความคุ้มครอง, การขอความช่วยเหลือให้พ้นภัย, การเชือดสัตว์พลี, การบนบาน และอิบาดะฮ์ประเภทอื่นๆ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชา ทั้งหมดนี้ต้องปฏิบัติเพื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา แต่เพียงผู้เดียว และหลักฐานคือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: และว่าแท้จริงบรรดามัสยิดนั้นเป็นของอัลลอฮ์ ดังนั้น พวกเจ้าอย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอฮ์ [อัลญิน : 18]
ดังนั้น ผู้ใดที่อุทิศสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากมันให้แก่สิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ เขาก็คือผู้ตั้งภาคีและผู้ปฏิเสธศาสนา และหลักฐานก็คือคำตรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า: และผู้ใดวิงวอนขอจากพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮ์ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่พิสูจน์แก่เขาในการนี้ ดังนั้นการคิดบัญชีของเขาที่แท้จริงอยู่ที่พระผู้อภิบาลของเขา แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะไม่ประสบความสำเร็จ [อัลมุอ์มินูน : 117]
และในหะดีษ ที่ว่า: ""การดุอาอ์นั้นคือสมองของอิบาดะฮ์""
และหลักฐานคือ คำตรัสของพระองค์ตะอาลา ที่ว่า: และพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าตรัสว่า "จงวิงวอนต่อข้าเถิด ข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า แท้จริงบรรดาผู้หยิ่งผยองที่ไม่เคารพสักการะข้า จะต้องตกนรกอย่างอัปยศ [ฆอฟิร : 60]
และหลักฐานของความกลัว (อัลเคาฟ์) นั้น คือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ากลัวพวกเขา และจงกลัวข้าเถิด หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา [อาลิอิมรอน : 175]
และหลักฐานสำหรับความหวังนั้น คือดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้อภิบาลของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย [อัลกะฮ์ฟิ : 110]
และหลักฐานสำหรับเรื่องการมอบหมาย (อัต-ตะวักกุล) คือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: และแด่อัลลอฮ์นั้นพวกเจ้าจงมอบหมายเถิด หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง [อัลมาอิดะฮ์ : 23] และคำกล่าวของพระองค์ ที่ว่า: และผู้ใดมอบหมายแด่อัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทรงเป็นผู้พอเพียงแก่เขา [อัฏเฏาะล๊าก : 3] .
และหลักฐานของการหวัง การเกรงกลัว และการนอบน้อม คือดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: แท้จริงพวกเขาต่างก็มุ่งมั่นในการทำการดี และพวกเขาต่างก็วิงวอนต่อเราด้วยการมีความหวัง (ในความเมตตาของเรา) และด้วยความกลัว (ต่อการลงโทษของเรา) และพวกเขานอบน้อมถ่อมตนต่อเรา [อัล-อันบิยาอ์ : 90]
และหลักฐานของความยำเกรง คือดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ากลัวพวกเขา แต่จงกลัวข้าเถิด [อัลมาอิดะฮ์ : 3]
และหลักฐานของการกลับเนื้อกลับตัว คือดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: และจงหันสู่พระผู้อภิบาลของพวกเจ้า และจงยอมจำนนต่อพระองค์... [อัซซุมัร : 54]
และหลักฐานในเรื่องการขอความช่วยเหลือ คือพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า: เฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวกข้าพระองค์เคารพภักดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ [อัลฟาติฮะฮ์ : 5] และในหะดีษ ""เมื่อเจ้าขอความช่วยเหลือ ก็จงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์""
และหลักฐานของการขอความคุ้มครอง คือคำตรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: จงกล่าวเถิด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ [อัลฟะลัก : 1], และ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งมนุษยชาติ [อันนาส : 1]
และหลักฐานของการขอความช่วยเหลือ (อิสติฆอษะฮ์) คือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: จงรำลึกขณะที่พวกเจ้าขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้าของพวกเจ้า แล้วพระองค์ก็ได้ทรงตอบรับแก่พวกเจ้า... [อัลอันฟาล : 9]
และหลักฐานของการเชือดพลี คือดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงการละหมาดของฉัน และการอิบาดะฮ์ของฉัน และการมีชีวิตของฉัน และการตายของฉันนั้น เพื่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลกทั้งหลาย ไม่มีภาคีอันใดแก่พระองค์... [อัลอันอาม : 162-163], และจากอัซซุนนะฮ์: อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งผู้ที่เชือดเพื่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์
และหลักฐานเรื่องการบนบานนั้น คือดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: พวกเขาปฏิบัติตามคำสัตย์สาบาน และกลัวต่อวันหนึ่งที่ความชั่วร้ายของมันจะกระจายไปทั่ว [อันอินซาน : 7].
[หลักข้อที่สอง]
การทำความรู้จักศาสนาอิสลามพร้อมด้วยหลักฐาน ซึ่งก็คือ การยอมจำนนต่ออัลลอฮ์ด้วยการให้เอกภาพต่อพระองค์ ยอมจำนนต่อพระองค์โดยการเชื่อฟัง และบริสุทธิ์จากการตั้งภาคีและบรรดาผู้ตั้งภาคี
ประกอบด้วยสามระดับขั้น คือ อิสลาม อีหม่าน และอิห์ซาน
และแต่ละระดับขั้นก็มีหลักการ (รุก่น) ต่างๆ
หลักการของอิสลามมีห้าประการคือ: การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์ และมุหัมมัดนั้นคือเราะสูลของอัลลอฮ์, การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด, การจ่ายซะกาต, การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน, และการประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์
ส่วนหลักฐานของการปฏิญาณตนนั้น คือดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น เช่นเดียวกับบรรดามลาอิกะฮ์และบรรดาผู้รู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ต่างก็ยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ [อาลิอิมรอน :18]
และความหมายของมันคือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์
“ไม่มีพระเจ้าอื่นใด” เป็นการปฏิเสธทุกสิ่งที่ถูกเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์
"นอกจากอัลลอฮ์" เป็นการยืนยันการเคารพสักการะแด่อัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว"
ไม่มีภาคีใดในการเคารพสักการะของพระองค์ เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ไม่มีภาคีใดในการครอบครองของพระองค์
และคำอรรถาธิบายที่ให้ความกระจ่างแก่โองการนั้น ก็คือพระดำรัสของพระองค์ตะอาลาที่ว่า: และจงรำลึกถึงขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวแก่บิดาของเขา และหมู่ชนของเขาว่า "แท้จริงฉันขอปลีกตัวจากสิ่งที่พวกเจ้าเคารพภักดี 26 เว้นแต่พระผู้ทรงสร้างฉัน… [อัซซุครุฟ : 26-27] และดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) ว่า “โอ้ชาวคัมภีร์! พวกท่านจงเข้ามาสู่การยึดมั่นต่อคำที่เหมือนกันระหว่างเราและพวกท่านเถิด คือ เราจะไม่เคารพสักการะสิ่งใด ๆ นอกจากอัลลอฮ์ และเราจะไม่ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ และพวกเราจะไม่ถือเอาระหว่างพวกเราด้วยกันเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์” แต่หากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกเจ้าจงเป็นพยานเถิดว่า แท้จริงพวกเราเป็นมุสลิมที่ยอมจำนน” [อาลิอิมรอน : 64]
และหลักฐานของการปฏิญาณว่านบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ คือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: แท้จริง (โอ้ มนุษย์เอ๋ย) ได้มีเราะซูลคนหนึ่งจากหมู่พวกเจ้าได้มายังพวกเจ้าแล้ว ผู้ที่รู้สึกลำบากใจกับความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้า ผู้ที่คอยห่วงใยพวกเจ้า เป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจ และเมตตาต่อบรรดาผู้ศรัทธาเสมอ [อัตเตาบะฮ์ : 128]
ความหมายของการปฏิญาณตนว่า มุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ คือ ปฏิบัติตามในสิ่งที่ท่านสั่ง เชื่อในสิ่งที่ท่านบอกกล่าว ออกห่างจากสิ่งท่านสั่งห้าม และไม่มีการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ นอกจากสิ่งที่ท่านบัญญัติไว้เท่านั้น.
และหลักฐานในเรื่องการละหมาด การจ่ายซะกาต และการอธิบายหลักเตาฮีดนั้น คือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรงและดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และนั่นแหละคือศาสนาอันเที่ยงธรรม [อัล-บัยยินะฮ์ : 5]
และหลักฐานของการถือศีลอด คือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดนั้นได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกบัญญัติแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 183]
และหลักฐานของการทำหัจญ์นั้น คือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: และการแสวงบุญไปยังบ้านนั้นเป็นหน้าที่สำหรับมนุษย์ที่มีต่ออัลลอฮ์สำหรับผู้ที่มีความสามารถ และผู้ใดปฏิเสธศรัทธา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงมั่งคั่งไม่ต้องการการพึ่งพา (สิ่งใด) จากสากลโลก [อาลิอิมรอน : 97]
ระดับที่สอง: การศรัทธา ซึ่งมีเจ็ดสิบกว่าแขนง แขนงที่ประเสริฐที่สุดคือการกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรแก่การเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์ และแขนงที่ต่ำที่สุดคือการขจัดสิ่งอันตรายออกจากทางสัญจร และความละอายเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา
และหลักการศรัทธามี 6 ประการ คือ: การที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ ศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ และศรัทธาต่อกฎสภาวะการณ์ทั้งดีและร้าย
และหลักฐานสำหรับหลักการทั้งหกประการนี้คือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: หาใช่ความดีนั้นอยู่ที่การผินหน้าไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเลย แต่ความดี คือการศรัทธาของบุคคลที่มีต่ออัลลอฮ์ วันปรโลก มลาอิกะฮ์ คัมภีร์ และบรรดานบี... [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 177]
และหลักฐานสำหรับเรื่องอัลเกาะดัร คือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: แท้จริงทุกๆ สิ่งนั้น เราสร้างมันตามการกำหนด (ที่ถูกบันทึกไว้ล่วงหน้าแล้ว) [อัล-เกาะมัร : 49]
ระดับที่สาม: อิห์ซาน มีหลักการเดียว คือการที่ท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ดุจดั่งท่านกำลังเห็นพระองค์ แม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่แท้จริงแล้วพระองค์นั้นทรงเห็นท่าน
และหลักฐานคือ ดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ยำเกรงพระองค์ และบรรดาผู้กระทำความดี [อันนะห์ลุ : 128]
และดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: และจงมอบหมายต่อพระผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปราณีเสมอ 217 ผู้ทรงเห็นเจ้าขณะที่เจ้ายืน (ละหมาด) 218 และการเคลื่อนไหวของเจ้าในหมู่ผู้ก้มกราบ [อัชชุอะรออ์ : 217-219]
และคำตรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: และไม่ว่าเจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) จะอยู่ในกิจการใด และไม่ว่าเจ้าจะอ่านส่วนใดจากอัลกุรอาน และไม่ว่าพวกเจ้าจะกระทำการใด เราก็จะรู้เห็นเป็นพยานต่อพวกเจ้า ในขณะที่พวกเจ้ากําลังง่วนอยู่ในเรื่องนั้น... [ยูนุส : 61] โองการ
หลักฐานจากสุนนะฮ์ คือ: หะดีษญิบรีลที่เป็นที่รู้จัก จากอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: วันหนึ่ง ขณะที่พวกเรากำลังนั่งอยู่กับท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทันใดนั้น ก็มีชายคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นมายังพวกเรา เขาสวมเสื้อผ้าที่ขาวโพลน มีผมที่ดำสนิท ไม่เห็นร่องรอยของการเดินทาง และไม่มีผู้ใดเลยในหมู่พวกเราที่รู้จักเขา จนในที่สุดเขาได้เข้ามานั่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วเอาเข่าทั้งสองข้างของเขายันกับเข่าทั้งสองข้างของท่าน และได้วางมือของเขาบนหน้าขาของท่าน แล้วกล่าวขึ้นว่า โอ้มุหัมมัด
จงบอกให้ฉันรู้เกี่ยวกับอิสลามเถิด?
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า: “อิสลามคือ การที่ท่านปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์, ดำรงการละหมาด, จ่ายซะกาต, ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน, และประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์ หากท่านมีความสามารถที่จะเดินทางไปได้” เขากล่าวว่า “ท่านพูดจริงแล้ว” - พวกเราจึงประหลาดใจกับเขา ที่เขาถามท่านและกลับเป็นผู้ยืนยันคำตอบของท่านเอง -
เขากล่าวว่า: โปรดบอกฉันเกี่ยวกับหลักการศรัทธาด้วยเถิด?
ท่านกล่าวว่า “คือการที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และท่านศรัทธาต่อการกฎสภาวะการณ์ของพระองค์ทั้งดีและชั่ว” เขากล่าวว่า “ท่านพูดจริงแล้ว”
เขาได้กล่าวว่า: ถ้าเช่นนั้น ท่านจงบอกฉันเกี่ยวกับอัลอิห์ซาน?
คือการที่ท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ดุจดั่งท่านกำลังเห็นพระองค์ แม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่แท้จริงแล้วพระองค์นั้นทรงเห็นท่าน
เขากล่าวว่า: แล้วจงบอกฉันเกี่ยวกับวันกิยามะฮ์?
เขากล่าวว่า: ผู้ถูกถามในเรื่องนั้นมิได้รู้ดีไปกว่าผู้ถาม
เขากล่าวว่า: ดังนั้น โปรดบอกฉันถึงสัญญาณของมัน?
ท่านกล่าวว่า: “การที่ทาสีให้กำเนิดนายหญิงของนาง และท่านจะได้เห็นบรรดาคนเลี้ยงแกะที่เท้าเปล่า เปลือยกาย และยากจนข้นแค้น แข่งขันกันสร้างอาคารสูง”
(ท่านอุมัร) กล่าวว่า: จากนั้นเขาก็จากไป และฉันก็หายหน้าไปหลายวัน ต่อมาท่านนบีได้ถามฉันว่า “โอ้อุมัร ท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ถามนั้นเป็นใคร?” ฉันตอบว่า “อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ย่อมรู้ดีกว่า” ท่านกล่าวว่า “แท้จริงเขาคือญิบรีล เขามาหาพวกท่านเพื่อสอนศาสนาของพวกท่าน”
[หลักการที่สาม]
การรู้จักนบีของพวกท่าน มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และท่านคือ มุหัมมัด บุตรอับดุลลอฮ์ บุตรอับดุลมุฎฎอลิบ บุตรฮาชิม, ฮาชิมมาจากตระกูลกุรัยช์ กุรัยช์มาจากอาหรับ อาหรับมาจากลูกหลานอิสมาอีล บุตรอิบรอฮีม อะลัยฮิมุสสลาม
และท่านมีอายุหกสิบสามปี – สี่สิบปีก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสดา และอีกยี่สิบสามปีที่เป็นศาสดา (นบีและเราะซูล)
ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนบีด้วยบทอิกเราะอ์ และถูกส่งมาเป็นเราะซูลด้วยบทอัล-มุดดัษษิร และเมืองของท่านคือมักกะฮ์
อัลลอฮ์ทรงส่งท่านมาเพื่อตักเตือนให้พ้นจากการตั้งภาคี และเรียกร้องสู่การเตาฮีด และหลักฐานคือคำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า : โอ้ผู้ห่มกายอยู่เอ๋ย จงลุกขึ้น แล้วจงตักเตือน และแด่พระเจ้าของเจ้า จงให้ความเกรียงไกร และเสื้อผ้าของเจ้า ก็จงทำให้สะอาด และสิ่งสกปรก ก็จงหลบหลีกให้ห่างเสีย และอย่าทำคุณ เพื่อหวังการตอบแทนอันมากมาย และเพื่อพระผู้อภิบาลของเจ้าเท่านั้นจงอดทน [อัล-มุดดัษษิร : 1-7]
และความหมาย จงลุกขึ้น แล้วประกาศตักเตือน คือ ตักเตือนจากการตั้งภาคี และเรียกร้องไปสู่เตาฮีด
และพระเจ้าของเจ้า จงให้ความเกรียงไกร คือ จงให้ความยิ่งใหญ่ต่อพระองค์ด้วยการให้เอกภาพ
และเสื้อผ้าของเจ้า ก็จงทำให้สะอาด คือ จงทำให้การงานของเจ้าสะอาดจากการตั้งภาคี
และสิ่งสกปรก ก็จงหลบหลีกให้ห่างเสีย มลทินคือบรรดารูปเคารพ และการหลีกห่างมันคือการละทิ้งมัน และการปลีกตัวออกจากมันและพรรคพวกของมัน
ท่านใช้เวลาสิบปีในการเชิญชวนสู่เตาฮีด และหลังจากสิบปีนั้นท่านได้ถูกนำขึ้นสู่ฟากฟ้า และการละหมาดทั้งห้าก็ได้ถูกบัญญัติแก่ท่าน ท่านได้ละหมาดในมักกะฮ์เป็นเวลาสามปี และหลังจากนั้นท่านก็ได้รับคำสั่งให้อพยพไปยังมะดีนะฮ์
การอพยพ คือ การย้ายออกจากแผ่นดินที่ตั้งภาคีไปยังแผ่นดินอิสลาม
และการอพยพนั้นเป็นข้อบังคับทางศาสนาเหนือประชาชาตินี้ จากแผ่นดินที่ตั้งภาคีไปยังแผ่นดินอิสลาม และจะยังคงมีอยู่ต่อไปจนกระทั่งวันสิ้นโลกจะบังเกิดขึ้น
และหลักฐานคือดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: แท้จริงบรรดาผู้ที่มลาอิกะฮ์ได้เอาชีวิตของพวกเขาไป โดยที่พวกเขาเป็นผู้ที่อธรรมต่อตนเอง (เพราะปฏิเสธที่จะอพยพและเต็มใจที่จะถูกกดขี่โดยกลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธา) มลาอิกะฮ์ได้ถามว่า "พวกเจ้าเคยอยู่ในสภาพใด?" พวกเขากล่าวว่า "พวกเราเป็นผู้ที่ถูกกดขี่ในแผ่นดิน" มลาอิกะฮ์กล่าวว่า “แผ่นดินของอัลลอฮ์ไม่กว้างขวางพอสำหรับพวกเจ้าที่จะอพยพกระนั้นหรือ?” ดังนั้น ชนเหล่านี้แหละ ที่พำนักของพวกเขาคือนรกญะฮันนัม และมันเป็นที่กลับไปที่เลวร้ายยิ่ง 97 นอกจากบรรดาผู้ที่อ่อนแอ ทั้งจากผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กที่ไม่มีความสามารถในการหาอุบาย (หลบหนี) และไม่รู้วิธีการใด ๆ (ในการอพยพ) [อันนิสาอ์ : 97-98]
และคำตรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง ที่ว่า: โอ้ปวงบ่าวของข้าผู้ศรัทธาเอ๋ย แท้จริงแผ่นดินของข้านั้นกว้างขวาง ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าเท่านั้น [อัล-อันกะบูต : 56]
ท่านอัลบะฆอวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: สาเหตุของการประทานอายะฮ์นี้ลงมานั้นคือ บรรดามุสลิมที่อยู่ในนครมักกะฮ์ที่ไม่ได้อพยพ ซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงเรียกพวกเขาด้วยชื่อแห่งการศรัทธา
และหลักฐานเรื่องการฮิจเราะฮ์จากอัส-ซุนนะฮ์ คือดำรัสของท่านนบี ที่ว่า: "การฮิจเราะฮ์จะไม่ยุติลง จนกว่าการกลับเนื้อกลับตัวจะยุติลง และการกลับเนื้อกลับตัวจะไม่ยุติลง จนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทางทิศตะวันตก"
ครั้นเมื่อท่านได้พำนักที่เมืองมะดีนะฮ์แล้ว ท่านก็ได้ถูกบัญชาให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติอิสลามที่เหลืออยู่ เช่น ซะกาต, การถือศีลอด, หัจญ์, การอะซาน, การญิฮาด, การสั่งใช้ให้ทำความดีและการห้ามปรามจากการทำความชั่ว และท่านได้ดำเนินตามแนวทางนี้เป็นเวลาสิบปี
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เสียชีวิตแล้ว แต่ศาสนาของท่านยังคงอยู่ ซึ่งศาสนานี้ไม่มีความดีงามใดเลย นอกจากท่านได้ชี้แนะแก่ประชาชาติ และไม่มีความชั่วร้ายใดเลย นอกจากท่านได้ตักเตือนพวกเขาให้ระวังจากมัน
และความดีที่ท่านได้ชี้แนะนั้นคือ การให้เอกภาพแด่อัลลอฮ์ และทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักและทรงพอพระทัย
ส่วนความชั่วร้ายที่ท่านได้ตักเตือนนั้น คือ การตั้งภาคี และทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรังเกียจและไม่ทรงพอพระทัย
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงส่งท่านมายังมนุษย์ทุกคน และทรงกำหนดให้การภักดีต่อท่านเป็นศาสนบัญญัติเหนือญินและมนุษย์ทั้งปวง และหลักฐานคือดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: จงกล่าวเถิด มุฮัมหมัด "โอ้ มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงฉันคือเราะซูลของอัลลอฮ์มายังพวกท่านทั้งมวล... [อัลอะอ์รอฟ : 158]
และอัลลอฮ์ทรงทำให้ศาสนาสมบูรณ์ด้วยท่าน ดังหลักฐานที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า: วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์เพื่อพวกเจ้า และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้าที่มีต่อพวกเจ้านั้นบริบูรณ์ และข้าได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า [อัลมาอิดะฮ์ : 3]
หลักฐานในการตายของท่านนั้นคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: แท้จริงเจ้าจะต้องตาย และแท้จริงพวกเขาก็จะต้องตาย แล้วแท้จริงพวกเจ้าในวันกิยามะฮ์จะถกเถียงกันต่อหน้าพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า [อัซซุมัร : 30-31]
และมนุษย์เมื่อตายไปแล้วจะถูกให้ฟื้นคืนชีพ และหลักฐานคือคำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: จากแผ่นดินเราได้บังเกิดพวกเจ้า และ ณ แผ่นดินนั้นเราจะให้พวกเจ้ากลับคืนไป และจากแผ่นดินนั้น เราจะให้พวกเจ้าออกมาอีกครั้งหนึ่ง [ฏอฮา : 55] และคำตรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง ว่า: และอัลลอฮ์ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากแผ่นดินเช่นพืชผัก 17 หลังจากนั้น ทรงทำให้พวกเจ้ากลับคืนสู่แผ่นดิน และจะทรงให้พวกเจ้าออกมาอีกเพื่อคืนชีพ [นูห์ :17-18]
และหลังจากฟื้นคืนชีพ พวกเขาจะถูกสอบสวนและจะได้รับการตอบแทนตามการงานของพวกเขา และหลักฐานคือคำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: เพื่อพระองค์จะทรงตอบแทนบรรดาผู้กระทำความชั่วตามที่พวกเขาประพฤติ และจะทรงตอบแทนบรรดาผู้กระทำความดีด้วยความดี [อัน-นัจญ์มิ : 31]
และผู้ใดที่ปฏิเสธต่อการฟื้นคืนชีพ ก็ได้ปฏิเสธศรัทธา และหลักฐานก็คือดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวอ้างว่า พวกเขาจะไม่ถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของข้า พวกเจ้าจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน แล้วพวกเจ้าจะได้รับแจ้งตามที่พวกเจ้าได้ประกอบกรรมไว้ และนั่นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์ [อัต-ตะฆอบุน : 7]
และอัลลอฮ์ได้ทรงส่งบรรดาเราะซูลทั้งหมดมาในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน และหลักฐานคือคำตรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: บรรดาเราะซูล คือผู้มีบทบาทในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่มีข้อโต้แย้งต่ออัลลอฮ์ภายหลังจากบรรดาเราะซูลเหล่านั้น... [อันนิสาอ์ : 165]
และคนแรกของพวกเขาคือ นูห์ อะลัยฮิสสลาม
และท่านสุดท้ายของพวกเขาคือ มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านคือนบีท่านสุดท้าย เพราะจะไม่มีนบีอีกต่อไปหลังจากท่าน และหลักฐานคือคำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: มุฮัมหมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี... [อัล-อะห์ซาบ : 40]
และหลักฐานที่ว่าคนแรกของพวกเขาคือนูห์ อะลัยฮิสสลาม คือพระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: แท้จริงเราได้ประทานวะฮีย์แก่เจ้า ดังที่เราได้ประทานวะฮีย์แก่นูห์ และบรรดานบีหลังจากเขา... [อันนิสาอ์ : 163]
และทุกประชาชาติอัลลอฮ์ได้ทรงส่งเราะซูลมายังพวกเขา - จากนูห์ถึงมุฮัมมัด - เพื่อสั่งใช้พวกเขาให้เคารพสักการะอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว และห้ามพวกเขาจากการเคารพสักการะพวกเจว็ด และหลักฐานคือคำดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: และแท้จริง เราได้ส่งเราะซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยใช้ให้พวกเขาบัญชาว่า) "พวกเจ้าจงเคารพสักการะอัลลอฮ์ และจงออกห่างจากพวกกอฆูต... [อันนะห์ลุ : 36]
และอัลลอฮ์ทรงกำหนดเป็นข้อบังคับเหนือปวงบ่าวทั้งมวล คือ: การปฏิเสธศรัทธาต่อฏอฆูต และการศรัทธาต่ออัลลอฮ์
ท่านอิบนุ อัล-ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: ความหมายของอัฏฏอฆูต: คือทุกสิ่งที่บ่าวได้ละเมิดขอบเขตในเรื่องของมัน - ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกเคารพสักการะ หรือผู้ที่ถูกปฏิบัติตาม หรือผู้ที่ถูกเชื่อฟัง
บรรดาฏอฆูตนั้นมีจำนวนมากมาย และหัวหน้าของพวกมันมีห้าจำพวก ได้แก่ อิบลีส -ขออัลลอฮ์ทรงสาปแช่งมัน-, ผู้ที่ถูกเคารพภักดีโดยที่เขาพึงพอใจ, ผู้ที่เรียกร้องผู้คนให้เคารพภักดีต่อตนเอง, ผู้ที่อวดอ้างว่ารู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งเร้นลับ และผู้ที่ตัดสินด้วยสิ่งอื่นนอกเหนือจากที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมา
และหลักฐานคือดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: ไม่มีการบังคับใด ๆ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม แน่นอน ความชอบธรรมได้กระจ่างแจ้งจากความหลงผิด ดังนั้น ผู้ใดปฏิเสธอัฎ-ฎอฆูต และศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แน่นอนเขาได้ยึดเหนี่ยวด้วยพันธะอันมั่นคงซึ่งไม่มีวันที่มันจะแตกสลายอย่างแน่นอน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 256] และนี่คือความหมายของ “لا إله إلا الله” และในหะดีษได้กล่าวไว้ว่า: “รากฐานของศาสนา คือการปฏิญาณตน, เสาของมันคือการละหมาด, และสัญลักษณ์ของมันคือการเสียสละต่อสู้ (ญิฮาด) ในหนทางแห่งอัลลอฮฺ”
และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ที่ดียิ่งกว่า