Skip to content
บทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม

บทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม

หนังสือเล่มนี้อธิบายหลักการศรัทธาซึ่งประกอบด้วยการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ ต่อวันอาคิเราะฮ์ และต่อกฎสภาวะ อีกทั้งยังนำเสนอหลักการพื้นฐานที่มุสลิมจำเป็นต้องยึดมั่นและปฏิบัติตาม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์กับอัลลอฮ์ผ่านความเข้าใจหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้ง

Language: lang_th
Prepared by: มุฮัมมัด บิน ศอลิห์ อัลอุษัยมีน
Version: 1.2

บทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม

เขียนโดยชัยค์

มุฮัมมัด บิน ศอลิห์ อัลอุษัยมีน

ขออัลลอฮ์ทรงอภัยโทษท่าน บิดามารดาของท่าน และบรรดามุสลิมทั้งปวง

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

คำนำ

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิแห่งอัลลอฮฺ เราขอสรรเสริญพระองค์ ขอความช่วยเหลือ ขอลุแก่โทษ และขอกลับเนื้อกลับตัวไปยังพระองค์เพียงผู้เดียว และเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายของตนเอง และจากความผิดพลาดที่เกิดจากการงานที่เราได้กระทำ ผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงให้ทางนำแก่เขา ก็ไม่มีผู้ใดที่ทำให้เขาหลงทางได้ และผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงให้เขาหลงทาง ก็ไม่มีใครสามารถทำให้เขาได้รับทางนำ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพอิบาดะฮ์นอกจากอัลลอฮ์พระองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆ กับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่าแท้จริงมุฮัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ ขออัลลอฮฺทรงประทานพรและความสันติสุขอย่างมากมายแด่ท่าน ตลอดจนวงศ์วานของท่าน บรรดาสาวกของท่าน และบรรดาผู้ที่เจริญรอยตามพวกเขาด้วยคุณงามความดี

ส่วนต่อจากนี้ แท้จริง 'วิชาเตาฮีด' เป็นศาสตร์ที่ประเสริฐที่สุด ทรงคุณค่าที่สุด และจำเป็นที่สุดที่ต้องแสวงหา เพราะเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง เกี่ยวกับพระนามของพระองค์ คุณลักษณะของพระองค์ และสิทธิของพระองค์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ และเป็นกุญแจสู่แนวทางที่นำไปสู่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง และเป็นรากฐานแห่งบทบัญญัติต่างๆ ของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ บรรดาเราะซูลจึงเห็นพ้องต้องกันในการเรียกร้องเชิญชวนไปสู่สิ่งนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "และเรามิได้ส่งเราะซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮ์ยูแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้ นอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าเถิด" (ซูเราะฮ์ อัน-อันบิยาอ์ : 25)

และพระองค์ทรงเป็นพยานยืนยันต่อตัวของพระองค์เองถึงความเป็นเอกะ (ความเป็นหนึ่งเดียว/ไม่มีภาคีใดๆ) และมลาอิกะฮฺของพระองค์ก็เป็นพยานยืนยันต่อพระองค์ถึงความเป็นเอกะนี้ และบรรดาผู้ทรงความรู้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า "อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น เช่นเดียวกับบรรดามลาอิกะฮ์และบรรดาผู้รู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ต่างก็ยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 18)

และเมื่อเตาฮีดมีความสำคัญเช่นนี้ จึงจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนที่จะต้องเอาใจใส่ต่อสิ่งนี้ ด้วยการเรียนรู้ การสอน การใคร่ครวญ และการยึดมั่นเป็นหลักศรัทธา เพื่อสร้างศาสนาของเขาบนรากฐานที่ถูกต้องมั่นคง เปี่ยมด้วยความสงบมั่นและการยอมจำนน กระทั่งเขาจะได้รับความสุขจากผลบุญและผลตอบแทนของมัน

และอัลลอฮ์คือผู้ประทานความสำเร็จ

ผู้แต่งหนังสือ

ศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลาม คือศาสนาที่อัลลอฮ์ทรงส่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มาพร้อมกับศาสนานี้ และทรงให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสุดท้าย ปิดท้ายศาสนาทั้งปวง อีกทั้งทรงทำให้ศาสนานี้สมบูรณ์ครบถ้วนสำหรับบ่าวของพระองค์ และทรงทำให้ความโปรดปรานของพระองค์สมบูรณ์แก่พวกเขา ด้วยศาสนานี้ และทรงพอพระทัยศาสนาอิสลามให้เป็นศาสนาของพวกเขา ดังนั้น จะไม่ทรงรับศาสนาใดจากผู้ใด นอกเหนือจากศาสนาอิสลามเท่านั้น "มุฮัมหมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี และอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 40)

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า "...วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์เพื่อพวกเจ้า และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้าที่มีต่อพวกเจ้านั้นบริบูรณ์ และข้าได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 3)

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า "แท้จริงศาสนา (ที่เป็นที่ยอมรับ) ณ ที่อัลลอฮ์นั้น คือศาสนาอิสลาม..." (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 19)

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า "และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลาม ดังนั้น มันจะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกนั้นเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 85)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงกำหนดเป็นศาสนบัญญัติแก่มนุษย์ทั้งปวงให้ยึดมั่นในศาสนาของพระองค์ แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสแก่เราะซูลของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า: "จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) "โอ้ มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงฉันคือเราะซูลของอัลลอฮ์มายังพวกท่านทั้งมวล ซึ่งพระองค์นั้นทรงครอบครองบรรดาชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย ดังนั้นพวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์เถิด ผู้เป็นนบีที่เขียนไม่ได้อ่านไม่ออก ซึ่งเขาได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และบรรดาถ้อยคำของพระองค์ และพวกเจ้าจงปฏิบัติตามเขาเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับทางนำ" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ :158)

และในเศาะฮีห์มุสลิม: จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้รายงานจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านกล่าวว่า: "ขอสาบานด้วยพระองค์ผู้ซึ่งชีวิตของมุฮัมหมัดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ จะไม่มีผู้ใดที่ได้ยินเกี่ยวกับฉันจากประชาชาตินี้ ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือคริสเตียน แล้วเสียชีวิตไปโดยไม่ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานมาให้แก่ฉัน เว้นแต่เขาจะเป็นคนหนึ่งจากชาวนรก"[1] [1] บันทึกโดย มุสลิม: ในหมวดการศรัทธา หัวข้อจำเป็นต้องศรัทธาต่อการเป็นเราะซูลของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ถูกส่งมายังมนุษย์ทุกคน และการยกเลิกศาสนาต่าง ๆ ด้วยศาสนาของท่าน, หมายเลข (153).

และการศรัทธาต่อท่าน คือการเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านนำมาพร้อมกับการยอมรับและการนอบน้อม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเชื่อมั่นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ อบูฏอลิบจึงไม่เป็นผู้ศรัทธาต่อท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทั้งๆ ที่เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านนำมา และปฏิญาณว่าศาสนาของท่านนั้นเป็นศาสนาที่ดีที่สุด

และศาสนาอิสลามนั้นครอบคลุมคุณประโยชน์ทั้งมวลที่มีอยู่ในศาสนาต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ และมีความโดดเด่นเหนือกว่าด้วยการเป็นศาสนาที่เหมาะกับทุกยุคทุกสมัยและทุกประชาชาติ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสกับศาสนทูตของพระองค์ว่า: "และเราได้ประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ลงมาแก่เจ้าด้วยความจริงเพื่อเป็นการยืนยันถึงความจริงของคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้ามันและปกป้องคัมภีร์นั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 48)

ความหมายของการที่ศาสนาอิสลามเหมาะสมสำหรับทุกยุคทุกสมัย ทุกสถานที่ และทุกประชาชาติ คือ การยึดมั่นปฏิบัติตามศาสนาอิสลามนั้น ไม่ขัดแย้งกับผลประโยชน์และความผาสุกของประชาชาติในยุคใดหรือสถานที่ใด หากแต่กลับเป็นปัจจัยแห่งความเจริญและความถูกต้องของพวกเขาเอง และความหมายดังกล่าว มิได้หมายความว่า ศาสนาอิสลามจะต้องยอมจำนนหรือปรับเปลี่ยนตามทุกยุค ทุกสถานที่ และทุกประชาชาติ ตามที่บางคนพยายามจะทำความเข้าใจเช่นนั้น

และศาสนาอิสลามคือศาสนาที่แท้จริง ที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงรับประกันแก่ผู้ที่ยึดมั่นต่อมันอย่างแท้จริงว่า พระองค์จะทรงช่วยเหลือเขา และทรงทำให้เขามีชัยเหนือผู้อื่น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "พระองค์คือผู้ที่ได้ส่งเราะซูล (มุฮัมหมัด) พร้อมด้วยทางนำ (อัลกุรอาน) และศาสนาที่แท้จริง เพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนาของพระองค์เป็นที่ประจักษ์เหนือศาสนาใดๆ แม้ว่าบรรดาผู้ตั้งภาคีจะเกลียดก็ตาม" [ซูเราะฮ์ อัศศ็อฟ: 9].

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า "อัลลอฮ์ทรงสัญญากับบรรดาผู้คนในหมู่พวกเจ้าที่ศรัทธา และประกอบคุณงามความดีว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นผู้สืบช่วงปกครองแผ่นดิน ดังที่พระองค์เคยทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขาเป็นผู้สืบช่วงมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาที่พระองค์ทรงโปรดปรานเป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงพวกเขาจากการใช้ชีวิตที่อยู่ในความหวาดกลัวสู่ความสงบสุข โดยที่พวกเขาเคารพภักดีต่อข้า ไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ดังนั้น ชนเหล่านั้นแหละ พวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน" [อันนูร : 55]

ศาสนาอิสลาม คือการศรัทธาและบทบัญญัติ จึงเป็นศาสนาที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านการศรัทธาและบทบัญญัติ:

1. กำชับให้ยึดมั่นในเอกภาพของอัลลอฮฺ และห้ามจากการตั้งภาคี

2- สั่งใช้ให้มีความสัตย์จริง และห้ามไม่ให้โกหก

3- ศาสนาอิสลามสั่งใช้ให้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และห้ามปรามความอยุติธรรม โดยที่ “ความยุติธรรม” หมายถึง การปฏิบัติต่อสิ่งที่เหมือนกันอย่างเท่าเทียม และการปฏิบัติต่อสิ่งที่แตกต่างกันอย่างแตกต่างกัน ไม่ใช่ความเสมอภาคแบบเหมารวมอย่างสิ้นเชิง ตามที่บางคนกล่าวอย่างกว้าง ๆ ว่า “ศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งความเสมอภาค” เพราะการทำให้สิ่งที่แตกต่างกันเท่าเทียมกันนั้นเป็นความอยุติธรรม ซึ่งศาสนาอิสลามไม่ได้นำมาใช้ และผู้ที่กระทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นที่สรรเสริญ

4- สั่งใช้ให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และห้ามปรามการคดโกงทรยศ

5- สั่งใช้ให้ซื่อตรงต่อพันธะสัญญา และห้ามปรามการผิดสัญญาทรยศ

6. สั่งใช้ให้ทำความดีต่อบิดามารดา และห้ามปรามการเนรคุณ

7. สั่งใช้ให้เชื่อมสัมพันธ์ทางเครือญาติซึ่งก็คือบรรดาญาติพี่น้อง และห้ามมิให้มีการตัดความสัมพันธ์

8. สั่งใช้ให้ประพฤติดีต่อเพื่อนบ้าน และห้ามปรามการประพฤติเลวต่อเพื่อนบ้าน

กล่าวโดยสรุปคือ ศาสนาอิสลามนั้นสั่งใช้ในทุกศีลธรรมอันประเสริฐ และห้ามจากทุกศีลธรรมอันต่ำช้า และสั่งใช้ในทุกการงานที่ดี และห้ามจากทุกการงานที่เลวร้าย

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำการดี และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด และทรงห้ามปรามการอนาจารและการชั่วช้า และการอธรรม พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้าจักได้รำลึก" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 90)

หลักการอิสลาม

หลักการอิสลาม: คือรากฐานซึ่งเป็นที่ตั้งของศาสนา มี 5 ประการ ดังนี้: ดังที่อิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้รายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านนบีได้กล่าวว่า: “อิสลามถูกสร้างขึ้นบนหลักห้าประการ: คือการให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ - และในอีกสายรายงานหนึ่งระบุว่า บนหลักห้าประการ -: คือการปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมหมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์, การดำรงการละหมาด, การจ่ายซะกาต, การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการบำเพ็ญหัจญ์” ชายคนหนึ่งจึงถามว่า: “การทำฮัจญ์ และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนหรือ?” ท่านกล่าวว่า: ไม่ การถือศีลอดรอมฎอน และฮัจญ์ ฉันได้ยินมาเช่นนี้จากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม[2] [2] รายงานโดย อัลบุคอรีย์: ในหมวดการศรัทธา, หมายเลข (8), และมุสลิม: ในหมวดการศรัทธา, บทที่ว่าด้วยคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่าอิสลามถูกวางรากฐานอยู่บนห้าประการ, หมายเลข (16)

1- สำหรับการปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นบ่าวและเราะสูลของพระองค์นั้น คือ การยึดมั่นอันแน่วแน่ที่ถูกกล่าวออกมาเป็นคำปฏิญาณนี้ ประหนึ่งว่าด้วยความแน่วแน่ในเรื่องนั้น เขาจึงเป็นผู้ที่ประจักษ์แจ้งต่อสิ่งนั้น และที่การปฏิญาณนี้ถูกนับเป็นเพียงประการเดียว ทั้งๆ ที่สิ่งที่ถูกปฏิญาณนั้นมีหลายส่วน:

ทั้งนี้ก็เพราะท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นผู้เผยแผ่จากอัลลอฮฺ ตะอาลา ดังนั้น การปฏิญาณในความเป็นบ่าวและการเป็นศาสนทูตของท่าน จึงเป็นส่วนเติมเต็มของคำปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ

หรืออีกประการหนึ่ง ก็เพราะว่าชะฮาดะฮ์ทั้งสองนี้เป็นรากฐานของความถูกต้องและการตอบรับการงาน เนื่องจากการงานใดๆ จะไม่ถูกต้องและไม่ถูกตอบรับ นอกจากด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และการปฏิบัติตามเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ จึงเป็นการยืนยันถึงการปฏิญาณตนว่า ‘ไม่มีพระเจ้าที่ควรเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ’ และด้วยการปฏิบัติตามแบบอย่างท่านเราะซูลุลลอฮฺ จึงเป็นการยืนยันถึงการปฏิญาณตนว่า ‘แท้จริงมุหัมมัดคือบ่าวของพระองค์และศาสนทูตของพระองค์’

และผลพวงหนึ่งของคำปฏิญาณอันยิ่งใหญ่นี้คือ การปลดปล่อยหัวใจและจิตใจออกจากการเป็นบ่าวของสิ่งถูกสร้าง และออกจากการปฏิบัติตามผู้ที่ไม่ใช่บรรดาศาสนทูต

2- ส่วนการดำรงไว้ซึ่งการละหมาดนั้น : คือการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ผู้สูงทรง ด้วยการปฏิบัติให้ถูกต้องและสมบูรณ์ครบถ้วนตามเวลาและรูปแบบของมัน

ส่วนหนึ่งจากผลของมันคือ ความผ่องใสและเบิกบานของจิตใจ ความชื่นใจและความสงบของสายตา และการยับยั้งห้ามปรามจากความลามกชั่วช้าและสิ่งที่ผิดศีลธรรม

3- ส่วนการจ่ายซะกาตนั้น คือการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตะอาลา ด้วยการจ่ายส่วนที่วาญิบในทรัพย์สินที่ต้องจ่ายซะกาตให้แก่บรรดาผู้มีสิทธิ์

และผลประโยชน์ของมันคือ การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากนิสัยที่ต่ำทราม (ความตระหนี่ถี่เหนี่ยว) และการตอบสนองความต้องการของอิสลามและบรรดามุสลิม

4- การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน คือการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตะอาลา ด้วยการอดกลั้นจากสิ่งที่ทำให้เสียศีลอดในช่วงเวลากลางวันของเดือนเราะมะฎอน

และในบรรดาผลลัพธ์ของมัน คือ การฝึกฝนขัดเกลาจิตใจให้ละเว้นจากสิ่งที่ตนรักใคร่ เพื่อแสวงหาความพอพระทัยของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกรและสูงส่ง

5- ส่วนการทำฮัจญ์ คือการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา โดยการมุ่งสู่บัยตุลลอฮ์อัลหะรอม เพื่อประกอบพิธีกรรมฮัจญ์

และผลของมันคือ การฝึกฝนจิตใจให้สละทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกายในการภักดีต่ออัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้ การทำหัจญ์จึงเป็นการญิฮาดประเภทหนึ่งในหนทางของอัลลอฮ์

และผลลัพธ์เหล่านี้ที่เราได้กล่าวถึง ซึ่งเกิดจากหลักการพื้นฐานดังกล่าว รวมถึงผลลัพธ์อื่น ๆ ที่ยังมิได้กล่าวถึง ล้วนมีส่วนทำให้ประชาชาตินี้กลายเป็นประชาชาติอิสลามที่บริสุทธิ์และผุดผ่อง ยึดมั่นศาสนาแห่งสัจธรรมของอัลลอฮ์ และปฏิบัติต่อผู้คนทั้งหลายด้วยความยุติธรรมและความจริงใจ เนื่องจากบทบัญญัติอื่น ๆ ของศาสนาอิสลามทั้งหมด ย่อมดำรงความถูกต้องได้ด้วยความถูกต้องของหลักการพื้นฐานเหล่านี้ และสภาพความเป็นอยู่ของประชาชาติก็จะดีงามขึ้นด้วยความถูกต้องมั่นคงของกิจการทางศาสนาของพวกเขา และความดีงามในสภาพของประชาชาติจะสูญหายไปมากน้อยเพียงใด ก็ย่อมเป็นไปตามระดับที่พวกเขาขาดความถูกต้องมั่นคงในกิจการทางศาสนาของตน

และผู้ใดประสงค์ที่จะประจักษ์แจ้งในสิ่งนั้น ก็ให้อ่านคำดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า: "และหากชาวเมืองนั้นศรัทธาและยำเกรง (ต่ออัลลอฮ์) แน่นอนเราก็จะเปิดประตูแห่งความจำเริญจากชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินแก่พวกเขา แต่ทว่าพวกเขาปฏิเสธ (บรรดาเราะซูลของเรา) ดังนั้นเราได้ลงโทษพวกเขาตามสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ 96 แล้วชาวเมืองนั้นจะปลอดภัยจากการลงโทษของเราที่มายังพวกเขาในเวลากลางคืน ขณะที่พวกเขากำลังหลับใหลอยู่กระนั้นหรือ? 97 หรือชาวเมืองนั้นจะปลอดภัยจากการลงโทษของเราที่มายังพวกเขาในตอนสาย ขณะที่พวกเขากำลังเล่นสนุกสนานกันอยู่กระนั้นหรือ? 98 แล้วพวกเขารู้สึกปลอดภัยจากแผนการของอัลลอฮ์กระนั้นหรือ? ไม่มีผู้ใดปลอดภัยจากแผนการของอัลลอฮ์ นอกจากกลุ่มชนที่ขาดทุนเท่านั้น 99" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 96-99)

จงใคร่ครวญถึงประวัติศาสตร์ของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเถิด เพราะแท้จริงประวัติศาสตร์นั้นเป็นบทเรียนสำหรับผู้มีสติปัญญา และเป็นแสงสว่างแก่ผู้ที่จิตใจของเขามิได้มีสิ่งใดมาปิดกั้น และอัลลอฮ์คือผู้ทรงช่วยเหลือ

รากฐานแห่งหลักการศรัทธาอิสลาม

ศาสนาอิสลาม —ดังที่เราได้อธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้— ประกอบด้วยทั้งหลักความเชื่อ (อะกีดะฮฺ) และบทบัญญัติ (ชะรีอะฮฺ) และเราได้กล่าวถึงบางส่วนของบทบัญญัติเหล่านั้น พร้อมทั้งได้กล่าวถึงเสาหลักของศาสนา ซึ่งถือเป็นรากฐานของบทบัญญัติต่าง ๆ ของศาสนา

สำหรับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลามนั้น รากฐานของมันคือ: การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และต่อกฎสภาวะการณ์ทั้งดีและชั่ว

คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮ์ของเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้ชัดถึงหลักมูลฐานเหล่านี้

และในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: "หาใช่ความดีนั้นอยู่ที่การผินหน้าไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเลย แต่ความดี คือการศรัทธาของบุคคลที่มีต่ออัลลอฮ์ วันปรโลก มลาอิกะฮ์ คัมภีร์ และบรรดานบี..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 177) และในเรื่องอัล-เกาะดัร ได้กล่าวว่า : "แท้จริงทุกๆ สิ่งนั้น เราสร้างมันตามการกำหนด (ที่ถูกบันทึกไว้ล่วงหน้าแล้ว) และกิจการของเรา (ในการสร้าง) นั้นเพียง (บัญชา) ครั้งเดียว คล้ายกับชั่วพริบตาเดียว 50" [อัลเกาะมัร : 49-50]

ในซุนนะฮ์ของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวตอบมลาอิกะฮ์ญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม เมื่อเขาได้ถามท่านเกี่ยวกับการศรัทธาว่า: “การศรัทธา คือการที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และท่านศรัทธาต่อการกฎสภาวะการณ์ของพระองค์ทั้งดีและชั่ว”[3] [3] บันทึกโดย มุสลิม ในหมวดการศรัทธา หมายเลข (8), อบูดาวูด: ในหมวดอัสสุนนะฮฺ บทที่ว่าด้วยกฎเกาะดัร, หมายเลข (4695)

การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา

และการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ประกอบด้วยสี่ประการ คือ

ประการที่หนึ่ง: การศรัทธาต่อการมีอยู่จริงของอัลลอฮ์

และสัญชาตญาณ สติปัญญา บทบัญญัติศาสนา และประสาทสัมผัส ได้บ่งบอกถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง

สำหรับหลักฐานทางสัญชาตญาณที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ ผู้ทรงบริสุทธิ์และสูงส่งนั้น คือ แท้จริงทุกสรรพสิ่งที่ถูกสร้างได้ถูกสร้างมาให้ศรัทธาต่อผู้สร้างของมัน โดยมิต้องผ่านการไตร่ตรองหรือการเรียนรู้ใดๆ มาก่อน และจะไม่มีผู้ใดหันเหออกจากข้อกำหนดแห่งสัญชาตญาณนี้ เว้นแต่ผู้ที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับหัวใจของเขาซึ่งทำให้เขาหันเหออกไป ตามหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: «เด็กทุกคนเกิดมาด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ดังนั้นพ่อและแม่ของเด็กนั้นทำให้เด็กเป็นยิว หรือคริสต์ หรือมะยูซ»[4] [4] รายงานโดยอัลบุคอรี ในหมวดญะนาอิซ บทที่ว่าด้วยเมื่อเด็กเข้ารับอิสลามแล้วเสียชีวิตจะละหมาดให้เขาหรือไม่ และการเสนออิสลามแก่เด็ก หมายเลข (1292) และโดยมุสลิม ในหมวดเกาะดัร บทที่ว่าด้วยความหมายของคำว่า ทารกทุกคนที่เกิดมาบนฟิฏเราะฮ์ และข้อตัดสินเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบรรดาเด็กของผู้ปฏิเสธศรัทธาและเด็กของบรรดามุสลิม หมายเลข (2658)

2- สำหรับหลักฐานทางสติปัญญาต่อการดำรงอยู่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ก็เพราะว่าสิ่งที่ถูกสร้างเหล่านี้ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน จำเป็นต้องมีผู้สร้างที่ทำให้มันเกิดขึ้นมา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มันจะสร้างตัวเองขึ้นมา และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ

มันไม่อาจทำให้ตนเองมีอยู่ขึ้นมาได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สามารถสร้างตัวของมันเองขึ้นมาได้ เพราะก่อนที่มันจะมีอยู่ มันคือความว่างเปล่า แล้วมันจะเป็นผู้สร้างได้อย่างไร?

และไม่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จำเป็นต้องมีผู้ทำให้เกิด และเพราะการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลายบนระเบียบอันงดงาม ความสอดประสานที่กลมกลืน และความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นระหว่างเหตุและผลของมัน รวมทั้งความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของสิ่งมีอยู่ทั้งหลาย ย่อมปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่าการดำรงอยู่นี้จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญนั้น ย่อมไม่มีระเบียบตั้งแต่ต้นกำเนิดของการมีอยู่ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่มันจะดำรงอยู่อย่างเป็นระบบในขณะดำรงอยู่และพัฒนาไปต่อเนื่องเช่นนี้?

และเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้ด้วยตัวของมันเอง และไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าจำเป็นต้องมีผู้สร้างสำหรับมัน ซึ่งก็คืออัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก

และแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้กล่าวถึงหลักฐานทางปัญญานี้และข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้งในซูเราะฮ์อัฏฏูร โดยที่พระองค์ได้ตรัสว่า: "หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยปราศจากผู้ทรงสร้างหรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างตัวของพวกเขาเอง" [ซูเราะฮ์ อัฏฏูร : 35]. กล่าวคือ แท้จริงพวกเขาไม่ได้ถูกบังเกิดมาโดยปราศจากผู้สร้าง และพวกเขาก็มิใช่ผู้ที่สร้างตัวของพวกเขาเอง ดังนั้นจึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า ผู้สร้างของพวกเขานั้นคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงสูงส่ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อญุเบร บิน มุฏอิม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ฟังท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านซูเราะฮฺ อัฏฏูร จนกระทั่งท่านได้อ่านมาถึงอายะฮฺเหล่านี้: "หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยปราศจากผู้ทรงสร้างหรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างตัวของพวกเขาเอง หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ เปล่าเลย เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นต่างหาก หรือว่าพวกเขามีขุมทรัพย์แห่งพระผู้อภิบาลของเจ้า หรือว่าพวกเขาเป็นผู้มีอำนาจจัดการ" [ซูเราะฮ์ อัฏฏูร : 35-37].

และในขณะนั้นท่านญุเบรยังเป็นมุชริกอยู่ ท่านได้กล่าวว่า: "หัวใจของฉันแทบจะโบยบิน และนั่นคือครั้งแรกที่การศรัทธาได้เข้ามาสถิตมั่นในหัวใจของฉัน"[5] [5] รายงานโดย อัลบุคอรีย์: ซูเราะฮฺ อัฏฏูร (4854)

และเราจะขอยกตัวอย่างเพื่ออธิบายเรื่องดังกล่าวว่า หากมีคนหนึ่งได้เล่าให้ท่านฟังถึงเรื่องของวังที่ถูกสร้างอย่างใหญ่โตหลังหนึ่ง ซึ่งมีสวนมากมายล้อมรอบ และมีลำน้ำหลายสายไหลผ่านระหว่างสวนเหล่านั้น ภายในวังก็เต็มไปด้วยเครื่องปูลาดและเตียงนอน ทั้งยังถูกประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งนานาชนิด ทั้งที่เป็นส่วนประกอบหลักและส่วนประกอบเสริม และเขากล่าวแก่เจ้าว่า "แท้จริงปราสาทหลังนี้และความสมบูรณ์พร้อมที่อยู่ในนั้นได้บังเกิดขึ้นมาเอง หรือเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญโดยปราศจากผู้สร้าง" เจ้าก็ต้องรีบปฏิเสธและกล่าวว่ามันเป็นความเท็จ และนับว่าคำพูดของเขานั้นเป็นคำพูดที่โง่เขลา แล้วจะเป็นไปได้หรือที่จักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ ทั้งผืนดิน ฟากฟ้า ดวงดาว สภาวการณ์ต่างๆ และระบบอันงดงามน่าอัศจรรย์ของมัน จะสร้างตัวของมันเองขึ้นมา หรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญโดยปราศจากผู้สร้าง?!

3- และสำหรับหลักฐานทางศาสนาที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา: ก็เพราะว่าบรรดาคัมภีร์ของพระเจ้าทั้งหมดต่างก็ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว และบทบัญญัติต่างๆ ที่ยุติธรรมที่มาพร้อมกับคัมภีร์เหล่านั้นซึ่งครอบคลุมถึงผลประโยชน์ของปวงบ่าว ก็เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามันมาจากพระผู้อภิบาลผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ในผลประโยชน์ของปวงบ่าวของพระองค์ และข่าวสารเกี่ยวกับสรรพสิ่งต่างๆ ที่บทบัญญัติได้นำมา ซึ่งความเป็นจริงได้ยืนยันถึงความสัตย์จริงของมันนั้น ถือเป็นหลักฐานว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระผู้อภิบาลผู้ทรงอานุภาพในการบันดาลให้เกิดสิ่งที่พระองค์ได้ทรงแจ้งข่าวไว้

4 - สำหรับหลักฐานทางประสาทสัมผัสที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของอัลลอฮ์นั้น มีสองประการ คือ:

ประการที่หนึ่งคือ: การที่เราได้ยินและได้เห็นการตอบรับคำวิงวอนของบรรดาผู้วิงวอน และการช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ประสบความทุกข์ยากนั้น เป็นหลักฐานอันเด็ดขาดที่บ่งชี้ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ผู้ทรงสูงส่ง อัลลอฮ์ สุบฮานะฮุ ทรงตรัสว่า: "และจงรำลึกถึงเรื่องราวของนูห์ เมื่อเขาได้ร้องขอ (ต่ออัลลอฮ์) ก่อนหน้านั้น แล้วเราก็ได้ตอบสนองเขา..." (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 76) และพระองค์ตรัสว่า : "จงรำลึก (โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) ขณะที่พวกเจ้าขอความช่วยเหลือต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า แล้วพระองค์ก็ได้ทรงตอบรับแก่พวกเจ้า..." (ซูเราะฮ์ อัลอันฟาล : 9)

ในเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ จากท่านอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : «แท้จริงมีชาวอาหรับชนบทคนหนึ่งเข้ามาในวันศุกร์ ขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม กำลังกล่าวคุฏบะฮ์อยู่ เขากล่าวว่า:โอ้ ท่านร่อซูลของอัลลอฮ์ ทรัพย์สินพินาศแล้ว และครอบครัวก็อดอยาก ขอท่านวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์เพื่อพวกเราด้วยเถิด’ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม จึงยกมือทั้งสองขึ้นและขอดุอา แล้วเมฆฝนก็ลอยขึ้นมาอย่างหนาทึบราวกับภูเขาและท่านยังไม่ทันลงจากมิมบัร(ธรรมาสน์) จนกระทั่งฉันเห็นน้ำฝนไหลลงมาจากเคราของท่าน»[6] [6] รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดอัลญุมุอะฮฺ บทที่ว่าด้วยการขอฝนในคุฏบะฮฺวันศุกร์ (891)

และในวันศุกร์ที่สอง ชาวอาหรับชนบทคนนั้น หรือคนอื่น ได้ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ สิ่งปลูกสร้างได้พังทลาย และทรัพย์สมบัติได้จมน้ำ ดังนั้น จงวิงวอนต่ออัลลอฮ์เพื่อพวกเราเถิด ท่านจึงยกมือขึ้น และท่าน ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "โอ้อัลลอฮฺได้โปรดให้ฝนตกบริเวณรอบๆพวกเราและอย่าให้มันตก (สร้างความเสียหาย) ลงบนพวกเราเลย" และท่านมิได้ชี้ไปยังทิศทางใด นอกจากมันจะเปิดโล่ง[7]. [7] รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดว่าด้วยการละหมาดวันศุกร์ บทว่าด้วยการขอฝนในคุฏบะฮฺวันศุกร์ เลขที่ (891) และมุสลิม: หมวดว่าด้วยการละหมาดขอฝน บทว่าด้วยการขอดุอาอ์ในการขอฝน เลขที่ (897)

การตอบรับคำวิงวอนยังคงเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดจนถึงทุกวันนี้ สำหรับผู้ที่มีความสัตย์จริงในการขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮ์ และได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขของการตอบรับ

ประการที่สอง: สัญญาณต่างๆ ของบรรดานบีที่ถูกเรียกว่าปาฏิหาริย์ ซึ่งผู้คนได้เห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับมันนั้น เป็นข้อพิสูจน์อันเด็ดขาดถึงการมีอยู่ของผู้ที่ส่งพวกเขามา ซึ่งก็คืออัลลอฮ์ ตะอาลา เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของมนุษย์ ซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงทำให้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนบรรดาเราะซูลของพระองค์ และเพื่อช่วยเหลือพวกเขา

ตัวอย่างของสิ่งนั้นคือ สัญญาณของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม เมื่ออัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงบัญชาให้เขาฟาดทะเลด้วยไม้เท้าของเขา แล้วเขาก็ได้ฟาดมันลงไป ทะเลก็ได้แยกออกเป็นสิบสองช่องทางที่แห้ง โดยที่น้ำซึ่งอยู่ระหว่างทางเหล่านั้นเป็นประหนึ่งภูเขา อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสว่า: "แล้วเราได้วะฮ์ยูแก่มูซาว่า "จงฟาดทะเลด้วยไม้เท้าของเจ้า" ทันใดนั้น มันก็แยกออก (เป็นหลายๆ ช่องทาง) แต่ละช่องทางได้ถูกยกขึ้นเช่นภูเขาใหญ่" (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 63)

และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ ข้อพิสูจน์ของนบีอีซา อะลัยฮิสลาม ซึ่งท่านได้ชุบชีวิตคนตาย และนำพวกเขาออกมาจากหลุมฝังศพของพวกเขาด้วยอนุมัติจากอัลลอฮฺ อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสถึงท่านว่า: "...และฉันให้ชีวิตแก่คนที่ตายด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์..." (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 49) และพระองค์ ทรงตรัสว่า: "...และขณะที่เจ้าทำให้บรรดาคนตายออกมาด้วยอนุมัติของข้า..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 110)

และตัวอย่างที่สาม คือ เมื่อชาวกุเรชได้ขอให้ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แสดงปาฏิหาริย์ ท่านจึงชี้ไปยังดวงจันทร์ แล้วมันก็ได้แตกออกเป็นสองส่วน และผู้คนก็ได้เห็นมัน และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "วันกิยามะฮ์ได้ใกล้เข้ามาแล้ว และดวงจันทร์ได้แยกออก และหากพวกเขาเห็นสัญญาณใด ๆ พวกเขาก็จะหันเหและกล่าวว่า 'นี่คือเวทมนตร์ที่ต่อเนื่อง'" (อัล-เกาะมัร: 1-2)

ดังนั้น สัญญาณที่สัมผัสได้เหล่านี้ที่อัลลอฮ์ทรงให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนบรรดาเราะซูลของพระองค์และช่วยเหลือพวกเขา จึงเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้งถึงการมีอยู่จริงของพระองค์

ประการที่สองอันเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ คือ การศรัทธาต่อการเป็นพระผู้ทรงอภิบาลของพระองค์ กล่าวคือ การศรัทธาว่าพระองค์คือพระผู้อภิบาลแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ และไม่มีผู้ช่วยเหลือสำหรับพระองค์

อัรร็อบ คือผู้ทรงสิทธิ์ในการสร้าง การครอบครอง และการบัญชา ดังนั้น ไม่มีผู้สร้างอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ไม่มีผู้ทรงเป็นเจ้าของอื่นใดนอกจากพระองค์ และไม่มีการบัญชาใดๆ เว้นแต่เป็นของพระองค์ พระองค์ทรงตรัสว่า: "...พึงรู้เถิดว่า การสร้างและการบัญชานั้นเป็นสิทธิของพระองค์..." [ซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ : 54] และพระองค์ ทรงตรัสว่า: "...นั่นคือ อัลลอฮ์พระผู้อภิบาลของพวกเจ้า อำนาจการปกครองทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของพระองค์ และสิ่งที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้น พวกมันมิได้ครอบครองสิ่งใดแม้แต่เยื่อบางหุ้มเมล็ดอินทผลัม" (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 13)

และไม่เป็นที่ทราบว่ามีผู้ใดจากบรรดามวลสิ่งถูกสร้างปฏิเสธความเป็นพระผู้ทรงอภิบาลของอัลลอฮ์ ตะอาลา ยกเว้นว่าเขาจะเป็นผู้ดื้อรั้น มิได้เชื่อในสิ่งที่ตนกล่าว ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับฟิรเอาน์ เมื่อเขาได้กล่าวแก่กลุ่มชนของเขาว่า: "แล้วกล่าวว่า ฉันคือพระผู้อภิบาลสูงสุดของพวกเจ้า" (ซูเราะฮ์ อัน-นาซิอาต : 24) อัลลอฮ์ตรัสว่า : "...โอ้ปวงบริพารเอ๋ย ฉันไม่เคยรู้จักพระเจ้าองค์ใดของพวกเจ้านอกจากฉัน..." [ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ: 38]، แต่สิ่งนั้นมิได้เกิดจากหลักความเชื่อศรัทธา. อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และพวกเขาได้ปฏิเสธมันอย่างอยุติธรรมและเย่อหยิ่ง ทั้งๆ ที่จิตใจของพวกเขาเชื่อมั่นต่อมัน..." (ซูเราะฮ์ อัน-นัมล์ : 14) และมูซาได้กล่าวแก่ฟิรเอาน์ ดังที่อัลลอฮ์ได้ตรัสถึงเขาว่า: "...แน่นอนเจ้า (โอ้ ฟิรเอาน์) ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่มีผู้ใดประทานสิ่งเหล่านี้ นอกจากพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเพื่อเป็นข้อยืนยัน (ถึงเอกภาพของอัลลอฮ์และความสัตย์จริงของฉัน) และแท้จริงฉันคิดว่าเจ้า โอ้ ฟิรเอาน์เอ๋ย เป็นผู้หายนะแล้ว" [อัลอิสรออ์ : 102] และด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ที่ตั้งภาคีได้ยอมรับต่อรุบูบียะฮ์ (การเป็นพระผู้ทรงอภิบาล) ของอัลลอฮ์ พร้อมกับการตั้งภาคีต่อพระองค์ในอุลูฮียะฮ์ (การเป็นพระเจ้าที่ควรเคารพภักดี) อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) แผ่นดินนี้และผู้ที่อยู่ในนั้นเป็นของใคร หากพวกเจ้ารู้ พวกเขาจะกล่าวว่า เป็นของอัลลอฮ์ จงกล่าวเถิด แล้วทำไมพวกเจ้าจึงไม่ใคร่ครวญ จงกล่าวเถิด ใครคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและพระเจ้าแห่งบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ พวกเขาจะกล่าวว่า เป็นของอัลลอฮ์ จงกล่าวเถิด แล้วทำไมพวกเจ้าจึงไม่ยำเกรง จงกล่าวเถิด ใครคือผู้ที่มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง และพระองค์ทรงคุ้มครองและไม่มีใครคุ้มครองพระองค์ได้ หากพวกเจ้ารู้ พวกเขาจะกล่าวว่า เป็นของอัลลอฮ์ จงกล่าวเถิด แล้วทำไมพวกเจ้าจึงถูกล่อลวง" [ซูเราะฮ์ อัล-มุอ์มินูน: 84-89]

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และหากเจ้าถามพวกเขา ใครเล่าเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า พระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น" (อัซ-ซุครุฟ : 9)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ผู้ใดเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮ์ แล้วพวกเขาหันเหออก(จากการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์)ได้อย่างไร?" (อัช-ซุครุฟ : 87)

พระบัญชาของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูครอบคลุมทั้งพระบัญชาด้านจักรวาล (กฎแห่งการสร้างและการดำเนินของสรรพสิ่ง) และพระบัญชาด้านบทบัญญัติศาสนา เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเป็นผู้บริหารจัดการจักรวาล ทรงกำหนดและดำเนินทุกสิ่งตามที่พระองค์ทรงประสงค์ โดยสอดคล้องกับพระปรีชาญาณของพระองค์ พระองค์ก็ทรงเป็นผู้ปกครองและผู้บัญญัติกฎหมายศาสนาเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องการอิบาดะฮ์ และบทบัญญัติว่าด้วยการดำเนินชีวิตและการทำธุรกรรมของมนุษย์ ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามพระปรีชาญาณของพระองค์ ดังนั้นผู้ใดที่ยึดถือสิ่งอื่นใดเป็นผู้ออกบัญญัติในเรื่องการเคารพภักดี หรือเป็นผู้ชี้ขาดในเรื่องธุรกรรม เทียบเคียงอัลลอฮ์ ตะอาลา แท้จริงเขาได้ตั้งภาคีต่อพระองค์แล้ว และมิได้บรรลุซึ่งอีหม่าน

ประการที่สาม จากสิ่งที่การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ได้ครอบคลุมไว้ คือ การศรัทธาต่ออุลูฮิยะฮ์ของพระองค์ หมายถึงว่า พระองค์เพียงผู้เดียวคือพระเจ้าที่แท้จริง ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และคำว่า (อัล-อิลาฮ์) มีความหมายว่า (อัล-มะอ์ลูฮ์) กล่าวคือ ผู้ที่ถูกเคารพสักการะด้วยความรักและการเทิดทูน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และพระเจ้าของพวกเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะคือพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ" (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 163) และพระองค์ตรัสว่า : "อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น เช่นเดียวกับบรรดามลาอิกะฮ์และบรรดาผู้รู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ต่างก็ยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 18) และผู้ใดก็ตามที่ยึดถือสิ่งอื่นใดเป็นพระเจ้าเทียบเคียงอัลลอฮ์ แล้วสักการะมันนอกเหนือจากพระองค์ แท้จริงความเป็นพระเจ้าของมันนั้นเป็นสิ่งเท็จ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "เช่นนั้นแหละ เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงองค์เดียว และแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้นเป็นเท็จ และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่" (อัล-ฮัจญ์: 62) และการตั้งชื่อพวกมันว่าเป็นพระเจ้า ก็ไม่ได้ทำให้พวกมันมีสิทธิ์ในความเป็นพระเจ้าแต่อย่างใด อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสเกี่ยวกับ (อัลลาต, อัลอุซซา และมะนาต) ว่า: "เหล่านี้มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นชื่อที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าตั้งมันขึ้นมาเอง อัลลอฮ์มิได้ทรงประทานหลักฐานอันใดลงมาเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย..." [ซูเราะฮ์ อัน-นัจญ์มิ: 23].

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับนบีฮูด อะลัยฮิสสลาม โดยท่านได้กล่าวแก่ประชาชาติของท่านว่า : "พวกเจ้าจะโต้เถียงฉันเกี่ยวกับบรรดาชื่อ (ของรูปเคารพ) ที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าได้ตั้งมันขึ้นมาเอง โดยที่อัลลอฮ์ไม่ได้ทรงประทานหลักฐานใด ๆ ลงมาสำหรับชื่อเหล่านั้น กระนั้นหรือ?..." (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 71)

และได้มีกล่าวถึงยูซุฟ อลัยฮิสสลาม ว่าท่านได้กล่าวแก่เพื่อนร่วมคุกทั้งสองของท่านว่า: "โอ้เพื่อนร่วมคุกทั้งสองของฉันเอ๋ย พระเจ้าหลายองค์ที่แตกต่างกันนั้นดีกว่า หรืออัลลอฮ์ พระองค์เดียว ผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง สิ่งที่พวกเจ้าบูชานอกเหนือจากพระองค์นั้น มิใช่อะไรอื่นเลย นอกจากเพียงชื่อเรียกที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าได้ตั้งขึ้นมา โดยที่อัลลอฮ์มิได้ทรงประทานหลักฐานอำนาจใด ๆ รองรับสิ่งเหล่านั้นเลย..." (ซูเราะฮ์ ยูซุฟ : 39-40)

ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศศอลาตุวัสสลาม ได้กล่าวแก่ประชาชาติของพวกเขาว่า : "...จงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด ไม่มีพระเจ้าอื่นใดสำหรับพวกเจ้านอกจากพระองค์เท่านั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 59) แต่บรรดาผู้ตั้งภาคีได้ปฏิเสธสิ่งนั้น และได้ยึดเอาพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์มาเคารพบูชาร่วมกับพระองค์ ทั้งยังขอความช่วยเหลือและร้องขอการคุ้มครองจากสิ่งเหล่านั้น

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงทำให้การยึดเอาพระเจ้าเหล่านี้ของบรรดาผู้ตั้งภาคีเป็นการโมฆะ ด้วยหลักฐานทางสติปัญญาสองประการ:

หนึ่ง: ไม่มีคุณลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงความเป็นพระเจ้าในบรรดาพระเจ้าที่พวกเขาบูชา เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ที่ไม่ใช่ผู้สร้าง และไม่สามารถให้ประโยชน์ใด ๆ แก่ผู้ที่บูชาพวกเขา และไม่สามารถปัดเป่าอันตรายใดๆ จากพวกเขา และไม่ครอบครองความเป็นและความตายสำหรับพวกเขา และไม่ได้ครอบครองสิ่งใดๆ ในฟากฟ้า และไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ ในนั้น

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "พวกเขาได้เคารพบูชาต่อบรรดาพระเจ้าอื่น จากพระองค์ ทั้งที่พระเจ้าเหล่านั้นมิได้สร้างสิ่งใดๆ เลย และพวกเขาเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง และพวกเขาไม่มีอำนาจที่จะให้โทษและให้คุณแก่ตัวเองได้ และพวกเขาไม่มีอำนาจควบคุมความตายและความเป็นและการฟื้นคืนชีพ" [ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน: 3].

และพระองค์ตรัสว่า : "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) พวกเจ้าจงวิงวอนต่อบรรดาผู้ที่พวกเจ้ายืนยันว่าเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ พวกมันมิได้ครอบครองแม้แต่เพียงน้ำหนักเท่าธุลีในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และพวกมันมิได้มีหุ้นส่วนในทั้งสองนั้น และสำหรับพระองค์นั้นมิได้มีผู้ช่วยเหลือมาจากพวกมัน และการขอความช่วยเหลือจะไม่เป็นประโยชน์ ณ ที่พระองค์ ยกเว้นแก่ผู้ที่พระองค์ทรงอนุญาต..." (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 22-23) และพระองค์ตรัสว่า: "พวกเขาจะให้สิ่งที่ไม่ได้สร้างสิ่งใดๆ เป็นภาคี (กับพระองค์) ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างกระนั้นหรือ?! และพวกมันไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 191-192)

และหากนี่คือสถานะของพระเจ้าเหล่านี้ ดังนั้นการยึดสิ่งเหล่านี้เป็นพระเจ้าถือว่าเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาที่สุด และเป็นสิ่งที่เท็จที่สุด

ประการที่สอง: บรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านี้ได้ยอมรับว่าแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา แต่เพียงพระองค์เดียว คือพระผู้อภิบาล ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงครอบครองอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง และพระองค์คือผู้ทรงให้ความคุ้มครอง และไม่มีผู้ใดสามารถถูกคุ้มครองให้พ้นจากพระองค์ได้ และสิ่งนี้ย่อมทำให้จำเป็นที่พวกเขาต้องให้เอกภาพต่อพระองค์ในด้านเตาหีดอัลอุลูฮียะฮ์ เช่นเดียวกับที่พวกเขาได้ให้เอกภาพต่อพระองค์ในด้านเตาหีดอัรรุบูบียะฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "โอ้มนุษย์เอ๋ย จงเคารพภัคดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้าและบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง พระองค์ผู้ทรงทำให้แผ่นดินเป็นที่พักพิงสำหรับพวกเจ้า และท้องฟ้าเป็นหลังคา และทรงหลั่งน้ำจากฟากฟ้าลงมา แล้วทรงให้เกิดผลไม้เป็นปัจจัยยังชีพสำหรับพวกเจ้า ดังนั้นอย่าได้ตั้งสิ่งเทียบเคียงใดๆ กับอัลลอฮ์ ทั้งๆ ที่พวกเจ้ารู้" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 21-22)

และพระองค์ตรัสว่า : "และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ผู้ใดเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮ์ แล้วพวกเขาหันเหออก(จากการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์)ได้อย่างไร?" (อัช-ซุครุฟ : 87)

และพระองค์ตรัสว่า : "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ใครเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่มาจากฟากฟ้าและแผ่นดินแก่พวกเจ้า หรือใครเป็นเจ้าของการได้ยินและการมองเห็น และใครเป็นผู้ให้มีชีวิตหลังจากการตาย และเป็นผู้ให้ตายหลังจากมีชีวิต และใครเป็นผู้บริหารกิจการ" แล้วพวกเขาจะกล่าวกันว่า "อัลลอฮ์" ดังนั้นจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้าไม่ยำเกรงอีกหรือ?" นั่นแหละคืออัลลอฮ์ พระเจ้าของพวกเจ้าผู้ทรงความจริง แล้วมีอะไรหลังจากความจริงนอกจากความหลงผิด ดังนั้นพวกเจ้าจะถูกหันเหไปทางไหน?" (ยูนุส : 31-32)

ประการที่สี่ในองค์ประกอบของการศรัทธาต่ออัลลอฮ์: การศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของพระองค์:

คือ: การยืนยันบรรดาพระนามและคุณลักษณะที่อัลลอฮฺทรงยืนยันไว้สำหรับพระองค์เองในคัมภีร์ของพระองค์ หรือในซุนนะฮฺของศาสนทูตของพระองค์ -ศ็อลลอลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ในลักษณะที่คู่ควรต่อพระองค์ โดยปราศจากการบิดเบือน การปฏิเสธ การจินตนาการถึงรูปแบบ และการเปรียบเทียบ อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และอัลลอฮ์ทรงมีบรรดาพระนามอันประเสริฐยิ่ง ดังนั้นจงวิงวอนต่อพระองค์ด้วยพระนามเหล่านั้น และจงละทิ้งบรรดาผู้ที่เบี่ยงเบนในเรื่องพระนามของพระองค์ พวกเขาจะได้รับการตอบแทนตามสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ" [ซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ : 180] และพระองค์ตรัสว่า : "...และคุณลักษณะอันเลิศสุด ทั้งในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัร-รูม : 27) และพระองค์ตรัสว่า : "...ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น" (ซูเราะฮ์ อัช-ชูรอ : 11)

ผู้ที่หลงผิดในประเด็นนี้มี 2 กลุ่ม:

กลุ่มแรกคือ (อัลมุอัฏฏิละฮ์) คือบรรดาผู้ที่ปฏิเสธพระนามและคุณลักษณะ หรือบางส่วนของมัน โดยอ้างว่าการยืนยันสิ่งเหล่านั้นแก่อัลลอฮ์จะนำไปสู่การเปรียบเทียบ กล่าวคือ เปรียบเทียบอัลลอฮ์ ตะอาลา กับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ซึ่งการกล่าวอ้างนี้เป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งส่วนหนึ่งคือ:

ประการแรก: มันจะนำมาซึ่งผลพวงที่เป็นโมฆะ เช่น การทำให้เกิดความขัดแย้งในพระดำรัสของอัลลอฮ์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ ทั้งนี้เพราะอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงยืนยันให้พระองค์เองมีพระนามและคุณลักษณะต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็ทรงปฏิเสธว่า จะไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์เลย และหากการยืนยันมันย่อมนำไปสู่การเปรียบเทียบ ก็ย่อมทำให้ดำรัสของอัลลอฮ์เกิดความขัดแย้ง และปฏิเสธซึ่งกันและกัน

ประการที่สอง: การที่สองสิ่งมีชื่อหรือคุณลักษณะเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองจะต้องเหมือนกันทุกประการ ท่านจะเห็นได้ว่าบุคคลสองคนนั้นเหมือนกันในแง่ที่ว่าต่างก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้ได้ยิน เป็นผู้มองเห็น และเป็นผู้พูด และไม่จำเป็นว่าจะต้องเหมือนกันในคุณลักษณะแบบมนุษย์ การได้ยิน การเห็น และการพูด

และท่านจะเห็นว่าบรรดาสัตว์นั้นมีมือ มีขา และมีดวงตา แต่การมีอวัยวะเหล่านี้ร่วมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่ามือ ขา และดวงตาของพวกมันจะมีลักษณะเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อความแตกต่างได้ปรากฏขึ้นระหว่างบรรดาสิ่งถูกสร้างในสิ่งที่พวกมันมีชื่อหรือคุณลักษณะเหมือนกัน ความแตกต่างระหว่างพระองค์ผู้ทรงสร้างและสิ่งที่ถูกสร้างนั้นย่อมประจักษ์ชัดและยิ่งใหญ่กว่า

ฝ่ายที่สอง: (อัลมุชับบิฮะฮ์) คือบรรดาผู้ที่ยืนยันในพระนามและคุณลักษณะ พร้อมกับเปรียบเทียบอัลลอฮ์ ตะอาลา กับสิ่งที่พระองค์สร้าง โดยอ้างว่าสิ่งนี้เป็นไปตามความหมายที่ปรากฏในตัวบทหลักฐาน เนื่องจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสกับปวงบ่าวด้วยสิ่งที่พวกเขาเข้าใจ และการอ้างนี้เป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

ประการแรก: แท้จริงการที่อัลลอฮ์ ตะอาลา จะมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่พระองค์สร้างนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งสติปัญญาและบทบัญญัติศาสนาต่างชี้ว่าเป็นไปไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่ข้อบ่งชี้จากตัวบทของคัมภีร์อัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ประการที่สอง: แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสกับปวงบ่าวด้วยสิ่งที่พวกเขาเข้าใจในด้านความหมายพื้นฐาน ส่วนสัจธรรมและแก่นแท้ของความหมายนั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสงวนความรู้ไว้แต่เพียงผู้เดียวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซาตและคุณลักษณะของพระองค์

เมื่ออัลลอฮ์ทรงยืนยันถึงพระองค์เองว่าทรงเป็น “ผู้ทรงได้ยิน” ดังนั้นความหมายของการได้ยินนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในระดับความหมายพื้นฐาน (คือ การรับรู้เสียง) แต่ในส่วนของข้อเท็จจริงของการได้ยินของอัลลอฮ์นั้นไม่อาจล่วงรู้ได้ เพราะแท้จริงแล้ว “สภาพความเป็นจริงของการได้ยิน” ยังแตกต่างกันแม้แต่ในหมู่สิ่งถูกสร้างด้วยกัน ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างผู้ทรงสร้าง (อัลลอฮ์) กับสิ่งถูกสร้างจึงยิ่งชัดเจนและยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

และเมื่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งได้ทรงแจ้งเกี่ยวกับพระองค์เองว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์ ดังนั้น ความหมายดั้งเดิมของการสถิตนั้นเป็นที่ทราบกันดี แต่สำหรับข้อเท็จจริงของการสถิตของอัลลอฮ์บนบัลลังก์ของพระองค์ในรูปแบบที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น เรามิอาจทราบได้ เพราะข้อเท็จจริงของการสถิตนั้นมีความแตกต่างกันในกรณีของสิ่งที่ถูกสร้าง การอยู่บนเก้าอี้ที่มั่นคงย่อมไม่เหมือนกับการอยู่บนอานของอูฐที่พยศและตื่นกลัว ดังนั้น เมื่อสิ่งนี้ยังมีความแตกต่างกันในหมู่สิ่งที่ถูกสร้างด้วยกันเอง ความแตกต่างระหว่างพระผู้สร้างกับสิ่งที่ถูกสร้างก็ย่อมชัดเจนและยิ่งใหญ่กว่าเป็นอย่างมาก

และการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ตะอาลาตามที่ได้กล่าวมา นำมาซึ่งผลอันประเสริฐแก่บรรดาผู้ศรัทธา ได้แก่:

ประการแรก: การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา อย่างแท้จริง โดยที่ความหวังและความกลัวจะไม่ผูกพันอยู่กับสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ และจะไม่เคารพภักดีต่อสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์

ประการที่สอง: ความสมบูรณ์แห่งความรักและการเทิดทูนความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ตามนัยยะแห่งพระนามของพระองค์ที่งดงาม และคุณลักษณะของพระองค์อันสูงส่ง

ประการที่สาม: การยืนยันในการอิบาดะฮ์ต่อพระองค์ คือการปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงสั่ง และออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม

*

การศรัทธาต่อบรรดามะลาอีกะฮ์

มลาอิกะฮ์ คือสิ่งมีชีวิตในโลกเร้นลับ เป็นสิ่งถูกสร้าง เป็นผู้เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา พวกเขาไม่มีคุณลักษณะใด ๆ ของความเป็นพระผู้อภิบาล (รุบูบิยะฮ์) หรือความเป็นพระเจ้า (อุลูฮิยะฮ์) เลย อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างพวกเขาจากรัศมี (นูร) และทรงประทานให้พวกเขามีความนอบน้อมเชื่อฟังต่อคำสั่งของพระองค์อย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งมีพลังความสามารถในการปฏิบัติตามคำสั่งนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "...และผู้ที่อยู่ ณ ที่พระองค์ (มลาอิกะฮ์) พวกเขาจะไม่ลำพองตนในการเคารพภักดีพระองค์ และพวกเขาจะไม่เหนื่อยหน่าย พวกเขาสรรเสริญพระองค์ทั้งกลางคืนและกลางวัน โดยไม่หยุดหย่อน" (อัล-อันบิยาอ์ : 19-20)

และพวกเขามีจำนวนมากมาย ไม่มีผู้ใดสามารถนับจำนวนของพวกเขาได้ นอกจากอัลลอฮ์ ตะอาลา เท่านั้น และได้มีหลักฐานยืนยันในเศาะฮีห์ทั้งสอง (อัลบุคอรีย์และมุสลิม) จากหะดีษของท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ในเรื่องราวของการอิสรออ์และมิอ์รอจ ว่า แท้จริงท่านนบี ﷺ ได้ถูกทำให้เห็น อัลบัยตุลมะอ์มูร ในชั้นฟ้าซึ่งในนั้น มีมลาอิกะฮ์เจ็ดหมื่นท่านทำละหมาดทุกวันและเมื่อพวกเขาออกไปแล้ว ก็จะไม่กลับมาอีกเลยตลอดกาลที่ถูกกำหนดไว้สำหรับพวกเขา

และการศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮฺประกอบด้วย 4 ประการ คือ

ประการแรก: การศรัทธาต่อการมีอยู่จริงของพวกเขา

ประการที่สอง: การศรัทธาต่อผู้ที่เรารู้ชื่อของพวกเขาโดยเจาะจงชื่อ (เช่น ญิบรีล) ส่วนผู้ที่เรามิได้ทราบนามของพวกเขา เราศรัทธาต่อพวกเขาโดยภาพรวม

ประการที่สาม: การศรัทธาต่อบรรดาคุณลักษณะของพวกเขาตามที่เราได้ทราบ เช่น ลักษณะของญิบรีล ซึ่งท่านนบี ﷺ ได้แจ้งว่า ท่านได้เห็นเขาในรูปลักษณ์ที่เขาถูกสร้างขึ้นมา และเขามีปีกหกร้อยปีก จนบังขอบฟ้า

และมลาอิกะฮ์นั้นอาจจะจำแลงกายมาในรูปร่างของผู้ชาย ด้วยพระบัญชาของอัลลอฮฺ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับญิบรีล เมื่ออัลลอฮฺตะอาลาได้ส่งเขาไปยังท่านหญิงมัรยัม แล้วเขาได้จำแลงกายเป็นบุรุษที่มีรูปร่างสมส่วนต่อหน้านาง และเมื่อเขาได้มาหาท่านนบี ﷺ ขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่กับบรรดาสาวกของท่าน เขาได้มาในลักษณะของชายที่สวมเสื้อผ้าสีขาวโพลน มีผมดำสนิท ไม่เห็นร่องรอยของการเดินทาง และไม่มีผู้ใดจากบรรดาสาวกของท่านที่รู้จักเขา แล้วเขาก็ได้นั่งลงใกล้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม โดยเอาเข่าทั้งสองข้างของเขาชิดกับเข่าทั้งสองข้างของท่าน และได้วางฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาลงบนขาอ่อนทั้งสองข้างของท่าน และได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกี่ยวกับอิสลาม อีหม่าน อิห์ซาน วันสิ้นโลก และบรรดาสัญญาณของมัน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้ตอบเขา แล้วเขาก็จากไป หลังจากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้กล่าวว่า: «นี่คือญิบรีล ได้มาหาพวกท่านเพื่อที่จะสอนศาสนาแก่พวกท่าน» [8] บันทึกโดย มุสลิม: ในหมวดการศรัทธา, บทที่ว่าด้วยการอธิบายความหมายอีมาน อิสลาม และอิหฺสาน และการวาญิบให้ศรัทธาต่อการยืนยันในเกาะดัรของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา หมายเลข (8).

และเช่นเดียวกัน บรรดามะลาอิกะฮ์ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงส่งไปยังอิบรอฮีมและลูฏ ก็อยู่ในรูปของผู้ชาย

ประการที่สี่ ซึ่งรวมอยู่ในการศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ คือ การศรัทธาต่อสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับหน้าที่และการงานของพวกเขา ซึ่งพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ ตะอาลา เช่น การสดุดีสรรเสริญพระองค์ และการอิบาดะฮฺต่อพระองค์ทั้งกลางคืนและกลางวัน โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและไม่เกิดความอ่อนล้า

และสำหรับบางคนในหมู่พวกเขา อาจมีการงานเฉพาะ

เช่น: ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลวะฮ์ยูของอัลลอฮ์ตะอาลา ซึ่งอัลลอฮ์ทรงส่งท่านให้นำมายังบรรดานบีและเราะซูล

และเช่น: มีกาอีล อะลัยฮิสสลาม: ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องฝนและพืชพรรณ

และตัวอย่างเช่น อิสรอฟีล: ผู้ได้รับมอบหมายให้เป่าสังข์ ณ วันสิ้นโลกและการฟื้นคืนชีพของสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง

และเช่น: มะลักผู้ปลิดชีวิต: ผู้ได้รับมอบหมายให้ปลิดวิญญาณเมื่อความตายมาถึง

และเช่น: มาลิก: ผู้ที่ถูกมอบหมายเกี่ยวกับนรก และเขาคือมลาอิกะฮ์ผู้ดูแลนรก

และเช่นเดียวกันกับบรรดามลาอิกะฮ์ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลทารกในครรภ์ เมื่อมนุษย์มีอายุครบสี่เดือนในครรภ์มารดา อัลลอฮ์จะทรงส่งมลาอิกะฮ์มายังเขา และทรงบัญชาให้ทำการบันทึกริสกีของเขา อายุขัยของเขา การงานของเขา และเขาจะเป็นผู้มีความทุกข์หรือความสุข

และตัวอย่างเช่น: บรรดามลาอิกะฮ์ที่ได้รับมอบหมายให้ปกปักษ์รักษาการงานของลูกหลานอาดัมและบันทึกมัน สำหรับมนุษย์ทุกคนจะมีมลาอิกะฮ์สององค์ องค์หนึ่งอยู่ทางด้านขวาและอีกองค์หนึ่งอยู่ทางด้านซ้าย

เช่น มลาอิกะฮ์ที่ได้รับมอบหมายให้ถามผู้เสียชีวิตเมื่อเขาถูกฝังในหลุมศพของเขา โดยจะมีมลาอิกะฮ์สองท่านมาหาเขาและถามเขาเกี่ยวกับพระผู้อภิบาลของเขา ศาสนาของเขา และนบีของเขา

และการศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ย่อมก่อให้เกิดผลบุญอันยิ่งใหญ่หลายประการ ในจำนวนนั้นคือ

หนึ่ง: ความรู้ในความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา พลานุภาพ และสิทธิอำนาจของพระองค์ เพราะความยิ่งใหญ่ของสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง ย่อมบ่งชี้ถึงความยิ่งใหญ่ของผู้ทรงสร้าง

ประการที่สอง: การขอบคุณอัลลอฮฺตะอาลาต่อการใส่ใจดูแลของพระองค์ที่มีต่อลูกหลานอาดัม โดยที่พระองค์ได้ทรงมอบหมายให้บรรดามลาอิกะฮฺทำหน้าที่ดูแลรักษาพวกเขา บันทึกการงานของพวกเขา และอื่นๆ ที่เป็นผลประโยชน์แก่พวกเขา

ประการที่สาม: การรักบรรดามลาอิกะฮ์ในการที่พวกเขาปฏิบัติอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตะอาลา

และแท้จริงมีกลุ่มชนผู้หลงผิดได้ปฏิเสธการที่บรรดามลาอิกะฮ์เป็นเรือนร่าง และพวกเขากล่าวว่า แท้จริงพวกเขาเป็นเพียงพลังแห่งความดีที่ซ่อนเร้นอยู่ในบรรดาสิ่งถูกสร้าง และนี่คือการปฏิเสธต่อคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา, สุนนะฮฺของท่านเราะสูลของพระองค์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และอิจมาอฺของบรรดามุสลิม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ผู้ทรงแต่งตั้งมลาอิกะฮ์ให้เป็นผู้นำข่าว ผู้มีปีกสอง สาม และสี่..." (ฟาฏิร: 1)

และพระองค์ตรัสว่า : "และหากเจ้าได้เห็นขณะที่มลาอิกะฮ์เอาชีวิตบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาซึ่งพวกเขาจะตบหน้าและหลังของพวกเขา..." [อัลอันฟาล : 50]

และพระองค์ตรัสว่า : "...และ (เป็นสิ่งที่น่ากลัว) หากเจ้าได้เห็นขณะที่บรรดาผู้อธรรมตกอยู่ในความทุกข์ทรมานแห่ง “ซะกะรอตุลมาวต์” (ความทุกข์ทรมานขณะที่จะตาย) และบรรดามลาอิกะฮ์ก็ยื่นมือของพวกเขาออกมา (ด้วยการทุบตีและทรมาน) (พร้อมกับกล่าวว่า): “จงนำวิญญาณของพวกเจ้าออกมา..." (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 93)

และพระองค์ตรัสว่า : "...จนกระทั่งเมื่อความเกรงกลัวได้คลายจากจิตใจของพวกเขา พวกเขากล่าวว่า "พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้ตรัสอะไรบ้าง พวกเขากล่าวว่า "ความจริง" และพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่" (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 23)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเกี่ยวกับชาวสวรรค์ว่า: "...และบรรดามะลาอิกะฮ์จะเข้ามาหาพวกเขาจากทุกประตู พร้อมกล่าวว่า สลาม (ความศานติ) จงมีแด่พวกท่าน เนื่องด้วยความอดทนที่พวกท่านได้ยึดมั่นไว้ ดังนั้น ปลายทางอันประเสริฐแห่งสถานพำนัก (ปรโลก) นี้ ช่างงดงามยิ่งนัก" [ซูเราะฮ์ อัรเราะอ์ดุ: 23-24]

และในเศาะฮีห์อัลบุคอรีย์ จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมกล่าวว่า: "เมื่ออัลลอฮ์ทรงรักบ่าวคนหนึ่ง พระองค์จะทรงเรียกญิบรีล: แท้จริงอัลลอฮทรงรักคนๆ นี้ ดังนั้นเจ้าจงรักเขา แล้วญิบรีลก็รักเขา แล้วญิบรีลก็เรียกชาวฟากฟ้าว่า: แท้จริงอัลลอฮทรงรักคนๆ นี้ ดังนั้นท่านทั้งหลายจงรักเขา แล้วชาวฟากฟ้าก็รักเขา หลังจากนั้นเขาก็ได้รับการยอมรับในแผ่นดิน"[9] [9] บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: หมวดบัดอิลค็อลกฺ บทที่ว่าด้วยมะลาอิกะฮฺ (3037) และมุสลิม: หมวดอัลบิรริ วัศศิละติ วัลอาด๊าบ บทที่ว่าด้วยเมื่ออัลลอฮ์ทรงรักบ่าวของพระองค์ (2637).

และในเล่มเดียวกันนี้ จากท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า: "เมื่อถึงวันศุกร์ ที่ประตูแต่ละบานของมัสยิดจะมีมลาอีกะฮ์คอยบันทึกผู้ที่มาถึงก่อนตามลำดับ และเมื่ออิหม่ามนั่งลง พวกเขาก็จะพับสมุดบันทึกและมาฟังการรำลึกถึงอัลลอฮ์"[10] [10] รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดวันศุกร์ บทที่ว่าด้วยการฟังคุฏบะฮฺ เลขที่ (887) และมุสลิม: หมวดวันศุกร์ บทที่ว่าด้วยความประเสริฐของการรีบไปในวันศุกร์ เลขที่ (850)

และบรรดาตัวบทเหล่านี้ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า แท้จริงบรรดามลาอิกะฮ์นั้นมีเรือนร่าง ไม่ใช่พลังนามธรรม ดังที่บรรดาผู้หลงผิดได้กล่าวอ้าง และบนพื้นฐานของตัวบทเหล่านี้ บรรดามุสลิมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์

*

การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์

อัล-กุตุบ เป็นคำพหูพจน์ของคำ กิตาบ ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ถูกเขียน

และความหมายของบรรดาคัมภีร์ในที่นี้คือ บรรดาคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประทานลงมาแก่บรรดาศาสนทูตของพระองค์ เพื่อเป็นความเมตตาและเป็นทางนำแก่ปวงบ่าว เพื่อให้พวกเขาได้ไปถึงความสุขของตนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

และการศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ประกอบด้วยสี่ประการ คือ

ประการแรก: ศรัทธาว่าคัมภีร์นั้นถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์อย่างแท้จริง

ประการที่สอง: ศรัทธาต่อสิ่งที่เราทราบชื่อจากบรรดาคัมภีร์เหล่านั้นด้วยชื่อของมัน: เช่น อัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาแก่มุฮัมมัด ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และอัต-เตารอตที่ถูกประทานลงมาแก่มูซา อะลัยฮิสสลาม และคัมภีร์อัลอินญีลที่ถูกประทานลงมาแก่นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม และคัมภีร์อัซซาบูรที่อัลลอฮ์ประทานให้แก่ท่านนบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม ส่วนสิ่งที่เราไม่รู้ชื่อ เราศรัทธาต่อสิ่งนั้นโดยภาพรวม

ประการที่สาม: เชื่อในสิ่งที่ถูกต้องจากเรื่องราวของบรรดาคัมภีร์ เช่น เรื่องราวของอัลกุรอาน และเรื่องราวของบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้าในส่วนที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือน

ประการที่สี่: ปฏิบัติตามบรรดาบทบัญญัติที่ยังมิได้ถูกยกเลิก และพึงพอใจพร้อมทั้งยอมจำนนต่อบทบัญญัตินั้น ไม่ว่าเราจะเข้าใจถึงเหตุผลของบทบัญญัตินั้นหรือไม่ก็ตาม และบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้านี้ทั้งหมดได้ถูกยกเลิกด้วยอัลกุรอานอันยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และเราได้ประทานคัมภีร์(อัลกุรอาน)ลงมาแก่เจ้าด้วยความจริงเพื่อเป็นการยืนยันถึงความจริงของคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้ามันและปกป้องคัมภีร์นั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 48) หมายถึง: เป็นผู้ชี้ขาดเหนือเขา

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติใด ๆ จากบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้า เว้นแต่สิ่งที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องจากมันเท่านั้น และได้รับการรับรองจากอัลกุรอาน

และการศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ย่อมก่อให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่หลายประการ คือ

ประการแรก: ได้รู้ถึงความเอาใจใส่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่ทุกประชาชาติเพื่อชี้นำพวกเขาด้วยคัมภีร์นั้น

ประการที่สอง: ได้รู้เกี่ยวกับวิทยปัญญาของอัลลอฮ์ ตะอาลา ในบทบัญญัติของพระองค์ ที่ว่าพระองค์ทรงบัญญัติแก่ทุกประชาชาติในสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของพวกเขา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "...สำหรับแต่ละประชาชาติในหมู่พวกเจ้านั้นเราได้ให้มีบทบัญญัติและแนวทางไว้..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 48)

ประการที่สาม: การขอบคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์ในสิ่งนั้น

*

การศรัทธาต่อบรรดาเราะซูล

บรรดาเราะซูล: รูปพหูพจน์ของ “เราะซูล” คือผู้ที่ถูกส่งมาเพื่อเผยแผ่บางสิ่ง

หมายถึง ผู้ที่มาจากหมู่มนุษย์ ซึ่งอัลลอฮ์ทรงประทานบทบัญญัติของพระองค์แก่เขา และทรงบัญชาให้เขาเผยแผ่มันแก่ผู้คน

และคนแรกของบรรดาเราะซูลคือ นูห์ อะลัยฮิสสลาม และคนสุดท้ายของพวกเขาคือ มูฮัมหมัด ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "แท้จริงเราได้ประทานวะฮีย์แก่เจ้า ดังที่เราได้ประทานวะฮีย์แก่นูห์ และบรรดานบีหลังจากเขา..." (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 163)

และมีบันทึกในเศาะเฮี๊ยะฮ์อัลบุคอรีย์ จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ในหะดีษเรื่องอัชชะฟาอะฮ์ ว่าท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม : "มีรายงานว่า บรรดาผู้คนจะมาหาอาดัม เพื่อให้ท่านวิงวอน (ชะฟาอะฮ์) ให้กับพวกเขา แต่ท่านก็ปฏิเสธและกล่าวว่า : จงไปหานูหฺเถิด ศาสนทูตคนแรกที่อัลลอฮ์ทรงส่งมา" และได้กล่าวหะดีษต่อไปจนจบ[11] [11] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์: หมวดอัตเตาฮีด บทที่ว่าด้วยดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลา: (แก่สิ่งที่ข้าได้สร้างด้วยพระหัตถ์ทั้งสองของข้า) หมายเลข (7410) และมุสลิม หมวดการศรัทธา บทที่ว่าด้วยชาวสวรรค์ที่มีสถานะต่ำที่สุด หมายเลข (193)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสถึงท่านนบีมุฮัมหมัด ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า: "มุฮัมหมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี..." (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ)

และไม่มีประชาชาติใดที่ว่างเว้นจากเราะซูลที่อัลลอฮ์ตะอาลาทรงส่งมาพร้อมกับบัญญัติที่เป็นเอกเทศไปยังกลุ่มชนของเขา หรือนบีที่ถูกประทานวะฮีย์ให้แก่เขาด้วยบัญญัติของผู้ที่มาก่อนหน้าเขาเพื่อที่จะฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่ อัลลอฮ์ตะอาลาได้ตรัสว่า: "และแท้จริง เราได้ส่งเราะซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยใช้ให้พวกเขาบัญชาว่า) "พวกเจ้าจงเคารพสักการะอัลลอฮ์ และจงออกห่างจากพวกกอฆูต" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 36)

และพระองค์ตรัสว่า : "...และไม่มีประชาชาติใด (ในอดีต) เว้นแต่จะต้องมีผู้ตักเตือน (ถูกส่งมา) ยังพวกเขา" (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 24)

และพระองค์ตรัสว่า : "แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์อัตเตารอตลงมา โดยที่ในนั้นมีข้อชี้นำ และแสงสว่าง ซึ่งบรรดานบีที่สวามิภักดิ์ได้ใช้มันตัดสินบรรดาผู้ที่เป็นยิว..." [ซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์ : 44]

บรรดาเราะซูลนั้นเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมา สำหรับพวกเขาไม่มีสิ่งใดเลยจากคุณลักษณะแห่งการเป็นพระผู้ทรงอภิบาลและการเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเกี่ยวกับนบีของพระองค์ มุฮัมมัด ซึ่งท่านคือหัวหน้าของบรรดาเราะซูล และผู้ทรงมีสถานะอันยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่พวกเขา ณ ที่อัลลอฮ์ ว่า: "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใดๆ แก่ตัวเอง หรือยับยั้งโทษใดๆ ได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้แล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่แตะต้องฉันได้ ฉันมิใช่ใครอื่น นอกจากผู้ตักเตือน และผู้แจ้งข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 188) .

และพระองค์ตรัสว่า : "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า แท้จริงฉันไม่มีอำนาจที่จะให้โทษและให้คุณแก่พวกท่าน จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า แท้จริงจะไม่มีผู้ใดปกป้องฉันจากอัลลอฮ์ได้ และฉันจะไม่พบที่หลบภัยอื่นใดนอกจากพระองค์" (ซูเราะฮ์ อัล-ญิน : 21-22)

และพวกเขาเหล่านั้นมีคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ เช่น การเจ็บป่วย การตาย ความต้องการอาหารและเครื่องดื่ม และอื่นๆ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเกี่ยวกับอิบรอฮีม อะลัยฮิซซอลาตุ วัสสลาม ในการที่ท่านได้พรรณนาถึงพระผู้อภิบาลของท่าน ว่า: "และพระองค์ทรงประทานอาหารให้แก่ฉันและทรงให้น้ำดื่มแก่ฉัน และเมื่อฉันเจ็บป่วย พระองค์ทรงรักษาฉันให้หาย และพระองค์ทรงให้ฉันตายแล้วทรงให้ฉันฟื้นคืนชีพ" (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 79-81)

และท่านนบีซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า: "แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน, ฉัน(ก็)ลืมเช่นเดียวกับที่พวกท่านลืม ดังนั้นเมื่อฉันลืม ก็จงเตือนฉันด้วย"[12]. [12] รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดว่าด้วยกิบลัต, บทที่ว่าด้วยการผินหน้าไปยังกิบลัตไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เลขที่ (392), และมุสลิม: หมวดว่าด้วยมัสยิดและสถานที่ละหมาด บทที่ว่าด้วยการหลงลืมในละหมาดและการสุญูดเพื่อการนั้น เลขที่ (572)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงพรรณนาถึงพวกเขาด้วยการเป็นบ่าวต่อพระองค์ ในสถานะต่างๆ อันสูงส่งที่สุดของพวกเขา และในบริบทของการยกย่องสรรเสริญพวกเขา และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสถึงนูห์ อะลัยฮิสสลาม ว่า : "...แท้จริงเขาเป็นบ่าวที่กตัญญูอย่างแท้จริง" [อัลอิสรออ์ : 3], และได้กล่าวถึงท่านนบีมุฮัมหมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า: "ความจำเริญยิ่งแด่พระองค์ ผู้ได้ทรงประทานอัลฟุรกอน (อัลกุรอาน) แก่บ่าวของพระองค์ (มุฮัมหมัด) เพื่อเขาจะได้เป็นผู้ตักเตือนแก่ปวงบ่าวทั้งมวล" (ซูเราะฮ์ อัลฟุรกอน : 1)

และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับอิบรอฮีม อิสหาก และยะอ์กูบ อะลัยฮิมุสสลาม ว่า : "และจงรำลึกถึงปวงบ่าวของเรา อิบรอฮีม อิสหาก และยะอ์กูบ ผู้ที่มีความเข้มแข็งและมีสายตาที่กว้างไกล (วิสัยทัศน์ในเรื่องศาสนา) แท้จริงเราได้ทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ด้วยการรำลึกถึงบ้านอันเป็นนิรันดร์ และแท้จริงพวกเขา ณ ที่เรานั้นเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในหมู่ผู้ประเสริฐ" (ศ็อด : 45-47)

และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับอีซาบุตรของมัรยัมว่า : "เขา (อีซา) มิใช่ใครอื่นนอกจากเป็นบ่าวคนหนึ่ง ที่เรา (อัลลอฮ์) ได้ให้ความโปรดปรานแก่เขา และเราได้ทำให้เขาเป็นแบบอย่างที่ดีแก่วงศ์วานของอิสรออีล" (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุครุฟ : 59)

และการศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลประกอบด้วยสี่ประการ คือ

ประการแรก: การศรัทธาว่าการเป็นเราะซูลของพวกเขานั้นเป็นสัจธรรมจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อความเป็นเราะซูลของคนหนึ่งคนใดแล้ว แน่นอนเขาผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลเหล่านั้นทั้งหมด ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "(เช่นเดียวกัน) หมู่ชนของนูห์ ได้ปฏิเสธบรรดาเราะซูล" [อัชชุอะรออ์:105] ดังนั้น อัลลอฮ์จึงทรงทำให้พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธต่อบรรดาเราะซูลทั้งหมด ทั้งที่ในขณะที่พวกเขาปฏิเสธเขานั้น ไม่มีเราะซูลท่านอื่นใดนอกจากเขา และด้วยเหตุนี้ บรรดาชาวคริสเตียนที่ปฏิเสธท่านนบีมุฮัมมัดซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและไม่ปฏิบัติตามท่าน พวกเขาก็คือผู้ที่ปฏิเสธท่านมะซีห์ บุตรของมัรยัม และไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติตามท่านด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านได้แจ้งข่าวดีแก่พวกเขาถึงท่านนบีมุฮัมมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และการแจ้งข่าวดีของท่านแก่พวกเขานั้นไม่มีความหมายอื่นใด นอกเสียจากว่าท่านคือศาสนทูตที่มายังพวกเขา ที่อัลลอฮ์จะทรงช่วยพวกเขาให้พ้นจากความหลงผิดด้วยกับท่าน และจะทรงนำทางพวกเขาไปสู่แนวทางอันเที่ยงตรง

ประการที่สอง: การศรัทธาต่อผู้ที่เรารู้จักชื่อของเขาในบรรดาพวกเขาด้วยชื่อของเขา เช่น: มุฮัมหมัด อิบรอฮีม มูซา อีซา และนูห์ อะลัยฮิมุศศอลาตุวัสสลาม และทั้งห้าท่านนี้คือผู้ที่มีเกียรติยิ่งจากบรรดาเราะซูลทั้งหลาย และแน่นอนอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกล่าวถึงพวกเขาในสองแห่งจากอัลกุรอาน ในดำรัสของพระองค์ที่ว่า: "และจงรำลึกถึงขณะที่เราได้เอาจากบรรดานบีซึ่งคำมั่นสัญญาของพวกเขา และจากเจ้า จากนูห์ อิบรอฮีม มูซา และอีซา บุตรของมัรยัม และเราได้เอาคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นจากพวกเขา" (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 7) และอัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า : "พระองค์ได้ทรงบัญญัติแก่พวกเจ้าซึ่งศาสนาเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงกำชับนบีนูห์ และสิ่งที่เราได้วะฮ์ยูแก่เจ้า (มุฮัมหมัด) และสิ่งที่เราได้ทรงกำชับแก่อิบรอฮีม มูซา และอีซา (คือ) จงดำรงมั่นในศาสนา และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนานั้น เป็นเรื่องหนักยิ่งสำหรับบรรดาผู้ตั้งภาคีต่อสิ่งที่เจ้ากำลังเชิญชวนพวกเขาไปหา(ศาสนา) อัลลอฮ์ทรงเลือกผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ให้เข้าสู่ศาสนานั้น และทรงชี้นำผู้ที่หันกลับมาหาพระองค์ให้ไปสู่ทางของพระองค์" (ซูเราะฮ์ อัช-ชูรอ : 13)

ส่วนผู้ใดก็ตามในหมู่พวกเขาที่เรามิได้ทราบนาม เราศรัทธาต่อเขาโดยภาพรวม อัลลอฮ์ตะอาลาได้ตรัสว่า: "และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาเราะซูลมาก่อนหน้าเจ้า บางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่เราบอกเล่าแก่เจ้า และบางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่เรามิได้บอกเล่าแก่เจ้า..." (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 78)

ประการที่ห้า: เชื่อในสิ่งที่ถูกต้องที่เกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขา

ประการที่สี่: การปฏิบัติตามบทบัญญัติศาสนาของผู้หนึ่งจากหมู่พวกเขาที่ถูกส่งมายังพวกเรา ซึ่งก็คือเราะซูลท่านสุดท้าย มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้ถูกส่งมายังมวลมนุษยชาติ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "ดังนั้นขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า พวกเขาจะไม่ถือว่าเป็นผู้ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินในข้อพิพาทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา จากนั้นพวกเขาจะไม่รู้สึกถึงความคับอกคับใจใด ๆ ในใจของพวกเขาต่อการตัดสินของเจ้า และพวกเขายอมรับการตัดสินนั้นอย่างสมบูรณ์" (ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ : 65)

และการศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลนั้นมีคุณค่าอันยิ่งใหญ่ ซึ่งในจำนวนนั้นคือ:

ประการแรก: การตระหนักรู้ถึงความเมตตาของอัลลอฮฺ ตะอาลา และความเอาใจใส่ของพระองค์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ โดยที่พระองค์ได้ทรงส่งบรรดาเราะซูลมายังพวกเขา เพื่อชี้นำพวกเขาไปสู่แนวทางของอัลลอฮฺ ตะอาลา และเพื่อชี้แจงแก่พวกเขาถึงวิธีการเคารพสักการะอัลลอฮฺ เพราะสติปัญญาของมนุษย์เพียงลำพังไม่สามารถล่วงรู้ถึงสิ่งดังกล่าวได้

ประการที่สอง: การขอบคุณต่อพระองค์ในความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่นี้

ประการที่สาม: ความรักต่อบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสลาม และการให้เกียรติพวกเขา และการสรรเสริญพวกเขาด้วยสิ่งที่คู่ควรกับพวกเขา เพราะพวกเขาคือบรรดาเราะซูลของอัลลอฮ์ตะอาลา และเพราะพวกเขาได้ดำรงไว้ซึ่งการเคารพภักดีต่อพระองค์ การเผยแผ่สาส์นของพระองค์ และการตักเตือนบ่าวของพระองค์

และแน่นอน บรรดาผู้ดื้อรั้นได้ปฏิเสธบรรดาเราะสูลของพวกเขา โดยกล่าวอ้างว่าบรรดาเราะสูลของอัลลอฮฺตะอาลานั้นมิได้มาจากมนุษย์! และอัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงกล่าวถึงการกล่าวอ้างนี้ และได้ทรงหักล้างมันด้วยดำรัสของพระองค์ ดังนี้: "และไม่มีสิ่งใดห้ามมนุษย์ที่จะศรัทธา เมื่อมีทางนำที่ถูกต้องมายังพวกเขา นอกจากพวกเขาจะกล่าวว่า "อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งมนุษย์ธรรมดาเป็นเราะซูลกระนั้นหรือ?!" จงกล่าวเถิด หากในแผ่นดินมีมลาอิกะฮ์เดินอย่างสงบ เราก็จะส่งมลาอิกะฮ์จากฟากฟ้าลงมาเป็นเราะซูลแก่พวกเขา" (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 94-95)

ดังนั้นอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งจึงได้ทำให้การกล่าวอ้างนี้เป็นโมฆะ โดยชี้แจงว่าเราะสูลนั้นจำเป็นต้องเป็นมนุษย์ เนื่องจากเขาถูกส่งมายังชาวโลกซึ่งพวกเขาเป็นมนุษย์ และหากว่าชาวโลกเป็นมลาอิกะฮ์ แน่นอนอัลลอฮฺก็จะทรงส่งมลาอิกะฮ์จากฟากฟ้าลงมาเป็นเราะสูลแก่พวกเขา เพื่อที่จะได้เป็นเช่นเดียวกับพวกเขา และเช่นเดียวกันนี้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงเล่าถึงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาเราะซูล ว่าพวกเขาได้กล่าวว่า: "...พวกเจ้ามิใช่อื่นใดนอกจากเป็นปุถุชนเยี่ยงเรา พวกเจ้าประสงค์ที่จะกีดกันพวกเราจากสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเราเคยเคารพบูชา ดังนั้นพวกเจ้าจงนำหลักฐานอันชัดแจ้งมาแสดงให้พวกเราซิ" บรรดาเราะซูลของพวกเขาได้กล่าวแก่พวกเขาว่า "พวกเรามิใช่อื่นใดนอกจากเป็นปุถุชนเยี่ยงพวกเจ้า แต่ทว่าอัลลอฮ์ทรงประทานความโปรดปรานแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และพวกเรามิอาจนำหลักฐานมาให้พวกเจ้าได้ นอกจากโดยอนุมัติของอัลลอฮ์..." (ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม : 10-11)

*

การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์

วันสุดท้าย หมายถึง วันกิยามะฮ์ ซึ่งเป็นวันที่มนุษย์จะถูกให้ฟื้นคืนชีพเพื่อสอบสวนบัญชีและรับผลการตอบแทน

และจึงถูกเรียกเช่นนั้น เพราะว่าไม่มีวันใดถัดจากวันนั้นอีก โดยที่ชาวสวรรค์จะได้พำนักในสถานที่สำหรับพวกเขา และชาวนรกนั้นก็จะพำนักอยู่ในสถานที่สำหรับพวกเขา

และการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์นั้นประกอบด้วยสามประการ:

ประการแรก: การศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพ คือการทำให้ผู้ตายกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมีการเป่าสังข์ครั้งที่สอง แล้วมนุษย์ก็จะลุกขึ้นยืนต่อหน้าพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ในสภาพเท้าเปล่า ไม่สวมรองเท้า เปลือยกาย ไม่มีสิ่งปกปิด และไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : "...ดังที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก เราจะให้มันกลับขึ้นมาอีก มันเป็นสัญญาของเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 104)

และการฟื้นคืนชีพ (หลังความตาย) นั้นคือความจริงที่เที่ยงแท้ ซึ่งมีหลักฐานยืนยันปรากฏอยู่ในคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ซุนนะฮ์ของท่านนบี และมติเอกฉันท์ของเหล่านักวิชาการมุสลิม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "หลังจากนั้น แท้จริงพวกเจ้าต้องตายอย่างแน่นอน แล้วในวันกิยามะฮ์พวกเจ้าจะถูกฟื้นคืนชีพ" [ซูเราะฮ์ อัลมุอ์มินูน : 15-16]

และท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า: “ในวันกิยามะฮฺ มนุษย์จะมารวมตัวกันในสภาพเปลือยเท้าเปลือยกาย มีหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ”[13] (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม) [13] บันทึกโดยมุสลิม หมวดสวรรค์ ลักษณะความโปรดปรานของมันและชาวสวรรค์ บทที่ว่าด้วยการสิ้นสลายของโลกดุนยา และการอธิบายเรื่องการชุมนุมในวันกิยามะฮฺ (2859)

และบรรดามุสลิมต่างก็เห็นพ้องต้องกันถึงการมีอยู่จริงของมัน และมันเป็นไปตามหลักแห่งวิทยปัญญา ซึ่งกำหนดว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงให้มีวันแห่งการกลับคืนสำหรับบ่าวของพระองค์เหล่านี้ เพื่อที่พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาในวันนั้นตามที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติแก่พวกเขาผ่านทางบรรดาเราะซูลของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "พวกเจ้าคิดหรือว่า แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้ามาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่กลับไปหาเรากระนั้นหรือ" (ซูเราะฮ์ อัล-มุอ์มินูน : 115) และพระองค์ได้ตรัสแก่นบีของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า: "แท้จริง พระองค์ผู้ทรงบัญญัติอัลกุรอานให้แก่พวกเจ้านั้น แน่นอนพระองค์จะนำพวกเจ้ากลับไปยังถิ่นเดิมของเจ้า (การพิชิตมักกะฮ์)..." (ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ : 85)

ประการที่สอง: การศรัทธาต่อการสอบสวนและการตอบแทน คือบ่าวจะถูกสอบสวนถึงการกระทำของตน และจะได้รับการตอบแทนตามการกระทำนั้น ซึ่งสิ่งนี้มีหลักฐานยืนยันจากคัมภีร์อัลกุรอาน จากซุนนะฮ์ และจากมติเอกฉันท์ของบรรดามุสลิม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "แท้จริง ยังเราเท่านั้นคือการกลับมาของพวกเขา แล้วแท้จริง ยังเราเท่านั้นคือการคำนวณของพวกเขา" (ซูเราะฮ์ อัลฆอชิยะฮ์ : 25-26) และพระองค์ตรัสว่า : "ผู้ใดที่นำหนึ่งความดีมา ดังนั้น สำหรับเขาจะได้สิบเท่าเยี่ยงนั้น และผู้ใดที่นำหนึ่งความชั่วมา ดังนั้น เขาจะไม่ถูกตอบแทน เว้นแต่เพียงเยี่ยงนั้น โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแต่อย่างใด" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 160) และพระองค์ตรัสว่า : "และเราตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮ์ ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใดเลย และแม้ว่ามันเป็นเพียงน้ำหนักเท่าเมล็ดพืชเล็ก เราก็จะนำมันมาแสดง และเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเราที่เป็นผู้ชำระ" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 47)

จากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า: “อัลลอฮ์ทรงให้ผู้ศรัทธาเข้าใกล้พระองค์ แล้วทรงปกปิดเขาไว้ด้วยความคุ้มครองของพระองค์ กล่าวคือทรงปกปิดและป้องกันเขาไว้ แล้วพระองค์ตรัสถามว่า “เจ้ารู้จักบาปนี้หรือไม่ เจ้ารู้จักบาปนั้นหรือไม่” เขากล่าวตอบว่า “ใช่แล้ว โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์” จนกระทั่งเมื่อพระองค์ทรงให้เขายอมรับบาปทั้งหลายของตน และเขาเห็นแก่ตนเองว่าตนได้พินาศแล้ว พระองค์จึงตรัสว่า “เราได้ปกปิดบาปเหล่านี้ให้แก่เจ้าในโลกนี้ และวันนี้เราได้อภัยโทษให้แก่เจ้าแล้ว” จากนั้นเขาก็จะได้รับสมุดบันทึกความดีของเขา ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้กลับกลอกนั้น จะถูกประกาศต่อหน้าสรรพสิ่งทั้งหลายว่า “ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่กล่าวเท็จต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา พึงรู้เถิดว่า ความสาปแช่งของอัลลอฮ์ย่อมประสบแก่บรรดาผู้อธรรม”[14] (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม) [14] บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: หมวดความอยุติธรรม บทว่าด้วยพระดำรัสของพระเจ้าผู้ทรงสูงส่ง: {พึงทราบเถิดว่า การสาปแช่งของพระเจ้านั้นจะประสบแก่บรรดาผู้อธรรม}(2309) และมุสลิม: หมวดการกลับเนื้อกลับตัว บทว่าด้วยการยอมรับการกลับเนื้อกลับตัวของผู้ฆ่า แม้ว่าเขาจะฆ่ามามากก็ตาม (2768)

มีหะดีษที่ถูกต้อง จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า: "แท้จริงผู้ใดที่ปรารถนาจะทำความดี แล้วเขาก็ได้ลงมือทำ อัลลอฮฺจะทรงบันทึก ณ พระองค์ซึ่งสิบความดี และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนอีกถึงเจ็ดร้อยเท่า และอาจจะเพิ่มทวีคูณอีกอย่างมากมาย และแท้จริงผู้ใดที่ปรารถนาจะทำความชั่ว แล้วเขาก็ได้ลงมือทำ พระองค์จะทรงบันทึกซึ่งหนึ่งความผิดเท่านั้น"[15] [15] บันทึกโดยมุสลิม: หมวดการศรัทธา, บทว่าด้วยเมื่อบ่าวตั้งใจทำความดีจะถูกบันทึก และเมื่อตั้งใจทำความชั่วจะไม่ถูกบันทึก, (131)

และแน่นอน บรรดามุสลิมได้มีมติเอกฉันท์ในการยืนยันถึงการสอบสวนและการตอบแทนการงานต่างๆ และสิ่งนั้นคือข้อกำหนดแห่งวิทยปัญญา แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงประทานบรรดาคัมภีร์ลงมา และทรงส่งบรรดาศาสนทูต และทรงบัญญัติเป็นข้อบังคับเหนือบรรดาบ่าวของพระองค์ให้ยอมรับในสิ่งที่พวกเขาได้นำมา และให้ปฏิบัติตามสิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติจากสิ่งนั้น และทรงกำหนดเป็นวาญิบให้ต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ต่อต้านคัดค้าน และทรงอนุมัติซึ่งเลือดเนื้อของพวกเขา วงศ์วานของพวกเขา สตรีของพวกเขา และทรัพย์สินของพวกเขา ฉะนั้น หากไม่มีการสอบสวนและไม่มีการตอบแทนแล้วไซร้ สิ่งนี้ก็ย่อมเป็นความไร้สาระ ซึ่งพระผู้อภิบาลผู้ทรงปรีชาญาณทรงบริสุทธิ์จากมัน และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงชี้ถึงสิ่งนั้นด้วยดำรัสของพระองค์ที่ว่า: "ดังนั้น แน่นอนเราจะถามบรรดาประชาชาติที่ (บรรดาเราะซูล) ถูกส่ง ไปยังพวกเขา และแน่นอนเราจะถามบรรดาเราะซูลด้วย ดังนั้น แล้วเราจะเล่าแจ้งแก่พวกเขาด้วยความรู้อย่างสมบูรณ์ และเรามิได้เป็นผู้ที่ขาดหายหรือไม่รับรู้อะไรเลย" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 6-7)

ประการที่สาม: การศรัทธาต่อสวรรค์และนรก และการศรัทธาว่าทั้งสองนั้นคือบั้นปลายอันเป็นนิรันดร์สำหรับมัคลูก

สวรรค์ คือ สถานที่แห่งความผาสุขซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาผู้ยำเกรง คือบรรดาผู้ที่ศรัทธาในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญญัติให้พวกเขาศรัทธา และเชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ และปฏิบัติตามเราะซูลของพระองค์ ซึ่งในนั้นมีความผาสุขหลากหลายประเภท “สิ่งที่ตาไม่เคยเห็น หูไม่เคยได้ยิน และไม่มีใครเคยนึกถึง”[16], อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการดีทั้งหลาย ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ดียิ่ง รางวัลของพวกเขา ณ ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขาคือสวนสวรรค์อันสถิตนิรันดร์ ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยต่อพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ นั่นคือสำหรับผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าของเขา" (ซูเราะฮ์ อัล-บัยยินะฮ์ : 7-8) และพระองค์ตรัสว่า : "ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้" (ซูเราะฮ์ อัซ-ซัจญดะฮ์ : 17) [16] บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: หมวดว่าด้วยการตัฟซีร บทว่าด้วยดำรัสของพระองค์ที่ว่า: (ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้) (4501) และมุสลิม: หมวดว่าด้วยสวรรค์ ลักษณะความโปรดปรานและชาวสวรรค์ (2824)

ส่วนนรกนั้น คือสถานที่แห่งการทรมานที่อัลลอฮ์ ตะอาลาได้ทรงเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่เป็นผู้อธรรม ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์และฝ่าฝืนบรรดาเราะซูลของพระองค์ ในนั้นมีการทรมานและบทลงโทษหลากหลายประเภทซึ่งเกินกว่าที่สติปัญญาจะคาดคิดได้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และพวกเจ้าจงเกรงกลัวไฟนรกที่ถูกเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเถิด" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 131) และพระองค์ตรัสว่า : "และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ แท้จริง เราได้เตรียมไฟนรกไว้สำหรับบรรดาผู้ที่อธรรมซึ่งกำแพงของมันล้อมรอบพวกเขา และถ้าพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ก็จะถูกช่วยเหลือด้วยน้ำเสมือนน้ำทองแดงเดือดลวกใบหน้า มันเป็นน้ำดื่มที่ชั่วช้าและเป็นที่พำนักที่เลวร้าย" [ซูเราะฮ์ อัลกะฮ์ฟิ : 29] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : "แท้จริง อัลลอฮ์ได้ทรงสาปแช่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และได้ทรงเตรียมไฟนรกอันลุกโชนไว้สำหรับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล โดยที่พวกเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองและไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ ในวันที่ใบหน้าของพวกเขาจะถูกพลิกไปมาในไฟนรก พวกเขาจะกล่าวว่า "อนิจจา แก่เราเหลือเกิน! หากเพียงแต่เราได้เชื่อฟังอัลลอฮ์ และเชื่อฟังเราะซูล ก็คงจะดี"" (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 64-66)

และสำหรับการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮฺนั้นมีคุณประโยชน์อันใหญ่หลวง ในจำนวนนั้นคือ:

ประการแรก: เกิดความต้องการในการกระทำที่เป็นการภักดี และความมุ่งมั่นต่อสิ่งนั้น เพื่อหวังการตอบแทนสำหรับวันนั้น

ประการที่สอง: ต้องการหลีกห่างจากการกระทำที่เป็นการเนรคุณ และจากการพอใจกับมัน เพราะกลัวการลงโทษในวันนั้น

ประการที่สาม: เป็นการปลอบใจผู้ศรัทธาต่อสิ่งที่เขาพลาดไปจากโลกนี้ ด้วยสิ่งที่เขามุ่งหวังจากความสุขและผลตอบแทนแห่งโลกหน้า

และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพหลังความตาย โดยกล่าวอ้างว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

การกล่าวอ้างนี้เป็นโมฆะ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากบทบัญญัติศาสนา ประสาทสัมผัส และสติปัญญา

ส่วนศาสนบัญญัตินั้น ดังที่อัลลอฮฺตะอาลาได้ดำรัสว่า: "บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวอ้างว่า พวกเขาจะไม่ถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของข้า พวกเจ้าจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน แล้วพวกเจ้าจะได้รับแจ้งตามที่พวกเจ้าได้ประกอบกรรมไว้ และนั่นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์" [อัต-ตะฆอบุน : 7] และบรรดาคัมภีร์ที่มาจากฟากฟ้าทั้งหมดก็ได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในเรื่องนั้น

ส่วนหลักฐานที่สามารถสัมผัสได้นั้น อัลลอฮ์ได้ทรงแสดงให้ปวงบ่าวของพระองค์ได้เห็นถึงการทำให้คนตายฟื้นคืนชีพขึ้นมาในโลกดุนยาแห่งนี้แล้ว ซึ่งในสูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ มีตัวอย่างอยู่ห้าประการสำหรับเรื่องนี้ คือ:

ตัวอย่างที่หนึ่ง: กลุ่มชนของนบีมูซา เมื่อพวกเขาได้กล่าวแก่ท่านว่า: "...เราจะไม่ศรัทธาต่อเจ้า จนกว่าเราจะได้เห็นอัลลอฮ์อย่างเปิดเผย..." [ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์: 55] ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา จึงทำให้พวกเขาตาย แล้วทรงทำให้พวกเขามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสแก่วงศ์วานของอิสรออีลว่า: "และจงรำลึกถึงขณะที่พวกเจ้ากล่าวว่า “โอ้ มูซา เราจะไม่ศรัทธาต่อเจ้า จนกว่าเราจะได้เห็นอัลลอฮ์อย่างเปิดเผย” แล้วสายฟ้าฝ่าก็ฟาดใส่พวกเจ้าขณะที่พวกเจ้ามองดูอยู่ แล้วเราได้ให้พวกเจ้าฟื้นคืนชีพหลังจากที่พวกเจ้าตาย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 55-56)

ตัวอย่างที่สอง: ในเรื่องราวของชายที่ถูกฆ่าซึ่งวงศ์วานอิสรออีลได้ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขา แล้วอัลลอฮฺ ตะอาลา ก็ได้ทรงบัญชาพวกเขาให้เชือดวัวตัวเมียตัวหนึ่ง แล้วให้ตีเขาด้วยบางส่วนของมัน เพื่อที่เขาจะได้บอกแก่พวกเขาว่าใครคือผู้ที่ฆ่าเขา และในเรื่องราวดังกล่าว อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: "และจงรำลึกถึงขณะที่พวกเจ้าได้ฆ่าชายคนหนึ่ง แล้วพวกเจ้าต่างก็ปกป้องตนเอง (โต้เถียงกันว่าใครคือฆาตกร) และอัลลอฮ์ทรงเปิดเผยสิ่งที่พวกเจ้าปกปิดไว้ แล้วเราได้กล่าวว่า 'จงตีเขาด้วยบางส่วนของมัน' เช่นนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงให้ผู้ตายฟื้นคืนชีพ และทรงแสดงสัญญาณต่าง ๆ ของพระองค์แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ใช้ปัญญา" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 72-73)

ตัวอย่างที่สาม: ในเรื่องราวของกลุ่มชนที่ได้ออกจากบ้านเมืองของพวกเขาเพื่อหนีจากความตาย ทั้งที่พวกเขามีจำนวนนับพัน แล้วอัลลอฮ์ ตะอาลา ก็ได้ทรงทำให้พวกเขาตาย หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้ทรงให้พวกเขามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และในกรณีดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: "เจ้าไม่รู้ดอกหรือ (โอ้ มูฮัมหมัด) เกี่ยวกับผู้คนที่หนีออกจากบ้านเกิดของพวกเขา ซึ่งพวกเขามีจำนวนนับพันเพราะกลัวความตาย? แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ประกาศิตแก่พวกเขาว่า “พวกเจ้าจงตายซะ” จากนั้นพระองค์ก็ทรงให้พวกเขาฟื้นคืนชีพ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นพระเจ้าที่เปี่ยมด้วยความโปรดปรานต่อมนุษย์ทั้งหลาย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่สำนึก" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 243)

ตัวอย่างที่สี่: ในเรื่องราวของผู้ที่ได้เดินทางผ่านเมืองร้างเมืองหนึ่ง แล้วเขาก็สงสัยว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงทำให้มันฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงได้ทรงทำให้เขาตายเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แล้วหลังจากนั้นก็ได้ทรงให้เขาฟื้นคืนชีพ และในเรื่องราวดังกล่าว อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงตรัสว่า: "หรือเจ้ามิได้พิจารณาดูถึงผู้ที่เดินทางผ่านไปยังเมืองร้างเมืองหนึ่งที่พังทลายจนหลังคาพังทลายลงมาดอกหรือ? เขากล่าว (ด้วยความสงสัย) ว่า: “แล้วอัลลอฮ์จะทรงให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้อย่างไรหลังจากที่มันได้พังทลายไปแล้ว?” แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงให้เขาตายเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แล้วพระองค์ก็ทรงให้เขาฟื้นขึ้นมา พระองค์ตรัสว่า “เจ้าได้พักอยู่ที่นี่ (ตาย) นานเท่าใดแล้ว?” เขากล่าวว่า “ฉันได้พักอยู่หนึ่งวันหรือส่วนหนึ่งของมันเท่านั้น” พระองค์ตอบว่า “ไม่ใช่ แต่เจ้าได้อยู่มาเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีแล้ว จงมองดูอาหารและเครื่องดื่มของเจ้าซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่จงดูลาของเจ้า (ซึ่งกลายเป็นกระดูก) และเพื่อเราจะได้ทำให้เจ้าเป็นสัญญาณ(ที่แสดงถึงพลังอำนาจของเรา) แก่มนุษยชาติ และจงดูกระดูก (ของลา) ว่าเราได้ประกอบมันเข้าด้วยกันอย่างไร แล้วเราก็ห่อหุ้มมันด้วยเนื้อ” ดังนั้น เมื่อเป็นที่แน่ชัดแก่เขาแล้ว เขาก็กล่าวว่า "ฉันรู้แน่ชัดแล้วว่า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 259)

ตัวอย่างที่ห้า: ในเรื่องราวของอิบรอฮีม อัล-เคาะลีล ขณะที่ท่านได้ทูลขอต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ให้พระองค์ทรงแสดงแก่ท่านว่าพระองค์จะทรงชุบชีวิตสิ่งที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนชีพได้อย่างไร ดังนั้นอัลลอฮฺ ตะอาลา จึงได้มีบัญชาแก่ท่านให้เชือดนกสี่ตัว และให้แยกชิ้นส่วนของพวกมันวางไว้บนภูเขาแต่ละลูกที่อยู่รอบๆ ท่าน หลังจากนั้นก็ให้เรียกพวกมัน แล้วชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะมาประกอบเข้ารวมกัน และพวกมันก็จะมาหาอิบรอฮีมอย่างรีบเร่ง และในเรื่องดังกล่าวนี้ อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: "และจงรำลึกถึงขณะที่อิบรอฮีมกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดแสดงให้ข้าเห็นเถิดว่า พระองค์ทรงทำให้คนที่ตายไปแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร” พระองค์ตรัสว่า “เจ้ายังไม่ศรัทธากระนั้นหรือ?” อิบรอฮีมตอบว่า “หามิได้ แต่เพื่อให้หัวใจของข้าสงบ” พระองค์ตรัสว่า “ดังนั้น จงเอานกสี่ตัวมารวมไว้ที่เจ้า แล้วก็สับมันเป็นชิ้น ๆ แล้วจงวางพวกมันเป็นส่วน ๆ ไว้บนเนินเขาแต่ละลูก แล้วจงเรียกพวกมันมา พวกมันจะมาหาเจ้าโดยทันที” และจงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 260)

และนี่คือบรรดาตัวอย่างที่สัมผัสได้และเกิดขึ้นจริง ที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการชุบชีวิตผู้ที่ตายไปแล้ว และก่อนหน้านี้ก็ได้มีการกล่าวถึงสัญญาณต่างๆ ของอีซา อิบนิ มัรยัม อะลัยฮิสลาม ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงบันดาลให้มีขึ้น ในการชุบชีวิตผู้ที่ตายไปแล้ว และการนำพวกเขาออกจากหลุมฝังศพของพวกเขา -ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา-

ส่วนหลักฐานทางด้านสติปัญญานั้น มีอยู่ 2 ด้าน ดังนี้

หนึ่ง: อัลลอฮ์ ตะอาลา คือผู้ทรงสร้างท้องฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นขึ้นมาในครั้งแรก และผู้ทรงสามารถในการเริ่มสร้างครั้งแรกย่อมไม่ทรงไร้ความสามารถที่จะให้มันกลับขึ้นมาอีกครั้ง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "และพระองค์คือผู้ทรงเริ่มแรกในการสร้าง หลังจากนั้นจะทรงบังเกิดมันขึ้นอีกครั้ง และนั่นเป็นเรื่องง่ายสำหรับพระองค์..." (ซูเราะฮ์ อัร-รูม : 27) และพระองค์ตรัสว่า : "...ดังที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก เราจะให้มันกลับขึ้นมาอีก มันเป็นสัญญาของเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 104) และพระองค์ได้ตรัสสั่งให้ตอบโต้ผู้ที่ปฏิเสธการให้กระดูกมีชีวิตขึ้นมาอีกในเมื่อมันเป็นผุยผงไปแล้วว่า: "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) พระผู้ทรงได้บังเกิดพวกเขาแต่ครั้งแรกนั้นจะทรงให้พวกเขามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้การบังเกิดทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ ยาซีน : 79)

หลักฐานที่สอง: แผ่นดินที่ตายแล้วและแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้สีเขียวใดๆ อยู่ในนั้น แล้วฝนก็ตกลงมาบนมัน มันจึงสั่นไหวและกลับมาเขียวขจีมีชีวิตชีวา ซึ่งในนั้นมีพืชพันธุ์ที่สวยงามนานาชนิด และผู้ที่ทรงสามารถทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาหลังจากความตายของมัน ย่อมทรงสามารถทำให้บรรดาผู้ที่ตายไปแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาได้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือ เจ้าจะเห็นแผ่นดินแห้งกรัง ต่อเมื่อพระองค์ทรงหลั่งน้ำฝนลงมาบนมัน มันก็จะมีชีวิตชีวาและให้พืชผล แท้จริง ผู้ซึ่งให้มันมีชีวิตขึ้นมานั้น ก็จะทรงให้ชีวิตแก่คนตายได้อย่างแน่นอน แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอนุภาพเหนือทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 39) และพระองค์ตรัสว่า : "และเราได้ให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟากฟ้าเป็นที่จำเริญ แล้วด้วยน้ำนั้น เราได้ให้งอกเงยออกมาเป็นสวนอันหลากหลาย และเมล็ดพืชสำหรับเก็บเกี่ยว และต้นอินทผลัมสูงตระหง่านที่มีผลอันเรียงราย เป็นปัจจัยยังชีพสำหรับปวงบ่าว และเราได้ให้แผ่นดินที่ตายแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาได้ ด้วยน้ำนั้น เช่นนั้นแหละคือการฟื้นคืนชีพ" (ซูเราะฮ์ ก๊อฟ : 9-11)

และในการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์นั้น ยังรวมถึงการศรัทธาต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย อาทิ:

(ก) ฟิตนะฮ์ในหลุมศพ: คือการสอบถามผู้ตายหลังจากที่เขาถูกฝังเกี่ยวกับพระเจ้าของเขา ศาสนาของเขา และนบีของเขา แล้วอัลลอฮ์จะทรงทำให้บรรดาผู้ศรัทธาได้ยืนหยัดด้วยคำพูดอันแน่วแน่ แล้วเขาจะกล่าวว่า: พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮ์ ศาสนาของฉันคืออิสลาม และนบีของฉันคือมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และอัลลอฮ์จะทรงให้ผู้อธรรมทั้งหลายหลงทาง แล้วผู้ปฏิเสธศรัทธาก็จะกล่าวว่า: ‘ฮะฮ์ ฮะฮ์ ฉันไม่รู้’ และผู้กลับกลอกหรือผู้เคลือบแคลงสงสัยจะกล่าวว่า: ‘ฉันไม่รู้ ฉันได้ยินผู้คนกล่าวบางสิ่ง ฉันจึงกล่าวตามไป

(ข) ความทุกข์ทรมาน และความสุขในหลุมศพ: โดยมันจะมีสำหรับบรรดาผู้อธรรม คือพวกมุนาฟิกและบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "...และ (เป็นสิ่งที่น่ากลัว) หากเจ้าได้เห็นขณะที่บรรดาผู้อธรรมตกอยู่ในความทุกข์ทรมานแห่ง “ซะกะรอตุลมาวต์” (ความทุกข์ทรมานขณะที่จะตาย) และบรรดามลาอิกะฮ์ก็ยื่นมือของพวกเขาออกมา (ด้วยการทุบตีและทรมาน) (พร้อมกับกล่าวว่า): “จงนำวิญญาณของพวกเจ้าออกมา ในวันนี้ พวกเจ้าจะได้รับการตอบแทนด้วยการลงโทษที่น่าอัปยศอดสู เนื่องจากสิ่งที่พวกเจ้าได้กล่าวร้ายต่ออัลลอฮ์อย่างไม่ชอบธรรม และพวกเจ้าปฏิเสธบรรดาโองการของพระองค์อย่างเย่อหยิ่ง” (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 93)

และพระองค์ตรัสถึงวงศ์วานของฟิรเอาน์ว่า: "ไฟนรก ซึ่งพวกเขาจะถูกนำมาเผชิญต่อหน้ามัน (ขณะที่พวกเขาอยู่ในโลกบัรซัค) ทั้งยามเช้าและยามเย็น และเมื่อวันกิยามะฮ์เกิดขึ้น (มีคำสั่งแก่มลาอิกะฮ์ว่า) "จงนำบริวารของฟิรเอาน์ไปสู่การลงโทษอันสาหัสยิ่ง" (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 46)

ในหนังสือเศาะฮีห์ของมุสลิม จากซัยด์ บิน ษาบิต เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: "หากมิใช่เพราะว่าพวกเจ้าจะไม่ฝังศพกัน(เพราะความกลัว) ฉันย่อมวิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้ทรงทำให้พวกเจ้าได้ยินส่วนหนึ่งจากการลงโทษในสุสานที่ฉันได้ยิน" หลังจากนั้นท่านก็ผินหน้ามาแล้วกล่าวว่า: "พวกท่านจงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก" พวกเขากล่าวว่า: "เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก" เขากล่าวว่า: "พวกท่านจงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากการลงโทษในหลุมศพ" พวกเขากล่าวว่า: พวกเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากการลงโทษในหลุมศพ เขากล่าวว่า: "จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากฟิตนะฮ์ทั้งหลาย ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น" พวกเขากล่าวว่า: พวกเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากความชั่วร้ายทั้งหลาย ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น เขากล่าวว่า: "พวกท่านจงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากฟิตนะฮ์ของดัจญาล" พวกเขากล่าวว่า: พวกเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากฟิตนะฮ์ของดัจญาล[17]. [17] บันทึกโดยมุสลิม: หมวดว่าด้วยสวนสวรรค์ ลักษณะความโปรดปรานและชาวสวรรค์ บทว่าด้วยการแสดงที่พำนักของผู้ตายในสวรรค์หรือนรก การยืนยันถึงโทษในหลุมฝังศพ และการขอความคุ้มครองจากมัน (2867)

ส่วนความสุขในหลุมศพนั้น ก็มีไว้สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่สัจจริง อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "อัลลอฮ์คือพระผู้อภิบาลของเรา" หลังจากนั้นพวกเขาก็ยืนหยัดมั่นคง (อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง) บรรดามลาอิกะฮ์จะลงมาหาพวกเขา (โดยกล่าวแก่พวกเขาว่า) "พวกเจ้าอย่าหวาดกลัวและอย่าเศร้าโศก แต่จงตอบรับข่าวดี คือสวนสวรรค์ซึ่งพวกเจ้าได้ถูกสัญญาไว้" (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 30)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : "เมื่อวิญญาณนั้นขึ้นมาถึงลำคอ ขณะที่พวกท่านในเวลานั้นได้แต่มองดูอยู่ และเรานั้นใกล้ชิดกับเขายิ่งกว่าพวกท่าน แต่พวกท่านมองไม่เห็น แล้วทำไมเล่า หากพวกท่านไม่อยู่ภายใต้อำนาจการตอบแทน จึงไม่ทำให้วิญญาณนั้นกลับคืนมา หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง ส่วนผู้ที่เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ใกล้ชิด (ต่ออัลลอฮฺ) เขาจะได้รับความสุข ความรื่นรมย์ และสวนสวรรค์แห่งความโปรดปราน" (ซูเราะฮ์ อัลวากิอะฮ์ : 83-89)

จากอัลบะรออ์ บิน อาซิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวเกี่ยวกับผู้ศรัทธาเมื่อเขาได้ตอบมะลักทั้งสองในหลุมศพของเขาว่า: "จะมีผู้กล่าวเรียกจากฟากฟ้าว่า: บ่าวของข้าได้พูดความจริงแล้ว ดังนั้นจงปูที่นอนจากสวรรค์ให้แก่เขา และจงสวมใส่อาภรณ์จากสวรรค์ให้แก่เขา และจงเปิดประตูบานหนึ่งสู่สวรรค์ให้แก่เขา ท่านกล่าวว่า: แล้วกลิ่นอายและความหอมหวนจากสวรรค์ก็จะมาสู่เขา และหลุมฝังศพของเขาจะถูกขยายให้กว้างไกลสุดสายตา" รายงานโดย อะห์มัดและอบูดาวูด ในหะดีษบทที่ยาว[18] [18] บันทึกโดยอบูดาวูด: หมวดอัส-สุนนะฮฺ, บทอัล-มัสอะละฮฺ ฟิล-ก็อบริ วะอะซาบิล-ก็อบริ (4753) และอะห์มัด: มุสนัด อัล-กูฟิยีน หะดีษ อัล-บะรออ์ บิน อาซิบ (18534).

และได้มีชนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ที่เบี่ยงเบนได้หลงผิดไป แล้วพวกเขาได้ปฏิเสธการลงโทษในหลุมฝังศพและความสุขสบายในนั้น โดยอ้างว่าสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้เนื่องจากมันขัดแย้งกับความเป็นจริง พวกเขากล่าวว่า: เพราะหากว่าได้มีการเปิดดูผู้ตายในหลุมฝังศพของเขา ก็จะพบว่าเขายังคงอยู่ในสภาพเดิม และหลุมฝังศพก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะกว้างขึ้นหรือแคบลง

การกล่าวอ้างนี้เป็นโมฆะ ทั้งในทางบทบัญญัติ ทางประสาทสัมผัส และทางสติปัญญา:

ส่วนในทางบทบัญญัติ ก็ได้มีตัวบทหลักฐานมากมายที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วซึ่งยืนยันถึงความทุกข์ทรมานและความสุขในหลุมศพ

และในเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรี จากหะดีษของท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: "ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ออกมาจากสวนแห่งหนึ่งในมะดีนะฮ์ แล้วท่านก็ได้ยินเสียงของคนสองคนที่กำลังถูกทรมานในหลุมศพของเขาทั้งสอง" และได้กล่าวหะดีษต่อไปว่า: "แท้จริงคนหนึ่งในสองนั้น ไม่ได้ระวังตัวจากการเปื้อนปัสสาวะ" และในอีกรายงานหนึ่ง กล่าวว่า: "จากปัสสาวะของเขา" "ส่วนอีกคนก็เดินสายนินทาใส่ร้ายผู้อื่น" และในการบันทึกของอิหม่ามมุสลิมมีสำนวนว่า: "เขาไม่ระมัดระวัง (ไม่ชำระให้สะอาด) จากปัสสาวะ" [19] [19] รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดการอาบน้ำละหมาด, บทว่าด้วยการล้างปัสสาวะ เลขที่ (215)

ส่วนด้านประสาทสัมผัส แท้จริงผู้ที่นอนหลับได้เห็นในความฝันของตนว่า ตนได้อยู่ในสถานที่อันกว้างขวางและน่ารื่นรมย์ ซึ่งกำลังได้รับความสุขสำราญอยู่ในนั้น หรือได้อยู่ในสถานที่คับแคบและน่าหวาดหวั่น ซึ่งกำลังได้รับความเจ็บปวดจากมัน และบางทีเขาก็อาจตื่นขึ้นมาเพราะสิ่งที่ได้ฝันเห็นนั้น ทั้งที่เขาก็ยังอยู่บนเตียงในห้องของเขาในสภาพเดิม และการนอนนั้นเป็นพี่น้องกับการตาย ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงได้ทรงเรียกมันว่า (การตาย) อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "อัลลอฮฺทรงรับเอาวิญญาณทั้งหลายเมื่อถึงเวลาตายของมัน และทรงรับเอาวิญญาณของผู้ที่ยังไม่ตายในขณะนอนหลับ แล้วพระองค์จะทรงยึดวิญญาณที่พระองค์ได้กำหนดความตายไว้ และทรงส่งวิญญาณอีกดวงหนึ่งกลับคืนไปจนถึงเวลาที่ถูกกำหนดไว้..." (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 42)

ส่วนในด้านสติปัญญานั้น แท้จริงผู้ที่นอนหลับเขาได้เห็นในความฝันของเขาเห็นนิมิตจริงที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และบางทีอาจได้เห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในรูปลักษณ์ของท่าน และใครก็ตามที่ได้เห็นท่านในรูปลักษณ์ของท่าน ก็ย่อมถือว่าได้เห็นท่านจริง ทว่าผู้ที่นอนหลับก็ยังคงอยู่ในห้องของเขาบนเตียงนอน ห่างไกลจากสิ่งที่เขาได้เห็น ในเมื่อสิ่งนี้เป็นไปได้ในเรื่องราวของโลกดุนยา แล้วจะไม่เป็นไปได้ในเรื่องราวของปรโลกหรือ?!

ส่วนสิ่งที่พวกเขาใช้อ้างในความเชื่อของพวกเขานั้น คือ หากมีการเปิดดูผู้ตายในหลุมศพของเขา ก็จะพบว่าเขายังคงอยู่ในสภาพเดิม และหลุมศพก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะกว้างขึ้นหรือแคบลง คำตอบสำหรับข้ออ้างนี้มีอยู่หลายประการด้วยกัน ดังนี้:

ประการแรก: ไม่อนุญาตให้นำข้อกังขาที่ไร้แก่นสารมาโต้แย้งกับสิ่งที่บทบัญญัติศาสนาได้กำหนดไว้ ซึ่งหากผู้ที่โต้แย้งได้พิจารณาใคร่ครวญในสิ่งที่บทบัญญัติศาสนาได้กำหนดไว้อย่างแท้จริงแล้ว ก็ย่อมจะประจักษ์แจ้งถึงความผิดพลาดของข้อกังขาเหล่านั้น ดังที่มีการกล่าวไว้ว่า:

มีคนมากมายเพียงใดที่ตำหนิถ้อยคำอันถูกต้อง (ความจริง)

และความบกพร่องของมันนั้นเกิดจากความเข้าใจที่บิดเบือน/ไม่ถูกต้อง

ประการที่สอง: แท้จริงแล้วสภาวการณ์ต่างๆ ในโลกบัรซัค (โลกหลังความตาย) นั้น จัดอยู่ในจำพวกเรื่องเร้นลับ ซึ่งประสาทสัมผัสไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะหากว่ามันสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสแล้ว ประโยชน์ของการศรัทธาในสิ่งเร้นลับก็ย่อมหมดสิ้นไป และทั้งผู้ที่ศรัทธาในสิ่งเร้นลับกับผู้ที่ปฏิเสธก็จะมีความเท่าเทียมกันในการยอมรับเรื่องดังกล่าว

ประการที่สาม: แท้จริงแล้วการลงโทษ ความสุขสำราญ ความกว้างขวางของหลุมศพ หรือความคับแคบของมันนั้น มีเพียงผู้ตายเท่านั้นที่รับรู้ได้ มิใช่ผู้อื่น ซึ่งเรื่องนี้เปรียบได้กับผู้ที่นอนหลับแล้วฝันไปว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่คับแคบน่าสะพรึงกลัว หรืออยู่ในสถานที่ที่กว้างขวางเบิกบานใจ ในขณะที่คนที่อยู่รอบข้างเขากลับมองไม่เห็นและไม่รู้สึกถึงสิ่งนั้นเลย และแน่นอนว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเคยได้รับโองการ (วะฮีย์)ในขณะที่ท่านอยู่ท่ามกลางเหล่าเศาะฮาบะฮ์ของท่าน โดยที่ท่านได้รยินเสียงของวะฮีย์นั้น แต่เหล่าเศาะฮาบะฮ์กลับไม่ได้ยิน และบางครั้งมลาอิกะฮ์จะจำแลงกายมาหาท่านในร่างของชายผู้หนึ่งแล้วพูดคุยกับท่าน โดยที่เหล่าเศาะฮาบะฮ์ไม่เห็นมลาอิกะฮ์ตนนั้นและไม่ได้ยินเสียงของท่านเลย

ประการที่สี่: แท้จริงแล้วการรับรู้ของเหล่าสรรพสิ่งนั้น ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สิ่งที่อัลลอฮ์ตะอาลาทรงอนุญาตให้พวกเขารับรู้ได้เท่านั้น และเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรับรู้ได้ถึงทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ (ในจักรวาลนี้) ดังเช่นชั้นฟ้าทั้งเจ็ด แผ่นดิน และผู้ที่พำนักอยู่ในนั้น รวมถึงทุกสรรพสิ่งต่างก็ทำการสดุดี (ตัสบีฮ์) สรรเสริญพระองค์อย่างแท้จริง ซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ได้ยินการสดุดีนั้นในบางครั้ง และถึงกระนั้นก็ตาม พระองค์ก็ทรงถูกบดบังจากพวกเรา และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "ชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและแผ่นดินและที่อยู่ในนั้นสดุดีสรรเสริญแด่พระองค์ และไม่มีสิ่งใดเว้นแต่จะสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์ แต่ว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจคำสดุดีของพวกเขา..." (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 44) และเช่นเดียวกันนี้ บรรดาชัยฏอนและญินนั้นเดินทางไปมาบนหน้าแผ่นดิน และบรรดาญินได้มายังท่านเราะซูลของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และได้รับฟังการอ่านของท่าน และได้นิ่งฟัง และได้กลับไปยังหมู่ชนของพวกเขาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตักเตือน และถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ถูกบดบังจากพวกเรา และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ตะอาลาได้ตรัสว่า: "โอ้ ลูกหลานของอาดัม อย่าหลงกลชัยฏอนโดยเด็ดขาด ดังที่มันเคยทำให้พ่อแม่ของพวกเจ้าออกจากสวรรค์มาแล้ว และมันได้ทำให้พวกเขาทั้งสองถูกเปลื้องเสื้อผ้าออกเพื่อให้เขาทั้งสองได้เห็นส่วนที่ลับของเขาทั้งสอง แท้จริงชัยฏอนและเผ่าพันธุ์ของมันเห็นพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าไม่สามารถมองเห็นพวกเขา แท้จริงเราได้ทำให้บรรดาชัยฏอนเป็นสหายใกล้ชิดแก่บรรดาผู้ไม่ศรัทธา" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 27) และเมื่อสรรพสิ่งที่ถูกสร้างไม่สามารถรับรู้ถึงทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ได้ ก็ไม่เป็นที่อนุมัติให้พวกเขาปฏิเสธสิ่งที่ได้รับการยืนยันแล้วจากเรื่องราวของสิ่งเร้นลับ ทั้งที่พวกเขาไม่สามารถรับรู้มันได้

*

การศรัทธาต่อกฎสภาวการณ์

อัลก็อดร์ (ด้วยฟัตหะฮ์บนตัวดาล) คือ การกำหนดของอัลลอฮ์ ตะอาลา ต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย ตามที่ความรอบรู้ของพระองค์ได้มีมาก่อน และตามที่วิทยปัญญาของพระองค์ได้กำหนดไว้

และการศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ประกอบด้วยสี่ประการ คือ

ประการแรก: การศรัทธาว่าอัลลอฮ์ ตะอาลานั้น ทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่ง ทั้งในภาพรวมและในรายละเอียด ทั้งในอดีตอันนิรันดร์และอนาคตอันกาลปาวสาน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของพระองค์เอง หรือการกระทำของบ่าวของพระองค์

ประการที่สอง: การศรัทธาว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา นั้น ทรงบันทึกสรรพสิ่งเหล่านั้นไว้แล้วใน 'อัลเลาหุลมะห์ฟูซ' และในสองประการนี้ อัลลอฮ์ตะอาล่าทรงตรัสว่า: "เจ้ามิรู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน แท้จริงสิ่งนั้นอยู่ในบันทึกแล้ว แท้จริงในการนั้นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์" (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 70)

และในเศาะฮีห์มุสลิม จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "อัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกกำหนดการต่างๆ ของทุกสรรพสิ่ง ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินถึงห้าหมื่นปี"[20] [20] บันทึกโดย มุสลิม: หมวดว่าด้วยอัล-เกาะดัร บทว่าด้วยการโต้เถียงระหว่างอาดัมและมูซา อะลัยฮิมัสสลาม (2653)

ประการที่สาม: ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของพระองค์ หรือการกระทำของบรรดาสิ่งถูกสร้าง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสถึงการกระทำของพระองค์ว่า: "และพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์และทรงเลือก..." (ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ : 68) และพระองค์ ทรงตรัสว่า: "...และอัลลอฮ์ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์" (ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม : 27) และพระองค์ ทรงตรัสว่า: "พระองค์คือผู้ทรงทำให้พวกเจ้าเป็นรูปร่างในครรภ์ (มารดาของพวกเจ้า) ตามที่พระองค์ทรงประสงค์..." [อาลิ อิมรอน:6] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสถึงการกระทำของบรรดาสิ่งถูกสร้างไว้ว่า: "...และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์ก็จะทรงให้พวกเขามีอำนาจเหนือพวกเจ้า แล้วพวกเขาก็จะต่อสู้กับพวกเจ้า..." (อัน-นิสาอ์ : 90) และพระองค์ ทรงตรัสว่า: "...และหากพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงประสงค์ พวกเขาก็จะไม่กระทำเช่นนั้น ดังนั้นจงทิ้งพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้น" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 112)

ประการที่สี่: ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างโดยอัลลอฮ์ ตะอาลา ทั้งในด้านรูปลักษณ์ คุณลักษณะ และอิริยาบถต่าง ๆ ของมัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "อัลลอฮ์ คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงดูแลและผู้ทรงพิทักษ์ทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 62) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "...และพระองค์ทรงให้บังเกิดทุกสิ่ง แล้วทรงกำหนดสิ่งเหล่านั้นอย่างเหมาะสม" (ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน : 2) และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม โดยท่านได้กล่าวแก่ประชาชาติของท่านว่า: "ทั้งๆ ที่อัลลอฮ์ทรงสร้างพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ" (อัศศ็อฟฟาต : 96)

และการศรัทธาต่อกฎสภาวะการณ์ ตามที่เราได้อธิบายมานั้น ไม่ได้ขัดแย้งกับการที่บ่าวจะมีความจำนงในการกระทำต่าง ๆ ที่เขาเลือกเอง และมีความสามารถเหนือการกระทำนั้น เนื่องจากทั้งตัวบทบัญญัติทางศาสนา (ชัรอ์) และความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (วากิอ์) ต่างเป็นหลักฐานยืนยันในเรื่องดังกล่าวให้แก่เขา

ส่วนหลักฐานทางตัวบทบัญญัติ: แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลาได้ดำรัสเกี่ยวกับความประสงค์ไว้ว่า: "...ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็ให้เขายึดทางกลับไปสู่พระผู้อภิบาลของเขาเถิด" [ซูเราะฮ์ อัน-นะบะอ์ : 39] และพระองค์ ทรงตรัสว่า: "...ดังนั้น พวกเจ้าจงเข้าหาแปลงเพาะปลูกของพวกเจ้าได้ตามวิธีและลักษณะที่พวกเจ้าประสงค์..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 223) และอัลลอฮ์ทรงตรัสในเรื่อง 'ความสามารถ' ว่า: "ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ และจงเชื่อฟังและปฏิบัติตาม..." [อัต-ตะฆอบุน : 16] และพระองค์ ทรงตรัสว่า: "อัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้เป็นภาระแก่ชีวิตใด ๆ มากเกินกว่าความสามารถที่จะแบกรับได้ เขาจะได้รับการตอบแทนที่ดีตามที่เขาได้ขวนขวายไว้ และเขาจะได้รับการลงโทษจากความชั่วที่เขาได้ขวนขวายไว้..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 286)

ส่วนหลักฐานทางสำหรับความเป็นจริงนั้น มนุษย์ทุกคนย่อมรู้ว่าตนมีความปรารถนาและความสามารถที่ใช้ในการกระทำและละทิ้ง และแยกแยะระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความประสงค์ของเขา เช่น การเดิน กับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยปราศจากความประสงค์ของเขา เช่น การสั่น แต่ทว่าความปรารถนาของบ่าวและความสามารถของเขานั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการอนุมัติและเดชานุภาพของอัลลอฮ์ ตะอาลา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "สำหรับบุคคลในหมู่พวกเจ้าที่ประสงค์จะอยู่ในทางอันเที่ยงตรง และพวกเจ้าจะไม่ประสงค์ได้ นอกจากอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์" (อัตตักวีร : 28-29) เพราะสากลจักรวาลทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา จึงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ นอกจากด้วยความรอบรู้และความประสงค์ของพระองค์

และการศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ -ตามที่เราได้อธิบายมา- ไม่ได้ทำให้บ่าวมีข้ออ้างสำหรับสิ่งที่เขาละทิ้งจากบรรดาสิ่งที่เป็นวาญิบ หรือสิ่งที่ได้กระทำไปจากการฝ่าฝืนทั้งหลาย และด้วยเหตุนี้ การที่เขาใช้มันเป็นข้ออ้างจึงถือเป็นโมฆะด้วยเหตุผลหลายประการ:

ประการที่หนึ่ง: พระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า: "บรรดาผู้ตั้งภาคีจะกล่าวว่า: “หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอน พวกเราและบรรพบุรุษของพวกเราจะไม่ตั้งภาคี และเราจะไม่ทำให้สิ่งใดกลายเป็นสิ่งต้องห้าม” ในทำนองเดียวกันนั้น บรรดาชนที่มาก่อนหน้าพวกเขาได้โกหก (เราะซูลของพวกเขา) จนกระทั่งพวกเขาได้รู้สึกถึงการลงโทษของเรา จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) “พวกเจ้ามีความรู้ใช่ไหม ดังนั้น ก็จงแสดงความรู้นั้นออกมาแก่เรา? พวกเจ้าไม่ได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากการคาดเดาเท่านั้น และพวกเจ้าไม่มีอะไรเลยนอกจากการกล่าวเท็จเท่านั้น" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 148) และหากว่าพวกเขามีข้ออ้างในเรื่องกฎกำหนดสภาวะ อัลลอฮ์ก็จะไม่ทรงทำให้พวกเขาลิ้มรสการลงโทษอันรุนแรงของพระองค์

ประการที่สอง: อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "บรรดาเราะซูล คือผู้มีบทบาทในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่มีข้อโต้แย้งต่ออัลลอฮ์ภายหลังจากบรรดาเราะซูลเหล่านั้น และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 165) ถ้าหากการกำหนด (กอดัร) สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้ผู้ฝ่าฝืนได้จริงการส่งบรรดาร่อซูลมาก็ย่อมไม่มีประโยชน์ใด ๆ เพราะแท้จริงการฝ่าฝืนหลังจากการส่งร่อซูลมาแล้วนั้น ก็เกิดขึ้นภายใต้การกำหนดของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งเช่นเดียวกัน

ประการที่สาม: หะดีษที่รายงานโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม -และสำนวนนี้เป็นของอัล-บุคอรีย์- จากอาลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้า เว้นแต่ได้ถูกบันทึกที่พำนักของเขาไว้แล้ว ว่าจะเป็นในนรกหรือในสวรรค์" ชายคนหนึ่งจากกลุ่มชนกล่าวว่า: เราจะมอบหมายไม่ได้หรือ โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์? ท่านได้กล่าวว่า: "ไม่ ท่านทั้งหลายจงลงมือทำเถิด เพราะแท้จริงทุกคนจะถูกทำให้เอื้อต่อหนทางของตน" จากนั้นท่านก็ได้อ่านโองการที่ว่า: "ส่วนผู้ที่บริจาคและยำเกรง (อัลลอฮ์)" (ซูเราะฮ์ อัล-ลัยล์ : 5) และในอีกสำนวนหนึ่งของมุสลิม ที่ว่า: "ดังนั้น ทุกคนจะถูกทำให้ได้รับความสะดวกไปสู่สิ่งที่เขาถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนั้น"[21] ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กำชับให้ปฏิบัติและได้ห้ามมิให้อ้างกฎกำหนดสภาวการณ์ [21] บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: หมวดว่าด้วยอัลเกาะดัร บทว่าด้วย “และกิจการของอัลลอฮฺนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว” (6605), และมุสลิม: หมวดว่าด้วยอัลเกาะดัร บทว่าด้วยลักษณะการสร้างมนุษย์ในครรภ์มารดา การบันทึกปัจจัยยังชีพ อายุขัย การงาน ความทุกข์และความสุขของเขา (2647)

ประการที่สี่: แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงใช้บ่าวและทรงห้ามเขา และไม่ทรงบังคับเขานอกจากตามความสามารถของเขา อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า: "ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ และจงเชื่อฟังและปฏิบัติตาม..." [อัต-ตะฆอบุน : 16] และพระองค์ ทรงตรัสว่า: "อัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้เป็นภาระแก่ชีวิตใด ๆ มากเกินกว่าความสามารถที่จะแบกรับได้..." [อัลบะกอเราะฮฺ : 286] และหากผู้เป็นบ่าวเป็นผู้ถูกบังคับให้กระทำ ก็เท่ากับว่าเขาถูกบังคับในสิ่งที่เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งสิ่งนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ หากเขาได้กระทำการฝ่าฝืนเพราะความไม่รู้ หรือลืม หรือถูกบังคับ เขาก็จะไม่เป็นบาป เพราะเขาถือเป็นผู้ที่ได้รับการยกเว้น

ประการที่ห้า: แท้จริงกฎกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา นั้นเป็นความลับที่ซ่อนเร้น จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ยกเว้นหลังจากสิ่งที่ถูกกำหนดได้เกิดขึ้นแล้ว และความประสงค์ของบ่าวต่อสิ่งที่เขาจะกระทำนั้นย่อมเกิดขึ้นก่อนการกระทำของเขา ดังนั้น ความประสงค์ของเขาที่จะกระทำจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่เขามีต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้ ข้ออ้างของเขาในเรื่องกฎกำหนดสภาวการณ์จึงเป็นโมฆะ เนื่องจากบุคคลไม่อาจใช้สิ่งที่ตนไม่รู้มาเป็นข้ออ้างได้

ประการที่หก: แท้จริงเราจะเห็นได้ว่า มนุษย์ย่อมมุ่งมั่นเลือกสิ่งที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องของโลกนี้จนกระทั่งเขาได้รับมันมา และเขาไม่หันเหไปเลือกสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นโทษแก่ตนเอง แต่แล้วเมื่อเขาหันเหออกไป (จากสิ่งที่ดี) เขากลับนำ “การกำหนด (กอดัร)” มาเป็นข้ออ้างดังนั้น เหตุใดเขาจึงหันเหออกจากสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเขาในเรื่องศาสนา ไปสู่สิ่งที่เป็นโทษแก่เขาแล้วจึงอ้างการกำหนด (กอดัร) อีกเล่า?แท้จริงสภาพของทั้งสองเรื่องนั้นมิใช่เหมือนกันดอกหรือ?!

และเราขอยกตัวอย่างเพื่อสร้างความกระจ่างดังต่อไปนี้

หากว่าเบื้องหน้าของมนุษย์มีเส้นทางอยู่สองสาย: สายหนึ่งจะนำพาเขาไปสู่เมืองที่เต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย: การฆ่าฟัน การปล้นสะดม การล่วงละเมิดในเกียรติ ความหวาดกลัว และความหิวโหย ส่วนอีกสายหนึ่งจะนำพาเขาไปสู่เมืองที่เต็มไปด้วยความเป็นระเบียบ ความปลอดภัยอันมั่นคง การใช้ชีวิตที่สุขสบาย และการให้เกียรติต่อชีวิต เกียรติยศ และทรัพย์สิน แล้วเขาจะเลือกเดินในเส้นทางใด?

แท้จริงเขาจะเลือกเดินในเส้นทางที่สอง ซึ่งจะนำพาเขาไปสู่ดินแดนแห่งระเบียบวินัยและความปลอดภัย และย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้มีสติปัญญาคนใดจะเลือกเดินในเส้นทางของดินแดนแห่งความโกลาหลและความหวาดกลัว พร้อมกับนำเอากฎกำหนดสภาวะมาเป็นข้ออ้าง แล้วเหตุใดเล่า เขาจึงเลือกดำเนินในเส้นทางแห่งนรกแทนที่จะเป็นสวรรค์ในเรื่องของวันอาคิเราะฮฺ และนำเอากฎกำหนดสภาวะมาเป็นข้ออ้าง?

และอีกตัวอย่างหนึ่ง: เราจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยนั้นถูกสั่งให้กินยา เขาก็จะดื่มยานั้น ทั้งที่ใจของเขาไม่ได้ปรารถนามันเลย และเขาก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้กินอาหารที่ให้โทษแก่ตัวเขา เขาก็ยอมเลิกกินมัน ทั้งที่ใจของเขาปรารถนายากจะกินมันก็ตาม ทั้งหมดนั้นก็เพื่อแสวงหาการเยียวยาและความปลอดภัย โดยที่เขาไม่สามารถจะปฏิเสธการกินยา หรือขืนไปกินอาหารที่ให้โทษ แล้วมาอ้างกฎสภาวะการณ์ได้เลย" เหตุใดมนุษย์จึงละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้ทรงบัญชา หรือกระทำสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้ทรงห้าม แล้วมาใช้การกำหนดกฎสภาวะการณ์เป็นข้ออ้างเล่า?

ประการที่เจ็ด: แท้จริงผู้ที่ใช้กฎกำหนดของอัลลอฮ์เป็นข้ออ้างในการละทิ้งข้อบังคับทางศาสนา หรือในการทำบาปนั้น หากมีคนมาล่วงเกินเขาโดยเอาทรัพย์สินของเขาไป หรือละเมิดเกียรติของเขา แล้วคนผู้นั้นก็อ้างกฎกำหนดของอัลลอฮ์ และกล่าวว่า “อย่าตำหนิฉันเลย เพราะการล่วงเกินของฉันนั้นเป็นไปตามกฎกำหนดของอัลลอฮ์” เขาย่อมไม่ยอมรับข้ออ้างของคนผู้นั้น แล้วเขาปฏิเสธการอ้างกฎกำหนดสภาวะการณ์ในการที่ผู้อื่นละเมิดต่อเขา แต่กลับใช้อ้างเพื่อตนเองในการที่เขาละเมิดต่อสิทธิของอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งได้อย่างไร?

มีรายงานว่า ท่านอมีรุลมุอ์มินีน อุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ มีผู้ขโมยคนหนึ่งซึ่งสมควรถูกลงโทษตัดมือได้ถูกนำตัวมายังท่าน ท่านจึงมีบัญชาให้ตัดมือของเขา เขาจึงกล่าวว่า: ช้าก่อน โอ้ท่านอมีรุลมุอ์มินีน แท้จริงแล้วที่ฉันขโมยไปนั้นเป็นไปด้วยกำหนดสภาวะของอัลลอฮฺ อุมัรจึงกล่าวว่า: และเราก็จะตัดด้วยกำหนดสภาวะของอัลลอฮฺเช่นกัน

และการศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์มีคุณค่ามากมาย ได้แก่:

ประการแรก: การพึ่งพิงต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ในขณะที่ลงมือกระทำตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ โดยที่จะต้องไม่พึ่งพิงอยู่กับตัวเหตุปัจจัยนั้นเพียงอย่างเดียว เพราะแท้จริงแล้วทุกสรรพสิ่งล้วนดำเนินไปตามกฎสภาวะการณ์ของอัลลอฮ์ตะอาลา

ประการที่สอง: ทำให้บุคคลหนึ่งไม่เกิดความลำพองใจ เมื่อเขาสมปรารถนา (ประสบความสำเร็จ) เพราะการที่เขาสมปรารถนานั้น ถือเป็นความเมตตาจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ผ่านสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ให้จากบรรดาเหตุปัจจัยแห่งความดีงามและความสำเร็จ และการที่เขาหลงลำพองในตนเองนั้น จะทำให้เขาลืมที่จะขอบคุณต่อความเมตตานี้

ประการที่สาม: เกิดความสงบสุขและความสบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาจากกฎกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ดังนั้นเขาจะไม่กังวลกับการสูญเสียสิ่งที่รัก หรือการประสบกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เพราะสิ่งนั้นเป็นไปตามกฎกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรรมสิทธิ์แห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และในเรื่องนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "ไม่มีเคราะห์กรรมอันใดเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ หรือในตัวของพวกเจ้าเอง เว้นแต่สิ่งนั้นได้ถูกบันทึกไว้ก่อนที่เราจะบังเกิดมันขึ้นมา แท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับอัลลอฮ์ เพื่อที่พวกเจ้าจะไม่เสียใจในสิ่งที่พลาดไป และไม่ยินดีในสิ่งที่พระองค์ประทานให้ และอัลลอฮ์ไม่ทรงรักผู้โอ้อวดและหยิ่งยโสทุกคน" (ซูเราะฮ์ อัล-หะดีด : 22-23) และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งสำหรับกิจการของผู้ศรัทธา แท้จริงกิจการของเขาทั้งหมดล้วนเป็นความดีสำหรับเขา และสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับใครนอกจากผู้ศรัทธาเท่านั้น หากเขาได้รับความสุข เขาก็ขอบคุณ และมันก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา และหากเขาประสบกับความทุกข์ เขาก็อดทน และมันก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา"[22] [22] บันทึกโดยมุสลิม: หมวดว่าด้วยอัซซุฮดฺ วัลเราะกออิก บทว่าด้วยกิจการของผู้ศรัทธานั้นล้วนเป็นสิ่งดีงาม, (2999)

และแท้จริงมีสองกลุ่มที่ได้หลงผิดในเรื่อง อัล-เกาะดัร (กฎสภาวการณ์):

กลุ่มแรก: คือกลุ่ม ญะบะรียะฮ์ ซึ่งกล่าวว่า มนุษย์ถูกบังคับให้กระทำการงานของตน และไม่มีเจตจำนง และไม่มีความสามารถใด ๆ ในการเลือกกระทำนั้นเลย

กลุ่มที่สอง: กลุ่มเกาะดะรียะฮ์ ซึ่งกล่าวว่า บ่าวนั้นมีความอิสระในการกระทำของตนในด้านเจตจำนงและความสามารถ โดยที่พระประสงค์และเดชานุภาพของอัลลอฮ์ ตะอาลา ไม่มีผลใดๆ ต่อการกระทำนั้น

การโต้ตอบกลุ่มแรก (อัลญับรีย์ยะฮฺ) ด้วยหลักฐานทางบทบัญญัติศาสนาและความเป็นจริง:

ส่วนหลักฐานทางบทบัญญัติ: แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงยืนยันว่า บ่าวนั้นมีเจตจำนน และความต้องการ และพระองค์ถือว่าการกระทำนั้นเป็นของบ่าวเอง ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : "...ในหมู่พวกเจ้านั้นมีผู้ที่ปรารถนาโลกนี้ และในหมู่พวกเจ้าก็มีผู้ที่ปรารถนาชีวิตหลังความตาย..." (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 152) และพระองค์ ตรัสว่า : "และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ แท้จริง เราได้เตรียมไฟนรกไว้สำหรับบรรดาผู้ที่อธรรมซึ่งกำแพงของมันล้อมรอบพวกเขา..." [ซูเราะฮ์ อัลกะฮ์ฟิ : 29]، และพระองค์ ตรัสว่า : "ผู้ใดประกอบความดีก็จะได้แก่ตัวของเขา และผู้ใดประกอบความชั่วก็จะได้แก่ตัวของเขาเอง และพระผูัอภิบาลของเจ้านั้นมิทรงอธรรมต่อปวงบ่าวของพระองค์" (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 46)

ส่วนหลักฐานทางความเป็นจริงนั้น คือมนุษย์ทุกคนย่อมรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่าง การกระทำที่เกิดจากความสมัครใจของเขา ซึ่งเขาทำมันด้วยเจตจำนนของตนเอง เช่น การกิน การดื่ม การขาย และการซื้อ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนโดยปราศจากเจตจำนงของตน เช่น การสั่นเทาจากไข้ และการพลัดตกจากที่สูง ในกรณีแรกนั้น เขาเป็นผู้กระทำที่เลือกด้วยเจตจำนงของตนโดยปราศจากการบังคับ ส่วนในกรณีที่สอง เขาไม่ใช่ผู้เลือก และไม่ได้มีความปรารถนาในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน

การโต้ตอบต่อกลุ่มที่สอง (อัล-เกาะดะรียะฮ์) ด้วยหลักฐานจากบทบัญญัติและสติปัญญา:

ส่วนหลักฐานทางบทบัญญัตินั้น แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้นด้วยความประสงค์ของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงชี้แจงไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า การกระทำของปวงบ่าวนั้นเกิดขึ้นด้วยความประสงค์ของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "...และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ บรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขาก็คงไม่ฆ่ากันเองหลังจากที่หลักฐานที่ชัดเจนได้มายังพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ขัดแย้งกัน ดังนั้น บางคนในหมู่พวกเขาเป็นผู้ศรัทธาและบางคนเป็นผู้ปฏิเสธ และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ พวกเขาคงไม่ฆ่ากันเอง แต่อัลลอฮ์นั้น ทรงกระทำซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 253) และพระองค์ตรัสว่า : "และหากเราประสงค์ แน่นอนเราจะทำให้ทุกชีวิตมีทางนำของมันก็ได้ แต่ว่าคำสัญญาของข้าจะต้องเป็นจริง แน่นอนข้าจะให้นรกเต็มไปด้วยญินและมนุษย์ทั้งหมด" (ซูเราะฮ์ อัส-สัจญ์ดะฮ์ : 13)

ส่วนหลักฐานทางปัญญานั้น คือแท้จริงจักรวาลทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา และมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ ดังนั้นเขาจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา และเป็นไปไม่ได้สำหรับสิ่งที่อยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ที่จะจัดการในกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของ เว้นแต่ด้วยการอนุมัติและความประสงค์ของพระองค์

*

เป้าหมายของหลักศรัทธาอิสลาม

เป้าหมาย เชิงภาษา คือ ถูกใช้เรียกในหลายความหมาย เช่น วัตถุที่ถูกตั้งไว้เพื่อเป็นเป้าในการยิง และทุกสิ่งที่ถูกมุ่งหมาย

และเป้าหมายของหลักศรัทธาอิสลามนั้น คือเจตนารมณ์ของมัน และเป้าหมายอันสูงส่งของมัน อันเป็นผลมาจากการยึดมั่นในหลักความเชื่อนั้น ซึ่งมีอยู่มากมายและหลากหลาย ซึ่งส่วนหนึ่งในนั้นคือ:

ประการแรก: การอุทิศเจตนาและการเคารพภักดีอย่างบริสุทธิ์ใจแด่อัลลอฮ์ ตะอาลา เพียงผู้เดียว เพราะพระองค์คือผู้ทรงสร้าง ไม่มีภาคีใดสำหรับพระองค์ ดังนั้นจึงจำเป็นที่เจตนาและการเคารพภักดีจะต้องมีแด่พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ประการที่สอง: การปลดปล่อยสติปัญญาและความคิดจากความสับสนวุ่นวายอันเกิดจากการที่หัวใจว่างเปล่าจากหลักความเชื่อนี้ เพราะผู้ที่หัวใจของเขาว่างเปล่าจากมัน ก็อาจเป็นผู้ที่หัวใจว่างเปล่าจากหลักความเชื่อใด ๆ ทั้งสิ้นและเป็นผู้เคารพบูชาเพียงวัตถุที่จับต้องได้เท่านั้น หรือไม่ก็เป็นผู้ที่สับสนอยู่ในความหลงผิดของหลักความเชื่อต่าง ๆ และเรื่องงมงายไร้สาระ

ประการที่สาม: ความสงบสุขทางด้านจิตใจและความคิด จึงไม่มีความวิตกกังวลในจิตใจ และไม่มีความสับสนวุ่นวายในความคิด เพราะหลักความเชื่อนี้จะเชื่อมโยงผู้ศรัทธาเข้ากับพระผู้สร้างของเขา ดังนั้นเขาจึงพอใจในพระองค์ในฐานะพระเจ้าผู้ทรงบริหารกิจการ และผู้ทรงปกครองและบัญญัติกฎเกณฑ์ หัวใจของเขาจึงสงบสุขด้วยกฎกำหนดสภาวการณ์ของพระองค์ และหัวใจของเขาจะเปิดกว้างยอมรับอิสลาม ดังนั้นเขาจึงไม่แสวงหาสิ่งอื่นใดมาทดแทน

ประการที่สี่: ความบริสุทธิ์ของเจตนาและการงานจากการเบี่ยงเบนในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา หรือในการปฏิบัติต่อสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เพราะว่าหนึ่งในรากฐานของมันคือการศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต ซึ่งครอบคลุมถึงการปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขา อันเป็นแนวทางที่บริสุทธิ์ทั้งในด้านเจตนาและการงาน

ประการที่ห้า: ความเด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่นจริงจังในกิจการต่างๆ โดยที่เขาจะไม่ปล่อยโอกาสในการทำความดีให้ผ่านพ้นไปเว้นแต่จะฉวยโอกาสนั้นไว้ เพื่อหวังในผลบุญตอบแทน และจะไม่เห็นช่องทางของบาปใดๆ เว้นแต่เขาจะออกห่างจากมัน ด้วยความเกรงกลัวต่อการลงทัณฑ์ เพราะหนึ่งในบรรดารากฐานของมันคือการศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพ และการตอบแทนผลของการงาน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: "และ (การตอบแทน) สำหรับแต่ละคนนั้นมีหลายระดับขั้น ตามสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ และพระผู้อภิบาลของเจ้าไม่ทรงเมินเฉยต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 132) และท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ทรงส่งเสริมในเป้าหมายนี้ ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า: "ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งย่อมดีและเป็นที่รัก ณ อัลลอฮ์มากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็มีความดีงามอยู่ จงมุ่งมั่นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้าเอง และจงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์และอย่าได้อ่อนแอ และเมื่อเจ้าประสบกับปัญหาใด ก็อย่าได้กล่าวว่า หากฉันกระทำเช่นนั้น มันก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จงกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้แล้ว และสิ่งใดที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะทรงทำ เพราะคำว่า ‘ถ้า’ นั้นจะเป็นการเปิดช่องทางให้ชัยฏอนทำงาน" บันทึกโดยมุสลิม (23) [23] บันทึกโดย มุสลิม: หมวดว่าด้วยอัลเกาะดัร บทว่าด้วยการใช้ให้มีความเข้มแข็ง การละทิ้งความอ่อนแอ การขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺ และการมอบหมายการกำหนดสภาวะการณ์ต่างๆ แด่อัลลอฮฺ, (2664)

ประการที่หก: การสร้างประชาชาติที่เข้มแข็ง ที่พร้อมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อยืนหยัดในศาสนาของตนและเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคง โดยไม่แยแสต่อสิ่งใดที่จะประสบกับตนในหนทางนั้น และในเรื่องนี้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: "แท้จริงศรัทธาชนที่แท้จริงนั้น คือบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ แล้วพวกเขาไม่สงสัยเคลือบแคลงใจ แต่พวกเขาได้เสียสละต่อสู้ดิ้นรนด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขาไปในหนทางของอัลลอฮ์ ชนเหล่านั้นแหละคือบรรดาผู้สัตย์จริง" (ซูเราะฮ์ อัล-หุญุรอต : 15)

ประการที่เจ็ด : การบรรลุถึงความผาสุกในโลกนี้และโลกหน้า และการได้รับผลตอบแทนและเกียรติยศ ด้วยการขัดเกลาบุคคลและสังคม และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "ผู้ใดกระทำความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา แน่นอนเราจะทำให้ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาด้วยการตอบแทนที่ดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 97)

เหล่านี้คือเป้าหมายบางประการของหลักความเชื่ออิสลาม เราขอต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา โปรดให้เราและมุสลิมทั้งมวลได้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ใจดีเสมอ และมวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก

ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและความสันติแด่ท่านนบีของเรามุหัมมัด และแด่ครอบครัวของท่าน และอัครสาวกของท่านทั้งหมด

เรียบเรียงเสร็จสมบูรณ์โดยผู้เรียบเรียง

มุฮัมมัด อัศศอลิห์ อัล-อุษัยมีน