الإسلام - نبذة موجزة عن الإسلام (مشتملة على الأدلة)
อิสลาม บทสรุปสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิสลามตามที่ได้ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี เป็นหนังสือที่มีความสำคัญ ประกอบด้วยนิยามสั้น ๆ เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ที่อธิบายถึงต้นกำเนิด คำสอน และข้อดีของอิสลามที่สำคัญที่สุด จากต้นกำเนิดคือ อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี และหนังสือเล่มนี้ได้ส่งถึงบรรดามุกัลลัฟ (ผู้ถึงเกณฑ์การบังคับ) ทั้งที่เป็นมุสลิมและที่ไม่ใช่มุสลิม ด้วยภาษาต่างๆ เหมาะกับทุกช่วงฤดูกาล สถานที่ สถานการณ์ และความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน (เป็นหนังสือที่รวบรวมหลักฐานต่าง ๆ จากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี) 1- อิสลามคือสาส์นของอัลลอฮ์ที่ส่งไปยังมนุษย์ทั้งมวล…
This PDF is generated automatically from the book's text; its layout may differ from the printed edition.
อิสลาม
บทสรุปสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิสลามตามที่ได้ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี
เป็นหนังสือที่มีความสำคัญ ประกอบด้วยนิยามสั้น ๆ เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ที่อธิบายถึงต้นกำเนิด คำสอน และข้อดีของอิสลามที่สำคัญที่สุด จากต้นกำเนิดคือ อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี และหนังสือเล่มนี้ได้ส่งถึงบรรดามุกัลลัฟ (ผู้ถึงเกณฑ์การบังคับ) ทั้งที่เป็นมุสลิมและที่ไม่ใช่มุสลิม ด้วยภาษาต่างๆ เหมาะกับทุกช่วงฤดูกาล สถานที่ สถานการณ์ และความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน
(เป็นหนังสือที่รวบรวมหลักฐานต่าง ๆ จากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี)
1- อิสลามคือสาส์นของอัลลอฮ์ที่ส่งไปยังมนุษย์ทั้งมวล เป็นสาส์นของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงนิรันดร์ และเป็นสาส์นฉบับสุดท้าย
อิสลามคือสาส์นของอัลลอฮ์ที่ส่งไปยังมนุษย์ทุกคน พระองค์ตรัสว่า: {และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้} (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 28) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย! แท้จริงฉันคือเราะซูลของอัลลอฮ์มายังพวกท่านทั้งมวล} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ :158) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: {มนุษย์ชาติทั้งหลาย! แท้จริงเราะซูลนั้น ได้นำความจริงจากพระเจ้าของพวกเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว จงศรัทธากันเถิด มันเป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธาแล้ว แท้จริงสิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ทั้งสิ้น และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ :170)
อิสลาม คือสาส์นของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงนิรันดร์ ซึ่งเป็นสาส์นฉบับสุดท้าย อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี} (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 40)
2- อิสลามไม่ใช่ศาสนาที่เจาะจงเฉพาะเพศใดเพศหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นศาสนาของอัลลอฮ์สำหรับมนุษย์ทุกคน
อิสลามไม่ใช่ศาสนาที่เจาะจงเฉพาะเพศใดเพศหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นศาสนาของอัลลอฮ์สำหรับมนุษย์ทุกคน และคำสั่งแรกในอัลกุรอาน คือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {มนุษย์เอ๋ย! จงเคารพอิบาดะฮ์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้า และบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเจ้าเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะทรงยำเกรง} (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 21) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า : {มนุษยชาติทั้งหลาย ! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่ง และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา และได้ทรงให้แพร่สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชายและบรรดาหญิงอันมากมาย} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 1) และจากท่านอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวกับผู้คนในวันพิชิตนครมักกะฮ์ ว่า: «โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงขจัดออกจากพวกเจ้าซึ่งสิ่งที่เป็นนิสัยแห่งยุคญาฮิลิยะฮ์ และการลำพองตนด้วยบรรพบุรุษ แท้จริงมนุษย์นั้นมีสองประเภท คนดี ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ เป็นที่รักของอัลลอฮ์ และคนชั่วเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับอัลลอฮ์ มนุษย์ทุกคนคือลูกหลานของอาดัม และอัลลอฮ์ทรงสร้างอาดัมมาจากดิน ซึ่งอัลลอฮ์ทรงตรัสว่า: «โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ์นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน) (ซูเราะฮ์ อัล-หุญุรอต : 13) » บันทึกโดย อัต-ติรมิซีย์ (3270) คำสั่งในอัลกุรอานหรือคำสั่งของท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผู้ทรงเกียรติ ไม่พบการบัญญัติใดที่บังคับใช้เฉพาะกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งตามเชื้อชาติ หรือชาตินิยม หรือเพศใดเพศหนึ่ง
3- อิสลามคือสาส์นของพระผู้เป็นเจ้า ที่มาเพื่อเติมเต็มสาส์นของบรรดานบีและบรรดาผู้ที่ถูกส่งมาไปยังประชาชาติของพวกเขาก่อนหน้านี้
อิสลามคือสาส์นของพระผู้เป็นเจ้า มาเพื่อเติมเต็มสาส์นของบรรดานบี และผู้ที่ถูกส่งมาไปยังประชาชาติของพวกเขาก่อนหน้านี้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {แท้จริงเราได้มีโองการแก่เจ้า เช่นเดียวกับที่เราได้มีโองการแก่นูห์ และบรรดานบีหลังจากเขา และเราได้มีโองการแก่อิบรอฮีมและอิสมาอีล และอิสฮาก และยะอ์กูบ และอัล-อัสบาฏ และอีซา และอัยยูบ และยูนุส และฮารูน และ สุลัยมาน และเราได้ให้ ซะบูร์ แก่ดาวูด} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 163) และศาสนาที่อัลลอฮ์ทรงวะฮีย์แก่ท่านเราะซูล มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือศาสนาที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้แก่บรรดานบีคนก่อน ๆ และสั่งเสียพวกเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเจ้าเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่นูห์ และที่เราได้วะฮีย์แก่เจ้าก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮีม และมูซา และอีซาว่า พวกเจ้าจงดำรงศาสนาไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา แต่เป็นเรื่องใหญ่แก่พวกตั้งภาคีที่เจ้าเรียกร้อง เชิญชวนพวกเขาไปสู่ศาสนานั้น อัลลอฮ์ทรงเลือกสำหรับพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงชี้แนะทางสู่พระองค์ผู้ที่ผินหน้าสู่พระองค์} (ซูเราะฮ์ อัช-ชูรอ : 13) และสิ่งที่อัลลอฮ์ได้วะฮีย์แก่ท่านเราะซูล มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นเป็นการยืนยันบรรดาคัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาก่อนหน้านั้น อย่างคัมภีร์อัตเตารอต และคัมภีร์อัลอินญีล ก่อนที่ทั้งสองคัมภีร์จะถูกบิดเบือน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {และคัมภีร์ที่เราได้ให้แก่เจ้านั้นมันคือสัจธรรม เป็นการยืนยันในสิ่งที่ได้มีมาก่อนมัน แท้จริง อัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงตระหนัก ผู้ทรงเห็น ต่อปวงบ่าวของพระองค์} (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 31)
4- บรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม นั้น นับถือศาสนาเดียวกัน แต่บทบัญญัติของพวกเขาแตกต่างกันไป
ศาสนาของบรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม นั้นศาสนาเดียวกัน แต่บทบัญญัติของพวกเขาแตกต่างกันไป อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {และเราได้ให้คัมภีร์ลงมาแก่เจ้า ด้วยความจริง ในฐานะเป็นที่ยืนยันคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้ามันและเป็นที่ควบคุมคัมภีร์ (เบื้องหน้า) นั้น ดังนั้นเจ้าจงตัดสินสินระหว่างพวกเขา ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมาเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำของพวกเขา โดยเขวออกจากความจริงที่ได้มายังเจ้า สำหรับแต่ละประชาชาติในหมู่พวกเจ้านั้น เราได้ให้มีบทบัญญัติและแนวทางไว้ และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์แล้วแน่นอนก็ทรงให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกันแล้ว แต่ทว่าเพื่อที่จะทรงทดสอบพวกเจ้าในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงแข่งขันกันในความดีทั้งหลายเถิด ยังอัลลอฮ์นั้นคือ การกลับไปของพวกเจ้าทั้งหมด แล้วพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเจ้าทราบในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังขัดแย้งกันในสิ่งนั้น} (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 48) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: «ฉันเป็นคนที่ใกล้ชิดกับ อีซาบุตรของมัรยัมมากที่สุด ทั้งในดุนยา (โลกนี้) และอาคิเราะฮ์ (ปรโลก) และบรรดานบีเป็นพี่น้อง มีบิดาคนเดียวกัน และมีมารดาที่ต่างกัน และศาสนาของพวกเขาศาสนาเดียวกัน» บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ (3443)
5- ศาสนาอิสลามเรียกร้องเชิญชวน เหมือนกับที่บรรดานบีทั้งหมดได้เรียกร้องเชิญชวน เช่น นูห์ อิบรอฮีม มูซา สุลัยมาน ดาวูด และอีซา อะลัยฮิมุสสลาม ให้ศรัทธาว่าผู้ที่เป็นพระเจ้านั้นคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงมอบปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงให้เป็น ผู้ทรงให้ตาย ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งอำนาจทั้งปวง และพระองค์ผู้ทรงบริหารกิจการ และพระองค์เป็นผู้ทรงเอ็นดูและเมตตาเสมอ
ศาสนาอิสลามเรียกร้องเชิญชวน เหมือนกับที่บรรดานบีทั้งหมดได้เรียกร้องเชิญชวน เช่น นูห์ อิบรอฮีม มูซา สุลัยมาน ดาวูด และอีซา อะลัยฮิมุสสลาม ให้ศรัทธาว่าผู้ที่เป็นพระเจ้านั้นคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงมอบปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงให้เป็น ผู้ทรงให้ตาย ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งอำนาจทั้งปวง และพระองค์ผู้ทรงบริหารกิจการ และพระองค์เป็นผู้ทรงเอ็นดูและเมตตาเสมอ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: (โอ้มนุษย์เอ๋ย! พวกเจ้าจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้า จะมีพระผู้สร้างอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์กระนั้นหรือ ที่จะประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้าและแผ่นดิน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังนั้น ทำไมเล่าพวกเจ้าจึงถูกหลอกลวงให้หันห่างออกไป (จากความจริง)) (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 3) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า : {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) "ใครเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่มาจากฟากฟ้า และแผ่นดินแด่พวกท่าน หรือใครเป็นเจ้าของการได้ยินและการมองเห็น และใครเป็นผู้ให้มีชีวิตหลังจากการตายและเป็นผู้ให้ตายหลังจากมีชีวิตมา และใครเป็นผู้บริหารกิจการ" แล้วพวกเขาจะกล่าวกันว่า “อัลลอฮ์” ดังนั้นจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “พวกท่านไม่ยำเกรงหรือ?} (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 31) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า : {หรือผู้ใดเล่าจะเริ่มในการสร้าง แล้วทรงให้มันเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และผู้ใดทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า จากฟากฟ้าและแผ่นดิน จะมีพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮ์อีกหรือ? จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “จงนำหลักฐานของพวกท่านมา หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง”} (ซูเราะฮ์ อัน-นัมล์ : 64)
และบรรดานบีและบรรดาเราะซูล (อะลัยฮิมุสสลาม) ทั้งหมดนั้น ถูกส่งมาเพื่อเรียกร้องเชิญชวนให้เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และโดยแน่นอน เราได้ทรงบังเกิดซึ่งเราะซูลมายังทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) “พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮ์ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด” ดังนั้น ในหมู่พวกเขามีผู้ที่อัลลอฮ์ทรงชี้แนะทางให้และในหมู่พวกเขามีการหลงผิดคู่ควรแก่เขา ฉะนั้น พวกเจ้าจงตระเวนไปในแผ่นดิน แล้วจงดูว่าบั้นปลายของผู้ปฏิเสธนั้นเป็นเช่นใด!} (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 36) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และเรามิได้ส่งเราะซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮีย์แก่เขาว่า “แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า”} (ซูเราะฮ์ อัน-อันบิยาอ์ : 25) และอัลลอฮ์ได้เล่าถึงนูห์ อะลัยฮิสสลาม พระองค์ ตรัสว่า : {โอ้ประชาชาติของฉัน จงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด ไม่มีผู้ได้รับการเคารพสักการะใด ๆ สำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์ แท้จริงฉันกลัวการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่จะประสบแก่พวกท่าน} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 59) และ อัลเคาะลีล (สหาย) อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ได้กล่าวไว้ เหมือนที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้เล่าถึงเขา ว่า : {และ (จงรำลึกถึง) อิบรอฮีม ขณะที่เขากล่าวแก่หมู่ชนของเขาว่า "จงเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์และจงยำเกรงต่อพระองค์ เพราะนั่นจะเป็นการดีกว่าสำหรับพวกท่าน หากพวกท่านรู้"} (ซูเราะฮ์ อัล-อันกะบูต : 16) และศอลิห์ อะลัยฮิสสลาม ได้กล่าวไว้ เหมือนที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้เล่าถึงเขาว่า: (เขากล่าวว่า โอ้ประชาชาติของฉัน! จงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด ไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ สำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์ แน่นอนได้มีหลักฐานอันชัดเจนจากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว นี่คืออูฐตัวเมียของอัลลอฮ์ในฐานะเป็นสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกท่าน ดังนั้นพวกท่านจงปล่อยมันกินในแผ่นดินของอัลลอฮ์เถิด และจงอย่าแตะต้องมันด้วยการทำร้ายใด ๆ เลยจะเป็นเหตุให้การลงโทษอันเจ็บแสบคร่าพวกท่านเสีย) (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 73) และชุอัยบ์ อะลัยฮิสสลาม ได้กล่าวไว้ เหมือนที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้เล่าถึงเขาไว้ว่า: (โอ้ประชาชาติของฉัน! จงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด ไม่มีสิ่งใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะสำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์ แท้จริงหลักฐานอันชัดเจนจากพระเจ้าของพวกท่านนั้นได้มายังพวกท่านแล้ว ดังนั้นจงให้ครบเต็มซึ่งเครื่องตวงและเครื่องชั่งเถิด และจงอย่าให้ขาดแก่เพื่อนมนุษย์ซึ่งบรรดาสิ่งของของพวกเขา หลังจากที่มีการแก้ไขมันแล้ว นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่งแก่พวกท่านหากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา) (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 85)
และสิ่งแรกที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสแก่นบีมูซา อะลัยฮิสสลาม คือ (และข้าได้เลือกเจ้า ฉะนั้น จงตั้งใจฟังสิ่งที่ถูกวะฮีย์ (13) แท้จริงข้าคืออัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าและจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด เพื่อรำลึกถึงข้า(14) ) (ซูเราะฮ์ ฏอฮา : 13-14) และอัลลอฮ์ได้กล่าวถึงนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ว่า เขาได้ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ โดยเขากล่าวว่า: (แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่านให้พ้นจากผู้หยิ่งผยองทุกคนที่ไม่ศรัทธาต่อวันแห่งการชำระบัญชี) (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 27) และอัลลอฮ์ได้กล่าวถึง อัล-มะซีห์ อะลัยฮิสสลาม โดยเขากล่าวว่า: (แท้จริงอัลลอฮ์นั้นคือ พระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้น จงอิบาดะฮ์ต่อพระองค์เถิด นี้แหละคือทางอันเที่ยงตรง) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 51) และอัลลอฮ์ได้กล่าวถึง อัล-มะซีห์ อะลัยฮิสสลาม อีกเช่นกัน โดยเขากล่าวว่า: {โอ้วงศ์วานอิสรออีลเอ๋ย! จงเคารพอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าของฉัน และเป็นพระเจ้าของพวกท่านเถิด แท้จริงผู้ใดมีภาคีต่ออัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ} (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 72)
แม้แต่คัมภีร์อัตเตารอตและอัลอินญีล ก็มีการเน้นย้ำถึงการทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น และมีการกล่าวถึงคำพูดของนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ในหนังสือ สะฟะรุ อัตตัษนียะฮ์ ว่า: อิสรออีลเอ๋ย จงฟังเถิด อัลลอฮ์คือพระเจ้าของเรา พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และมีการเน้นย้ำถึงหลักเอกภาพในคัมภีร์ไบเบิลมาระโก ซึ่งท่านอัล-มะซีห์ อะลัยฮิสสลาม กล่าวว่า: คำสั่งเสียแรกคือ อิสรออีลเอ๋ย จงฟังเถิด อัลลอฮ์คือพระเจ้าของเรา พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น
และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ได้อธิบายว่า ศาสดาทุกท่านถูกส่งมาพร้อมกับภารกิจอันยิ่งใหญ่นั้นก็คือ การเรียกร้องเชิญชวนไปยังการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: (และโดยแน่นอน เราได้ทรงบังเกิดซึ่งเราะซูลมายังทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) “พวกท่านจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด” ดังนั้น ในหมู่พวกเขามีผู้ที่อัลลอฮ์ทรงชี้แนะทางให้และในหมู่พวกเขามีการหลงผิดคู่ควรแก่เขา) (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 36) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกท่านไม่เห็นดอกหรือ สิ่งที่พวกท่านวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์ จงแสดงให้ข้าเห็นซิว่า พวกมันได้สร้างอะไรในแผ่นดินนี้ หรือว่าพวกมันมีส่วนร่วมใน (การสร้าง) ชั้นฟ้าทั้งหลาย จงนำคัมภีร์ก่อนหน้านี้มาให้ข้าดูซิ หรือจงแสดงร่องรอยแห่งความรู้ (ที่เป็นหลักฐานยืนยันในการนี้) หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง) (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์กอฟ : 4) เชคอัสสะอ์ดี เราะฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: (ฉะนั้นจึงเป็นที่รู้ว่า แท้จริงข้อโต้แย้งของผู้ตั้งภาคีในการตั้งภาคีของพวกเขานั้นไม่ได้มีที่มาจากหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ใด ๆ แต่พวกเขาอาศัยความนึกคิดที่ผิด ๆ และความคิดเห็นที่ชั่วร้ายและจิตใจที่เสื่อมเสีย ซึ่งเจ้าสามารถรับรู้ได้ถึงความเสื่อมเสียนั้น ด้วยการวิเคราะห์สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา และติดตามความรู้ และการปฏิบัติของพวกเขา และสังเกตุถึงสภาพของผู้ที่ทุ่มเทชีวิตของเขาในการบูชาสักการะ (ต่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อื่นจากอัลลอฮ์) ว่ามันให้ประโยชน์อะไรแก่พวกเขาบ้างทั้งในโลกนี้และโลกหน้า? ตัยซีร อัลการีม อัลมันนาน: 779
6- อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา คือผู้ทรงสร้าง และพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สมควรแก่การเคารพภักดี และไม่มีสิ่งอื่นใดถูกเคารพภักดีเคียงคู่พระองค์ นอกเหนือจากพระองค์องค์เดียวเท่านั้น
อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้นคือผู้ที่สมควรแก่การถูกเคารพภักดี และไม่มีสิ่งอื่นใดถูกเคารพภักดีเคียงคู่พระองค์ นอกเหนือจากพระองค์องค์เดียวเท่านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (โอ้มนุษย์เอ๋ย! จงเคารพอิบาดะฮ์ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้ามา และบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเจ้าเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะทรงยำเกรง (21) คือผู้ทรงให้แผ่นดินเป็นที่นอน และฟ้าเป็นอาคาร แก่พวกเจ้า และทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วได้ทรงให้บรรดาผลไม้ออกมา เนื่องด้วยน้ำนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าให้มีผู้เท่าเทียมใด ๆ ขึ้น สำหรับอัลลอฮ์ โดยที่พวกเจ้าก็รู้กันอยู่ (22) ) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 21-22) ดังนั้นผู้ที่ทรงสร้างเราและทรงสร้างคนรุ่นก่อนหน้าเรา และทรงสร้างพื้นแผ่นดินให้เป็นที่นอนสำหรับเรา และทรงให้น้ำลงมาจากชั้นฟ้าแก่เรา และทรงให้พืชผลงอกเงยออกมาด้วยมัน (จากน้ำ) เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่เรา เขาผู้นั้นสมควรแก่การอิบาดะฮ์ต่อเขาเพียงผู้เดียว และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (โอ้มนุษย์เอ๋ย! พวกเจ้าจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้า จะมีพระผู้สร้างอื่นใดจากอัลลอฮ์กระนั้นหรือ ที่จะประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้าและแผ่นดิน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังนั้น ทำไมเล่าพวกเจ้าจึงถูกหลอกลวงให้หันห่างออกไป (จากความจริง)) (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 3) ดังนั้นผู้ที่ทรงสร้าง ทรงมอบปัจจัยยังชีพ เขาผู้นั้นก็สมควรแก่การเคารพสักการะเพียงผู้เดียว และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (นั่นแหละคืออัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าของพวกเจ้า ไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์ ผู้ทรงบังเกิดทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น พวกเจ้าจงเคารพสักการะพระองค์เถิด และพระองค์ทรงเป็นผู้รับมอบหมายให้การคุ้มครองรักษาในทุกสิ่งทุกอย่าง) (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 102)
และทุกสิ่งที่ถูกเคารพภักดีนอกเหนือจากอัลลอฮ์ จะไม่คู่ควรแก่การอิบาดะฮ์ เพราะมันมิได้ครอบครองสิ่งใดแม้แต่สิ่งที่มีน้ำหนักเพียงเท่าธุลีในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และไม่มีสิ่งใดเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ช่วย หรือผู้สนับสนุนของอัลลอฮ์ ดังนั้นเขาจะอ้างสิทธิกับอัลลอฮ์ หรือเทียบเคียงอัลลอฮ์ได้อย่างไร อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า “พวกท่านจงวิงวอนต่อบรรดาที่พวกท่านจินตนาการ (ว่าเป็นพระเจ้า) อื่นจากอัลลอฮ์ พวกมันมิได้ครอบครองแม้แต่น้ำหนักเพียงเท่าธุลีในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และพวกมันมิได้มีหุ้นส่วนในทั้งสองนั้น และสำหรับพระองค์นั้นมิได้มีผู้ช่วยเหลือมาจากพวกมัน) (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 22)
และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา คือผู้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ และทรงบังเกิดมันขึ้นมาจากที่ไม่มี นั้นคือหลักฐานที่บ่งบอกถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ รุบูบียะฮ์ (การเป็นพระเจ้า) ของพระองค์ และอุลูฮียะฮ์ (การได้รับสิทธิในพระเจ้า) ของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างพวกเจ้าจากดิน แล้วพวกเจ้าเป็นมนุษย์แพร่กระจายออกไป(20) และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และทรงมีความรักใคร่ และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ(21) และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ การสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการแตกต่างของภาษาของพวกเจ้าและผิวพรรณของพวกเจ้า แท้จริงในการนี้แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณสำหรับบรรดาผู้มีความรู้(22) และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ การหลับนอนของพวกเจ้าในกลางคืนและกลางวัน และการแสวงหาของพวกเจ้าซึ่งความโปรดปรานของพระองค์ แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ฟังเพื่อใคร่ครวญ(23) และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงให้พวกเจ้าเห็นสายฟ้าแลบเป็นที่หวาดกลัว และเป็นความหวัง และทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้า และทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาด้วยมัน (น้ำฝน) หลังจากการแห้งแล้งของมัน แท้จริงในการนั้น ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใช้สติปัญญา(24) และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ชั้นฟ้าและแผ่นดินมั่นคงอยู่ตามพระบัญชาของพระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ทรงร้องเรียกพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งให้ออกจากแผ่นดิน เมื่อนั้นพวกเจ้าก็จะออกมากัน(25) และผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ทั้งมวลเป็นผู้จงรักภักดีต่อพระองค์(26) และพระองค์คือผู้ทรงเริ่มแรกในการสร้าง แล้วทรงให้มันกลับขึ้นมาอีก และมันเป็นการง่ายยิ่งแก่พระองค์) (ซูเราะฮ์ อัร-รูม : 20-27)
และกษัตริย์นัมรูด ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าของเขา อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ได้กล่าวแก่เขา เช่นเดียวกับที่อัลลอฮ์ ได้กล่าวถึงเขาว่า: (อิบรอฮีมกล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงนำดวงอาทิตย์มาจากทิศตะวันออก ท่านจงนำมันมาจากทิศตะวันตกเถิด แล้วผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้น ก็ได้รับความงงงวย และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงประทานแนวทางอันถูกต้องแก่ผู้อธรรมทั้งหลาย) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 258) ในทำนองเดียวกัน อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ได้แสดงให้กลุ่มชนของเขาเห็นว่าอัลลอฮ์ คือผู้ทรงชี้แนะทางให้แก่เขา ทรงให้อาหารแก่เขา และทรงให้น้ำดื่มแก่เขา และหากเขาป่วย ทรงรักษาเขา และพระองค์คือผู้ทรงให้เขาตาย และทรงให้เขามีชีวิต แล้วเขาได้กล่าวเช่นเดียวกับที่อัลลอฮ์ได้กล่าวถึงเขาว่า: (ซึ่งพระองค์ทรงสร้างฉัน แล้วพระองค์ทรงชี้แนะทางแก่ฉัน(78) และพระองค์ทรงประทานอาหารให้ฉันและทรงให้น้ำดื่มแก่ฉัน(79) และเมื่อฉันป่วย ดังนั้นพระองค์ทรงให้ฉันหายป่วย(80) และผู้ทรงให้ฉันตายแล้วทรงให้ฉันมีชีวิต(81)) (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 78-81) และอัลลอฮ์ ได้กล่าวถึงมูซา อะลัยฮิสสลาม ว่าเขาได้โต้แย้งฟิรเอาน์ และพูดขึ้นมาว่า แท้จริงพระเจ้าของเขาคือ (ผู้ทรงประทานทุกอย่างแก่สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างแล้วพระองค์ก็ทรงชี้แนะแนวทางให้) (ซูเราะฮ์ ฏอฮา : 50)
และอัลลอฮ์ทรงอำนวยความสะดวกทุกสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินแก่มนุษย์และห้อมล้อมด้วยความโปรดปราน เพื่อให้เขาเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ และไม่ปฏิเสธต่อพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (พวกเจ้ามิเห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเจ้าสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่มีอยู่ในแผ่นดิน และพระองค์ได้ทรงประทานความโปรดปรานมากมายของพระองค์อย่างครบครันแก่พวกเจ้า ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น และในหมู่มนุษย์มีผู้โต้เถียงในเรื่องของอัลลอฮ์โดยปราศจากความรู้และปราศจากแนวทางที่ถูกต้องและปราศจากคัมภีร์ที่ให้ความสว่าง (แก่พวกเขา)) (ซูเราะฮ์ ลุกมาน : 20) และเช่นเดียวกันที่อัลลอฮ์ทรงอำนวยความสะดวกความสะบายให้แก่มนุษย์ ทุกสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน โดยที่พระองค์ทรงสร้างมันและเตรียมทุกสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งการได้ยิน การมองเห็น และจิตใจ เพื่อเขาจะได้ศึกษาหาความรู้ที่ยังประโยชน์แก่เขา และนำเขาไปสู่พระเจ้าและผู้สร้างของเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : (และอัลลอฮ์ทรงให้พวกเจ้าออกจากครรภ์มารดาของพวกเจ้า โดยพวกเจ้าไม่รู้อะไรเลย และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าได้ยินและเห็นและมีหัวใจ (สำหรับนึกและคิด) เพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ) (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 78)
อัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ได้ทรงสร้างโลกทั้งมวลและทรงสร้างมนุษย์ และทรงเตรียมส่วนประกอบและพลังอำนาจทั้งหมดที่จำเป็นแก่เขา จากนั้นทรงให้ทุกสิ่งที่จะช่วยเขาในการทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์และสิ่งปลูกสร้างบนพื้นแผ่นดิน จากนั้นพระองค์ทรงอำนวยความสะดวกให้แก่เขา ซึ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน
และอัลลอฮ์ได้ทรงยกข้อพิสูจน์ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์สร้างแก่สิ่งถูกสร้างต่าง ๆ ที่ยิ่งใหญ่นี้ เพื่อแสดงถึงความเป็นพระผู้ทรงอภิบาลที่คู่ควรแก่การเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ พระองค์ทรงตรัสว่า: (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า “ใครเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่มาจากฟากฟ้า และแผ่นดินแด่พวกท่าน หรือใครเป็นเจ้าของการได้ยินและการมอง และใครเป็นผู้ให้มีชีวิตหลังจากการตายและเป็นผู้ให้ตายหลังจากมีชีวิตมา และใครเป็นผู้บริหารกิจการ” แล้วพวกเขาจะกล่าวกันว่า “อัลลอฮ์” ดังนั้นจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า “พวกท่านไม่ยำเกรงหรือ?”) (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 31) และอัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะลา ตรัสว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า พวกท่านไม่เห็นดอกหรือ สิ่งที่พวกท่านวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์ จงแสดงให้ข้าเห็นซิว่า พวกมันได้สร้างอะไรในแผ่นดินนี้ หรือว่าพวกมันมีส่วนร่วมใน (การสร้าง) ชั้นฟ้าทั้งหลาย จงนำคัมภีร์ก่อนหน้านี้มาให้ข้าดูซิ หรือจงแสดงร่องรอยแห่งความรู้ (ที่เป็นหลักฐานยืนยันในการนี้) หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง) (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์กอฟ : 4) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายโดยปราศจากเสาที่พวกเจ้าจะมองเห็นมันได้ และทรงปักเทือกเขาไว้อย่างมั่นคงในแผ่นดินเพื่อมิให้มันสั่นคลอนไปกับพวกเจ้า และทรงให้สัตว์ทุกชนิดแพร่หลายในมัน (แผ่นดิน) และเราได้ให้น้ำ (ฝน) หลั่งลงมาจากฟากฟ้าและเราได้ให้พืชทุกชนิดงอกเงยออกมาเป็นคู่ ๆ อย่างดีงาม นี่คือการสร้างของอัลลอฮ์ ดังนั้น พวกเจ้าจงแสดงให้ข้า (อัลลอฮ์) เห็นซิว่า อันใดเล่าที่เขาเหล่านั้นได้สร้างมันขึ้นมาอื่นจากพระองค์ แต่ว่าบรรดาผู้อธรรมต่างหากที่อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง) (ซูเราะฮ์ ลุกมาน : 10-11) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะลา ตรัสว่า : (หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยไม่มีผู้ให้บังเกิด หรือว่าพวกเขาเป็นผู้ให้บังเกิดตนเอง(35) หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินนี้ เปล่าเลย เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นต่างหาก(36) หรือว่าพวกเขามีขุมทรัพย์แห่งพระเจ้าของเจ้า หรือว่าพวกเขาเป็นผู้มีอำนาจจัดการ(37)) (ซูเราะฮ์ อัฏ-ฏูร : 35-37) เชค อัส-สะอ์ดีย์ กล่าวว่า : (และนี่คือหลักฐานที่มีต่อพวกเขาในเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถเลี่ยงได้นอกจากยอมจำนนต่อความจริง หรือไม่ก็ออกจากความผูกพันทางเหตุผลและศาสนา) ตัฟซีร อิบนุ สะอ์ดีย์ : 816
7-อัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ทั้งที่เราสามารถมองเห็นมันและไม่สามารถมองเห็นมัน และสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากพระองค์แล้ว คือสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินภายในเวลาหกวัน
อัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ทั้งที่เราสามารถมองเห็นมันและไม่สามารถมองเห็นมัน และสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากพระองค์แล้ว คือสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า “ใครคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน?” จงกล่าวเถิด ”อัลลอฮ์” จงกล่าวเถิด “พวกท่านได้ยึดเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ์กระนั้นหรือ? ซึ่งพวกเขาไม่มีอำนาจให้คุณและให้โทษแก่ตัวของพวกเขาเอง” จงกล่าวเถิด “คนตาบอดกับคนตาดีจะเหมือนกันหรือ? หรือความมืดจะเหมือนกับแสงสว่างหรือ?” หรือพวกเขาได้ตั้งเหล่าภาคีขึ้นเพื่ออัลลอฮ์นั้น เพื่อให้ได้สร้างเช่นกับการสร้างของพระองค์ แล้วการสร้างนั้นได้คล้ายคลึงแก่พวกเขากระนั้นหรือ? จงกล่าวเถิด “อัลลอฮ์คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และพระองค์คือผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิต”) (ซูเราะฮ์ อัร-เราะอ์ดุ : 16) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า: (และพระองค์ยังทรงสร้างสิ่งอื่น ๆ ที่พวกเจ้าไม่รู้) (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 8)
และอัลลอฮ์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินในระยะเวลาหกวัน อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า : (พระองค์คือ พระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินในระยะหกวัน แล้วพระองค์ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์ พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่เข้าไปในแผ่นดิน และสิ่งที่ออกมาจากแผ่นดิน และสิ่งที่ลงมาจากฟากฟ้าและสิ่งที่ขึ้นไปสู่ฟากฟ้าและพระองค์ทรงอยู่กับพวกเจ้า ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ แห่งหนใด และ อัลลอฮ์ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ) (ซูเราะฮ์ อัล-หะดีด : 4) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และโดยแน่นอน เราได้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างมันทั้งสองในเวลาหกวัน และไม่มีความเหน็ดเหนื่อยใด ๆ มาสัมผัสเรา) (ซูเราะฮ์ ก็อฟ : 38)
8- และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ไม่มีหุ้นส่วนร่วมในอำนาจ การสร้าง การบริหารจัดการ หรือการเคารพสักการะของพระองค์
และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา คือผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งอำนาจทั้งปวง ไม่มีหุ้นส่วนใดในการสร้าง การครอบครอง และการบริหารจัดการของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า พวกท่านไม่เห็นดอกหรือ สิ่งที่พวกท่านวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์ จงแสดงให้ข้าเห็นซิว่า พวกมันได้สร้างอะไรในแผ่นดินนี้ หรือว่าพวกมันมีส่วนร่วมใน (การสร้าง) ชั้นฟ้าทั้งหลาย จงนำคัมภีร์ก่อนหน้านี้มาให้ข้าดูซิ หรือจงแสดงร่องรอยแห่งความรู้ (ที่เป็นหลักฐานยืนยันในการนี้) หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง) (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์กอฟ : 4) เชค อัสสะอ์ดี เราะฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: คือ (จงกล่าวเถิด) แก่บรรดาผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ว่า บรรดาเจว็ดเหล่านั้นไม่สามารถให้ประโยชน์และให้โทษใด ๆ ไม่สามารถทำให้ตาย ทำให้เป็นและให้ฟื้นคืนชีพได้ และจงกล่าวแก่พวกเขา -เพื่อเป็นการอธิบายถึงความอ่อนแอของบรรดาเจว็ด และความไม่สมควรที่จะทำการสักการะ - โดยกล่าวแก่พวกเขาว่า (จงแสดงให้ข้าเห็นซิว่าพวกมันได้สร้างอะไรในแผ่นดินนี้ หรือว่าพวกมันมีส่วนร่วมในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย) หรือพวกมันได้สร้างส่วนใด ๆ ของท้องฟ้าและแผ่นดิน? หรือพวกมันสร้างภูเขา? หรือพวกมันทำให้แม่น้ำไหล? หรือทำให้บรรดาสัตว์ต่าง ๆ ได้กระจัดกระจาย? ทำให้ต้นไม้ต่าง ๆ ได้งอกเงย? หรือพวกมันมีส่วนในการให้การสนับสนุนในการสร้างสิ่งเหล่านี้? ไม่เลย พวกเขายืนยันด้วยตัวของพวกเขาเอง อื่นจากการยืนยันจากผู้อื่น นี้คือหลักฐานทางปัญญาที่ชี้ขาดว่า ทุกสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์นั้น การอิบาดะฮ์ การเคารพสักการะต่อสิ่งนั้นถือเป็นโมฆะ ไม่จริง ไม่เที่ยงแท้
จากนั้นพระองค์ก็กล่าวถึงการไม่มีหลักฐานการบันทึกจากคัมภีร์ พระองค์ทรงตรัสว่า"(จงนำคัมภีร์ก่อนหน้านี้มาให้ข้าดูซิ)" หมายถึงคัมภีร์ที่เรียกร้องสู่การทำภาคี (หรือจงแสดงร่องรอยแห่งความรู้) ที่สืบทอดกันมาจากบรรดาเราะซูลที่ได้ใช้ให้พวกเขากระทำสิ่งเหล่านี้ แต่เรามั่นใจว่าบรรดาเราะซูลทั้งหลายต่างก็เรียกร้องสู่การศรัทธาต่อความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ และห้ามไม่ให้พวกเขาทำภาคี และมันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มีผลต่อพวกเขาในด้านความรู้ ตัฟซีร อิบนุ สะอ์ดีย์ : 779
และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา คือผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งอำนาจทั้งปวง ไม่มีหุ้นส่วนใดในการครอบครองของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าข้าแต่อัลลอฮ์ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งอำนาจทั้งปวง! พระองค์นั้นจะทรงประทานอำนาจแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงถอดถอนอำนาจจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงให้เกียรติแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงยังความต่ำต้อยแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ความดีทั้งหลายนั้นอยู่ที่พระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 26) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงกล่าวเพื่อเป็นการอธิบายว่า แท้จริงอำนาจแห่งการครอบครองที่สมบูรณ์แบบนั้นเป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว ในวันกิยามะฮ์ (วันที่พวกเขาจะปรากฎตัวออกมา ไม่มีสิ่งใดของพวกเขาจะซ่อนเร้นไปจากอัลลอฮ์ อำนาจในวันนี้เป็นของผู้ใดเล่า? แน่นอนมันเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเอกะผู้ทรงพิชิตโดยเด็ดขาด) (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 16)
และอัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ไม่มีหุ้นส่วนใดในการครอบครอง การสร้าง การบริหารจัดการ หรือการเคารพสักการะร่วมกับพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นของอัลลอฮ์ ซึ่งไม่ทรงตั้งพระบุตรและไม่มีภาคีใด ๆ ร่วมกับพระองค์ในอำนาจ และไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ แก่พระองค์ให้พ้นจากความต่ำต้อยและจงให้ความเกรียงไกรแด่พระองค์อย่างกึกก้อง”) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 111) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า: (สำหรับพระองค์ เป็นผู้ครอบครองบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และพระองค์จะไม่ตั้งผู้ใดเป็นพระบุตร และสำหรับพระองค์นั้น ไม่มีหุ้นส่วนร่วมกับพระองค์ในการครองอำนาจ และพระองค์ทรงให้บังเกิดทุกสิ่ง แล้วทรงกำหนดมันให้เป็นไปตามกฏสภาวะ) (ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน : 2) ดังนั้นพระองค์คือผู้ทรงอภิสิทธิ์ และทุกสิ่งอื่นจากพระองค์เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์คือผู้สร้าง และทุกสิ่งอื่นจากพระองค์เป็นสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และพระองค์คือผู้บริหารจัดการ และผู้ใดที่มีลักษณะเช่นนี้ ดังนั้นจำเป็นจะต้องเคารพภักดีต่อผู้นั้น และการเคารพภักดีอื่นจากผู้นั้น แสดงถึงความบกพร่องทางสติปัญญาและเป็นภาคีที่ทำให้ดุนยา (โลกนี้) และอาคิเราะฮ์ (ปรโลก) พังพินาศ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (และพวกเขากล่าวว่า พวกท่านจงเป็นยิวเถิด หรือเป็นคริสต์เถิด พวกท่านก็จะได้รับคำแนะนำอันถูกต้อง จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) หาใช่เช่นนั้นไม่ แนวทางของอิบรอฮีมผู้ใฝ่หาความจริงต่างหาก และเขาไม่เคยเป็นผู้สักการะเจว็ด) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 135) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และผู้ใดเล่าจะมีศาสนา ดียิ่งไปกว่าผู้ที่มอบใบหน้าของเขาให้แก่อัลลอฮ์ และขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี และปฏิบัติตามแนวทางของอิบรอฮีม ผู้ใฝ่หาความจริง และอัลลอฮ์ได้ถือเอาอิบรอฮีมเป็นสหาย} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 125) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงชี้แจงว่า ผู้ใดที่ปฎิบัติตามแนวทางอื่น นอกเหนือจากแนวทางของอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม แน่นอนเขาได้ทำให้ตัวเขาเองโฉดเขลาแล้ว อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (และใครเล่าที่จะไม่พึงปรารถนาในแนวทางของอิบรอฮีม นอกจากผู้ที่ทำให้ตัวเองโฉดเขลาเท่านั้น และแท้จริงนั้น เราได้คัดเลือกเขา (ให้เป็นนะบี และเราะซูล) ในโลกนี้ และแท้จริงในปรโลกนั้น เขาจะอยู่ในหมู่คนดีอย่างแน่นอน) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 130)
9- และอัลลอฮ์ สุบหานะฮุ ตะวะอาลา ไม่ประสูติ และไม่ถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์
และอัลลอฮ์ สุบหานะฮุ ตะวะอาลา ไม่ประสูติ และไม่ถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พระองค์คืออัลลอฮ์ ผู้ทรงเอกะ(1) อัลลอฮ์นั้นทรงเป็นที่พึ่ง(2) พระองค์ไม่ประสูติและไม่ทรงถูกประสูติ(3) และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์(4)) (ซูเราะฮ์ อัล-อิคลาศ : 1-4) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (พระเจ้าแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง ดังนั้นจงเคารพภักดีต่อพระองค์ และจงอดทนต่อการเคารพภักดีพระองค์ สูเจ้ารู้หรือว่ามีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์?) (ซูเราะฮ์ มัรยัม : 65) และอัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจ ตรัสว่า: (พระองค์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์ทรงทำให้มีคู่ครองแก่พวกเจ้า จากตัวของพวกเจ้าเอง และจากปศุสัตว์ทรงให้มีคู่ผัวเมีย ด้วยเหตุนี้พระองค์ทรงแพร่พันธุ์พวกเจ้าให้มากมาย ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น) (ซูเราะฮ์ อัช-ชูรอ : 11)
10- และอัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ไม่ได้สิงสถิตในสิ่งใดและไม่ได้มีรูปร่างคล้ายสิ่งสร้างของพระองค์เลย:
อัลลอฮ์ไม่ทรงสิงสถิตในสิ่งใด ๆ ไม่ทรงเป็นส่วนหนึ่งในร่างของสิ่งใดในบรรดาสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และไม่เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งใด เพราะอัลลอฮ์คือผู้สร้าง และสิ่งอื่นจากพระองค์คือสิ่งถูกสร้าง พระองค์คือผู้ทรงมีชีวิตตลอดไป สิ่งอื่นจากพระองค์สิ้นสุดสูญสลาย และทุกสิ่งคือกรรมสิทธิ์ของพระองค์ พระองค์คือเจ้ากรรมสิทธิ์นั้น ดังนั้น พระองค์ไม่ทรงเข้าไปสิงสถิตในสิ่งใด และไม่มีสิ่งใดจากสิ่งถูกสร้างเข้าไปสิงสถิตในตัวตนของพระองค์ และอัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่ง ทรงมีบารมีเหนือทุกสิ่ง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เพื่อเป็นการปฏิเสธถึงผู้ที่อ้างว่า อัลลอฮ์ทรงสิงสถิตในอัลมะซีห์ (นบีอีซา) ว่า: (แน่นอนได้ปฏิเสธศรัทธาแล้วบรรดาผู้ที่กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นคืออัลมะซีห์ บุตรของมัรยัม จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ก็ใครเล่าที่จะมีอำนาจครอบครองสิ่งของจากอัลลอฮ์ได้ หากพระองค์ทรงประสงค์ที่จะทำลายอัลมะซีห์ บุตรของมัรยัม และมารดาของเขา และผู้ที่อยู่ในแผ่นดินทั้งหมด และอำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น และอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 17) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า: (และทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ดังนั้นพวกเจ้าจะผินไปทางไหน ที่นั่นแหละคือพระพักตร์ของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้(115) และพวกเขากล่าวว่า อัลลอฮ์ได้ทรงยึดเอาพระบุตรองค์หนึ่ง มหาบริสุทธิ์พระองค์ ท่านหาใช่เช่นนั้นไม่ สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้น เป็นของพระองค์ทั้งสิ้น โดยที่ทั้งหมดนั้นเป็นผู้ภักดี และนอบน้อมต่อพระองค์(116) พระองค์ผู้ทรงประดิษฐ์ชั้นฟ้าและแผ่นดิน และเมื่อพระองค์ทรงกำหนดสิ่งใดแล้ว พระองค์ก็เพียงแต่ประกาศิตแก่สิ่งนั้นว่า จงเป็น แล้วสิ่งนั้นก็จะเป็นขึ้น(117)) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 115-117) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และพวกเขากล่าวว่า “พระผู้ทรงกรุณาปรานีทรงตั้งพระบุตรขึ้นเพื่อพระองค์”(88) แน่นอนที่สุด พวกเจ้าได้นำมาซึ่งสิ่งร้ายแรงยิ่งใหญ่(89) ชั้นฟ้าทั้งหลายแทบจะพังทลายลงมาและแผ่นดินก็แทบจะถล่มลึกลงไป และขุนเขาทั้งหลายก็แทบจะยุบทลายลงมาเป็นเสี่ยง ๆ (90) ที่พวกเขาอ้างพระบุตรแก่พระผู้ทรงกรุณาปรานี(91) และไม่เป็นการบังควรแก่พระผู้ทรงกรุณาปรานี ที่พระองค์จะทรงตั้งพระบุตรขึ้น(92) ไม่มีผู้ใดในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเว้นแต่เขาจะมายังพระผู้ทรงกรุณาปรานีในฐานะบ่าวคนหนึ่ง(93) แน่นอนที่สุด พระองค์ทรงรอบรู้ถึงพวกเขาและทรงนับพวกเขาอย่างถี่ถ้วนไว้แล้ว(94) และทุกคนในพวกเขาจะมายังพระองค์ในวันกิยามะฮ์อย่างโดดเดี่ยว(95)) (ซูเราะฮ์ มัรยัม : 88-95) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (อัลลอฮ์นั้นคือ ไม่มีผู้ที่เป็นที่เคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลาย โดยที่การง่วงนอน และการนอนหลับใด ๆ จะไม่เอาพระองค์ สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นของพระองค์ ใครเล่าคือผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ณ ที่พระองค์ได้ นอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา และพวกเขาจะไม่ล้อมสิ่งใด จากความรู้ของพระองค์ไว้ได้ นอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์เท่านั้น เก้าอี้พระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการรักษามันทั้งสองก็ไม่เป็นภาระหนักแก่พระองค์ และพระองค์นั้นคือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 255) ดังนั้น ผู้ที่มีสถานะในลักษณะนี้ และนี้ก็สถานะของสิ่งถูกสร้างของผู้นั้น แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ระหว่างทั้งสองจะเข้าครอบงำระหว่างกัน? หรือจะยึดเอาว่าสำหรับผู้นั้นจะทรงมีบุตร? หรือมีสิ่งอื่นร่วมในการเป็นพระเจ้าร่วมกับผู้นั้น?
11- อัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ผู้ทรงเอ็นดูและทรงเมตตาต่อบ่าวของพระองค์เสมอ ดังนั้นพระองค์จึงส่งบรรดาเราะซูล และประทานคัมภีร์ต่าง ๆ ลงมา
อัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา คือผู้ทรงเอ็นดูและทรงเมตตาต่อบ่าวของพระองค์ ด้วยความเมตตาของพระองค์ พระองค์จึงส่งบรรดาเราะซูลและประทานคัมภีร์ต่าง ๆ ไปยังพวกเขา เพื่อนำพวกเขาออกจากความมืดของการปฏิเสธและการตั้งภาคี ไปสู่แสงสว่างแห่งการศรัทธาและการชี้นำ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (พระองค์เป็นผู้ทรงประทานบรรดาอัลอายาตอันชัดแจ้งลงมาแก่ (มุฮัมมัด) บ่าวของพระองค์ เพื่อทรงนำพวกเจ้าออกจากความมืดทั้งหลายสู่ความสว่าง และแท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอต่อพวกเจ้า) (ซูเราะฮ์ อัล-หะดีด : 9)
และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย) (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 107) และอัลลอฮ์ทรงบัญชาแก่ศาสดาของพระองค์ ให้แจ้งแก่ปวงบ่าวของพระองค์ว่า พระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ และผู้ทรงเมตตาเสมอ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (จงแจ้งแก่ปวงบ่าวของข้าว่า แท้จริงข้าคือผู้อภัย ผู้เมตตาเสมอ) (ซูเราะฮ์ อัล-หิจญ์ริ : 49) ด้วยความสงสารและความเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงขจัดอันตรายและนำความดีมาสู่บ่าวของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (และหากอัลลอฮ์จะทรงให้ทุกข์ภัย ประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดปลดเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์ และหากพระองค์ทรงปรารถนาความดีแก่เจ้าแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดกีดกันความโปรดปรานของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงให้ประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์จะเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ) (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 107)
12- อัลลอฮ์คือพระเจ้าผู้ทรงเมตตา พระองค์เท่านั้นที่จะพิพากษาสิ่งมีชีวิตในวันฟื้นคืนชีพ เมื่อพระองค์ทรงให้พวกเขาทั้งหมดฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพของพวกเขา และพระองค์จะทรงตอบแทนแต่ละคนสำหรับสิ่งที่เขากระทำ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ผู้ใดทำความดีและเป็นผู้ศรัทธา เขาก็จะได้รับความสุขชั่วนิรันดร์ และผู้ใดที่ปฏิเสธศรัทธาและทำความชั่ว เขาจะได้รับการลงโทษอย่างใหญ่หลวงในวันอาคิเราะฮ์
อัลลอฮ์คือพระเจ้าผู้ทรงเมตตา พระองค์เท่านั้นที่จะพิพากษาสิ่งมีชีวิตในวันฟื้นคืนชีพ เมื่อพระองค์ทรงให้พวกเขาทั้งหมดฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพของพวกเขา และพระองค์จะทรงตอบแทนแต่ละคนสำหรับสิ่งที่เขากระทำ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ผู้ใดทำความดีและเป็นผู้ศรัทธา เขาก็จะได้รับความสุขชั่วนิรันดร์ และผู้ใดที่ปฏิเสธศรัทธาและทำความชั่ว เขาจะได้รับการลงโทษอย่างใหญ่หลวงในวันกิยามะฮ์ (วันพิพากษา) ด้วยความยุติธรรมที่สมบูรณ์ของอัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา รวมทั้งปัญญา และความเมตตาของพระองค์ ต่อสิ่งสร้างของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้โลกนี้เป็นที่แห่งการทำงาน และทรงทำให้โลกที่สอง (อาคิเราะฮ์) เป็นสถานที่แห่งการลงโทษ การพิพากษา และการตอบแทน เพื่อให้ผู้ทำความดีได้รับผลตอบแทนความดีของเขา และผู้กระทำผิด ผู้อธรรม และผู้กดขี่ ได้รับโทษจากการกระทำของเขา เพราะเรื่องนี้อาจทำให้คนบางคนไม่เชื่อ ทั้งนี้อัลลอฮ์ทรงยกหลักฐานอันมากมายที่พิสูจน์ว่าการฟื้นคืนชีพนั้นเป็นความจริงที่ไม่ต้องสงสัยเลย อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือ เจ้าจะเห็นแผ่นดินแห้งกรัง ต่อเมื่อพระองค์ทรงหลั่งน้ำฝนลงมาบนมัน มันก็จะมีชีวิตชีวาและให้พืชผล แท้จริง ผู้ซึ่งให้มันมีชีวิตขึ้นมานั้น ก็จะทรงให้ชีวิตแก่คนตายได้อย่างแน่นอน แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอนุภาพเหนือทุกสิ่ง) (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 39) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (โอ้ มนุษย์เอ๋ย ! หากพวกเจ้ายังอยู่ในการสงสัยแคลงใจ เกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพแล้วไซร้ แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้าจากดิน แล้วจากเชื้ออสุจิ แล้วจากก้อนเนื้อ ทั้งที่เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ และไม่เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ เพื่อเราจะได้ชี้แจงเคล็ดลับแห่งเดชานุภาพ แก่พวกเจ้า และเราให้การตั้งครรภ์เป็นที่แน่นอนอยู่ในมดลูกตามที่ประสงค์ จนถึงเวลาที่กำหนดไว้แล้วเราให้พวกเจ้าคลอดออกมาเป็นทารก แล้วเพื่อพวกเจ้าจะได้บรรลุสู่วัยฉกรรจ์ของพวกเจ้า และในหมู่พวกเจ้ามีผู้เสียชีวิตในวัยหนุ่ม และในหมู่พวกเจ้ามีผู้ถูกนำกลับสู่วัยต่ำต้อย วัยชรา เพื่อเขาจะไม่รู้อะไรเลยหลังจากมีความรู้ และเจ้าจะเห็นแผ่นดินแห้งแล้ง ครั้นเมื่อเราได้หลั่งน้ำฝนลงมาบนมัน มันก็จะเคลื่อนไหวขยายตัวและพองตัวและงอกเงยออกมาเป็นพืช ทุกอย่างเป็นคู่ ๆ ดูสวยงาม) (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 5) ดังนั้น ในโองการนี้อัลลอฮ์ได้กล่าวถึงข้อพิสูจน์ในทางปัญญาสามข้อที่บ่งบอกถึงการฟื้นคืนชีพ คือ :
1 - แท้จริงมนุษย์นั้น อัลลอฮ์ทรงบังเกิดมันขึ้นมาครั้งแรกจากดิน และผู้ที่สร้างมันขึ้นมาจากดิน ผู้นั้นก็สามารถทำให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังจากที่เขาได้กลายเป็นดินไปแล้ว
2 - ผู้ที่สร้างมนุษย์จากเชื้ออสุจินั้น แน่นอนสามารถทำให้มนุษย์กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังจากที่เขาตายไปแล้ว
3 - ผู้ที่ทำให้แผ่นดินฟื้นขึ้นมาด้วยน้ำฝน แน่นอนสามารถทำให้มนุษย์กลับฟื้นขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ตายไปแล้ว และในโองการนี้เป็นข้อพิสูจน์ในความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน เป็นไปได้อย่างไร -กับโองการสั้น ๆ- แต่ได้รวมหลักฐานเชิงเหตุผลที่ยอดเยี่ยมในสามประการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก
และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (วันซึ่งเราจะม้วนชั้นฟ้า ประหนึ่งการม้วนแผ่นกระดาษสำหรับการบันทึก ดังเช่นที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก เราจะให้มันกลับเป็นขั้นมาอีก เป็นสัญญาผูกพันกับเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน) (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 104) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และเขาได้ยกอุทาหรณ์เปรียบเทียบแก่เรา และเขาได้ลืมต้นกำเนิดของเขา เขากล่าวว่า “ใครเล่าจะให้กระดูกมีชีวิตขึ้นมาอีกในเมื่อมันเป็นผุยผงไปแล้ว”(78) จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “พระผู้ทรงให้กำเนิดมันครั้งแรกนั้น ย่อมจะทรงให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีก และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้การบังเกิดทุกสิ่ง) (ซูเราะฮ์ ยาซีน : 78) และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (พวกเจ้าลำบากยิ่งในการสร้างกระนั้นหรือ? หรือว่าชั้นฟ้าที่พระองค์ทรงสร้างมัน ! (27) พระองค์ทรงยกให้มันสูงขึ้นแล้วทรง ทำให้มันสมบูรณ์(28) และทรงทำให้กลางคืนของมันมืดทึบ และทรงทำให้ความสว่างของมันออกมา(29) และหลังจากนั้นทรงทำให้แผ่นดินเป็นพื้นราบเรียบ(30) ทรงให้ออกมาจากแผ่นดินเป็นน้ำของมัน และทุ่งหญ้าของมัน(31) ส่วนเทือกเขานั้นทรงทำให้มันมั่นคง(32)) (ซูเราะฮ์ อัน-นาซิอาต : 27-32) ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงชี้แจงว่าการสร้างมนุษย์นั้นไม่ได้ลำบากไปกว่าการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้น และผู้ที่สามารถสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินได้ ก็สามารถทำให้มนุษย์กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง
13- อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างอาดัมจากดินและทำให้ลูกหลานของเขาเพิ่มขึ้นทวีคูณหลังจากเขา โดยที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในแหล่งกำเนิดของพวกเขาและไม่มีเพศใดเหนือกว่าอีกเพศหนึ่ง หรือกลุ่มชนใดเหนือกว่าอีกกลุ่มชนหนึ่งนอกเสียจากความยำเกรง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างอาดัมจากดินและทำให้ลูกหลานของเขาเพิ่มขึ้นทวีคูณหลังจากเขา โดยที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในแหล่งกำเนิดของพวกเขาและไม่มีเพศใดเหนือกว่าอีกเพศหนึ่ง หรือกลุ่มชนใดเหนือกว่าอีกกลุ่มชนหนึ่งนอกเสียจากความยำเกรง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ์นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน) (ซูเราะฮ์ อัล-หุญุรอต : 13) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และอัลลอฮ์ทรงบังเกิดพวกเจ้ามาจากฝุ่นดิน แล้วก็มาจากเชื้ออสุจิ แล้วทรงทำให้พวกเจ้าเป็นคู่สามีภริยา และจะไม่มีหญิงใดตั้งครรภ์และนางจะไม่คลอด เว้นแต่ด้วยความรอบรู้ของพระองค์ และไม่มีผู้สูงอายุคนใดจะถูกยืดอายุออกไป และอายุของเขาก็จะไม่ถูกตัดทอน เว้นแต่อยู่ในบันทึก (ของพระองค์) แท้จริง นั่นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์) (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 11) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (พระองค์คือผู้ทรงสร้างพวกเจ้าจากฝุ่นดิน แล้วจากเชื้ออสุจิ แล้วจากก้อนเลือด แล้วทรงให้พวกเจ้าคลอดออกมาเป็นทารก แล้วเพื่อพวกเจ้าจะได้บรรลุสู่วัยฉกรรจ์ของพวกเจ้า แล้วเพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นคนชรา และในหมู่พวกเจ้ามีผู้เสียชีวิตในวัยหนุ่ม และเพื่อให้พวกเจ้าจะได้บรรลุสู่วัยที่ถูกกำหนดไว้ และเพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญาใคร่ครวญ) (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 67) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเพื่อเป็นการอธิบายว่า พระองค์ทรงสร้างอีซาตามกฎกำหนดแห่งการสร้างของพระองค์ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงสร้างอาดัมจากดิน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (แท้จริงอุปมาของอีซานั้น ดั่งอุปมัยของอาดัม พระองค์ทรงบังเกิดเขาจากดิน และได้ทรงประกาศิตแก่เขาว่าจงเป็นขึ้นเถิด แล้วเขาก็เป็นขึ้น) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 59) และได้กล่าวไปแล้วในประเด็นที่ (2) ว่าท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายอย่างชัดเจนว่า มนุษย์มีความเท่าเทียมกัน และไม่มีใครเหนือกว่าใครนอกจากความยำเกรง
14 - เด็กทุกคนเกิดมาด้วยฟิตเราะฮ์ (ธรรมชาติอันบริสุทธิ์)
เด็กทุกคนเกิดมาด้วยฟิตเราะฮ์ (ธรรมชาติอันบริสุทธิ์) อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่ยงแท้ (โดยเป็น) ธรรมชาติของอัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮ์ นั่นคือศาสนาอันเที่ยงตรง แต่ส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้) (ซูเราะฮ์ อัร-รูม : 30) และหะนีฟียะฮ์ คือ ศาสนาของอิบรอฮีม อะลัยฮิสะลาม อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (แล้วเราได้วะฮีย์แก่เจ้าว่า “จงปฏิบัติตามศาสนาของอิบรอฮีมผู้เที่ยงธรรม และเขามิได้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี”) (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 123) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : «เด็กทุกคนเกิดมาด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ดังนั้นพ่อและแม่ของเด็กนั้นทำให้เด็กเป็นยิว หรือคริสต์ หรือมะยูซ เฉกเดียวกับสัตว์ที่ให้กำเนิดสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เจ้าเห็นข้อบกพร่องใด ๆ ในตัวมันหรือไม่» และอบูฮูร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า (ธรรมชาติของอัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮ์ นั่นคือศาสนาอันเที่ยงตรง แต่ส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้) (ซูเราะฮ์ อัร-รูม : 30) เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 4775 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "แท้จริง พระผู้อภิบาลของฉันได้สั่งใช้ฉันสอนพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้จากสิ่งที่พระองค์ทรงสอนฉันในวันนี้ โดยที่พระองค์ ทรงตรัสว่า: "ทรัพย์สินทุกอย่างที่ข้าได้ให้แก่บ่าวของฉันมันเป็นสิ่งที่หะลาล และแท้จริงข้าได้สร้างมวลบ่าวของข้าบริสุทธิ์ทุกคน และชัยฏอนก็ได้มายังพวกเขาแล้วนำพวกเขาออกจากศาสนาของพวกเขา แล้วทำให้สิ่งที่หะลาลเป็นสิ่งที่หะรอมต้องห้าม และใช้ให้พวกเขาตั้งภาคีต่อข้าโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ เป็นข้อพิสูจน์" บันทึกโดยมุสลิม 2865
15- และไม่มีผู้ใดในหมู่มนุษย์ที่เกิดมาแล้วผิด หรือเกิดมาเพื่อเป็นการสืบทอดความผิดของผู้อื่น
และไม่มีผู้ใดในหมู่มนุษย์ที่เกิดมาแล้วผิด หรือเกิดมาเพื่อเป็นการสืบทอดความผิดของผู้อื่น และอัลลอฮ์ทรงบอกกล่าวแก่เราว่า แท้จริงอาดัมได้สวนทางกับคำสั่งของพระองค์ เมื่อเขาและภรรยาของเขาฮาวาอ์ได้กินผลไม้ เขาได้ทำการเตาบะฮ์กลับตัว และได้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และแล้วพระองค์ก็ได้บันดาลให้เขาได้กล่าวคำที่ดี จากนั้นอัลลอฮ์ทรงตอบรับการเตาบะฮ์ของเขาทั้งสอง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และเราได้กล่าว่า โอ้ อาดัม ! เจ้าและคู่ครองของเจ้าจงพำนักอยู่ในสวนสวรรค์นั้นเถิดและเจ้าทั้งสองจงบริโภคจากสวนนั้นอย่างกว้างขวาง ณ ที่ที่เจ้าทั้งสองปรารถนา และอย่าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนี้ (มิเช่นนั้นแล้ว) เจ้าทั้งสองจะกลายเป็นผู้อธรรมแก่ตัวเอง(35) ภายหลังจากชัยฎอนได้ทำให้ทั้งสองนั้นพลั้งพลาดไป เนื่องจากต้นไม้ต้นนั้น แล้วได้ทำให้ทั้งสองออกจากที่ที่เคยพำนักอยู่ และเราได้กล่าวว่า พวกเจ้าจงออกไป โดยที่บางส่วนของพวกเจ้าต่างเป็นศัตรูต่อกัน และ (สำหรับพวกเจ้าในผืนแผ่นดินนั้น) มีที่พำนัก และมีสิ่งอำนวยประโยชน์จนถึงระยะเวลาหนึ่ง(36) ภายหลังดาอัมได้เรียนรู้คำวิงวอนจากพระเจ้าของเขา แล้วพระองค์อภัยโทษแก่เขา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ(37) เราได้กล่าว่า พวกเจ้าจงออกไปทั้งหมด จากสวนนั้น แล้วหากมีคำแนะนำจากข้ามายังพวกเจ้าแล้ว ผู้ใดที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของข้า ก็ไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจ(38)) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 35-38) และเมื่ออัลลอฮ์ทรงรับการเตาบะฮ์จากอาดัมแล้ว อาดัมก็ไม่ได้แบกรับบาปนั้นอีก และบรรดาลูกหลานของเขาก็ไม่มีการสืบทอดความผิดใด ๆ ที่ได้ถูกลบล้างไปด้วยการเตาบะฮ์แล้ว และโดยหลักแล้ว บุคคลจะไม่มีการแบกรับความผิดของผู้ใด อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และแต่ละชีวิตนั้นจะไม่แสวงหาสิ่งใด นอกจากจะเป็นภาระแก่ชีวิตนั้นเองเท่านั้น และไม่มีผู้แบกภาระคนใดจะแบกภาระของผู้อื่นได้ แล้วยังพระเจ้าของพวกเจ้านั้น คือการกลับไปของพวกเจ้า แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกัน) (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 164)
อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (ผู้ใดได้พบแนวทางที่ถูกต้อง แท้จริงเขาจะอยู่ในทางนั้นเพื่อตัวเขาเอง และไม่มีผู้แบกภาระใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้ และเรามิเคยลงโทษผู้ใด จนกว่าเราจะแต่งตั้งเราะซูลมา) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 15) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้ และ ถ้าผู้ที่แบกภาระหนักอยู่แล้วขอร้อง (ผู้อื่น) ให้ช่วยแบกมัน ก็จะไม่มีสิ่งใดถูกแบกออกจากเขา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นญาติสนิทก็ตาม แท้จริงเจ้าเป็นเพียงผู้ตักเตือนบรรดาผู้เกรงกลัวพระเจ้าของพวกเขาในสิ่งเร้นลับ และพวกเขาดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและผู้ใดขัดเกลาตนเอง แท้จริง เขาก็ขัดเกลาเพื่อตัวของเขาเอง และยังอัลลอฮ์เท่านั้นคือการกลับไป) (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 18)
16- จุดประสงค์ของการสร้างมนุษย์คือ การเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
จุดประสงค์ของการสร้างมนุษย์คือ การเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า) (ซูเราะฮ์ อัซ-ซาริยาต : 56)
17- อิสลามให้เกียรติมนุษย์ ทั้งชายและหญิง และดูแลสิทธิทั้งหมดของเขา และทำให้เขามีความรับผิดชอบต่อการเลือก การกระทำ และพฤติกรรมทั้งหมดของเขา และต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใด ๆ ที่ทำร้ายตัวเขาเองหรือทำร้ายผู้อื่น
อิสลามให้เกียรติมนุษย์ - ทั้งชายและหญิง – และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างมนุษย์เพื่อเป็นผู้แทนบนแผ่นดิน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : (และจงรำลึกถึงขณะที่พระเจ้าของเจ้าได้ตรัสแก่มะลาอิกะฮ์ว่า แท้จริงข้าจะให้มีผู้แทนคนหนึ่ง ในพิภพ...) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 30)
และการให้เกียรตินี้ครอบคลุมลูกหลานอาดัมทุกคน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: (และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม และเราได้บรรทุกพวกเขาทั้งทางบกและทางทะเล และได้ให้ปัจจัยยังชีพที่ดีทั้งหลายแก่พวกเขา และเราได้ให้พวกเขาดีเด่น อย่างมีเกียรติเหนือกว่าผู้ที่เราได้ให้บังเกิดมาเป็นส่วนใหญ่) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 70) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (โดยแน่นอนเราได้บังเกิดมนุษย์มาในรูปแบบที่สวยงามยิ่ง) (ซูเราะฮ์ อัต-ตีน : 4)
และอัลลอฮ์ทรงห้ามบรรดามนุษย์ทำตัวเองให้ตกต่ำด้วยการเคารพแก่สิ่งสักการะใด ๆ หรือเป็นผู้ตามให้แก่ผู้ใด หรือแก่ผู้มีอำนาจใดอื่นจากอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: (และในหมู่มนุษย์นั้น มีผู้ที่ยึดถือบรรดาภาคี อื่นจากอัลลอฮ์ ซึ่งพวกเขารักภาคีเหล่านั้นเช่นเดียวกับรักอัลลอฮ์ แต่บรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นผู้ที่รักอัลลอฮ์มากยิ่งกว่า และหากบรรดาผู้อธรรมจะได้เห็น ขณะที่พวกเขาเห็นการลงโทษอยู่นั้น (แน่นอนพวกเขาจะต้องตระหนักดีว่า) แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงลงโทษที่รุนแรง (และ) ขณะที่บรรดาผู้ถูกตาม ได้ปลีกตัวออกจากบรรดาผู้ตาม และขณะที่พวกเขาเห็นการลงโทษ และขณะที่บรรดาสัมพันธภาพที่มีต่อกันได้ขาดสบั้นลง) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 165-166) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงกล่าวเพื่อเป็นการอธิบายถึง สภาพของผู้ตามและผู้นำด้วยความเท็จในวันกิยามะฮ์ ว่า (บรรดาผู้หยิ่งยะโส (หัวหน้า) ก็กล่าวแก่บรรดาผู้อ่อนแอ (ลูกน้อง) ว่า “พวกเรานะหรือที่ได้หน่วงเหนี่ยวพวกท่านจากแนวทางที่ถูกต้องหลังจากที่มันได้มีมายังพวกท่าน มิใช่เช่นนั้น แต่พวกท่านเองเป็นผู้กระทำผิด”(32) บรรดาผู้อ่อนแอ (ลูกน้อง) กล่าวแก่บรรดาผู้หยิ่งยะโส (หัวหน้า) ว่า “มิใช่เช่นนั้นดอก ! แต่มันเป็นแผนการทั้งกลางคืนและกลางวัน เมื่อพวกท่านใช้ให้พวกเราปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และให้เราตั้งภาคีคู่เคียงกับพระองค์” และพวกเขาจะซ่อนความสำนึกผิดเมื่อพวกเขาได้เห็นการลงโทษ และเราได้คล้องพันธนาการที่คอของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนใด ๆ นอกจากที่พวกเขาได้กระทำไว้(33)) (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 32-33)
และหนึ่งในความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบของอัลลอฮ์ในวันกิยามะฮ์นั้น คือการทำให้บรรดาผู้ที่เรียกร้องสู่ความชั่วและแกนนำของมันนั้นต้องแบกรับบาปของพวกเขาและบาปของบรรดาผู้ที่เป็นผู้ตามของพวกเขาโดยปราศจากความรู้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: (พวกเขาจงแบกความผิดอย่างครบครันในวันกิยามะฮ์เถิด และ (จงแบก) ความผิดของบรรดาผู้ที่พวกเขาทำให้เขาเหล่านั้น หลงผิดโดยไม่รู้ พึงทราบเถิด! สิ่งที่พวกเขาทำผิดนั้นชั่วช้ายิ่ง) (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 25)
อิสลามได้ให้การดูแลสิทธิต่าง ๆ แก่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ทั้งในโลกนี้และในวันอาคิเราะฮ์ และสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อิสลามได้ให้การดูแลและอธิบายแก่มนุษย์นั้น คือสิทธิ์ของอัลลอฮ์ที่มีเหนือมนุษย์ และสิทธิ์ของมนุษย์ที่มีสำหรับอัลลอฮ์ จากท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า ฉันได้ขี่ลาซ้อนท้ายท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วท่านได้กล่าวเรียกฉัน “โอ้มุอาซ” ฉันตอบว่า “ครับท่าน” ท่านกล่าวอย่างนั้นสามครั้ง (แล้วท่านถามว่า) “เจ้าทราบหรือไม่ว่าอะไรคือสิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าวของพระองค์ "ฉันกล่าวว่า "ไม่ทราบครับท่าน" ท่านจึงกล่าวว่า "สิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าว ก็คือพวกเขาต้องสักการะต่อพระองค์เพียงองค์เดียวและไม่นำสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์" จากนั้นก็เดินทางสักระยะหนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวว่า “โอ้ มุอาซ” ฉันตอบว่า “ครับท่าน” แล้วเจ้าทราบหรือไม่ว่าอะไรคือสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์เมื่อพวกเขาได้กระทำเช่นนั้น พระองค์จะไม่ลงโทษพวกเขา” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ (6840)
อิสลามรับประกันดูแลให้แก่มนุษย์ถึงศาสนาที่แท้จริงของเขา ลูกหลานของเขา ทรัพย์สิน และเกียรติยศของเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์ทรงให้ความสำคัญถึงเลือด ทรัพย์สิน และเกียรติยศของพวกเจ้า เสมือนดังความสำคัญของวันนี้สำหรับพวกเจ้า ในเดือนนี้ของพวกเจ้า และในเมืองนี้ของพวกเจ้า" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ (6501) และท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ประกาศถึงสัญญาที่ยิ่งใหญ่นี้ในช่วงหัจญ์อำลาที่มีผู้คนทำหัจญ์จากบรรดาเศาะฮาบะฮ์ทั้งหมดมากว่า 100,000 คน และท่านได้ทวนถึงความหมายนั้นอีกหลายครั้ง และได้เน้นย้ำในวันเชือดสัตว์พลีในช่วงเวลาของการทำหัจญ์อำลา
และศาสนาอิสลามได้กำหนดให้มนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการตัดสินใจต่าง ๆ ของเขา การงานต่าง ๆ และการกระทำต่าง ๆ ของเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และมนุษย์ทุกคน เราได้ให้การงานของเขาแขวนติดไว้ที่คอของเขา และในวันกิยามะฮ์ เราจะเอาบันทึกออกมาให้เขาพบมันในสภาพที่กางแผ่ เจ้าจงอ่านบันทึกของเจ้า พอเพียงแก่ตัวเจ้าแล้ววันนี้ที่จะเป็นผู้ชำระของตัวเจ้าเอง) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 13) การกระทำใดก็ตาม ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว อัลลอฮ์จะทำให้มันเป็นของบุคคลนั้น จะไม่กระทบกับผู้อื่น ดังนั้นเขาจะไม่ถูกสอบสวนที่เป็นการงานของผู้อื่น และผู้อื่นก็จะไม่ถูกสอบสวนที่เป็นการงานของเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงเจ้าต้องพากเพียรไปสู่พระเจ้าของเจ้าอย่างทรหดอดทนแล้วเจ้าจึงจะพบพระองค์) (ซูเราะฮ์ อัล-อินชิกอก : 6) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (ผู้ใดกระทำความดีก็จะได้แก่ตัวของเขา และผู้ใดกระทำความชั่วก็จะได้แก่ตัวของเขาเอง และพระเจ้าของเจ้านั้นมิทรงอธรรมต่อปวงบ่าวของพระองค์) (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 46)
และศาสนาอิสลามได้กำหนดให้มนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบกับทุกการกระทำที่ทำให้มีผลกระทบต่อตัวเขาเองหรือต่อผู้อื่น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (ผู้ใดที่แสวงหาบาปกรรมไว้ แท้จริงแล้วเขาแสวงหามันไว้ให้เป็นภัยแก่ตัวของเขาเองเท่านั้น และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ทรงปรีชาญาณ) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์: 111) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (เนื่องจากเรื่องราว (ของการฆ่าอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้) เราจึงกำหนดให้ลูกหลานของอิสรออีลว่า ใครก็ตามที่ฆ่ามนุษย์โดยไม่มีเหตุผลที่อนุญาตให้ฆ่าคนนั้น หรือเพราะเขาสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินก็เท่ากับว่าเขาได้ฆ่าทั้งหมด ของมนุษยชาติ และใครก็ตามที่ปกป้องชีวิตของมนุษย์ก็เท่ากับว่าเขาได้ปกป้องความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์ทั้งหมด) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 32) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "จะไม่มีชีวิตใดถูกฆ่าอย่างอธรรม นอกจากลูกของนบีอาดัมคนแรกมีส่วนด้วย เพราะเขาคือคนแรกที่เป็นคนสร้างแบบอย่างแห่งการฆ่า" เศาะฮีห์ มุสลิม (5150)
18- ศาสนาอิสลามได้กำหนดให้ผู้ชายกับผู้หญิงมีความเท่าเทียมกันในทางการปฏิบัติ ความรับผิดชอบ ผลการตอบแทนและรางวัลที่จะได้รับ
ศาสนาอิสลามได้กำหนดให้ผู้ชายกับผู้หญิงมีความเท่าเทียมกันในทางด้านการปฏิบัติ ความรับผิดชอบ ผลการตอบแทนและรางวัลที่จะได้รับ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และใครก็ตามที่กระทำคุณงามความดีไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงโดยเขานั้นเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นพวกเขาจะได้เข้าสวรรค์ และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแม้เท่ารูเล็ก ๆ ที่อยู่บนหลังเมล็ดอินทผาลัม) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 124) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (ผู้ใดปฏิบัติความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นเราจะให้เขาดำรงชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาซึ่งรางวัลของพวกเขา ที่ดียิ่งกว่าที่พวกเขาได้เคยกระทำไว้) (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 97) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (ผู้ใดที่กระทำความชั่ว เขาจะไม่ได้รับการตอบแทน เว้นแต่เยี่ยงเช่นนั้น และผู้ใดกระทำความดีจากเพศชายหรือเพศหญิงก็ตามและเขาเป็นผู้ศรัทธาด้วย ชนเหล่านั้นแหละพวกเขาจะได้เข้าสวนสวรรค์ จะได้รับปัจจัยยังชีพในนั้น โดยปราศจากการคำนวณ) (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 40) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (แท้จริง บรรดาผู้นอบน้อมชายและหญิง บรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิง บรรดาผู้ภักดีชายและหญิง บรรดาผู้สัตย์จริงชายและหญิง บรรดาผู้อดทนชายและหญิง บรรดาผู้ถ่อมตัวชายและหญิง บรรดาผู้บริจาคทานชายและหญิง บรรดาผู้ถือศีลอดชายและหญิง บรรดาผู้รักษาอวัยวะเพศของพวกเขาที่เป็นชายและหญิง บรรดาผู้รำลึกถึงอัลลอฮ์อย่างมากที่เป็นชายและหญิงนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงเตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้ว ซึ่งการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง) (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 35)
19- อิสลามได้ให้เกียรติแก่ผู้หญิงและถือว่าผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชาย และใช้ให้ผู้ชายให้ค่าเลี้ยงดูแก่พวกนางหากเขามีความสามารถ ดังนั้นค่าเลี้ยงดูลูกสาวเป็นหน้าที่ของผู้เป็นพ่อ และค่าเลี้ยงดูของผู้เป็นแม่เป็นหน้าที่ของลูกชาย หากเขาเป็นผู้ใหญ่และมีความสามารถ และค่าเลี้ยงดูของภรรยาเป็นหน้าที่ของสามี
และอิสลามถือว่าผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชาย ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "แท้จริง ผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชาย" บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ 113
และส่วนหนึ่งที่อิสลามได้ให้เกียรติแก่ผู้หญิงคือ อิสลามได้ใช้ให้ลูกทำหน้าที่ดูแลค่าเลี้ยงดูแก่ผู้เป็นแม่หากมีความสามารถ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “มือของผู้ให้คือมือที่สูงที่สุด (ดังนั้นจงเริ่มที่) มารดาของท่าน ตามด้วยบิดา แล้วก็น้องสาว ตามด้วยน้องชาย จากนั้นตามลำดับความใกล้ชิด” บันทึกโดย อิหม่ามอะหมัด และจะอธิบายถึงสถานะของบิดามารดาในประเด็นที่ (29) ด้วยการอนุมัติจากอัลลอฮ์
และส่วนหนึ่งที่อิสลามได้ให้เกียรติแก่ผู้หญิง คือการให้ผู้ชายเป็นผู้ดูแลค่าเลี้ยงดูให้แก่ภรรยาหากเขามีความสามารถ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: (ควรให้ผู้มีฐานะร่ำรวยจ่ายตามฐานะของเขา ส่วนผู้ที่การยังชีพของเขาเป็นที่คับแค้นแก่เขาก็ให้เขาจ่ายตามที่อัลลอฮ์ทรงประทานมาให้แก่เขา อัลลอฮ์มิได้ทรงให้เป็นที่ลำบากแก่ชีวิตใด เว้นแต่ตามที่พระองค์ทรงประทานมาแก่ชีวิตนั้น หลังจากความยากลำบาก อัลลอฮ์จะทรงทำให้เกิดความสะดวกสบาย) (ซูเราะฮ์ อัฏ-เฏาะล๊าก : 7) และมีชายคนหนึ่งได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า "สิทธิของภรรยาที่จะได้รับจากสามีนั้นมีอะไรบ้าง? ท่านตอบว่า "ท่าน (สามี) จะต้องให้นางรับประทานอาหารเหมือนดังที่ท่านรับประทาน และท่านจะต้องให้เสื้อผ้าอาภรณ์เเก่นางดังที่ท่านมีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ และท่านจะต้องไม่ตบตีหน้าของนาง และท่านจะต้องไม่ด่าทอนางด้วยคำพูดที่น่ารังเกียจ" บันทึกโดย อิหม่ามอะหมัด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวเพื่อเป็นการอธิบายถึงสิทธิบางประการของผู้หญิงที่จะได้รับจากสามี ว่า: "และหน้าที่ของพวกท่านที่ต้องปฏิบัติต่อบรรดาภรรยาของพวกท่าน คือการหาปัจจัยยังชีพและเครื่องนุ่งห่มให้แก่พวกนางอย่างชอบธรรม" เศาะฮีห์ มุสลิม และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “เพียงพอแล้วที่คนคนหนึ่งจะมีความผิด เนื่องด้วยเขาได้ละเลยในการดูแลคนในครอบครัวของเขา” บันทึกโดย อิหม่ามอะหมัด ท่านอัลคอตตอบีย์ ได้กล่าวว่า : คำที่ว่า "ผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแล" คือผู้ที่จำเป็นสำหรับคน ๆ หนึ่งในการดูแลเรื่องอาหารแก่เขา เหมือนกับว่า ท่านกล่าวแก่ผู้ที่จะบริจาคว่า "ท่านอย่าได้บริจาคด้วยสิ่งที่ไม่มีส่วนที่จะเหลือเก็บสำหรับครอบครัวของท่าน เพื่อหวังผลบุญ เพราะมันจะกลับเป็นบาปสำหรับท่าน เนื่องจากการละเลยพวกเขาไม่ดูแลพวกเขา"
และส่วนหนึ่งที่อิสลามได้ให้เกียรติแก่ผู้หญิง คือการให้ผู้เป็นพ่อเป็นผู้ดูแลค่าเลี้ยงดูให้แก่ลูกสาว อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: (และมารดาทั้งหลายนั้น จะให้นมแก่ลูก ๆ ของนางภายในสองปีเต็ม สำหรับผู้ที่ต้องการ จะให้ครบถ้วนในการให้นม และหน้าที่ของพ่อเด็กนั้นคือปัจจัยยังชีพของพวกนางและเครื่องนุ่งห่มของพวกนางโดยชอบธรรม) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 233) ดังนั้นอัลลอฮ์จึงอธิบายว่า การให้ค่าเลี้ยงดูลูกในการให้อาหารและให้เครื่องนุ่งห่มนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เป็นพ่อด้วยความชอบธรรมเหมาะสม ด้วยคำตรัสของอัลลอฮ์ ที่ว่า: (ครั้นเมื่อพวกนางได้ให้นมแก่ทารกของพวกเจ้า ก็จงให้พวกนางซึ่งค่าตอบแทนของพวกนาง) (ซูเราะฮ์ อัฏ-เฏาะล๊าก : 6) ดังนั้น อัลลอฮ์จึงกำหนดให้ผู้เป็นพ่อรับผิดชอบค่าตอบแทนในการให้นมลูก จากตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า ค่าเลี้ยงดูลูกเป็นหน้าที่ของผู้เป็นพ่อ และคำว่า ”วะลัด” ครอบคลุมทั้งลูกชายและลูกสาว และในฮะดีษนี้ชี้ให้เห็นว่าค่าเลี้ยงดูภรรยา และลูก ๆ ของนางนั้น เป็นหน้าที่ของผู้เป็นพ่อ จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า : ฮินด์ ได้กล่าวแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “แท้จริง อบูซุฟยานเป็นชายขี้เหนียว ส่วนฉันมีความจำเป็นต้องใช้ในทรัพย์สินของเขา" ท่านตอบว่า “เจ้าจงเอาเท่าที่เพียงพอสำหรับเจ้าและลูกของเจ้าโดยชอบธรรม” บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายถึงความประเสริฐของการจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่ลูกสาวและพี่น้องที่เป็นผู้หญิง โดยท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่ดูแลลูกสาวสองหรือสามคน หรือพี่น้องที่เป็นผู้หญิงสองหรือสามคนจนกว่านางจะแยกตัวออกจากเขาด้วยการแต่งงานหรือเสียชีวิตจากเขาไป หรือจนกว่าเขาจะเสียชีวิตจากพวกนางไป ฉันกับเขาจะเป็นเหมือนสองนิ้วนี้ แล้วท่านก็ได้ยกนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นมา" สิลสิละฮ์อัศเศาะฮีหะฮ์ 296.
20- และความตายนั้นไม่ใช่การสูญสลายอย่างถาวร แต่มันคือการเปลี่ยนจากสถานที่แห่งการปฏิบัติสู่สถานที่แห่งการตอบแทน และความตายนั้นเกิดขึ้นทั้งร่างกายและวิญญาณ และการตายของวิญญาญคือการแยกตัวของมันออกจากร่างกายแล้วก็จะกลับหามันอีกครั้งหลังจากฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ และวิญญาณจะไม่ย้ายออกไปสู่อีกร่างหนึ่งหลังจากที่ได้ตายไปแล้ว และจะไม่ไปเข้าสิงในร่างของคนอื่น
ความตายนั้นไม่ใช่การสูญสลายอย่างถาวร อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “มะลักผู้ปลิดชีวิต ผู้ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับพวกท่าน จะปลิดชีวิตของพวกท่าน แล้วพวกท่านจะถูกนำกลับไปยังพระเจ้าของพวกท่าน ") (ซูเราะฮ์ อัส-สัจญ์ดะฮ์ : 11) และความตายนั้นเกิดขึ้นทั้งร่างกายและวิญญาณ และการตายของวิญญาญคือการแยกตัวของมันออกจากร่างกาย แล้วก็จะกลับหามันอีกครั้งหลังจากฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮ์ ตะอาละ ทรงตรัสว่า : (อัลลอฮ์คือผู้ทรงเอาวิญญาณของผู้คนในเวลาที่พวกเขาตาย และเอาวิญญาณของคนที่ยังไม่ตายไปในเวลาหลับไหล จากนั้น พระองค์ทรงเก็บวิญญาณของบุคคลที่พระองค์กำหนดความตายและปล่อยวิญญาณอีกดวงหนึ่ง (กลับเข้าไปในร่างของเขา) จนถึงเวลาที่กำหนด แท้จริงสิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงสัญญาณต่าง ๆ สำหรับผู้ที่ใคร่ครวญ) (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 42) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : " แท้จริงเมื่อวิญญาณถูกถอดออกจากร่าง ดวงตาจะจ้องมองตามวิญญาณที่ออกไป" บันทึกโดย มุสลิม 920 และหลังจากที่ตายไปแล้ว มนุษย์ก็เปลี่ยนจากสถานที่แห่งการปฏิบัติสู่สถานที่แห่งการตอบแทน อัลลอฮ์ ตะอาละ ทรงตรัสว่า : (ยังพระองค์เท่านั้นคือทางกลับของพวกท่านทั้งหลาย สัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นจริงเสมอแท้จริงพระองค์นั้นทรงเริ่มการสร้าง แล้วพระองค์ก็ทรงให้มันบังเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทรงตอบแทนบรรดาผู้ศรัทธา และผู้ประกอบความดี โดยเที่ยงธรรม ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น พวกเขาจะได้รับเครื่องดื่มที่ร้อนจัด และการลงโทษอันเจ็บแสบ เพราะพวกเขาปฏิเสธ ไม่ยอมศรัทธา) (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 4)
และวิญญาณจะไม่มีการย้ายไปยังร่างอื่นหลังความตาย และไม่มีการโคลนนิ่ง ดังนั้นการอ้างถึงการโคลนนิ่งนั้นจึงไม่ปรากฏหลักฐานทางปัญญาหรือความรู้สึก และไม่มีหลักฐานใดที่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชื่อนี้จากบรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม
21- ศาสนาอิสลามเรียกร้องสู่การศรัทธาด้วยหลักแห่งการศรัทธาอันยิ่งใหญ่ คือ การศรัทธาต่ออัลลอฮ์และบรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ เช่น คัมภีร์เตารอต คัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์ซะบูร –ก่อนการบิดเบือน- และอัลกุรอาน การศรัทธาต่อบรรดานบีและ บรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสสลาม และศรัทธาต่อนบีท่านสุดท้าย ซึ่งก็คือมูฮัมมัด ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ผู้เป็นนบีและเราะซูลท่านสุดท้ายและศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ และเรารู้ว่า หากชีวิตในโลกนี้มันคือที่สิ้นสุดสำหรับชีวิต แน่นอนชีวิตและการดำรงอยู่คงจะเป็นเพียงความไร้ประโยชน์ และศรัทธาต่อกฎกอฎออ์กอดัร (กฎกำหนดสภาวการณ์)
ศาสนาอิสลามเรียกร้องสู่การศรัทธาด้วยหลักแห่งการศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นหลักที่บรรดานบีและบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสสลาม ได้เรียกร้อง นั่นคือ
ประการแรก: ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงเป็นพระผู้อภิบาล ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงค้ำจุน และผู้ปกครองแห่งสากลจักรวาลนี้ และศรัทธาว่าพระองค์เท่านั้นที่สมควรได้รับการเคารพสักการะ และการบูชาทุกสิ่งนอกเหนือจากพระองค์นั้นไม่ถูกต้อง และทุกสิ่งที่ถูกบูชานอกเหนือจากพระองค์ เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ดังนั้น การเคารพภักดีต่อพระองค์จึงไม่คู่ควรกับผู้ใดนอกจากพระองค์ และการเคารพภักดีนั้นไม่ถูกต้องเว้นแต่เีพียงพระองค์เท่านั้น หลักฐานสำหรับปัญหานี้ได้อธิบายไว้แล้วในประเด็นที่ (8)
และอัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจผู้ทรงสูงส่งได้กล่าวถึงหลักการสำคัญเหล่านี้ในโองการต่าง ๆ ในอัลกุรอาน ส่วนหนึ่งนั้น คือคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า: (เราะซูลนั้น (นบีมุฮัมมัด) ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เขา จากพระเจ้าของเขา และมุมินทั้งหลายก็ศรัทธา ด้วยทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮ์และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาเราะซูลของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) เราจะไม่แยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาเราะซูลของพระองค์ และพวกเขาได้กล่าวว่า เราได้ยินแล้ว และได้ปฏิบัติตามแล้ว การอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้นที่พวกเราปรารถนา โอ้พระเจ้าของพวกเรา! และยังพระองค์นั้น คือ การกลับไป) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 285) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (หาใช่คุณธรรมไม่ การที่พวกเจ้าผินหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกแต่ทว่าคุณธรรมนั้นคือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก และศรัทธาต่อมลาอิกะฮ์ ต่อบรรดาคัมภีร์และนบีทั้งหลาย และบริจาคทรัพย์ทั้ง ๆ ที่มีความรักในทรัพย์นั้น แก่บรรดาญาติที่สนิทและบรรดาเด็กกำพร้า และแก่บรรดาผู้ยากจนและผู้ที่อยู่ในการเดินทาง และบรรดาผู้ที่มาขอและบริจาคในการไถ่ทาส และเขาได้ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และชำระซะกาต และ (คุณธรรมนั้น) คือบรรดาผู้ที่รักษาสัญญาของพวกเขาโดยครบถ้วน เมื่อพวกเขาได้สัญญาไว้ และบรรดาผู้ที่อดทนในความทุกข์ยาก และในความเดือดร้อน และขณะต่อสู้ในสมรภูมิ ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่พูดจริง และชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่มีความยำเกรง) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 177) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงเรียกร้องสู่การศรัทธาต่อหลักการศรัทธานี้ และได้อธิบายถึงผู้ที่ปฏิเสธมันนั้น แน่นอนเขาได้หลงทางที่ห่างไกล อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์เถิด และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่เราะซูลของพระองค์ และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาก่อนนั้น และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และวันปรโลกแล้วไซร้ แน่นอนเขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 136) และในฮะดีษที่รายงานจากท่านอุมัร บิน อัลคอฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า : วันหนึ่ง ขณะที่พวกเรากำลังนั่งอยู่กับท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทันใดนั้น ก็มีชายคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นมายังพวกเรา เขาสวมเสื้อผ้าที่ขาวโพลน มีผมที่ดำสนิท ไม่เห็นร่องรอยของการเดินทาง และไม่มีผู้ใดเลยในหมู่พวกเราที่รู้จักเขา จนในที่สุดเขาได้เข้ามานั่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วเอาเข่าทั้งสองข้างของเขายันกับเข่าทั้งสองข้างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และได้วางมือของเขาบนหน้าขาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวขึ้นว่า โอ้มุฮัมมัด จงบอกให้ฉันรู้เกี่ยวกับอิสลามเถิด? ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ก็กล่าวว่า "อิสลามคือการที่ท่านกล่าวปฎิญานว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์และมุฮัมมัดนั้นเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์” การที่ท่านดำรงไว้ซึ่งการละหมาด จ่ายซะกาต ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และไปประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์ หากท่านมีความสามารถเดินทางไปได้" เขากล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว” (ท่านอุมัรกล่าวว่า) ดังนั้นพวกเราพากันแปลกใจที่เขาถามท่านนบี แล้วเขาก็รับรองว่าท่านนบีพูดจริง เขากล่าวอีกว่า“จงบอกให้ฉันรู้เกี่ยวกับอีหม่านเถิด?” ท่านนบี จึงตอบว่า "การที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮ์ บรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ บรรดาคัมภีร์ของพระองค์ บรรดาศาสนทูตของพระองค์ วันปรโลกและเชื่อต่อกำหนดสภาวะของพระองค์ทั้งที่ดีและไม่ดี" แล้วเขากล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว” เขากล่าวต่ออีกว่า “ดังนั้น ท่านจงบอกให้ฉันรู้เกี่ยวกับอิห์ซานเถิด ? ท่านนบีตอบว่า “คือการที่ท่านทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เสมือนกับว่าท่านเห็นพระองค์ หากแม้นว่าท่านไม่เห็นพระองค์ แต่พระองค์นั้นทรงเห็นท่านแน่นอน" เศาะฮีห์ มุสลิม 8 ดังนั้นในฮะดีษนี้ มลาอิกะฮ์ญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม ได้มาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และได้ถามท่านถึง ลำดับของศาสนา นั่นคือ อัลอิสลาม และอัลอีหม่าน และอัลอิห์ซาน ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้ตอบไป หลังจากนั้นท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็บอกแก่บรรดาเศาะฮาบะฮ์ว่า ผู้ชายที่ถามนั้น คือมลาอิกะฮ์ ญิบรออีล ซึ่งเขาได้มาเพื่อสอนศาสนาแก่พวกเขา นั่นแหละคือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสาสน์จากพระเจ้าที่มลาอิกะฮ์ได้นำมา และท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำการเผยแพร่แก่มวลมนุษย์ และหลังจากนั้นบรรดาเศาะฮาบะฮ์ก็ได้ทำการปกปักรักษา และเผยแพร่แก่มวลมนุษย์หลังจากนั้น
ประการที่สอง: คือการศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ พวกเขาอยู่ในโลกที่เร้นลับ ซึ่งอัลลอฮ์ได้สร้างพวกเขาขึ้นมา และทำให้พวกเขาเกิดขึ้นในรูปร่างที่เป็นการเฉพาะสำหรับพวกเขา และทรงกำหนดการงานต่าง ๆ ที่ยิ่งใหญ่แก่พวกเขา และการงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการนำสาสน์จากอัลลอฮ์มาให้แก่บรรดาเราะซูล และบรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม และผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเขาคือมลาอิกะฮ์ญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม และส่วนหนึ่งที่พิสูจน์ถึงการนำสาสน์โดยญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม แก่บรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสสลาม นั้น คือคำดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า : (พระองค์ทรงส่งมลาอีกะฮ์ลงมาพร้อมด้วยวะฮีย์ ตามพระบัญชาของพระองค์ แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ จากปวงบ่าวของพระองค์โดยให้พวกเขาตักเตือนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงยำเกรงต่อข้าเถิด) (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลฺ : 2) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และแท้จริงมัน เป็นการประทานลงมาของพระเจ้าแห่งสากลโลก(192) อัรรูห์ ผู้ซื่อสัตย์ ได้นำมันลงมา(193) ยังหัวใจของเจ้า เพื่อเจ้าจักได้เป็นผู้ตักเตือนคนหนึ่ง(194) เป็นภาษาอาหรับอันชัดแจ้ง(195) และแท้จริงมันมีอยู่ในคัมภีร์สมัยก่อน ๆ(196)) (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 192-196)
ประการที่สาม: การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ เช่น อัตเตารอฮ์ อัลอินจญีล อัซซะบูร -ก่อนการบิดเบือน- และอัลกุรอาน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์เถิด และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่เราะซูลของพระองค์ และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาก่อนนั้น และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และวันปรโลกแล้วไซร้ แน่นอนเขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 136) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (พระองค์ได้ทรงประทานคัมภีร์นั้น ลงมาแก่เจ้าเป็นครั้งคราว พร้อมด้วยความจริง เพื่อยืนยันคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้า คัมภีร์นั้น และได้ทรงประทานอัตเตารอต และอัล-อินญีล(3) (ให้มี) มาก่อน ในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และได้ประทานอัล-ฟุรกอนมาด้วย แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮ์นั้น พวกเขาจะได้รับโทษอันรุนแรง และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงทำการลงโทษ(4)) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 3-4) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (เราะซูลนั้น (นบีมุฮัมมัด) ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เขา จากพระเจ้าของเขา และมุมินทั้งหลายก็ศรัทธาด้วย ทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาเราะซูลของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) เราจะไม่แยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาเราะซูลของพระองค์ และพวกเขาได้กล่าวว่า เราได้ยินแล้ว และได้ปฏิบัติตามแล้ว การอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้นที่พวกเราปรารถนา โอ้พระเจ้าของพวกเรา! และยังพระองค์นั้น คือการกลับไป) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 285) และพระองค์อัลลอฮ์ ได้ตรัสไว้ว่า (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว และได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีล และอิสฮาก และยะอ์กูบ และบรรดาผู้สืบเชื้อสาย(จากยะอ์กูบ) และศรัทธาต่อสิ่งที่มูซา และอีซา และนบีทั้งหลายได้รับจากพระเจ้าของพวกเขา โดยที่เราจะไม่แยกระหว่างคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา และพวกเรานั้นเป็นผู้ที่นอบน้อมต่อพระองค์) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 84)
ประการที่สี่ การศรัทธาต่อบรรดานบี และบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสสลาม ดังนั้นจำเป็นต้องศรัทธาต่อนบีและเราะซูลทุกคน และเชื่อมั่นว่าพวกเขาทุกคนคือเราะซูลที่มาจากอัลลอฮ์ ทำการเผยแพร่สาสน์จากอัลลอฮ์ ศาสนาของพระองค์ และบทบัญญัติของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (พวกท่านจงกล่าวเถิด เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีล และอิสฮาก และยะอฺกูบ และบรรดาวงศ์วานเหล่านั้น และสิ่งที่มูซา และอีซาได้รับ และสิ่งที่บรรดานบีได้รับจากพระเจ้าของพวกเขา พวกเรามิได้แบ่งแยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากเขาเหล่านั้น และพวกเราจะเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์เท่านั้น) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 136) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (เราะซูลนั้น (นบีมุฮัมมัด) ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เขา จากพระเจ้าของเขา และมุมินทั้งหลายก็ศรัทธา ด้วยทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮ์และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาเราะซูลของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) เราจะไม่แยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาเราะซูลของพระองค์ และพวกเขาได้กล่าวว่า เราได้ยินแล้ว และได้ปฏิบัติตามแล้ว การอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้นที่พวกเราปรารถนา โอ้พระเจ้าของพวกเรา! และยังพระองค์นั้น คือ การกลับไป) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 285) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้วและได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานแก่อิบรอฮีมและอิสมาอีล และอิสฮาก และยะอ์กูบและบรรดาผู้สืบเชื้อสาย (จากยะอฺกูบ) และศรัทธาต่อสิ่งที่มูซาและอีซา และนบีทั้งหลายได้รับจากพระเจ้าของพวกเขา โดยที่เราจะไม่แยกระหว่างคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา และพวกเรานั้นเป็นผู้ที่นอบน้อมต่อพระองค์) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 84)
และศรัทธาต่อท่านสุดท้ายนั้นคือมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผู้เป็นนบีและเราะซูลคนสุดท้าย อะลัยฮิมุเศาะลาตุวัสสลาม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และจงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮ์ได้ทรงเอาข้อสัญญาแก่นบีทั้งหลายว่า สิ่งที่ข้าได้ให้แก่พวกเจ้านั้นไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ก็ดี และความรู้เกี่ยวกับข้อปฏิบัติในบัญญัติศาสนาก็ดี ภายหลังได้มีเราะซูลคนใดมายังพวกเจ้าซึ่งเป็นผู้นยืนยันในสิ่งที่มีอยู่กับพวกเจ้าแล้ว แน่นอนพวกเจ้าจะต้องศรัทธาต่อเขา และช่วยเหลือเขา พระองค์ตรัสว่า พวกเจ้ายอมรับและเอาข้อสัญญาของข้าดังกล่าวนั้นแล้วใช่ไหม? พวกเขากล่าวว่า พวกข้าพระองค์ยอมรับแล้ว พระองค์ตรัสว่า พวกเจ้าจงเป็นพยานเถิด และข้าก็อยู่ในหมู่เป็นพยานร่วมกับพวกเจ้าด้วย) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 81)
ดังนั้นศาสนาอิสลามใช้ให้ศรัทธาต่อบรรดานบีและบรรดาเราะซูลทุกคน และศรัทธาต่อนบีคนสุดท้ายนั้นคือ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวะสัลลัม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย ! พวกท่านมิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใด จนกว่าพวกท่านจะดำรงไว้ซึ่งอัต-เตารอต และอัล-อินญีล และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกท่านจากพระเจ้าของพวกท่าน) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 68) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ ! จงมายังถ้อยคำหนึ่งซึ่งเท่าเทียมกัน ระหว่างเราและพวกท่าน คือว่าเราจะไม่เคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น และเราจะไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และพวกเราบางคนก็จะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเราเป็นผู้น้อมตาม) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 64)
และผู้ใดที่ปฏิเสธต่อนบีคนใดคนหนึ่ง แน่นอนเขาได้ปฏิเสธต่อนบีและต่อเราะซูลทุกคน ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮ์จึงกล่าวถึงข้อตัดสินของพระองค์ที่มีต่อประชาชาติของนบีนูห์ ว่า (หมู่ชนของนูห์ ได้ปฏิเสธบรรดาเราะซูล) (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 105) และเป็นที่รู้กันว่า นูฮ์อะลัยฮิสสลาม เป็นเราะซูลที่ยังไม่มีเราะซูลท่านใดมาก่อนเขา ดังนั้นเมื่อประชาชาติของเขาได้มีการปฏิเสธเขา ก็เท่ากับว่าได้ปฏิเสธบรรดานบีและบรรดาเราะซูลทั้งหมด เพราะการเผยแพร่ของพวกเขาและเป้าหมายของพวกเขาคือสิ่งเดียวกัน
ประการที่ห้า: การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ นั้นคือวันกิยามะฮ์ และในช่วงสุดท้ายของชีวิตในโลกนี้ คืออัลลอฮ์จะสั่งให้อิสรอฟีลทำการเป่าสังข์ ดังนั้นเขาจึงเป่าเป็นการเป่าที่ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตต้องตาย และทุกสิ่งมีชีวิตก็จะตายหมด นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และสังข์ได้ถูกเป่าขึ้น แล้วบรรดาผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินจะล้มลงตายเว้นแต่ผู้ที่อัลลอฮ์ประสงค์ แล้วสังข์ได้ถูกเป่าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วพวกเขาก็ลุกขึ้นยืนมองดู) (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 68ْ) และเมื่อผู้ที่อาศัยอยู่บนฟากฟ้าและที่อยู่บนแผ่นดินได้เสียชีวิต นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์เท่านั้น หลังจากนั้นพระองค์ก็จะม้วนท้องฟ้าและแผ่นดิน ดังที่พระองค์ ทรงตรัสว่า : (วันซึ่งเราจะม้วนชั้นฟ้า ประหนึ่งการม้วนแผ่นกระดาษสำหรับการบันทึก ดังเช่นที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก เราจะให้มันกลับเป็นขั้นมาอีก เป็นสัญญาผูกพันกับเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน) (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 104) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และพวกเขามิได้ให้ความยิ่งใหญ่แด่อัลลอฮ์อันพึงมีต่อพระองค์อย่างแท้จริง และแผ่นดินนี้ทั้งหมดเป็นเพียงกำพระหัตถ์หนึ่งของพระองค์ในวันกิยามะฮ์ และชั้นฟ้าทั้งหลายจะม้วนกลิ้งด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ และพระองค์ทรงสูงส่งเหนือจากสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคี) (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 67) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "อัลลอฮ์ ทรงม้วนชั้นฟ้าทั้งหลายในวันกิยามะฮ์ จากนั้นก็หยิบมันด้วยพระหัตถ์ข้างขวาของพระองค์ แล้วก็ตรัสว่า “ข้าคือผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่หยิ่งยโสและผู้ที่โอหังอยู่ที่ไหน? ” หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงม้วนแผ่นดินทั้งเจ็ด แล้วหยิบมันด้วยพระหัตถ์ข้างซ้ายของพระองค์ แล้วก็ตรัสว่า “ข้าคือผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่หยิ่งยโสและผู้ที่โอหังอยู่ที่ไหน?" (บันทึกโดยมุสลิม)
หลังจากนั้น อัลลอฮ์ก็สั่งให้มลาอิกะฮ์ทำการเป่าสังข์อีกครั้ง จากนั้นพวกเขาก็ลุกขึ้นเฝ่ารอ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (แล้วสังข์ได้ถูกเป่าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วพวกเขาก็ลุกขึ้นยืนมองดู) (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 68ْ) เมื่ออัลลอฮ์ได้ทำให้ฟื้นคืนชีพแล้วก็ทรงรวบรวมพวกเขาเพื่อทำการสอบสวน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (วันที่แผ่นดินจะแยกออกจากพวกเขา (และพวกเขาจะ) ออกมาอย่างรีบเร่ง นั่นคือการชุมนุมที่ง่ายดายแก่เรา) (ซูเราะฮ์ ก๊อฟ : 44) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (วันที่พวกเขาจะปรากฎตัวออกมา ไม่มีสิ่งใดของพวกเขาจะซ่อนเร้นไปจากอัลลอฮ์ อำนาจในวันนี้เป็นของผู้ใดเล่า ? แน่นอนมันเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเอกะผู้ทรงพิชิตโดยเด็ดขาด) (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 16) และในวันนี้ อัลลอฮ์จะทรงนำมนุษย์ทุกคนมาสอบสวนและผู้ที่ถูกกดขี่ทุกคนจะได้รับความเป็นธรรมจากผู้ที่กดขี่เขา และทุกคนจะได้รับการตอบแทนจากสิ่งที่เขาได้กระทำ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (วันนี้ทุกชีวิตจะได้รับการตอบแทนตามที่มันได้กระทำไว้ ไม่มีการอธรรมในวันนี้ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงฉับพลันในการสอบสวน) (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 17) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอธรรมแม้เพียงน้ำหนักเท่าผงธุลี และถ้ามันเป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งอย่างใด พระองค์ก็จะทรงเพิ่มพูนความดีนั้นเป็นทวีคูณ และทรงประทานให้จากที่พระองค์ ซึ่งรางวัลอันใหญ่หลวง) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 40) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน(7) ส่วนผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าละอองธุลีเขาก็จะเห็นมัน(80)) (ซูเราะฮ์ อัซ-ซัลซะละฮ์ : 7-8) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และเราตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮ์ ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใดเลย และแม้ว่ามันเป็นเพียงน้ำหนักเท่าเมล็ดพืชเล็ก เราก็จะนำมันมาแสดง และเป็นการพอเพียงแล้วสำหรับเราที่เป็นผู้ชำระสอบสวน) (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 47)
และหลังจากฟื้นคืนชีพและสอบสวนแล้ว ก็จะมีการให้รางวัลตอบแทน ดังนั้นใครก็ตามที่กระทำความดีจะได้รับความสุขนิรันดร์ที่ไม่จางหายไป และใครก็ตามที่ทำความชั่วและปฏิเสธศรัทธาก็จะได้รับการลงโทษ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: (อำนาจในวันนั้นเป็นของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงตัดสินระหว่างพวกเขา ดังนั้นบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายจะอยู่ในสวนสวรรค์หลากหลายแห่งความโปรดปราน(56) ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และไม่เชื่อฟังโองการทั้งหลายของเรานั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างอัปยศ(57)) (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 56-57) และเรารู้ว่า หากการมีชีวิตในโลกนี้เป็นที่สิ้นสุด แน่นอนการมีชีวิตและการดำรงอยู่นั้นก็จะไร้ประโยชน์อย่างแท้จริง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: (พวกเจ้าคิดว่า แท้จริงเราได้ให้พวกเจ้าบังเกิดมาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่กลับไปหาเรากระนั้นหรือ ?) (ซูเราะฮ์ อัล-มุอ์มินูน : 115)
ประการที่หก: การศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ คือ จำเป็นต้องศรัทธาว่า อัลลอฮ์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในสากลจักรวาลนี้ และอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกทั้งหมดนั้นก่อนที่จะมีการสร้างทั้งท้องฟ้าและแผ่นดิน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และที่พระองค์นั้นมีบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ โดยที่ไม่มีใครรู้กุญแจเหล่านั้น นอกจากพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และในทะเล และไม่มีใบไม้ใด ร่วงหล่นลงนอกจากพระองค์จะทรงรู้มัน และไม่มีเมล็ดพืชใด ซึ่งอยู่ในบรรดาความมืดของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่อ่อนนุ่มใด และสิ่งที่แห้งใด นอกจากจะอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง) (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 59) แท้จริง ความรอบรู้ของอัลลอฮ์นั้นได้ครอบคลุมทุกสิ่ง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (อัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ด และทรงสร้างแผ่นดินก็เยี่ยงนั้น พระบัญชาจะลงมาท่ามกลางมันทั้งหลาย (ชั้นฟ้าและแผ่นดิน) เพื่อพวกเจ้าจะได้รู้ว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งอย่าง และแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงห้อมล้อมทุกสิ่งอย่างไว้ด้วยความรอบรู้ (ของพระองค์)) (ซูเราะฮ์ อัฏ-เฏาะล๊าก : 12) แท้จริง ไม่มีปรากฏการณ์ใด ๆ ในสากลจักรวาลนี้ นอกจากมันเป็นความประสงค์และความต้องการของอัลลอฮ์ ทรงสร้างและทรงจัดการสาเหตุต่าง ๆ ของมัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (สำหรับพระองค์ เป็นผู้ครอบครองบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และพระองค์จะไม่ตั้งผู้ใดเป็นพระบุตร และสำหรับพระองค์นั้น ไม่มีหุ้นส่วนร่วมกับพระองค์ในการครองอำนาจ และพระองค์ทรงให้บังเกิดทุกสิ่ง แล้วทรงกำหนดมันให้เป็นไปตามกฏสภาวะ) (ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน : 2) และในเรื่องดังกล่าวนี้ มันมีวิยปัญญาที่สูงส่งสำหรับพระองค์ ที่มนุษย์ไม่สามารถที่รอบรู้ได้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ((อัลกุรอานนี้) เป็นฮิกมะฮ์อันลึกซึ้ง แต่การตักเตือนนั้นไม่บังเกิดผล (แก่พวกเขา)) (ซูเราะฮ์ อัล-เกาะมัร : 5) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และพระองค์คือผู้ทรงเริ่มแรกในการสร้าง แล้วทรงให้มันกลับขึ้นมาอีก และมันเป็นการง่ายยิ่งแก่พระองค์ และคุณลักษณะอันสูงส่งในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ) (ซูเราะฮ์ อัร-รูม : 27) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้กล่าวถึงพระองค์เองด้วยคุณลักษณะของความปรีชาญาณและทรงตั้งชื่อพระองค์ด้วยชื่อ (อัลหะกีม) “ผู้ทรงปรีชาญาณ” อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และมลาอิกะฮ์ และผู้มีความรู้ในฐานะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น ก็ยืนยันด้วยว่าไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 18) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเพื่อเป็นการแจ้งให้ทราบถึงเรื่องราวของนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม โดยเขาได้สนทนากับอัลลอฮ์ในวันกิยามะฮ์ โดยกล่าวว่า : (หากพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาแท้จริงพวกเขาก็คือบ่าวของพระองค์ และหากพระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์ท่านคือ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 118) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงตรัสแก่นบีมูซา เมื่อพระองค์ได้ทรงเรียกเขาในขณะที่เขาอยู่ฝั่งภูเขาฏูร ว่า : (โอ้มูซาเอ๋ย ! แท้จริงข้าคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ) (ซูเราะฮ์ อัน-นัมล์ : 9)
และพระองค์ ทรงทำให้อัลกุรอานมีคุณลักษะแห่งความปรีชาญาณ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (อะลีฟ ลาม รอ คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบ แล้วถูกจำแนกเรื่องต่างๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญ) (ซูเราะฮ์ ฮูด : 1) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (นั่นคือส่วนหนึ่งจากที่พระเจ้าของเจ้าทรงประทานฮิกมะฮ์แก่เจ้า และเจ้าอย่าตั้งพระเจ้าอื่นใดเคียงคู่กับอัลลอฮ์ มิฉะนั้นเจ้าจะถูกโยนลงในนรกญะฮันนัม เป็นผู้ถูกครหา ถูกขับไล่) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 39)
22- และบรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม นั้นได้รับการปกป้องจากข้อผิดพลาด ในสิ่งที่พวกเขาเผยแพร่สิ่งที่มาจากอัลลอฮ์ และพวกเขาได้รับการปกป้องจากข้อผิดพลาดจากทุกสิ่งที่ขัดแย้งกับสติปัญญาหรือสิ่งที่ไม่เข้ากับศีลธรรมอันดีงาม และพวกเขาคือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ถ่ายทอดคำสั่งของอัลลอฮ์แก่บรรดาบ่าวของพระองค์ และพวกเขาไม่มีคุณลักษณะแห่งความเป็นพระผู้อภิบาลหรือความเป็นพระเจ้า แต่พวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนมนุษย์คนอื่น ๆ ซึ่งอัลลอฮ์ทรงประทานวะห์ยูแก่พวกเขาพร้อมกับสาสน์ของพระองค์
และบรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม นั้นได้รับการปกป้องจากข้อผิดพลาด ในสิ่งที่พวกเขาเผยแพร่สิ่งที่มาจากอัลลอฮ์ เพราะอัลลอฮ์ทรงคัดเลือกที่ดีที่สุดในหมู่สิ่งถูกสร้างของพระองค์สู่การเป็นผู้เผยแพร่สาสน์ของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (อัลลอฮ์ทรงคัดเลือกบรรดาฑูตจากหมู่มลาอิกะฮ์และจากหมู่มนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น) (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 75) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า (แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงคัดเลือก อาดัมและนูห์ และวงศ์วานของอิบรอฮีม และวงศ์วานของอิมรอนให้เหนือกว่าประชาชาติทั้งหลาย) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 33) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า (พระองค์ตรัสว่า โอ้มูซา! แท้จริงข้าได้เลือกเจ้าให้เหนือกว่ามนุษย์ทั้งหลาย เนื่องด้วยบรรดาสาสน์ของข้า และด้วยถ้อยคำของข้า ดังนั้นจงยึดถือสิ่งที่ข้าได้ให้แก่เจ้า และจงอยู่ในหมู่ผู้ขอบคุณ) (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 144) และบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม รู้ดีถึงสิ่งที่ประทานลงมาแก่พวกเขาที่เป็นวะห์ยูจากพระเจ้า และพวกเขาได้เห็นมลาอิกะฮ์ที่นำวะห์ยูลงมา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (พระผู้ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับ ดังนั้นพระองค์จะไม่ทรงเปิดเผยสิ่งเร้นลับของพระองค์แก่ผู้ใด(26) นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงยินดีเช่นเราะซูล ดังนั้นพระองค์จะทรงส่งผู้พิทักษ์เฝ้าดูแลข้างหน้าและข้างหลังเขา(27) เพื่อพระองค์จะทรงรู้ว่า แน่นอนพวกเขาได้เผยแผ่สาสน์ของพระเจ้าของพวกเขาแล้ว และพระองค์ได้ทรงห้อมล้อม (รอบรู้) ทุกสิ่งที่อยู่ ณ ที่พวกเขา และพระองค์ทรงนับจำนวนทุก ๆ สิ่งไว้อย่างครบถ้วน(28)) (ซูเราะฮ์ อัล-ญิน : 26-28) และอัลลอฮ์ทรงสั่งให้พวกเขาทำการเผยแพร่สาสน์ของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (เราะซูลเอ๋ย ! จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้า และถ้าเจ้ามิได้ปฏิบัติ เจ้าก็มิได้ประกาศสาสน์ของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นจะทรงคุ้มกันเจ้าให้พ้นจากมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงแนะนำพวกที่ปฏิเสธศรัทธา) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 67) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า (คือบรรดาเราะซูลในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และในฐานะผู้ตักเตือน เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่มีข้ออ้างใด ๆ แก้ตัวต่ออัลลอฮ์ หลังจากที่บรรดาเราะซูลเหล่านั้น (ได้มายังพวกเขาแล้ว) และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 165)
และบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสเศาะลาตุวัสสลาม ต่างก็ยำเกรงต่ออัลลอฮ์อย่างมาก และเกรงกลัวต่อพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจะไม่ทำการต่อเติมในสาสน์ของพระองค์หรือทำให้ขาดตกอย่างแน่นอน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และหากเขา (มุฮัมมัด) เสกสรรกล่าวคำเท็จบางคำแก่เราแล้ว(44) เราก็จะจับเขาด้วยความมั่นคง(45) แล้วเราก็จะตัดเส้นชีวิตให้ขาดไปจากเขา(46) ดังนั้นจะไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเป็นผู้คุ้มกันเขาได้(47)) (ซูเราะฮ์ อัล-ห๊ากเกาะฮ์ : 44-47) ท่านอิบนุกะษีร เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า : อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {และหากเขา เสกสรรกล่าวคำเท็จบางคำแก่เราแล้ว} หมายถึง:มูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หากเขาเป็นอย่างที่พวกเขากล่าวอ้าง ก็แสดงว่าเขาโกหกต่อเรา และเขาได้ทำการต่อเติมหรือตัดตอนสาสน์ของเรา หรือกล่าวอะไรบางอย่างมาจากตัวเขาเองและอ้างว่ามาจากเรา – ซึ่งความจริงไม่เป็นอย่างนั้น – แน่นอนเราจะรีบลงโทษเขา และด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสว่า : {แน่นอนเราจะลงโทษเขาด้วยมือขวา} บางคนให้ความหมายว่า: เราจะลงโทษเขาด้วยมือขวา เพราะเป็นการแสดงถึงการลงโทษที่รุนแรง และบางคนกล่าวว่า เราจะลงโทษเขาด้วยมือขวาของเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า (และจงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า อีซาบุตรของมัรยัม เอ๋ย! เจ้าพูดแก่ผู้คนกระนั้นหรือว่า จงยึดถือฉันและมารดาของฉันเป็นที่เคารพสักการะทั้งสองอื่นจากอัลลอฮ์ เขากล่าวว่า มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน! ไม่เคยแก่ข้าพระองค์ที่จะกล่าวสิ่งที่มิใช่สิทธิของข้าพระองค์ หากข้าพระองค์เคยกล่าวสิ่งนั้น แน่นอนพระองค์ย่อมรู้ดี โดยที่พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในใจของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่รู้สิ่งที่อยู่ในใจของพระองค์ แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับทั้งหลาย ข้าพระองค์มิได้กล่าวแก่พวกเขา นอกจากสิ่งที่พระองค์ใช้ข้าพระองค์เท่านั้น ที่ว่าท่านทั้งหลายจงเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าของฉัน และเป็นพระเจ้าของพวกท่านด้วย และข้าพระองค์ย่อมเป็นพยานยืนยันต่อพวกเขาในระยะเวลาที่ข้าพระองค์อยู่ในหมู่พวกเขา ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงรับข้าพระองค์ไปแล้ว พระองค์ท่านก็เป็นผู้ดูแลพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานในทุกสิ่ง) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 116-117)
และส่วนหนึ่งจากความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีต่อบรรดานบี และเราะซูลของพระองค์ อะลัยฮิมุสสลาม คือ การที่พระองค์ทำให้พวกเขาได้ยืนหยัดในการเผยแพร่ศาสนาของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (เขา (ฮูด) กล่าวว่า แท้จริงฉันให้อัลลอฮ์ทรงเป็นพยาน แล้วพวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่าแท้จริงฉันปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกท่านตั้งภาคี (54) อื่นจากพระองค์ ดังนั้นพวกท่านทั้งหมดจงวางแผนทำร้ายฉันเถิด แล้วพวกท่านอย่าได้ให้ฉันต้องรอคอยเลย (55) แท้จริงฉันมอบหมายต่ออัลลอฮ์ พระเจ้าของฉันและพระเจ้าของพวกท่าน ไม่มีสัตว์เลื้อยคลานใด ๆ เว้นแต่พระองค์ทรงกำขมับมัน แท้จริงพระเจ้าของฉันอยู่บนทางที่เที่ยงตรง) (ซูเราะฮ์ ฮูด : 54-56) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และหากว่าพวกเขาจะทำให้เจ้าหลงไปจากที่เราได้วะฮีย์แก่เจ้า เพื่อเจ้าจะได้กุสิ่งอื่นขึ้นแก่เรา และเมื่อนั้นแหละพวกเขาก็จะคบเจ้าเป็นเพื่อนสนิท(73) และหากว่าเรามิได้ให้เจ้าตั้งมั่นอยู่บนความจริงแล้ว โดยแน่นอนยิ่ง เจ้าอาจจะโน้มเอียงไปทางพวกเขาบ้างเล็กน้อย(74) ถ้าเช่นนั้น แน่นอนเราก็จะให้เจ้าลิ้มรส (การลงโทษ) สองเท่าในชีวิตนี้ และสองเท่าเมื่อยามตาย แล้วเจ้าจะไม่พบผู้ช่วยเหลือแก่เจ้าให้พ้นจาก (การลงโทษของ) เรา(75)) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 73-75) โองการนี้และโองการก่อนหน้านี้เป็นข้อพิสูจน์เและเป็นหลักฐานที่แสดงว่า อัลกุรอานนั้นถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก เพราะถ้าหากอัลกุอานมาจากมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แน่นอนท่านจะต้องไม่นำคำกล่าวในลักษณะนี้ที่กระทบต่อท่านเอง
และอัลลอฮ์ สุบหานะฮุวะตะอาลา ทรงปกป้องบรรดาเราะซูลของพระองค์จากมนุษย์ทั้งหลาย อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (เราะซูลเอ๋ย ! จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้า และถ้าเจ้ามิได้ปฏิบัติ เจ้าก็มิได้ประกาศสาสน์ของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นจะทรงคุ้มกันเจ้าให้พ้นจากมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงแนะนำพวกที่ปฏิเสธศรัทธา) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 67) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (และเจ้าจงอ่านให้พวกเขาฟังถึงเรื่องราวของนบีนูห์ เมื่อเขา (นูห์) กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า “โอ้หมู่ชนของฉัน ! หากว่าการพักอยู่ของฉันและการตักเตือนของฉัน ด้วยโองการทั้งหลายของอัลลอฮ์ เป็นเรื่องใหญ่แก่พวกท่านแล้ว ดังนั้นฉันขอมอบหมายแด่อัลลอฮ์เท่านั้นพวกท่านจงร่วมกันวางแผนของพวกท่าน พร้อมกับบรรดาภาคีของพวกท่านเถิด แล้วอย่าให้แผนของพวกท่านเป็นที่ปิดบังแก่พวกท่าน แล้วจงดำเนินการต่อฉันทันทีและอย่าได้ลังเลเลย) (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 71) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เป็นการกล่าวถึงเรื่องราวของนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ว่า: (เขาทั้งสองได้กล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา แท้จริงเรากลัวว่า เขาจะล่วงเกินเรา-พระองค์ตรัสว่า “เจ้าทั้งสองอย่ากลัวแท้จริงข้าอยู่กับเจ้าทั้งสอง ข้าได้ยินและได้เห็น (ทุกสิ่งทุกอย่าง)) (ซูเราะฮ์ ฏอฮา : 45-46) ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงชี้แจงอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงปกป้องดูแลบรรดาเราะซูลของพระองค์จากบรรดาศัตรูของพวกเขา ดังนั้นสิ่งที่เป็นอันตรายต่าง ๆ จะไม่เกิดขึ้นกับพวกเขา และพระองค์ก็ได้ทรงตรัสว่าพระองค์จะดูแลวะห์ยูของพระองค์ จะไม่มีการเพิ่มหรือลดทอนจากมัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน) (ซูเราะฮ์ อัล-หิจญ์ริ : 9)
และบรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม ปราศจากความผิดพลาดจากทุกสิ่งที่ขัดแย้งกับสติปัญญาหรือศีลธรรม อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้กล่าวสรรเสริญแก่มูฮัมมัด ผู้เป็นนบีของพระองค์ ว่า : (และแท้จริง เจ้านั้นอยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่) (ซูเราะฮ์ อัล-เกาะลัม : 4) และพระองค์ได้กล่าวถึงท่านอีกว่า : (และสหาย (มุฮัมมัด) ของพวกเจ้านั้นมิใช่เป็นคนวิกลจริตแต่ประการใด) (ซูเราะฮ์ อัต-ตักวีร : 22) ทั้งหมดนั้นก็เพื่อให้พวกเขาได้ทำการเผยแพร่ศาสนาอย่างเต็มที่ และบรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม ทุกคนต่างก็ได้รับคำสั่งให้ทำการเผยแพร่คำสั่งต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ให้แก่บ่าวของพระองค์ พวกเขาไม่มีสิ่งใดที่บ่งชี้ถึงคุณลักษณะแห่งการเป็นพระผู้ทรงอภิบาล หรือพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ แต่พวกเขาคือมนุษย์ เหมือนมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งได้รับการประทานวะห์ยูแก่พวกเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (บรรดาเราะซูลของพวกเขากล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกเรามิใช่อื่นใด นอกจากเป็นปุถุชนเยี่ยงพวกท่าน แต่ทว่าอัลลอฮ์ทรงโปรดปรานผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ จากปวงบ่าวของพระองค์ ไม่บังควรแก่เราที่จะนำหลักฐานมาแสดงแก่พวกท่าน เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอฮ์เท่านั้น และแด่อัลลอฮ์เท่านั้น บรรดามุอ์มินพึงมอบความไว้วางใจเถิด") (ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม : 11) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงบัญชา แก่มุฮัมมัดผู้เป็นเราะซูลของพระองค์ เพื่อให้เขาได้กล่าวแก่กลุ่มชนของเขาว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวะฮีย์แก่ฉันว่าแท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย”) (ซูเราะฮ์ อัล-กะฮ์ฟิ : 110)
23- และศาาสนาอิสลามได้เรียกร้องสู่การเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว ผ่านหลักอิบาดะฮ์ที่ใหญ่ ๆ ดังนี้ หนึ่ง : การละหมาด คือ การยืน รุกูอ์ สุญูด การซิกรุลลอฮ์ และการสรรเสริญต่อพระองค์ และการขอดุอาอ์ต่อพระองค์ ซึ่งมุสลิมจะทำการละหมาดวันละห้าครั้งต่อวัน และการละหมาดได้สลายความแตกต่าง เช่น คนรวยกับคนจน ผู้นำกับผู้ตาม ต่างก็อยู่ในแถวเดียวกัน สอง : การจ่ายซะกาต คือการจ่ายทรัพย์สินในส่วนที่เล็กน้อย ตามเงื่อนไขและจำนวนที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น (วาญิบ) ที่คนรวยต้องจ่ายให้แก่คนจนและคนอื่นๆ หนึ่งครั้งต่อปี สาม :การถือศีลอด คือการละเว้นจากสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดนั้นเสียในระหว่างวันในเดือนรอมฎอน เป็นการขัดเกลาจิตใจและฝึกความอดทน สี่ : การทำหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์ เมืองมักกะฮ์ สักครั้งหนึ่งในชีวิต หากมีความสามารถนั้น และการทำหัจญ์นั้น คือการที่ทุกคนมุ่งสู่การทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์อย่างแน่วแน่ โดยปราศจากการแบ่งชนชั้นวรรณะ โดยที่ทุกคนเท่าเทียมกันหมด
ศาสนาอิสลาม ได้เรียกร้องสู่การเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ด้วยอิบาดะฮ์ที่ใหญ่ ๆ และอื่น ๆ จากอิบาดะฮ์ต่าง ๆ และอิบาดะฮ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่อัลลอฮ์ทรงใช้บรรดานบีและเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ปฏิบัติมัน และการเคารพสักการะ (อิบาดะฮ์) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ :
หนึ่ง :การละหมาด ที่อัลลอฮ์ได้ทรงใช้ให้บรรดามุสลิมทุกคนได้ปฏิบัติเหมือนที่พระองค์ได้ทรงใช้ให้บรรดานบีและบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ได้ปฏิบัติมัน และอัลลอฮ์ได้ทรงใช้ให้นบีอิบรอฮีม ผู้เป็นนบี ที่เป็นเพื่อนกับพระองค์ทำความสะอาดบ้านของพระองค์ (บัยตุลลอฮ์) เพื่อบรรดาผู้ทำการเฏาะวาฟ (เดินรอบกะบะฮ์) และบรรดาผู้ที่ทำการละหมาด การรุกูอ์ และการสุญูด อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และจงรำลึกถึงขณะที่เราได้ให้บ้านหลังนั้นเป็นที่กลับมาสำหรับมนุษย์และเป็นที่ปลอดภัยและพวกเจ้าจงยึดเอาที่ยืนของอิบรอฮีม เป็นที่ละหมาดเถิด และเราได้สั่งเสียแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีลว่า เจ้าทั้งสองจงทำความสะอาดบ้านของข้าเพื่อบรรดาผู้ทำการเฎาะวาฟ และบรรดาผู้ทำการเอียะติกาฟ และบรรดาผู้ที่ทำการรุกูอ์และการสุญูด) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 125) และอัลลอฮ์ ทรงใช้ให้นบีมูซาทำการละหมาดในครั้งแรกที่พระองค์ทรงเรียกมูซา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (แท้จริงข้าคือพระเจ้าของเจ้า จงถอดรองเท้าทั้งสองข้างของเจ้าออก แท้จริงเจ้ากำลังอยู่ ณ หุบเขาอันศักดิ์สิทธิ์ (มีชื่อว่า) ฏุวา(12) และข้าได้เลือกเจ้า ฉะนั้น จงตั้งใจฟังสิ่งที่ถูกวะฮีย์(13) แท้จริงข้าคืออัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าและจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด เพื่อรำลึกถึงข้า)(14) (ซูเราะฮ์ ฏอฮา : 12-14) และอัลมะซีห์ (นบีอีซา) อะลัยฮิสสลาม ได้แจ้งให้ทราบว่า อัลลอฮ์ได้ทรงใช้ให้ท่านทำการละหมาด และจ่ายซะกาต ท่านได้กล่าวดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (“และพระองค์ทรงให้ฉันได้รับความจำเริญ ไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใด และทรงสั่งเสียให้ฉันทำการละหมาดและจ่ายซะกาตตราบที่ฉันมีชีวิตอยู่”) (ซูเราะฮ์ มัรยัม : 31) และการละหมาดในศาสนาอิสลามนั้นคือการยืน การรุกูอ์ การสุญูด การซิกรุลลอฮ์ การสรรเสริญ และการขอดุอาอ์ ซึ่งมุสลิมทุกคนจะทำการละหมาดวันละห้าครั้ง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (พวกเจ้าจงรักษาบรรดาละหมาดไว้ และละหมาดที่อยู่กึ่งกลาง และจงยืนละหมาดเพื่ออัลลอฮ์โดยนอบน้อม) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 238) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (จงดำรงการละหมาดไว้ตั้งแต่ตะวันคล้อยจนพลบค่ำ และการอ่านยามรุ่งอรุณ แท้จริงการอ่านยามรุ่งอรุณนั้นเป็นพยานยืนยันเสมอ) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 78) และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า (ดังนั้นในเวลารุกูอ์นั้นก็ให้ทำการเทิดทูนถึงความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์ (คือกล่าว سبحان ربي العظيم) และเมื่อสุญูดก็ให้เต็มที่กับการขอดุอาอ์ เพราะช่างเป็นโอกาสที่จะได้รับการตอบรับ (ดุอาอ์) แก่พวกท่าน) (บันทึกโดย มุสลิม)
สอง: จ่ายซะกาต อัลลอฮ์ทรงบัญญัติไว้เหนือบรรดามุสลิมทุกคน เหมือนที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติเหนือบรรดานบีและบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม มันคือทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่เล็กน้อย ที่ต้องจ่ายตามกรอบเงื่อนไขและจำนวนที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องจ่ายเหนือบรรดาผู้มีทรัพย์ทุกคนให้แก่คนที่ขัดสนและคนอื่น ๆ ครั้งเดียวต่อปี อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ((มุฮัมมัด) เจ้าจงเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขาเป็นทาน เพื่อทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ และล้างมลทินของพวกเขาด้วยส่วนตัวที่เป็นทานนั้น และเจ้าจงขอพรให้แก่พวกเขาเถิด เพราะแท้จริงการขอพรของเจ้านั้น ทำให้เกิดความสุขใจแก่พวกเขา และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้) (ซูเราะฮ์ อัต-เตาบะฮ์ : 103) และเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ส่งท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ไปยังเยเมน ท่านได้กล่าวแก่ท่านมุอาซว่า : "หากว่าท่านนั้นไปยังกลุ่มชนของชาวคัมภีร์จงเรียกร้องพวกเขาไปสู่การปฏิญานว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และ ฉันมุฮัมหมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์" หากว่าพวกเขาเชื่อฟัง ก็จงบอกให้พวกเขารับทราบว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงบัญญัติเหนือพวกเขาด้วยการละหมาดห้าเวลาในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ดังนั้นหากพวกเขาเชื่อฟังเจ้าแล้ว ก็จงบอกให้พวกเขาทราบว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงบัญญัติการจ่ายซะกาตเหนือพวกเขาทั้งหลายจากทรัพย์สินของพวกเขา เก็บจากคนรวย ส่งมอบคนยากจน และหากพวกเขาเชื่อฟังเจ้าแล้ว ดังนั้นจงระวังทรัพย์สินที่มีเกียรติจากทรัพย์สมบัติของพวกเขา และจงระวังคำขอพรของผู้ถูกอธรรม เพราะไม่มีสิ่งใดขวางกันระหว่างบทดุอาอ์นั้นกับอัลลอฮ์" บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ (625)
สาม: การถือศีลอด อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงบัญญัติเหนือบรรดามุสลิม ดังที่พระองค์ทรงบัญญัติเหนือบรรดานบีและบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 183) ความหมาย คือ การละเว้นจากสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดนั้นเสียในช่วงกลางวันของเดือนเราะมาฎอน และการถือศีลอดเป็นการขัดเกลาจิตใจและฝึกความอดทน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า “การถือศีลอดเป็นของฉัน และฉันจะเป็นผู้ตอบแทนสำหรับมันเอง สำหรับบุคคลที่ละทิ้งอาหารและความใคร่ของเขาเพื่อฉัน และการถือศีลอดนั้นเป็นโล่ป้องกัน และสำหรับผู้ถือศีลอดจะมีความสุขสองเวลา คือ เมื่อละศีลอดและเมื่อพบพระเจ้าของเขา" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 7492
สี่: การประกอบพิธีหัจญ์ อัลลอฮ์ทรงบัญญัติเหนือบรรดามุสลิมทุกคน ดังที่ทรงบัญญัติเหนือบรรดานบีและบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสเศาะลาตุวัสสลาม และพระองค์ทรงใช้นบีอิบรอฮีม ผู้เป็นนบีที่เป็นที่รักของพระองค์ เพื่อทำการเรียกเชิญชวน (ผู้คน) สู่การทำหัจญ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และจงประกาศแก่มนุษย์ทั่วไปเพื่อการทำหัจญ์ พวกเขาจะมาหาเจ้าโดยทางเท้า และโดยทางอูฐเพรียวทุกตัว จะมาจากทางไกลทุกทิศทาง) (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 27) และพระองค์ทรงใช้นบีอิบรอฮีมเพื่อทำความสะอาดบัยตุลลอฮ์แก่บรรดาผู้ทำหัจญ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และจงรำลึกเมื่อเราได้ชี้แนะสถานอัลบัยต์ แก่อิบรอฮีมว่า “เจ้าอย่าตั้งภาคีต่อข้าแต่อย่างใด และจงทำบ้านของข้าให้สะอาด สำหรับผู้มาเวียนรอบ ผู้ยืนละหมาด ผู้รุกูอ์ และผู้สุญูด) (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 26)
และการทำหัจญ์นั้น คือ การเดินทางสู่บัยตุลลอฮ์ ที่มักกะฮ์อัลมุกัรรอมะฮ์ เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจหนึ่งครั้งในชีวิตซึ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีความสามารถ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และสิทธิของอัลลอฮ์ที่มีแก่มนุษย์นั้น คือการมุ่งสู่บ้านหลังนั้น อันได้แก่ผู้ที่สามารถหาทางไปยังบ้านหลังนั้นได้และผู้ใดปฏิเสธ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงพึ่งประชาชาติทั้งหลาย) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 97) ในการประกอบพิธีหัจญ์นั้น เป็นการรวมตัวของบรรดามุสลิมในสถานที่เดียวกันดัวยใจที่บริสุทธิ์ในการทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ และบรรดาผู้ทำหัจญ์ทุกคน ต่างก็ได้ประกอบการทำหัจญ์ในรูปแบบที่คล้ายกัน ซึ่งได้สลายความแตกต่างทางสังคม ความเข้าใจ และสถานะความเป็นอยู่
และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการประกอบศาสนกิจในอิสลามคือ รูปแบบ เวลา และเงื่อนไขต่าง ๆ ของมันนั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดมา และเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นผู้แจ้งมา และไม่มีสิ่งใด ๆ ที่มาจากมนุษย์ มาเพิ่มเติมหรือลด จนถึงวันกิยามะฮ์ และอิบาดะฮ์ที่เป็นหลักทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่บรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม ต่างก็ทำการเรียกร้องสู่การทำอิบาดะฮ์เหล่านั้น
และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการประกอบศาสนกิจในอิสลามคือ รูปแบบ เวลา และเงื่อนไขต่าง ๆ ของมันนั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดมา และเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นผู้แจ้งมา และไม่มีสิ่งใด ๆ ที่มาจากมนุษย์ มาเพิ่มเติมหรือลด จนถึงวันนี้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 3) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (ดังนั้นจงยึดมั่นตามที่ได้ถูกวะฮีย์แก่เจ้า แท้จริงเจ้านั้นอยู่บนแนวทางอันเที่ยงตรง) (ซูเราะฮ์ อัช-ซุครุฟ : 43) อัลลอฮ์ ทรงตรัสถึงเรื่องละหมาด ว่า : (ครั้นเมื่อพวกเจ้าเสร็จจากการละหมาดแล้ว ก็จงกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ์ ทั้งในสภาพยืนและนั่งและในสภาพนอนเอกเขนกของพวกเจ้า ครั้นเมื่อพวกเจ้าปลอดภัยแล้ว ก็จงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 103) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสถึงประเภทของผู้ได้รับซะกาตว่า : (แท้จริงทานทั้งหลาย นั้น สำหรับบรรดาผู้ที่ยากจน และบรรดาผู้ที่ขัดสน และบรรดาเจ้าหน้าที่ในการรวบรวมมัน และบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาสนิทสนม และในการไถ่ทาส และบรรดาผู้ที่หนี้สินล้นตัว และในทางของอัลลอฮ์ และผู้ที่อยู่ในระหว่างเดินทาง ทั้งนี้เป็นบัญญัติอันจำเป็นซึ่งมาจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ) (ซูเราะฮ์ อัต-เตาบะฮ์ : 60) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสถึงการถือศีลอดว่า : (เดือนรอมฏอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกรุอานได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้น และผู้ใดป่วย หรืออยู่ในการเดินทาง ก็จงถือใช้ในวันอื่นแทน อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้า และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้าและเพื่อที่พวกเจ้าจะได้ให้ครบถ้วน ซึ่งจำนวนวัน (ของเดือนเราะมาฏอน) และเพื่อพวกเจ้าจะได้ให้ความเกรียงไกรแด่อัลลอฮ์ในสิ่งที่พระองค์ทรงแนะนำแก่พวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะขอบคุณ) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 185) และอัลลอฮ์ สุบหานะฮู วะตะอาลา ได้ตรัส ถึงการทำฮัจญ์ว่า: ((เวลา) การทำหัจญ์นั้นมีหลายเดือนอันเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ใดที่ได้ให้การทำฮัจญ์จำเป็นแก่เขาในเดือนเหล่านั้น แล้ว ก็ต้องไม่มีการสมสู่ และไม่มีการละเมิด และไม่มีการวิวาทใด ๆ ใน (เวลา) การทำหัจญ์ และความดีใด ๆ ที่พวกเจ้ากระทำนั้น อัลลอฮ์ทรงรู้ดี และพวกเจ้าจงเตรียมเสบียงเถิด แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดนั้นคือความยำเกรง และพวกเจ้าจงยำเกรงข้าเถิด โอ้ ผู้มีปัญญาทั้งหลาย !) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 197) และการอิบาดะฮ์ (การเคารพสักการะ) ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่บรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม ทุกคนต่างก็เรียกร้องเชิญชวนไปสู่มัน
25- ศาสนทูตของศาสนาอิสลามคือ มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ สืบเชื้อสายจากลูกหลานของอิสมาอีล บินอิบรอฮีม เขาเกิดที่นครมักกะฮ์ในปี ค.ศ. 571 ได้รับการแต่งตั้งเป็นนบีที่นั่น และได้อพยพไปยังนครมะดีนะฮ์ และท่านไม่มีส่วนเข้าร่วมกับกลุ่มชนของเขาในเรื่องการบูชาต่าง ๆ แต่ท่านจะเข้าร่วมกับการงานที่มีศีลธรรมที่ดีงาม และท่านเป็นผู้ที่มีมารยาทที่ดีงามก่อนที่ท่านจะมาเป็นนบีเสียอีก กลุ่มชนของท่านได้ให้สมญานามแก่ท่านว่า อัลอามีน (ผู้ซื่อสัตย์) และเมื่อท่านมีอายุครบสี่สิบปี อัลลอฮ์ก็ทรงประทานความช่วยเหลือแก่ท่านด้วยหมายสำคัญอันยิ่งใหญ่ (ปาฏิหาริย์) และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออัลกุรอาน ซึ่งเป็นมุอ์ญิซาต (ปาฏิหาริย์) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาเราะซูลทั้งหลาย ที่ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเมื่อท่านได้ทำการเผยแพร่ศาสนาได้ครบสมบูรณ์แล้ว ท่านก็เสียชีวิตขณะที่ท่านมีอายุ 63 ปี ศพของท่านถูกฝังอยู่ที่เมืองมะดีนะฮ์ และท่านเราะซูลมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นนบีและเราะซูลคนสุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ส่งมายังมนุษย์ด้วยการนำทางนำและศาสนาที่เที่ยงธรรมมา เพื่อนำมวลมนุษย์ออกจากความมืดมิดแห่งการปฏิเสธและการบูชาสิ่งต่าง ๆ และความเขลาอวิชาสู่แสงสว่างแห่งเตาฮีดและการศรัทธา และอัลลอฮ์ทรงเป็นพยานว่า ท่านถูกส่งมาเพื่อเป็นผู้เผยแพร่เรียกร้องสู่พระองค์ด้วยการอนุมัติจากพระองค์
ศาสนทูตของศาสนาอิสลามคือ มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ สืบเชื้อสายจากนบีอิสมาอีล บิน อิบรอฮีม เขาเกิดที่นครมักกะฮ์ในปี ค.ศ. 571 ได้รับการแต่งตั้งเป็นนบีที่นั่น และได้อพยพไปยังนครมะดีนะฮ์ กลุ่มชนของท่านได้ให้สมญานามแก่ท่านว่า อัลอามีน (ผู้ที่ซื่อสัตย์) และท่านไม่มีส่วนเข้าร่วมกับกลุ่มชนของท่านในเรื่องการบูชาต่าง ๆ แต่ท่านจะเข้าร่วมกับการงานที่มีศีลธรรมที่ดีงาม และท่านเป็นผู้ที่มีมารยาทที่ดีงามก่อนที่ท่านจะเป็นนบีเสียอีก และอัลลอฮ์ได้ทรงให้คุณลักษณะแก่ท่านด้วยการมีมารยาทที่ดีงามยิ่ง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และแท้จริง เจ้านั้นอยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่) (ซูเราะฮ์ อัล-เกาะลัม : 4) และอัลลอฮ์ได้ทรงแต่งตั้งให้ท่านได้เป็นนบี เมื่อท่านอายุ 40 ปี และได้ทรงประทานสัญญาณความยิ่งใหญ่ต่าง ๆ ให้ (มุอ์ญิซาต) และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคัมภีร์อัลกุรอาน ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "ไม่มีท่านใดที่เป็นนบี นอกจากจะได้รับมุอ์ญิซาต (ปาฏิหาริย์) เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ถึงการเป็นเราะซูลของท่านเพื่อให้ผู้คนศรัทธา แต่ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อัลลอฮ์ประทานแก่ฉันคือโองการ (คัมภีร์อัลกุรอาน) ดังนั้นฉันหวังว่า ฉันจะเป็นนบีที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในวันกิยามะฮ์" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ และคัมภีร์อัลกุรอานที่ยิ่งใหญ่นั้นคือ โองการที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่เราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (คัมภีร์นี้ ไม่มีความสงสัยใด ๆ ในนั้น เป็นคำแนะนำสำหรับบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 2) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสถึงเรื่องนี้ว่า : (พวกเขาไม่พิจารณาดูอัลกุรอานบ้างหรือ ? และหากว่า อัล-กุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮ์แล้ว แน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 82) และอัลลอฮ์ทรงท้าทายบรรดาจญินและมนุษย์เพื่อให้พวกเขานำมาเหมือนดั่งอัลกุรอาน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แน่นอนหากมนุษย์และญินรวมกันที่จะนำมาเช่นอัลกุรอานนี้ พวกเขาไม่อาจจะนำมาเช่นนั้นได้ และแม้ว่าบางคนในหมู่พวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือแก่อีกบางคนก็ตาม) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 88) และอัลลอฮ์ ทรงท้าทายพวกเขาให้นำสิบบทที่เหมือนดั่งกับอัลกุรอาน อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า : (หรือพวกเขากล่าวว่า “เขา (มุฮัมมัด) ได้ปลอมแปลงอัลกุรอานขึ้นมา” (มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิด “ดังนั้น พวกท่านจงนำมาสักสิบซูเราะฮ์ที่ถูกปลอมแปลงขึ้นให้ได้อย่างอัลกรุอาน และพวกท่านจงเรียกผู้ที่มีความสามารถในหมู่พวกท่านอื่นจากอัลลอฮ์ (ให้มาช่วย) ถ้าพวกท่านเป็นพวกสัตย์จริง) (ซูเราะฮ์ ฮูด : 13) และอัลลอฮ์ ทรงท้าทายพวกเขาให้นำบทเดียวที่เหมือนดังกับอัลกุรอาน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และหากปรากฏว่าพวกเจ้าอยู่ในความแคลงใจใด ๆ จากสิ่ง ที่เราได้ลงมาแก่บ่าวของเราแล้ว ก็จงนำมาสักซูเราะฮ์หนึ่งเยี่ยงสิ่งนั้น และจงเชิญชวนผู้ที่อยู่ในหมู่พวกเจ้าอื่นนอกจากอัลลอฮ์ หากพวกเจ้าเป็นผู้พูดจริง) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 23)
และคัมภีร์อัลกุรอานเป็นมุอ์ญิซาต (ปาฏิหาริย์) เดียวของบรรดานบีที่ยังคงอยู่จนปัจจุบัน และหลังจากที่อัลลอฮ์ได้ทำให้ศาสนาได้สมบูรณ์แก่ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านก็ได้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านก็เสียชีวิตขณะที่ท่านมีอายุ 63 ปี และถูกฝังที่นครมะดีนะฮ์ เมืองแห่งท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
และท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านคือศาสนทูตคนสุดท้าย อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี และอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้) (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 40) จากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "แท้จริงแล้ว อุปมาฉันและอุปมาบรรดานบีก่อนหน้าฉันเปรียบเสมือนคนที่สร้างบ้านแล้วสร้างมันให้สวยงาม เว้นแต่บริเวณสำหรับอิฐก้อนหนึ่ง (ที่อยู่จุดสูงสุดของหลังคาบ้าน) บรรดาผู้คนต่างพากันมาล้อมมันและพวกเขาประหลาดใจโดยกล่าวว่า มันจะดีกว่าอย่างไรถ้าได้เอาก้อนอิฐได้วางไว้ตรงนี้ ท่านกล่าวว่า "ฉันคือก้อนอิฐก้อนนั้น และฉันคือศาสนทูตคนสุดท้าย" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ และในคัมภีร์อินญีล (ไบเบิล) ท่านอัลมะซีห์ (อีซา) อะลัยฮิสสลาม ได้แจ้งเป็นข่าวดีถึงการมาของท่านเราะซูลมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า : ก้อนอิฐที่ผู้ก่อสร้างได้ปฏิเสธนั้น มันได้กลายเป็นจุดที่สูงที่สุดของบ้าน พวกท่านได้อ่านกันบ้างหรือไม่ที่มีบรรทึกในคัมภีร์ ท่านยะซูอ์ได้กล่าวแก่พวกเขาซึ่งอิงจากพระเจ้าว่า "นี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ประหลาดใจมากในสายตาของเรา" และคัมภีร์เตารอฮ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้มีบันทึกในนั้นถึงการกล่าวของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ว่า "ข้าจะแต่งตั้งคนหนึ่งในหมู่พวกเขาเป็นนบี ซึ่งเป็นคนที่ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกเขาเหมือนกับท่าน และข้าจะทำให้คำตรัสของข้าอยู่ในปากของเขา แล้วเขาก็จะสนทนากับพวกเขาด้วยทุกสิ่งที่ข้าได้สั่งเสียไว้"
และท่านเราะซูล มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นเราะซูลที่อัลลอฮ์ทรงเลือกด้วยทางนำและศาสนาที่เที่ยงธรรม และอัลลอฮ์ทรงเป็นพยานว่า ท่านเป็นผู้ที่อยู่กับสัจธรรม และพระองค์ทรงแต่งตั้งให้ท่านทำการเผยแพร่ด้วยการอนุมัติจากพระองค์ (แต่ทว่าอัลลอฮ์นั้นทรงยืนยันในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่เจ้า ว่า พระองค์ได้ทรงประทานสิ่งนั้นมาด้วยความรู้ของพระองค์และมลาอิกะฮ์ก็ยืนยันด้วย และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงยืนยัน) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 166) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (พระองค์คือผู้ทรงส่งเราะซูลของพระองค์พร้อมด้วยแนวทางที่ถูกต้องและศาสนาแห่งสัจธรรมเพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนา (ของพระองค์) นั้นประจักษ์แจ้งเหนือศาสนาอื่นทั้งมวล และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยาน) (ซูเราะฮ์ อัล-ฟัตห์ : 28) อัลลอฮ์ได้ส่งท่านมาเพื่อนำผู้คนออกจากความมืดมนของการบูชารูปเคารพ การปฏิเสธ และความโง่เขลาไปสู่ความสว่างแห่งการเตาฮีดและการศรัทธา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (ด้วยคัมภีร์นั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงแนะนำผู้ที่ปฏิบัติตามความพึงพระทัยของพระองค์ ซึ่งบรรดาทางแห่งความปลอดภัย และจะทรงให้พวกเขาออกจากความมืดไปสู่แสงสว่างด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และจะทรงแนะนำพวกเขาสู่ทางอันเที่ยงตรง) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 16) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (อะลิฟ ลาม รอ คัมภีร์ที่เราได้ประทานลงมาแก่เจ้า เพื่อให้เจ้านำมนุษย์ออกจากความมืดมนทั้งหลาย สู่ความสว่าง ด้วยอนุมัติของพระเจ้าของพวกเขา สู่ทางของพระผู้เดชานุภาพ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ) (ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม : 1)
26- และบทบัญญัติของอิสลามที่นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นำมา คือสาสน์สุดท้ายที่มาจากพระเจ้า และเป็นบทบัญญัติแห่งพระเจ้า และเป็นบทบัญญัติที่สมบูรณ์แบบ และในนั้นมีทั้งความชอบธรรมในทางศาสนาของมนุษย์และทางโลกของพวกเขา และมันทำการปกปักรักษาศาสนาของผู้คน เลือดเนื้อของพวกเขา ทรัพย์สินเงินทองของพวกเขา สติปัญญาของพวกเขาและลูกหลานของพวกเขา และเป็นบทบัญญัติที่ทำการยกเลิกบทบัญญัติที่มาก่อนหน้านี้ทั้งหมดเช่นเดียวกับที่บทบัญญัติก่อนหน้านี้ต่างก็ยกเลิกซึ่งกันและกัน
บทบัญญัติของอิสลามที่นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นำมา คือสาสน์สุดท้ายที่มาจากพระเจ้า และเป็นบทบัญญัติแห่งพระเจ้า อัลลอฮ์ทรงทำให้ศาสนานี้ได้สมบูรณ์ด้วยสาสน์ฉบับนี้ และทรงทำให้ความกรุณาเมตตาของพระองค์นั้นสมบูรณ์ด้วยการส่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นเราะซูล อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว) (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 3)
และบทบัญญัติแห่งอิสลามนั้น เป็นบทบัญญัติที่สมบูรณ์แบบ และในนั้นมีทั้งความชอบธรรมในทางศาสนาของมนุษย์และทางโลกของพวกเขา เพราะมันเป็นศาสนาที่รวมรวมของทุกบทบัญญัติที่มาก่อนหน้านั้น และได้ทำให้บทบัญญัติเหล่านั้นสมบูรณ์แบบ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (แท้จริง อัลกุรอานนี้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงยิ่ง และแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ประกอบความดีทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขานั้นจะได้รับการตอบแทนอันยิ่งใหญ่) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 9) และบทบัญญัติอิสลามได้มาปลดเปลื้องผู้คนจากภาระหนักและพันธนาการที่ติดตัวกับประชาชาติที่มาก่อนหน้านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {คือบรรดาผู้ปฏิบัติตามเราะซูล ผู้เป็นนบีที่เขียนอ่านไม่เป็นที่พวกเขา พบเขาถูกจารึกไว้ ณ ที่พวกเขา ทั้งในอัต-เตารอต และในอัล-อินญีลโดยที่เขา จะใช้พวกเขาให้กระทำในสิ่งที่ชอบและห้ามพวกเขามิให้กระทำในสิ่งที่ไม่ชอบและจะอนุมัติให้แก่พวกเขาซึ่งสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขา ซึ่งสิ่งที่เลวทั้งหลาย และจะปลดเปลื้องออกจากพวกเขา ซึ่งภาระหนักของพวกเขาและห่วงคอ ที่ปรากฏอยู่บนพวกเขา ดังนั้นบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อเขา และให้ความสำคัญแก่เขาและช่วยเหลือเขา และปฏิบัติตามแสงสว่าง ที่ถูกประทานลงมาแก่เขาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละคือบรรดาผู้ที่สำเร็จ} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 157)
และบทบัญญัติอิสลามได้ทำการยกเลิกทุกบทบัญญัติที่มาก่อนหน้านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {และเราได้ให้คัมภีร์ลงมาแก่เจ้า ด้วยความจริง ในฐานะเป็นที่ยืนยันคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้ามันและเป็นที่ควบคุมคัมภีร์ (เบื้องหน้า) นั้น ดังนั้นเจ้าจงตัดสินสินระหว่างพวกเขา ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมาเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำของพวกเขา โดยเขวออกจากความจริงที่ได้มายังเจ้า สำหรับแต่ละประชาชาติในหมู่พวกเจ้านั้น เราได้ให้มีบทบัญญัติและแนวทางไว้ และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์แล้ว แน่นอนก็ทรงให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกันแล้ว แต่ทว่าเพื่อที่จะทรงทดสอบพวกเจ้าในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงแข่งขันกันในความดีทั้งหลายเถิด ยังอัลลอฮ์นั้นคือ การกลับไปของพวกเจ้าทั้งหมด แล้วพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเจ้าทราบในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังขัดแย้งกันในสิ่งนั้น} (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 48) ดังนั้นคัมภีร์อัลกุรอานที่ประกอบด้วยหลักบทบัญญัติได้มาเพื่อยืนยันถึงความสัตย์จริงของบรรดาคัมภีร์ที่มาก่อนหน้านั้น เป็นตัวชี้ขาด และยกเลิกบรรดาคัมภีร์เหล่านั้น
27- อัลลอฮ์ สุบฮานะฮู วะตะอาลา ไม่ยอมรับศาสนาอื่นใดนอกจากอิสลามเท่านั้น ซึ่งเป็นศาสนาที่ศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นำมา และใครก็ตามที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลาม ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา
อัลลอฮ์ สุบฮานะฮู วะตะอาลา ไม่ยอมรับศาสนาอื่นใดนอกจากอิสลามเท่านั้น หลังจากที่ส่งท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นเราะสูลมา และท่านได้นำศาสนานี้มา และใครก็ตามที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลาม ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า {และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน} (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 85) อัลลอฮฺ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {แท้จริงศาสนา ณ อัลลอฮ์นั้นคือ อัลอิสลาม และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ มิได้ขัดแย้งกันนอกจากหลังจากที่ได้รับความรู้ มายังพวกเขาเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขาเอง และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮ์แล้วไซร้ แน่นอนอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำระ} (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 19) และศาสนาอิสลามคือศาสนาของนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสะลาม ผู้ซึ่งเป็นเราะซูลที่เป็นที่รักของอัลลอฮ์ ตะอาลา อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: {และใครเล่าที่จะไม่พึงปรารถนาในแนวทางของอิบรอฮีม นอกจากผู้ที่ทำให้ตัวเองโฉดเขลาเท่านั้น และแท้จริงนั้น เราได้คัดเลือกเขา (ให้เป็นนบีและเราะซูล) ในโลกนี้ และแท้จริงในปรโลกนั้น เขาจะอยู่ในหมู่คนดี ๆ อย่างแน่นอน} (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 130) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และผู้ใดเล่าจะมีศาสนา ดียิ่งไปกว่าผู้ที่มอบใบหน้าของเขาให้แก่อัลลอฮ์ และขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี และปฏิบัติตามแนวทางของอิบรอฮ๊ม ผู้ใฝ่หาความจริง และอัลลอฮ์ ได้ถือเอาอิบรอฮีมเป็นสหาย} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 125) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงบัญชาให้มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นเราะซูลของพระองค์ เพื่อให้กล่าวแก่ผู้คนว่า : {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงฉันนั้น พระเจ้าของฉันได้แนะนำฉันไปสู่ทางอันเที่ยงตรง คือศาสนที่เที่ยงแท้อันเป็นแนวทางของอิบรอฮีมผู้ใฝ่หาความจริง และเขา(อิบรอฮีม) ไม่เป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้ให้มีภาคีขึ้น} (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 161)
28- อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ประทานลงมาแก่นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผู้เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ซึ่งเป็นพระวจนะของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก อัลลอฮ์ทรงท้าทายมนุษย์และญินให้นำหนังสือที่คล้ายกับอัลกุรอานทั้งเล่ม หรือแค่บทใดบทหนึ่ง และความท้าทายยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ อัลกุรอานตอบคำถามสำคัญมากมายที่ทำให้ผู้คนนับล้านงงงวย และอัลกุรอานคัมภีร์ที่มีเกียรตินี้ก็ยังคงได้รับการปกปักรักษาจนถึงทุกวันนี้ในภาษาอาหรับซึ่งเป็นภาษาที่คัมภีร์นี้ถูกประทานลงมา ไม่มีการตัดออกแม้อักษรเดียว และเป็นคัมภีร์ที่ถูกตีพิมพ์และมีการกระจายอย่างแพร่หลาย เป็นคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ ที่มหัศจรรย์ ที่ควรค่าแก่การอ่านหรืออ่านความหมายที่ได้รับการแปล ในทำนองเดียวกัน ซุนนะฮ์ของท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คำสอนของท่าน และชีวประวัติของท่านได้รับการปกปักรักษาและได้รับการถ่ายทอดตามสายรายงานที่เชื่อถือได้ มีการตีพิมพ์เป็นภาษาอาหรับซึ่งเป็นภาษาที่ท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้พูดไว้ และได้มีการแปลเป็นหลาย ๆ ภาษา คัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งสองอย่างนี้เป็นที่มาแห่งบทบัญญัติและกฎหมายของอิสลาม ดังนั้นศาสนาอิสลามไม่ได้นำมาจากการกระทำของบุคคลใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน แต่เป็นศาสนาที่ได้นำมาจากโองการที่ถูกประทานลงมา นั่นคือ คัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
และคัมภีร์อัลกุรอาน คือคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ได้วะห์ยูให้แก่นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผู้เป็นศาสนทูตที่มีเชื้อสายเป็นชาวอาหรับ ซึ่งประทานลงมาด้วยภาษาอาหรับ และเป็นพระวจนะของอัลลอฮ์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (และแท้จริงมัน เป็นการประทานลงมาของพระเจ้าแห่งสากลโลก(192) อัรรูห์ ผู้ซื่อสัตย์ ได้นำมันลงมา(193) ยังหัวใจของเจ้าเพื่อเจ้าจักได้เป็นผู้ตักเตือนคนหนึ่ง(194) เป็นภาษาอาหรับอันชัดแจ้ง(195)) (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 192-195) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และแท้จริง เจ้าจะได้รับอัลกุรอานอย่างแน่นอน จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้} (ซูเราะฮ์ อัน-นัมล์ : 6) และคัมภีร์อัลกุรอานนี้เป็นการประทานลงมาจากอัลลอฮ์และเป็นการยืนยันถึงความสัตย์จริงของบรรดาคัมภีร์ที่มาก่อนหน้านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และอัลกุรอานนี้มิใช่จะถูกปั้นแต่งขึ้นโดยผู้ใดนอกจากอัลลอฮ์ แต่เป็นการยืนยันคัมภีร์ที่มีมาก่อน และเป็นการจำแนก ข้อบัญญัติต่าง ๆ ในนั้น ไม่มีข้อสงสัยในคัมภีร์นั้น ซึ่งมาจากพระเจ้าแห่งสากลโลก} (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 37) และคัมภีร์อัลกุรอานที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นส่วนใหญ่ที่ชาวยิวและชาวคริสต์มีความแตกต่างในเรื่องศาสนาของพวกเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: {แท้จริงอัลกุรอานนี้จะบอกเล่าแก่วงศ์วานของอิสรออีล ส่วนมากซึ่งพวกเขาขัดแย้งกัน} (ซูเราะฮ์ อัน-นัมล์ : 76) และคัมภีร์อัลกุรอานที่ยิ่งใหญ่นี้ประกอบด้วยทั้งหลักฐานและข้อพิสูจน์ต่าง ๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานชี้แจงให้มนุษย์เพื่อเรียนรู้ความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องกับอัลลอฮ์ สุบฮานะฮุ วะตะอาลา ศาสนาของพระองค์ และรางวัลการตอบแทนของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: {และโดยแน่นอน เราได้ยกไว้ในทุก ๆ อุทาหรณ์ในอัลกุรอานนี้สำหรับมนุษย์ เพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญ} (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 27) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า {และเราได้ให้คัมภีร์แก่เจ้าเพื่อชี้แจงแก่ทุกสิ่ง และเพื่อเป็นทางนำและเป็นความเมตตา และเป็นข่าวดีแก่บรรดามุสลิม} (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 89)
และอัลกุรอานได้ตอบคำถามสำคัญมากมายที่ทำให้ผู้คนนับล้านงงงวย และอัลกุรอานได้ชี้แจงถึงวิธีการสร้างท้องฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นแต่ก่อนนี้รวมติดเป็นอันเดียวกัน แล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน และเราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตมาจากน้ำ ดังนั้นพวกเขาจะยังไม่ศรัทธาอีกหรือ} (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 30) และวิธีการสร้างมนุษย์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {โอ้ มนุษย์เอ๋ย ! หากพวกเจ้ายังอยู่ในการสงสัยแคลงใจ เกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพแล้วไซร้ แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้าจากดิน แล้วจากเชื้ออสุจิ แล้วจากก้อนเนื้อ ทั้งที่เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ และไม่เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ เพื่อเราจะได้ชี้แจงเคล็ดลับแห่งเดชานุภาพ แก่พวกเจ้า และเราให้การตั้งครรภ์เป็นที่แน่นอนอยู่ในมดลูกตามที่ประสงค์ จนถึงเวลาที่กำหนดไว้แล้วเราให้พวกเจ้าคลอดออกมาเป็นทารก แล้วเพื่อพวกเจ้าจะได้บรรลุสู่วัยฉกรรจ์ของพวกเจ้า และในหมู่พวกเจ้ามีผู้เสียชีวิตในวัยหนุ่ม และในหมู่พวกเจ้ามีผู้ถูกนำกลับสู่วัยต่ำต้อย วัยชรา เพื่อเขาจะไม่รู้อะไรเลยหลังจากมีความรู้ และเจ้าจะเห็นแผ่นดินแห้งแล้ง ครั้นเมื่อเราได้หลั่งน้ำฝนลงมาบนมัน มันก็จะเคลื่อนไหว ขยายตัวและพองตัวและงอกเงยออกมาเป็นพืช ทุกอย่างเป็นคู่ ๆ ดูสวยงาม} [ซูเราะฮ์ อัลหัจญ์ : 5] แล้วบั้นปลายของเขาอยู่ที่ไหนและอะไรเป็นรางวัลสำหรับคนที่ทำดีและบทลงโทษสำหรับคนที่ทำชั่วหลังจากการมีชีวิตในโลกนี้ และหลักฐานในเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นนี้มีกล่าวไว้แล้วในประเด็นที่ (20) และการดำรงอยู่ในโลกนี้มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเกิดขึ้นอย่างมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่? อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า {และพวกเขามิได้มองดูในอำนาจทั้งหลายแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงบังเกิดขึ้นดอกหรือ ? และแท้จริงอาจเป็นไปได้ว่า กำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเขานั้นได้ใกล้มาแล้ว แล้วก็ถ้อยคำใดเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากันหลังจากอัลกุรอาน} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 185) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า {พวกเจ้าคิดว่า แท้จริงเราได้ให้พวกเจ้าบังเกิดมาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่กลับไปหาเรากระนั้นหรือ ?} (ซูเราะฮ์ อัล-มุอ์มินูน : 115)
และคัมภีร์อัลกุรอานได้รับการดูแลจนถึงทุกวันนี้ด้วยภาษาที่ถูกประทานลงมา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน(อัลกุรอาน)ลงมา และแท้จริงเราเป็นผุ้รักษามันอย่างแน่นอน} (ซูเราะฮ์ อัล-หิจญ์ริ : 9) ไม่มีแม้แต่อักษรเดียวที่ถูกตัดออกไป และเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นในคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งความย้อนแย้งกัน การลดทอน หรือการเปลี่ยนแปลง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : (พวกเขาไม่พิจารณาดูอัลกุรอานบ้างหรือ ? และหากว่า อัลกุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮ์แล้ว แน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 82) เป็นคัมภีร์ที่ถูกตีพิมพ์ มีการกระจายอย่างแพร่หลาย เป็นคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ที่ควรค่าแก่การอ่าน และฟัง หรืออ่านคำแปลความหมายของมัน เช่นเดียวกับซุนนะฮ์ คำสอน และชีวประวัติของท่านเราะซูล มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับการเก็บรักษาและถ่ายทอดตามสายรายงานที่เชื่อถือได้ ด้วยภาษาอาหรับที่ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ใช้พูดกัน และได้มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ คัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านเราะซูล มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นแหล่งอ้างอิงหนึ่งเดียวของบัญญัติต่าง ๆ และกฎหมายของอิสลาม ไม่ได้มาจากการกระทำของบุคคลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมัน แต่มันได้รับมาจากวะห์ยูที่ถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์ นั่นคือ: อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) เมื่อได้มีมายังพวกเขา และแท้จริงอัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่มีอำนาจยิ่ง-ความเท็จจากข้างหน้าและจากข้างหลังจะไม่คืบคลานเข้าไปสู่อัลกุรอานได้ (เพราะ) เป็นการประทานจากพระผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ} (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 41 42) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงตรัสถึงซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า แท้จริงแล้วมันคือวะฮีย์จากอัลลอฮ์ : {และสิ่งใดที่ท่านเราะซูลได้นำมาให้แก่พวกเจ้า พวกเจ้าจงรับมันเถิด และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ} (ซูเราะฮ์ อัล-หัชร์ : 7)
29- และศาสนาอิสลามได้ใช้ให้มีการทำความดีต่อบิดามารดา แม้ว่าท่านทั้งสองไม่ได้เป็นมุสลิมก็ตาม และมันเป็นการสั่งเสียจากอัลลอฮ์เหนือบรรดาผู้เป็นลูกทุกคน
และศาสนาอิสลามได้ใช้ให้มีการทำความดีต่อบิดามารดา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นและจงทำดีต่อบิดามารดา เมื่อผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ ! และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน} (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 23) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และเราได้สั่งการแก่มนุษย์เกี่ยวกับบิดา มารดาของเขา โดยที่มารดาของเขาได้อุ้มครรภ์เขาอ่อนเพลียลงครั้งแล้วครั้งเล่า และการหย่านมของเขาในระยะเวลาสองปี เจ้าจงขอบคุณข้า และบิดามารดาของเจ้า ยังเรานั้น คือการกลับไป} (ซูเราะฮ์ ลุกมาน : 14) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และเราได้สั่งเสียมนุษย์ให้ทำดี ต่อบิดามารดาของเขา มารดาของเขาได้อุ้มครรภ์เขาด้วยความเหนื่อยยาก และได้คลอดเขาด้วยความเจ็บปวด และการอุ้มครรภ์เขาและการหย่านมของเขาในระยะเวลาสามสิบเดือน จนกระทั่งเมื่อเขาบรรลุวัยฉกรรจ์ของเขาและมีอายุถึงสี่สิบปี เขาจะกล่าววิงวอนว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานแก่ข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์ขอบคุณต่อความโปรดของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงโปรดปรานแก่ข้าพระองค์และบิดามารดาของข้าพระองค์ และให้ข้าพระองค์ทำความดีเพื่อให้ความดีเกิดขึ้นในลูกหลานของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ขอลุแก่โทษต่อพระองค์ และแท้จริงข้าพระองค์อยู่ในหมู่ผู้นอบน้อม} (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์กอฟ : 15) และจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า “ชายคนหนึ่งมาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม แล้วถามว่า “ผู้ใดคือคนที่มีสิทธิ์มากที่สุดที่ฉันจะต้องคบหาอย่างดี?” ท่านตอบว่า “แม่ของท่าน” เขาถามต่ออีกว่า “แล้วใครอีกหลังจากนั้น?”ท่านก็ตอบว่า “แม่ของท่าน” เขาก็ถามอีกว่า “แล้วใครอีกหลังจากนั้น?” ท่านก็ตอบว่า “คือแม่ของท่าน” เขาก็ถามอีกว่า “แล้วใครอีกหลังจากนั้น?” ท่านก็ตอบว่า “หลังจากนั้นก็คือพ่อของท่าน” (บันทึกโดย มุสลิม)
และคำสั่งนี้เป็นการสั่งเสียให้ทำดีต่อพ่อแม่ แม้ว่าท่านทั้งสองจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม มีรายงานจากอัสมาอ์ บินติ อบีบักร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า:“มารดาของฉันซึ่งนางเป็นมุชริกได้มาหาฉันตั้งแต่สมัยกุเรช ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำสนธิสัญญาสงบศึกกับชาวกุเรช ณ ฮุดัยบียะฮ์ ดังนั้น ฉันจึงได้ถามท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า : โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แม่ของฉันได้เข้ามาหาฉัน โดยนางมีความต้องการที่จะให้ฉันสร้างสัมพันธ์และติดต่อกับนาง ดังนั้น ฉันควรติดต่อและหยิบยื่นข้าวของให้แม่ของฉันจะได้หรือไม่? ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า : “ได้ซิ เธอจงสานสัมพันธ์กับแม่ของเธอเถิด” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ หากพ่อแม่เอาใจจดจ่อและมุ่งมั่นทำให้ลูกละทิ้งศาสนาอิสลามไปสู่การปฏิเสธศรัทธา ดังนั้นคำสอนแห่งอิสลามที่มีต่อผู้เป็นลูก – ที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ – ไม่อนุญาตให้เชื่อฟังทั้งสอง และให้มั่นคงกับการเป็นผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ตลอดไปและใช้ให้ปฏิบัติต่อท่านทั้งสองด้วยความชอบธรรม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {และถ้าเขาทั้งสองบังคับเจ้าให้ตั้งภาคีต่อข้า โดยที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น เจ้าอย่าได้เชื่อฟังปฏิบัติตามเขาทั้งสอง และจงอดทนอยู่กับเขาทั้งสองในโลกนี้ด้วยการทำความดี และจงปฏิบัติตามทางของผู้ที่กลับไปสู่ข้า และยังเรานั้นถือทางกลับของพวกเจ้า ดังนั้น ข้าจะบอกแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้} (ซูเราะฮ์ ลุกมาน : 15)
และอิสลามไม่ได้ห้ามมุสลิมจากการทำดีต่อเครือญาติของเขาที่นับถือพระเจ้าหลายองค์ หรือกับผู้อื่นที่ไม่ใช่เครือญาติของเขา หากพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในบรรดาผู้ทำสงครามกับเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {อัลลอฮ์มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักผู้มีความยุติธรรม} (ซูเราะฮ์ อัล-มุมตะหินะฮ์ : 8)
และศาสนาอิสลามได้สั่งใช้ด้วยการสั่งเสียในเรื่องที่เกี่ยวกับลูก ๆ และสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อิสลามกำชับคือ ให้พ่อทำการสอนลูก ๆ ถึงสิทธิต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ ที่จำเป็นสำหรับพวกเขา ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่ อับดุลลอฮ์ บิน อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่าน ว่า: “เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าต้องการไหม ฉันจะสอนเจ้าบางคำ เผื่ออัลลอฮ์จะทำให้มันเป็นประโยชน์สำหรับเจ้า? ฉันตอบว่า "ได้สิ" ท่านกล่าวว่า "เจ้าจงรักษาดูแล(ศาสนาของ)อัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์จะทรงรักษาดูแลเจ้า จงรักษาอัลลอฮ์ เจ้าจะพบพระองค์อยู่บนทางของเจ้า จงรำลึกถึงพระองค์ในยามที่เจ้ามีสุข พระองค์จะรำลึกถึงเจ้าในยามที่เจ้ามีทุกข์ เมื่อจะขอ ก็จงขอจากอัลลอฮ์ และเมื่อจะขอความช่วยเหลือ ก็จงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์" บันทึกโดยอิหม่ามอะห์มัด 4/287
และอัลลอฮ์ ทรงใช้พ่อแม่ให้ทำการสอนลูก ๆ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อท่านทั้งสอน ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับทางโลก และทางศาสนา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงคุ้มครองตัวของพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากไฟนรก เพราะเชื้อเพลิงของมันคือมนุษย์ และก้อนหิน มีมลาอิกะฮ์ผู้แข็งแรงกร้าวหาญคอยเฝ้ารักษามันอยู่ พวกเขาจะไม่ฝ่าฝืนอัลลอฮ์ในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาแก่พวกเขา และพวกเขาจะปฏิบัติตามที่ถูกบัญชา} (ซูเราะฮ์ อัต-ตะห์รีม : 6) และมีรายงานจากท่านอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่เกี่ยวกับคำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า : {จงคุ้มครองตัวของพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากไฟนรก} ท่านกล่าวว่า "จงอบรมพวกเขา จงสั่งสอนพวกเขา" และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ใช้ให้ผู้เป็นพ่อทำการสอนลูกในเรื่องละหมาด เพื่อเขาได้เติบโตมากับการละหมาด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : (พวกเจ้าจงใช้ลูก ๆ ของพวกเจ้าให้ละหมาดขณะที่พวกเขามีอายุเจ็ดขวบ) รายงานโดยอบูดาวูด และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า "พวกท่านทุกคนเป็นผู้ปกครองและพวกท่านก็ถูกสอบสวนในการปกครองดูแลของเขา ดังนั้นผู้นำก็คือผู้ปกครองซึ่งก็จะต้องถูกสอบสวนในเรื่องเกี่ยวกับการปกครองของเขา ผู้ชาย(สามี) ก็มีหน้าที่ปกครองครอบครัวของตน ซึ่งก็ต้องถูกสอบสวนเกี่ยวกับครอบครัวของตน ผู้หญิง(ภรรยา) ก็มีหน้าที่ปกครองดูแลบ้านของสามีรวมทั้งลูก ๆ ซึ่งก็จะถูกสอบสวนเกี่ยวกับพวกเขา(ลูกๆ) ทาสก็เป็นผู้ปกครองดูแลทรัพย์ของนาย ซึ่งก็จะถูกสอบสวนเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของเขา และพวกเจ้าทุกคนเป็นผู้ปกครองและทุกคนก็ต้องถูกสอบสวนจากการปกครองดูแลของเขา" เศาะฮีห์ อิบนุ หิบบาน 4490
และศาสนาอิสลามได้ใช้ให้ผู้เป็นพ่อเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าเลื้องดูแก่ลูก ๆ และทุกคนในครอบครัว ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในประเด็นที่ (18) และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงความประเสริฐของการจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่ลูก ๆ ซึ่งท่านได้กล่าวว่า : “เงินทองที่ดีที่สุดที่คน ๆ หนึ่งจะใช้จ่ายมัน คือ เงินทองที่เขาใช้จ่ายมันให้กับครอบครัวของเขา และเงินทองที่เขาจ่ายมันไปให้กับพาหนะของเขาในหนทางของอัลลอฮ์ และเงินทองที่เขาจ่ายมันแก่พวกพ้องของเขาเพื่ออัลลอฮ์” ท่านอบูกิลาบะฮ์ กล่าวว่า "และได้เริ่มด้วยครอบครัว" และท่านอบูกิลาบะฮ์กล่าวต่อว่า "แล้วใครเล่าจะมีความประเสริฐมากไปกว่าคนที่จ่ายให้ครอบครัวเล็ก ๆ "เพื่อทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ หรือเพื่ออัลลอฮ์ให้ประโยชน์แก่พวกเขาและทำให้พวกเขาไม่ต้องพึ่งใคร" เศาะฮีห์ มุสลิม 994
30- ศาสนาอิสลามได้ใช้ให้มีความยุติธรรม ทั้งในด้านการพูดและการกระทำ แม้กับศัตรู
อัลลอฮ์ สุบฮานฮุ วะตะอาลา ทรงมีคุณลักษณะเฉพาะด้วยความยุติธรรมและความเสมอภาคในการกระทำของพระองค์และบริหารจัดการระหว่างบรรดาผู้เป็นบ่าวของพระองค์และพระองค์ทรงอยู่บนเส้นทางที่เที่ยงตรงในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาและทรงห้ามและในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างและทรงกำหนด อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และมลาอิกะฮ์ และผู้มีความรู้ในฐานะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น ก็ยืนยันด้วยว่าไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น} (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 18) อัลลอฮ์ได้ใช้ให้มีความยุติธรรม อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า พระเจ้าของฉันได้ทรงสั่งให้มีความยุติธรรม} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 29) บรรดาเราะซูลและบรรดานบี อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ต่างก็ได้นำความยุติธรรมมา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {โดยแน่นอนเราได้ส่งบรรดาเราะซูลของเราพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้งและเราได้ประทานคัมภีร์และความยุติธรรมลงมาพร้อมกับพวกเขาเพื่อมนุษย์จะได้ดำรงอยู่บนความเที่ยงธรรม} (ซูเราะฮ์ อัล-หะดีด : 25) คำว่า มีซาน (ตาชั่ง) คือความยุติธรรมในคำพูดและการกระทำ
และศาสนาอิสลามได้ใช้ให้มีความยุติธรรม ทั้งในด้านการพูดและการกระทำ แม้กับศัตรู อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเป็นผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม จงเป็นพยานเพื่ออัลลอฮ์ และแม้ว่าจะเป็นอันตรายแก่ตัวของพวกเจ้าเอง หรือผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและญาติที่ใกล้ชิดก็ตาม หากเขาจะเป็นคนมั่งมีหรือคนยากจน อัลลอฮ์ก็สมควรยิ่งกว่าเขาทั้งสอง ดังนั้นจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำในการที่พวกเจ้าจะมีความยุติธรรม และหากพวกเจ้าบิดเบือนหรือผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 135) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และจงอย่าให้การเกลียดชังแก่พวกหนึ่งพวกใด ที่ขัดขวางพวกเจ้ามิให้เข้ามัศยิดฮะรอม ทำให้พวกเจ้ากระทำการละเมิด และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกัน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ} (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 2) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ์ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรมและจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า} (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 8) ดังนั้นเจ้าได้พบเจอในกฎหมายของประเทศใดบ้างในทุกวันนี้หรือในศาสนาใดบ้างของผู้คน เช่นกับคำสั่งใช้นี้ ด้วยการปฏิญาณด้วยความจริงและพูดความจริง แม้ว่าจะเป็นความผิดที่เกี่ยวกับตัวเอง พ่อแม่และญาติใกล้ชิด และใช้ให้มีความยุติธรรมกับศัตรูและมิตร
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ใช้ให้มีความยุติธรรมระหว่างลูก ๆ รายงานจากท่านอามิร เล่าว่า “ฉันได้ยิน ท่านนุอ์มาน บิน บะชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ซึ่งอยู่บนมิมบัร กล่าวว่า : “บิดาของฉัน(บะชีร)ได้ให้ของขวัญแก่ฉัน” แต่นางอัมเราะฮ์ บินติ เราะวาหะฮ์(มารดาของฉัน)ได้กล่าวว่า : ฉันจะไม่ยินยอมเว้นแต่ท่านจะให้เราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นพยาน แล้วบิดาของฉันจึงไปหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และได้กล่าวแก่ท่านว่า “ฉันได้ให้ของขวัญแก่ลูกชายของฉันที่ได้กับอัมเราะฮ์ บินติ เราะวาหะฮ์ แต่นางสั่งให้ฉันเพื่อให้ท่านเป็นพยานในเรื่องนี้ โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถามว่า “ท่านเคยให้ (เช่นนี้) แก่บุตรชายของท่านทุกคนหรือไม่?” เขาตอบว่า “ไม่” ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “จงเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์และจงยุติธรรมต่อลูก ๆ ของเจ้า” เขากล่าวว่า “หลังจากนั้นพ่อของฉันจึงกลับมาเอาของขวัญของเขากลับไป” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์
นั่นเป็นเพราะการงานของผู้คนและของรัฐจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่ด้วยความยุติธรรม และผู้คนก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองทั้งในด้านศาสนาของพวกเขา ชีวิตของพวกเขา ลูกหลาน เกียรติยศ ทรัพย์สมบัติและบ้านเกิดของพวกเขาเว้นแต่ด้วยความยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ เราจึงพบว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อเหล่าผู้ปฏิเสธได้ทำการกดขี่ชาวมุสลิมในมักกะฮ์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งให้พวกเขาอพยพไปยังอบิสสิเนีย และท่านได้ให้เหตุผลในเรื่องนี้ว่า ในประเทศอบิสสิเนียมีกษัตริย์ที่เที่ยงธรรมซึ่งไม่มีผู้ถูกอธรรมเลยแม้แต่คนเดียว
31- ศาสนาอิสลามได้ใช้ให้ทำดีต่อทุกสิ่งที่ถูกสร้างมา และเรียกร้องให้มีศีลธรรมอันทรงเกียรติและการกระทำที่ดี
และศาสนาอิสลามได้ใช้ให้มีการทำความดีต่อทุกสิ่งที่ถูกสร้างมา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำดี และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด} (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 90) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {คือบรรดาผู้ที่บริจาคทั้งในยามสุขสบาย และในยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มโทษและบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์และอัลลอฮ์นั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย} (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 134) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : «แท้จริงอัลลอฮ์ได้บัญญัติให้กระทำความดีต่อทุก ๆ สิ่ง ดังนั้นเมื่อพวกท่านจะประหาร ก็จงประหารด้วยวิธีการที่ดี และเมื่อพวกท่านจะเชือด(สัตว์) ก็จงเชือดด้วยวิธีการที่ดี และคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่านจงลับมีดของเขาให้คม และจงให้สัตว์เชือดของเขาได้ผ่อนคลาย» เศาะฮีห์ มุสลิม 1955
ศาสนาอิสลามได้เรียกร้องให้มีศีลธรรมอันดีงามและการกระทำที่ดี อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงอธิบายถึงลักษณะของท่าน เราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้านี้ ว่า: {คือบรรดาผู้ปฏิบัติตามเราะซูล ผู้เป็นนบีที่เขียนอ่านไม่เป็นที่พวกเขา พบเขาถูกจารึกไว้ ณ ที่พวกเขา ทั้งในอัต-เตารอต และในอัล-อินญีลโดยที่เขา จะใช้พวกเขาให้กระทำในสิ่งที่ชอบและห้ามพวกเขามิให้กระทำในสิ่งที่ไม่ชอบและจะอนุมัติให้แก่พวกเขาซึ่งสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขา ซึ่งสิ่งที่เลวทั้งหลาย และจะปลดเปลื้องออกจากพวกเขา ซึ่งภาระหนักของพวกเขาและห่วงคอ ที่ปรากฏอยู่บนพวกเขา ดังนั้นบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อเขา และให้ความสำคัญแก่เขาและช่วยเหลือเขา และปฏิบัติตามแสงสว่าง ที่ถูกประทานลงมาแก่เขาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละคือบรรดาผู้ที่สำเร็จ} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 157) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “โอ้ อาอิชะฮ์ เอ๋ย แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอ่อนโยน ทรงรักความอ่อนโยน พระองค์จะมอบให้กับความอ่อนโยน ในสิ่งที่ไม่มอบให้กับความรุนแรง และสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากมัน” เศาะฮีห์ มุสลิม 2593 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงห้ามพวกเจ้าซึ่งการเนรคุณต่อมารดาของพวกเจ้า การฝังลูกสาวทั้งเป็น ยึดเอาในสิ่งที่ควรให้ เรียกร้องในสิ่งที่ไม่สมควรได้รับ การพูดจาโต้เถียงกันไม่เป็นเรื่อง ตั้งคำถามมากมาย และการทำลายทรัพย์สิน" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 2408 ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : «พวกท่านจะไม่ได้เข้าสวนสวรรค์จนกว่าพวกท่านจะศรัทธา และพวกท่านยังไม่มีศรัทธา (ที่แท้จริง) จนกว่าพวกท่านจะรักใคร่ปรองดองกัน พวกท่านต้องการไหม ถ้าฉันจะชี้แนะพวกท่านถึงบางสิ่งเมื่อพวกท่านปฏิบัติมันแล้วจะทำให้พวกท่านเกิดความรักใคร่ต่อกัน?(นั่นคือ) พวกท่านจงเผยแผ่สลามให้แก่กันในหมู่พวกท่าน» เศาะฮีห์ มุสลิม 54
32- ศาสนาอิสลามสั่งใช้ในเรื่องศีลธรรมอันควรแก่การยกย่อง เช่น ความซื่อสัตย์ การเติมเต็มความไว้วางใจ การรักษาความบริสุทธิ์ของอวัยวะเพศ ความละอาย (ความสุภาพเรียบร้อย) ความกล้าหาญ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ไร้ที่พึ่ง การให้ความอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ การให้อาหารแก่ผู้หิวโหย การเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ และความอ่อนโยนกับสัตว์
ศาสนาอิสลามสั่งใช้ในเรื่องศีลธรรมอันควรแก่การยกย่อง ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิสะสัลลัม กล่าวว่า : (แท้จริงฉันถูกส่งมาเพื่อทำให้จริยธรรมอันดีงามมีความสมบูรณ์) เศาะฮีห์ อัลอะดับอัลมุฟรัด 207 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “แท้จริงผู้ที่ฉันรักมากที่สุดในหมู่พวกท่าน และจะได้อยู่ใกล้ชิดกับฉันมากที่สุดในวันกิยามะฮ์ คือ คนที่มีมารยาทดีงามที่สุดในหมู่พวกท่าน และแท้จริงคนที่ฉันเกลียดมากที่สุดในหมู่พวกท่านและจะได้อยู่ที่ห่างไกลกับฉันมากที่สุดในวันกิยามะฮ์ คือ คนพูดมาก และคนที่ชอบพูดจาเยิ่นเย้อใช้สะบัดสำนวนเพื่อโอ้อวดคนอื่น และผู้ที่ชอบใช้วาจายกตนข่มท่าน” พวกเขาถามว่า “ โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ พวกเรารู้ถึงคำว่า คนพูดมาก และคำว่า ผู้ที่ชอบพูดจาเยิ่นเย้อใช้สะบัดสำนวนเพื่อโอ้อวดคนอื่น แต่คำว่าผู้ที่ชอบใช้วาจายกตนข่มท่านคืออะไรกันเล่า?” ท่านตอบว่า “คือผู้ที่มีความเย่อหยิ่งจองหอง” อัสสิลสิละฮ์ อัศเศาะฮีหะฮ์ 791 จากท่าน อับดุลลอฮ์ บิน อัมรู เราะฎิยัลลอฮฺุอันฮุมา กล่าวว่า "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่เคยเป็นคนหยาบช้าและไม่เคยเป็นคนที่พูดจาหยาบคาย" และท่านกล่าวได้ว่า (แท้จริงผู้ที่ดีที่สุดในหมู่สูเจ้า คือ ผู้ที่มีอุปนิสัยดีที่สุด) เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 3559 นอกเหนือจากโองการและหะดีษดังกล่าวนี้ ยังมีอีกมากมาย ที่ระบุว่าอิสลามส่งเสริมเรื่องศีลธรรมอันสูงส่งและการทำความดีโดยทั่วไป
และสิ่งหนึ่งที่ศาสนาอิสลามสั่งใช้คือ ความสื่อสัตย์ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิสะสัลลัม กล่าวว่า : “จำเป็นเหนือพวกเจ้าทั้งหลายต้องมีความสัจจริง เพราะแท้จริงความสัจจริงจะนำไปสู่ความดีงาม และความดีงามจะนำไปสู่สวรรค์ และคน ๆ หนึ่งจะยังคงรักษาความสัจจริงและเพียรพยายามที่จะสัจจริงอยู่เสมอ จนกระทั่งอัลลอฮ์ ทรงบันทึกให้เป็นคนสัจจริง" เศาะฮีห์ มุสลิม 2607
และสิ่งหนึ่งที่ศาสนาอิสลามได้สั่งใช้คือ การรับผิดชอบในหน้าที่ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้พวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 58)
และสิ่งหนึ่งที่ศาสนาอิสลามสั่งใช้คือ การรักษาความบริสุทธิ์ของอวัยวะเพศ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิสะสัลลัม กล่าวว่า : "สามจำพวกที่เป็นสิทธิ์สำหรับอัลลอฮ์ในการให้การช่วยเหลือพวกเขา และได้กล่าวไว้ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้น คือ ผู้ที่แต่งงานเพื่อหวังรักษาความบริสุทธิ์ของอวัยวะเพศ" สุนันอัตติรมิซีย์ 1655 และหนึ่งในบทดุอาอ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสัลลัม คือท่านจะกล่าวว่า : "โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอต่อพระองค์ ซึ่งทางนำ ความยำเกรง ความบริสุทธิ์ของอวัยวะเพศ และความร่ำรวย" เศาะฮีห์ มุสลิม 2721
และสิ่งหนึ่งที่ศาสนาอิสลามสั่งใช้คือ ความละอาย ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิสะสัลลัม กล่าวว่า : "ความละอายจะไม่นำสิ่งใดมาเว้นแต่ความดีงามเท่านั้น" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 6117 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "ทุกศาสนาจะมีมารยาท (เฉพาะเป็นของศาสนานั้น) และมารยาทของอิสลามคือความละอาย" บันทึกโดย อัลบัยฮะกีย์ ในหนังสือ ชุอะบุลอีหม่าน 6/2619
และสิ่งหนึ่งที่ศาสนาอิสลามสั่งใช้ คือ ความกล้าหาญ รายงานจากท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นคนที่ดีที่สุด กล้าหาญที่สุด และใจกว้างที่สุดในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย ครั้งหนึ่งเมื่อชาวมะดีนะฮ์ตกใจกลัว ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ขี่ม้านำหน้าพวกเขา" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 2820 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ให้ห่างไกลจากความขี้ขลาด โดยท่านจะกล่าวว่า : "โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความขี้ขลาด" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 6374
และสิ่งหนึ่งที่ศาสนาอิสลามได้สั่งใช้คือ ใจกว้างและใจบุญสุนทาน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {อุปมาบรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์ของพวกเขาในทางของอัลลอฮ์นั้น ดังอุปมัยเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งที่งอกขึ้นเป็นเจ็ดรวง ซึ่งในแต่ละรวงนั้นมีร้อยเมล็ด และอัลลอฮ์นั้นจะทรงเพิ่มพูนแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์อีก และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้} (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 261) มารยาทหนึ่งของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือ ใจบุญสุนทาน รายงานจากท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า : “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นบุคคลที่ใจบุญที่สุดในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย และท่านจะใจดีมากที่สุดในเดือนเราะมะฎอน โดยเฉพาะเมื่อยามที่มลาอิกะฮ์ญิบรีลได้มาหาท่าน และญิบรีลได้มาหาท่านในทุก ๆ คืนของเดือนเราะมะฎอน แล้วญิบรีลก็จะศึกษาทบทวนอัลกุรอานกับท่าน และเมื่อญิบรีลมาเจอท่านแล้ว (คือเมื่อเสร็จภารกิจการอ่านอัลกุรอานกับญิบรีลแล้ว) หัวใจของท่านก็จะเบิกบานและเปี่ยมด้วยความใจบุญที่สุด ยิ่งกว่าลมที่หอบพัดเสียอีก” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 1902
และสิ่งหนึ่งที่ศาสนาอิสลามได้สั่งใช้ คือ การให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือผู้ยากไร้การเลี้ยงดูผู้หิวโหย การเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ และความอ่อนโยนกับสัตว์ จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮูมา เล่าว่า: “มีชายผู้หนึ่งได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า : (บทบัญญัติของ) อิสลามข้อไหนดีที่สุด? ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบว่า : คือการที่ท่านให้อาหารแก่ผู้อื่น และการที่ท่านให้สลามแก่ผู้ที่ท่านรู้จักและผู้ที่ท่านไม่รู้จัก”. เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 12 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “ระหว่างที่ชายคนหนึ่งกำลังเดินบนทางสัญจร เขาก็เกิดความกระหายน้ำอย่างหนัก แล้วเขาก็เจอบ่อน้ำ เขาก็ลงไปดื่มน้ำ จากนั้นเขาก็ออกมา ทันใดนั้นเขาก็เห็นสุนัขตัวหนึ่งกำลังเลียดินด้วยความกระหาย เขาจึงกล่าวว่า สุนัขตัวนี้คงกระหายน้ำเหมือนอย่างกับที่ฉันได้กระหายเป็นแน่ แล้วเขาก็ลงไปในบ่อ ตักน้ำจนเต็มรองเท้า แล้วใช้ปากคาบไว้เพื่อปีนขึ้นมา แล้วก็เอาให้สุนัขดื่ม อัลลอฮ์จึงขอบคุณเขาและได้ให้อภัยโทษแก่เขา” พวกเขาถามว่า “โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กับสัตว์เราก็ได้ผลบุญด้วยกระนั้นหรือ? ท่านตอบว่า “ใช่ ในทุก ๆ สิ่งที่มีตับสด (มีชีวิตจิตใจ) ก็มีผลบุญตอบแทน” เศาะฮีห์ อิบนุ หิบบาน 544 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “ผู้อุปการะหญิงหม้ายและคนจนนั้น เหมือนกับผู้ทำการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์ หรือเหมือนผู้ที่ละหมาดตะฮัดญุดไม่หยุดหรือเหมือนกับผู้ที่ถือศีลอดไม่ขาด” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 5353
และอิสลามเน้นย้ำถึงสิทธิของเครือญาติและจำเป็นต้องรักษาสายสัมพันธ์ของเครือญาติ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {นบีนั้นเป็นผู้ใกล้ชิดกับบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง และบรรดาภริยาของเขา (นบี) คือมารดาของพวกเขาและเครือญาติร่วมสายโลหิต บางคนในหมู่พวกเขาใกล้ชิดกับอีกบางคนยิ่งกว่าบรรดาผู้ศรัทธาและบรรดาผู้อพยพในบัญญติของอัลลอฮ์ เว้นแต่พวกเจ้าจะกระทำความดีแก่สหายสนิทของพวกเจ้า นั่นได้มีบันทึกไว้แล้วในคัมภีร์} (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 6) และได้ตักเตือนให้ระวังถึงการตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และได้เชื่อมโยงกับการก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {ดังนั้น หวังกันว่า หากพวกเจ้าผินหลังให้(กับการศรัทธาแล้ว) พวกเจ้าก็จะก่อความเสียหายในแผ่นดินและตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติของพวกเจ้ากระนั้นหรือ?(22) ชนเหล่านี้คือบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งพวกเขา ดังนั้นพระองค์จึงทรงทำให้พวกเขาหูหนวก และทรงทำให้พวกเขาตาบอด(23)} (ซูเราะฮ์ มุฮัมมัด : 22-23) และท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "จะไม่มีการเข้าสวรรค์สำหรับผู้ที่ตัดสัมพันธ์กับเครือญาติ" เศาะฮีห์ มุสลิม 2556 และเครือญาติที่จำเป็นต้องเชื่อมสัมพันธ์นั้นคือ พ่อแม่ พี่น้องทั้งชายและหญิง พี่ชายหรือน้องชายของพ่อ พี่สาวหรือน้องสาวของพ่อ พี่ชายหรือน้องชายของแม่ และพี่สาวหรือน้องสาวของแม่
และอิสลามเน้นย้ำถึงสิทธิของเพื่อนบ้านแม้ว่าเขาจะเป็นคนต่างศาสนิกก็ตาม อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และจงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด และอย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และจงทำดีต่อผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและต่อผู้เป็นญาติที่ใกล้ชิด และเด็กกำพร้าและผู้ขัดสน และเพื่อนบ้านใกล้เคียงและเพื่อนที่ห่างไกล และเพื่อนเคียงข้าง และผู้เดินทาง และผู้ที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง แท้จริงอัลลอฮ์ ไม่ทรงชอบผู้ยะโส ผู้โอ้อวด} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 36) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : (ญิบรีลยังคงสั่งเสียแก่ฉันเกี่ยวกับเพื่อนบ้าน กระทั่งฉันคิดไปว่าเขาจะสามารถรับมรดกจากฉันได้) เศาะฮีห์ อบีดาวูด 5152
33- อิสลามอนุญาตให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ และกำชับให้รักษาความสะอาดของหัวใจ ร่างกาย และบ้านเรือน ดังนั้น จึงอนุญาตให้มีการแต่งงานตามที่บรรดาศาสนทูต อะลัยฮิมุสสลาม ได้สั่งไว้ เพราะพวกเขาจะสั่งใช้ในเรื่องความดีทุกอย่าง
อิสลามอนุญาตให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "โอ้ มนุษย์เอ๋ย แท้จริง อัลลอฮ์นั้นทรงดี ไม่ทรงรับสิ่งใด ๆ นอกจากสิ่งที่ดี และแท้จริงอัลลอฮ์ทรงสั่งใช้บรรดาศรัทธาชนในสิ่งเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงสั่งใช้บรรดาเราะซูล พระองค์ตรัสว่า “โอ้บรรดาเราะซูลเอ๋ย พวกเจ้าจงบริโภคแต่สิ่งที่ดี ๆ และจงประกอบแต่ความดีเถิด” และตรัสอีกว่า “โอ้บรรดาผู้ที่ศรัทธาเอ๋ย สูเจ้าจงบริโภคแต่สิ่งที่ดี ๆ จากสิ่งที่เราประทานเป็นเครื่องยังชีพแก่สูเจ้าเถิด” หลังจากนั้นท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าถึงชายคนหนึ่งที่เดินทางเป็นระยะเวลายาวนาน จนผมของเขายุ่งเหยิง คละเคล้าไปด้วยฝุ่น เขายกมือทั้งสองสู่ฟากฟ้า (พลางวิงวอนดุอาอ์ว่า) โอ้พระผู้อภิบาลของข้า! โอ้พระผู้อภิบาลของข้า ในขณะที่อาหารที่เขาบริโภคนั้นหะรอม เครื่องดื่มที่เขาดื่มนั้นหะรอม เครื่องนุ่งห่มที่เขาสวมใส่นั้นหะรอม และยังชีพอยู่ด้วยสิ่งที่หะรอม เช่นนี้แล้วดุอาอ์ของเขาจะถูกตอบรับได้อย่างไร?!" เศาะฮีห์ มุสลิม 1015 อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าผู้ใดเล่าที่ให้เป็นที่ต้องห้าม ซึ่งเครื่องประดับร่างกาย จากอัลลอฮ์ ที่พระองค์ได้ทรงให้ออกมาสำหรับปวงบ่าวของพระองค์ และบรรดาสิ่งดี ๆ จากปัจจัยยังชีพ จงกล่าวเถิด (มุฮัมัด) ว่าสิ่งเหล่านั้นสำหรับบรรดาผู้ที่ศรัทธา ในชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ (และสำหรับพวกเขา) โดยเฉพาะ ในวันกิยามะฮ์ ในทำนองนั้นแหละเราจะแจกแจงโองการทั้งหลายแก่ผู้ที่รู้} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 32)
และอิสลามได้กำชับให้รักษาความสะอาดของหัวใจ ร่างกาย และบ้านเรือน ดังนั้น จึงอนุญาตให้มีการแต่งงานตามที่บรรดาศาสนทูต อะลัยฮิมุสสลาม ได้สั่งไว้ เพราะพวกเขาจะสั่งใช้ในเรื่องความดีทุกอย่าง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และอัลลอฮ์ทรงกำหนดคู่ครองแก่พวกเจ้าซึ่งมาจากหมู่พวกเจ้า และทรงทำให้พวกเจ้ามีลูกและหลานจากคู่ครองของพวกเจ้า และทรงประทานริซกีจากสิ่งดี ๆ แก่พวกเจ้า ดังนั้น ต่อสิ่งเท็จพวกเขาศรัทธาและต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์พวกเขาเนรคุณกระนั้นหรือ?} (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลฺ : 72) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และเสื้อผ้าของเจ้า จงทำให้สะอาด(4) และสิ่งสกปรกก็จงหลบหลีกให้ห่างเสีย(5) } (ซูเราะฮ์ อัล-มุดดัษษิร : 4-5) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “จะไม่ได้เข้าสวรรค์ ผู้ที่ในหัวใจของเขามีแม้เพียงอณูเดียวของความหยิ่งยโส” ชายคนหนึ่งได้ถามว่า “คน ๆ หนึ่งก็อยากให้เสื้อผ้าของเขาสวยงาม และรองเท้าของเขาสวยงาม” ท่านก็กล่าวว่า “อัลลอฮ์ทรงงดงาม และทรงโปรดความงดงาม ความยโสคือการไม่ยอมรับสัจธรรม และการดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น” เศาะฮีห์ มุสลิม 91
34- อิสลามได้ห้ามถึงหลักของสิ่งต้องห้ามต่าง ๆ เช่น การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ การปฏิเสธศรัทธา การบูชารูปเคารพ การพูดเกี่ยวกับอัลลอฮ์โดยปราศจากความรู้ การฆ่าลูก ๆ การฆ่าชีวิตคนใดคนหนึ่งที่มีเกียรติ การสร้างความหายนะบนหน้าแผ่นดิน ไสยศาสตร์ สิ่งที่น่ารังเกียจที่เปิดเผยและที่ปกปิด การผิดประเวณีและการลิวาฏ(ชายกับชายหรือหญิงกับหญิง) ดอกเบี้ย และห้ามกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้วและที่ถูกเชือดเพื่อบูชาแก่รูปเคารพ และห้ามกินเนื้อหมูและสิ่งสกปรกอื่น ๆ ห้ามกินทรัพย์สินของเด็กกำพร้า ห้ามโกงกินเรื่องน้ำหนักหรือการวัด และห้ามไม่ให้ตัดสัมพันธ์กับเครือญาติ และบรรดาศาสนทูตทุกคน มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในการห้ามข้อห้ามต่าง ๆ เหล่านี้
อิสลามได้ห้ามถึงหลักของสิ่งต้องห้ามต่าง ๆ เช่น การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ การปฏิเสธศรัทธา การบูชารูปเคารพ การพูดเกี่ยวกับอัลลอฮ์โดยปราศจากความรู้ การฆ่าลูก ๆ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ท่านทั้งหลายจงมากันเถิด ฉันจะอ่านให้ฟังสิ่งที่พระเจ้าของพวกท่านได้ห้ามไว้แก่พวกท่าน คือ พวกเจ้าอย่าให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และจงทำดีต่อผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองจริง ๆ และอย่าฆ่าลูกของพวกเจ้า เนื่องจากความจน เราเป็นผู้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า และแก่พวกเขา และจงอย่าเข้าใกล้บรรดาสิ่งชั่วช้า ทั้งที่เปิดเผยและที่ปกปิด และอย่าฆ่าชีวิต ที่อัลลอฮ์ทรงห้ามไว้ นอกจากด้วยสิทธิอันชอบธรรมเท่านั้น นั่นแหละที่พระองค์ได้ทรงสั่งเสียมันไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะใช้ปัญญา และจงอย่าเข้าใกล้ทรัพย์สมบัติของเด็กกำพร้า นอกจากด้วยวิถีทางที่ดียิ่ง จนกว่าเขาจะบรรลุวัยฉกรรจ์ และจงให้ครบเต็มซึ่งเครื่องตวงและเครื่องชั่งด้วยความเที่ยงตรง เราจะไม่บังคับชีวิตใด นอกจากที่ชีวิตนั้นมีความสามารถเท่านั้น และเมื่อพวกเจ้าพูด ก็จงยุติธรรม และแม้ว่าเขา จะเป็นญาติที่ใกล้ชิดก็ตาม และต่อสัญญาของอัลลอฮ์นั้นก็จงปฏิบัติตามให้ครบถ้วน นั่นแหละที่พระองค์ได้ทรงสั่งเสียมันไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รำลึก} (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 151-152) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงสิ่งที่พระเจ้าของฉันทรงห้ามนั้น คือบรรดาสิ่งที่ชั่วช้าน่ารังเกียจ ทั้งเป็นสิ่งที่เปิดเผยจากมันและสิ่งที่ไม่เปิดเผย และสิ่งที่เป็นบาป และการข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม และการที่พวกเจ้าให้เป็นภาคีแก่อัลลอฮ์ซึ่งสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลักฐานใด ๆ ลงมาแก่สิ่งนั้น และการที่พวกเจ้ากล่าวให้ร้ายแก่อัลลอฮ์ในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ } (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 33)
และอิสลามห้ามการฆ่าชีวิตใดชีวิตหนึ่งที่มีเกียรติ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และพวกเจ้าอย่าฆ่าชีวิตใดที่อัลลอฮ์ทรงห้ามมิให้ฆ่าเว้นแต่ด้วยเหตุอันชอบธรรม และผู้ใดถูกฆ่าโดยไม่ชอบธรรม ดังนั้นเราได้ให้อำนาจแก่ทายาทของเขา(ในการตัดสิน) ฉะนั้นอย่าได้ละเมิดขอบเขตในเรื่องการฆ่า แท้จริงเขา (ผู้ถูกอธรรม) จะได้รับความช่วยเหลือ} (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 33) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮ์ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮ์ทรงห้ามไว้ เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้น เขาจะได้พบกับความผิดอันมหันต์} (ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน : 68)
และอิสลามห้ามสร้างความหายนะบนหน้าแผ่นดิน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และพวกเจ้าอย่าก่อความเสียหายไว้ในแผ่นดิน หลังจากได้มีการปรับปรุงแก้ไขมันแล้ว} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 56) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับนบี ชุอัยบ์ อะลัยฮิสสลาม โดยท่านได้กล่าวแก่ประชาชาติของท่านว่า : (โอ้ประชาชาติของฉัน! จงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด ไม่มีสิ่งใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะสำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์ แท้จริงหลักฐานอันชัดเจนจากพระเจ้าของพวกท่านนั้นได้มายังพวกท่านแล้ว ดังนั้นจงให้ครบเต็มซึ่งเครื่องตวงและเครื่องชั่งเถิด และจงอย่าให้ขาดแก่เพื่อนมนุษย์ซึ่งบรรดาสิ่งของของพวกเขา และจงอย่าก่อความเสียหายในแผ่นดิน หลังจากที่มีการแก้ไขมันแล้ว นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่งแก่พวกท่านหากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา) (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 85)
และอิสลามได้ห้ามเรื่องไสยศาสตร์ อัลลอฮ์ สุบฮานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า : {และเจ้าจงโยนสิ่งที่อยู่ในมือขวาของเจ้า มันจะกลืนสิ่งที่พวกเขาทำขึ้น แท้จริงสิ่งที่พวกเขาทำขึ้นนั้นเป็นแผนของนักมายากล และนักมายากลนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าเขาจะมาจากทางไหนก็ตาม} (ซูเราะฮ์ ฏอฮา : 69) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “พวกท่านจงหลีกห่างจากความชั่วร้ายทั้งเจ็ด” (บรรดาศอฮาบะฮ์) กล่าวว่า “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ มันคืออะไร?” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ การทำไสยศาสตร์ การสังหารชีวิตที่อัลลอฮ์ทรงห้ามนอกจากด้วยสิทธิ การกินดอกเบี้ย การกินทรัพย์เด็กกำพร้า การหนีทัพในวันประจัญบาล และการใส่ร้ายหญิงบริสุทธิ์ หญิงศรัทธา หญิงไม่รู้เรื่อง (ดังกล่าว) ว่าทำซินา” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 6857
และอิสลามได้ห้ามสิ่งที่น่ารังเกียจต่าง ๆ ทั้งแบบเปิดเผยและปกปิด การผิดประเวณีและการลิวาฏ(ชายกับชายหรือหญิงกับหญิง) และได้มีกล่าวมาแล้วในตอนต้นเรื่องซึ่งได้กล่าวถึงโองการต่าง ๆ ที่ระบุเรื่องดังกล่าวไว้ และอิสลามห้ามการกินดอกเบี้ย อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! พึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงละเว้นดอกเบี้ยที่ยังเหลืออยู่เสีย หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา(278) และถ้าพวกเจ้ามิได้ปฏิบัติตาม ก็พึงรับรู้ไว้ด้วยว่า ซึ่งสงครามจากอัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ และหากพวกเจ้าสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวแล้ว สำหรับพวกเจ้าก็คือต้นทุนแห่งทรัพย์ของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าจะได้ไม่อธรรม และไม่ถูกอธรรม(279)} (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 278-279) อัลลอฮ์ไม่ได้ทรงขู่ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์ด้วยการทำสงคราม เหมือนกับที่ได้ขู่ผู้ที่ยุ่งกับดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยนั้นเป็นการทำลายศาสนา แผ่นดิน ทรัพย์สินเงินทอง และชีวิตผู้คน
อิสลามห้ามกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้วและสิ่งที่เซ่นไหว้รูปเคารพ และห้ามกินเนื้อหมู อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า (ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ตายเอง และเลือด และเนื้อสุกร และสัตว์ที่ถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮ์ ที่มัน (ขณะเชือด) และสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย และสัตว์ที่ถูกตีตาย และสัตว์ที่ตกเหวตาย และสัตว์ที่ถูกขวิดตาย และสัตว์ที่สัตว์ร้ายกัดกิน นอกจากที่พวกเจ้าเชือดกัน และสัตว์ที่ถูกเชือดบนแท่นหินบูชา และการที่พวกเจ้าเสี่ยงทายด้วยไม้ติ้ว เหล่านั้นเป็นการละเมิด} (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 3)
และอิสลามได้ห้ามกินเหล้า และสิ่งสกปรกต่าง ๆ สิ่งไม่ดีต่าง ๆ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! ที่จริงสุราและการพนันและแท่นหินสำหรับเชือดสัตว์บูชายัญ และการเสี่ยงติ้ว นั้นเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสีย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ(90) ที่จริงชัยฏอนนั้นเพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกันและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนัน เท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮ์ และการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยุติไหม(91)} (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 90-91) และในประเด็นที่ (31) เราได้กล่าวถึงคำบอกเล่าของอัลลอฮ์ ตะอาลา ว่าคุณลักษณะประการหนึ่งของเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อัตเตารอฮ์ คือ ท่านจะห้ามสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ เหล่านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {คือบรรดาผู้ปฏิบัติตามเราะซูล ผู้เป็นนบีที่เขียนอ่านไม่เป็นที่พวกเขา พบเขาถูกจารึกไว้ ณ ที่พวกเขา ทั้งในอัต-เตารอต และในอัล-อินญีลโดยที่เขา จะใช้พวกเขาให้กระทำในสิ่งที่ชอบและห้ามพวกเขามิให้กระทำในสิ่งที่ไม่ชอบและจะอนุมัติให้แก่พวกเขาซึ่งสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขา ซึ่งสิ่งที่เลวทั้งหลาย และจะปลดเปลื้องออกจากพวกเขา ซึ่งภาระหนักของพวกเขาและห่วงคอ ที่ปรากฏอยู่บนพวกเขา} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 157)
และอิสลามห้ามกินทรัพย์สินเงินทองของเด็กกำพร้า อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และจงให้แก่บรรดาเด็กกำพร้า ซึ่งทรัพย์สมบัติของพวกเขา และจงอย่าเปลี่ยนเอาของเลว ด้วยของดี และจงอย่ากินทรัพย์ของพวกเขาร่วมกับทรัพย์ของพวกเจ้า แท้จริงมันเป็นบาปอันยิ่งใหญ่} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 2) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า {แท้จริงบรรดาผู้ที่กินทรัพย์ของบรรดาเด็กกำพร้าด้วยความอธรรมนั้น แท้จริงพวกเขากินไฟเข้าไปในท้องของพวกเขาต่างหาก และพวกเขาก็จะเข้าไปสู่เปลวเพลิง} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 10)
และอิสลามห้ามการโกงตาชั่งหรือการวัด อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {ความหายนะจงประสบแด่บรรดาผู้ทำให้พร่อง (ในการตวงและการชั่ง)(1) คือบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาตวงเอาจากคนอื่นก็ตวงเอาเต็ม(2) และเมื่อพวกเขาตวงหรือชั่งให้คนอื่นก็ทำให้ขาด(3) ชนเหล่านั้นมิได้คิดบ้างหรือว่าพวกเขาจะถูกให้ฟื้นคืนชีพ(4) (ซูเราะฮ์ อัล-มุฏ็อฟฟิฟีน : 1-4)
และอิสลามห้ามไม่ให้มีการตัดสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ และในประเด็นที่ (31) เราได้กล่าวถึงโองการและหะดีษที่ระบุถึงเรื่องนี้ และบรรดานบีและบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสสลาม ทุกคนต่างก็เห็นพ้องกันกับการห้ามสิ่งต้องห้ามเหล่านี้
35- อิสลามห้ามเรื่องมารยาทที่น่ารังเกียจ เช่น การโกหก การโกง การทรยศหักหลัง การหลอกลวง ความอิจฉา การใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง การขโมย การล่วงละเมิด และความอยุติธรรม และห้ามทุกสิ่งที่เป็นมารยาทที่ไม่ดีต่าง ๆ
อิสลามห้ามเรื่องมารยาทที่น่ารังเกียจ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และเจ้าอย่าหันแก้ม (ใบหน้า) ของเจ้าให้แก่ผู้คนอย่างยะโส และอย่าเดินไปตามแผ่นดินอย่างไร้มารยาท แท้จริง อัลลอฮ์ มิทรงชอบทุกผู้หยิ่งจองหอง และผู้คุยโวโอ้อวด} (ซูเราะฮ์ ลุกมาน : 18) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “แท้จริง ผู้ที่เป็นที่รักยิ่งสำหรับฉันในหมู่พวกท่าน และจะได้อยู่ใกล้ชิดกับฉันมากที่สุดในวันกิยามะฮ์ คือ ผู้ที่มีมารยาทดีที่สุดในหมู่พวกท่าน และแท้จริงผู้ที่น่ารังเกียจที่สุดในหมู่พวกท่านสำหรับฉันและผู้ที่ห่างไกลที่สุดในหมู่พวกท่านจากฉันในวันกิยามะฮ์คือบรรดาผู้ที่พูดมาก และคนที่ชอบพูดจาเยิ่นเย้อใช้สะบัดสำนวนเพื่อโอ้อวดคนอื่น และผู้ที่ชอบใช้วาจายกตนข่มท่าน” บรรดาเศาะฮาบะฮ์ก็ได้ถามท่านนบี ว่า “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ พวกเรารู้ถึงคำว่า คนพูดมาก และคำว่า ผู้ที่ชอบพูดจาเยิ่นเย้อใช้สะบัดสำนวนเพื่อโอ้อวดคนอื่น แต่คำว่าผู้ที่ชอบใช้วาจายกตนข่มท่านคืออะไรกันเล่า?” ท่านตอบว่า “คือผู้ที่มีความเย่อหยิ่งจองหอง" สิลสิละฮ์อัศเศาะฮีหะฮ์ 791.
อิสลามห้ามการพูดโกหก อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ชี้แนะทางแก่ผู้ที่เขาเป็นผู้ละเมิดนักโกหกตัวฉกาจ} (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 28) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “และพวกท่านทั้งหลายพึงระวังการโกหก แน่แท้การโกหกจะนำไปสู่ความชั่วร้าย และความชั่วร้ายจะนำไปสู่ไฟนรก แท้จริงผู้ที่โกหกเป็นอาจิณและเพียรพยายามที่จะโกหกอยู่เสมอ เขาก็จะถูกบันทึกไว้ ณ พระองค์อัลลอฮ์ว่าเป็นจอมโกหก" เศาะฮีห์ มุสลิม 2607 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "เครื่องหมายของผู้กลับกลอกมี 3 ประการ เมื่อเขาพูดเขาก็โกหก เมื่อเขาสัญญาเขาก็ผิดสัญญา เมื่อเขาได้รับความไว้วางใจเขาก็ทำลายมัน" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 6095
อิสลามห้ามการโกง และมีหะดีษหนึ่งรายงานว่า ครั้งหนึ่งท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ผ่านไปยังกองอาหารกองหนึ่ง (ที่วางขายอยู่) แล้วท่านก็เอามือจิ้มเข้าไป แล้วนิ้วท่านก็แฉะออกมา ท่านจึงกล่าวว่า “นี่คืออะไรหรือ เจ้าของอาหารเอ๋ย?” เขาตอบว่า “มันถูกฝนมาครับ ท่านเราะซูลุลลอฮ์” ท่านจึงกล่าวว่า “ทำไมท่านไม่เอามันมาวางไว้บนอาหาร เพื่อให้ผู้คนได้มองเห็นมัน ผู้ใดคดโกง เขาไม่ใช่พวกเดียวกับฉัน” เศาะฮีห์ มุสลิม 102
อิสลามห้ามการทรยศหักหลัง การโกง และการหลอกลวง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงอย่าทุจริตต่ออัลลอฮ์ และเราะซูล และจงอย่าทุจริตต่อบรรดาของฝาก ของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้ารู้กันอยู่} (ซูเราะฮ์ อัล-อันฟาล : 27) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า (บรรดาผู้ให้ครบถ้วนซึ่งสัญญาของอัลลอฮ์ และไม่บิดพริ้วข้อตกลง) (ซูเราะฮ์ อัร-เราะอ์ดุ : 20) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม ได้กล่าวแก่กองทัพของท่านเมื่อพวกเขาจะออกรบว่า : “จงต่อสู้ (ในนามของอัลลอฮ์และในทางของอัลลอฮ์) อย่าขโมยทรัพย์สมบัติของฆอนิมะฮ์ อย่าหลอกลวง อย่าทำลายศพ และอย่าฆ่าเด็ก ๆ” เศาะฮีห์ มุสลิม 1731 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "คุณลักษณะสี่ประการ ผู้ใดที่มีมันทั้งหมดในตัวเขา แสดงว่าเขาคือมุนาฟิกจริง และผู้ใดที่มีคุณลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง แสดงว่าเขามีลักษณะของการเป็นมุนาฟิกจนกว่าเขาจะละทิ้งคุณลักษณะนั้นไป คือ เมื่อเขาได้รับความไว้วางใจก็ทรยศ และเมื่อเขาพูดก็จะโกหก และเมื่อมีการให้สัญญากับเขาก็จะบิดพลิ้ว และเมื่อเขาโต้เถียงกันก็ทำร้าย” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 34
อิสลามห้ามการอิจฉา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {หรือว่าพวกเขาอิจฉาคนอื่น ในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่พวกเขา จากความกรุณาของพระองค์ แท้จริงนั้นพระองค์ได้ประทานให้แก่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้วซึ่งคัมภีร์และความรู้เกี่ยวกับศาสนา และได้ทรงให้แก่พวกเขาซึ่งอำนาจอันยิ่งใหญ่} (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 54) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {อะฮ์ลุลกิตาบมากมาย ชอบ หากพวกเขาจะสามารถทำให้พวกเจ้ากลับเป็นผู้ปฏิเสธการศรัทธาอีก ทั้งนี้เพราะความอิจฉาริษยาที่มาจากตัวของพวกเขาเอง หลังจากความจริงได้ประจักษ์แก่พวกเขา ดังนั้น พวกเจ้าจงให้อภัย และเบือนหน้าเสีย จนกว่าอัลลอฮ์จะประทานคำสั่งของพระองค์มา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง} (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 109) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “โรคภัยของบรรดาประชาชาติก่อนหน้าพวกเจ้าได้มายังพวกเจ้าแล้ว ความริษยา และความเกลียดชัง มันคือมีดโกน ฉันไม่ได้หมายถึงว่ามันโกนผม แต่มันโกนศาสนา ขอสาบานต่อพระองค์ผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในมือของพระองค์ พวกเจ้าจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าพวกเจ้าจะศรัทธา และพวกเจ้าจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเจ้าจะรักกัน จะเป็นการดีหรือไม่หากฉันจะบอกให้พวกเจ้ารู้ถึงสิ่งที่ทำให้พวกเจ้าได้ยืนหยัดถึงสิ่งนั้น? “จงให้สลามระหว่างพวกเจ้า” สุนันอัตติรมิซีย์ 2510
อิสลามห้ามการใช้เล่ห์เหลี่ยมในทางที่ไม่ดี อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมือง ซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญ ๆ เป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น และพวกเขาจะไม่วางอุบายหลอกลวง นอกจากตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหารู้สึกไม่} (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 123) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้บอกว่า “พวกยิวพยายามจะฆ่านบีอีซา อะลัยฮิสสลาม และพวกเขาได้ทำการวางแผน แต่อัลลอฮ์กลับวางแผนต่อต้านพวกเขา อัลลอฮ์ได้บอกว่า “การใช้เล่ห์เหลี่ยมในทางที่ไม่ดีนั้นไม่เหมาะนอกจากกับผู้ที่เหมาะกับมันเท่านั้น” อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {ครั้นเมื่ออีซารู้สึกว่ามีการปฏิเสธศรัทธาเกิดขึ้นในหมู่พวกเขา จึงได้กล่าวว่า ใครบ้างจะเป็นผู้ช่วยเหลือฉันไปสู่อัลลอฮ์ บรรดาสาวกผู้บริสุทธิ์ใจกล่าวว่า พวกเราคือผู้ช่วยเหลืออัลลอฮ์ พวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว และท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเรานั้น คือผู้น้อมตาม(52) ข้าแต่พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ พวกข้าพระองค์ศรัทธาแล้วต่อสิ่งที่พระองค์ได้ประทานลงมา และพวกข้าพระองค์ก็ได้ปฏิบัติตามเราะซูลแล้ว โปรดทรงบันทึกพวกข้าพระองค์ร่วมกับบรรดาผู้ที่กล่าวปฏิญาณยืนยันทั้งหลายด้วยเถิด(53) และพวกเขาได้วางแผน และอัลลอฮ์ก็ทรงวางแผนด้วย และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงวางแผนที่ดีเยี่ยม(54) จงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮ์ตรัสว่า โอ้อีซาเอ๋ย ! ข้าจะเป็นผู้รับเจ้าไปพร้อมด้วยชีวิตและร่างกายของเจ้า และจะเป็นผู้ยกเจ้าขึ้นไปยังข้าและจะเป็นผู้ทำให้เจ้าบริสุทธิ์ พ้นจากบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และจะเป็นผู้ให้บรรดาที่ปฏิบัติตามเจ้าเหนือผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย จนกระทั่งถึงวันกิยามะฮ์ แล้วยังข้านั้นคือการกลับไปของพวกเจ้า แล้วข้าจะตัดสินระหว่างพวกเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกัน(55) } (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 52-55) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้เล่าถึงเรื่องราวของนบีศอลิฮ์ ซึ่งประชาชาติของเขาได้วางแผนเพื่อฆ่าเขา พวกเขาได้วางแผน แต่อัลลอฮ์ก็ได้วางแผนหลอกลวงพวกเขา และได้ทำลายพวกเขาทั้งหมด อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {พวกเขากล่าวว่า “จงร่วมกันสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ แน่นอนพวกเราเตรียมที่จะทำร้ายเขาและครอบครัวของเขาในเวลากลางคืนแล้วเราก็จะกล่าวแก่ทายาทของเขาว่า เราไม่รู้เห็นความพินาศของครอบครัวของเขา และแท้จริงเรานั้นเป็นผู้สัตย์จริง(49) และพวกเขาได้วางแผน และเราก็ได้วางแผนโดยที่พวกเขาไม่รู้สึกตัว(50) ดังนั้นจงคอยดูเถิด ผลสุดท้ายแห่งแผนการณ์ของพวกเขาจะเป็นเช่นไร กล่าวคือเราได้ทำลายล้างพวกเขา และหมู่ชนของพวกเขารวมทั้งหมด(51) } (ซูเราะฮ์ อัน-นัมล์ : 49-51)
ศาสนาอิสลามห้ามการลักขโมย ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิสะสัลลัม กล่าวว่า : “ผู้ที่ทำซินา (ผิดประเวณี) ไม่ใช่ผู้ศรัทธาในเวลาที่มีการทำซินา และผู้ที่ดื่มสุราก็ไม่เป็นผู้ศรัทธาในขณะที่เขาดื่ม และผู้ที่ขโมยไม่ใช่ผู้ศรัทธาในเวลาที่ทำการลักขโมย และการเตาบะฮ์(การสำนึกในความผิดและกลับตัว) จะเปิด (ไว้สำหรับพวกเขา) หลังจากนั้น” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 6810
อิสลามห้ามการละเมิด อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำดี และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิดและให้ละเว้นจากการทำลามกและการชั่วช้า และการอธรรม พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้าจักได้รำลึก} (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 90) ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "แท้จริงอัลลอฮ์ทรงวะห์ยูให้แก่ฉันว่า พวกท่านจงถ่อมตน จนกว่าจะไม่มีใครคนหนึ่งยกตนเหนือผู้อื่น และจนกว่าจะไม่มีใครคนใดอธรรมต่อผู้อื่น" เศาะฮีห์ อบีดาวูด 4895
อิสลามห้ามการอธรรมต่อผู้อื่น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : (และอัลลอฮ์ ไม่ทรงชอบบรรดาผู้อธรรมทั้งหลาย) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 57) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า (แท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้นจะไม่ได้รับความสำเร็จ) (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม :21) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า (แต่บรรดาผู้อธรรมนั้น พระองค์ทรงเตรียมการลงโทษอันเจ็บปวดไว้สำหรับพวกเขา) (ซูเราะฮ์ อัล-อินซาน :31) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “บุคคลสามจำพวกที่ดุอาอ์ของพวกเขาจะไม่ถูกปฏิเสธ คือ อิหม่ามที่มีความยุติธรรม ผู้ที่ถือศีลอดจนกระทั่งเขาได้ละศีลอด และดุอาอ์ของผู้ที่ถูกอธรรม มันจะถูกแบกไว้บนก้อนเมฆ และประตูแห่งท้องฟ้าทั้งหลายจะถูกเปิดไว้ อัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจ ตรัสว่า “ด้วยเกียรติของข้า ข้าจะช่วยเหลือเจ้าอย่างแน่นอน แม้จะล่าช้าออกไปหลังจากนี้ก็ตาม” บันทึกโดย มุสลิม (2749) เป็นบทสรุปที่มีความแตกต่างเล็กน้อย อัตติรมิซีย์ (2526) ที่มีความแตกต่างเล้กน้อย และอะห์มัด (8043) โดยเป็นสำนวนของท่าน เมื่อครั้นที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ส่งท่านมุอาซ ไปยังเยเมน ส่วนหนึ่งที่ท่านได้กล่าวไว้แก่มุอาซคือ : “ท่านจงระวังดุอาอ์ของผู้ถูกอธรรมเถิด เพราะระหว่างมันกับอัลลอฮ์ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 1496 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “จงระวังให้ดี ถ้าใครทำผิดต่อผู้ทำสัญญา หรือทำให้สิทธิ์ของเขาลดลง หรือบังคับให้เขาทำงานเกินความสามารถของเขา หรือรับสิ่งใดจากเขาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเขา ฉันจะเป็นผู้วิงวอนแทนเขาในวันกิยามะฮ์” บันทึกโดย อบีดาวูด 3052 ดังนั้น ตามที่เจ้าได้เห็นนั้น อิสลามห้ามมารยาทที่ไม่ดีทั้งหมดหรือการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมหรือที่ชั่วร้ายเหล่านั้น
36- ศาสนาอิสลามได้ห้ามเกี่ยวกับระบบการเงินที่มีส่วนเรื่องดอกเบี้ย หรือที่มีผลกระทบ หรือการหลอกลวง หรือความไม่ยุติธรรม การโกงกัน หรือสิ่งที่จะนำไปสู่ผลกระทบโดยทั่วไปทางสังคมปราชาชนโดยรวมและปักเจก
ศาสนาอิสลามได้ห้ามเกี่ยวกับระบบการเงินที่มีส่วนเรื่องดอกเบี้ย หรือที่มีผลกระทบ หรือการหลอกลวง หรือความไม่ยุติธรรม การโกงกัน หรือสิ่งที่จะนำไปสู่ผลกระทบโดยทั่วไปทางสังคมปราชาชนโดยรวมและปักเจก และในตอนต้นของเรื่องนี้ ก็ได้มีการกล่าวถึงโองการและหะดีษต่าง ๆ ที่ห้ามเรื่องดอกเบี้ย การกดขี่ การฉ้อฉลหรือการสร้างความหายนะบนหน้าแผ่นดิน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : “และบรรดาผู้ที่ชอบสร้างความเดือดร้อนด้วยการกล่าวร้ายต่อบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิงในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กระทำ แท้จริงพวกเขาได้แบกรับความเท็จและบาปที่ชัดแจ้งแล้ว” (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ 58) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : "ผู้ใดกระทำความดีก็จะได้แก่ตัวของเขา และผู้ใดกระทำความชั่วก็จะได้แก่ตัวของเขาเอง และพระเจ้าของเจ้านั้นมิทรงอธรรมต่อปวงบ่าวของพระองค์" (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 46) และมีกล่าวไว้ในสุนนะฮ์ "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “อย่าได้ก่อภัยหรืออันตราย (ต่อตนเอง) และไม่ก่อให้เกิดอันตราย (ต่อบุคคลอื่น)” สุนันอบีดาวูด ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ เขาก็จงอย่าทำร้ายเพื่อนบ้านของเขา และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ เขาก็จงให้เกียรติแขกของเขา และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ เขาก็จงพูดดีหรือไม่ก็ให้นิ่งเสีย หรือในบางรายงานกล่าวว่า “ดังนั้นก็จงทำดีต่อเพื่อนบ้านของเขา” เศาะฮีห์ มุสลิม 47 ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “ผู้หญิงคนหนึ่งถูกทรมานเพราะแมวตัวหนึ่ง ซึ่งนางได้กักขังมันไว้จนกระทั่งตาย (เนื่องจากความหิว) ด้วยสาเหตุนี้ทำให้นางต้องตกนรกสถาน (เพราะ) นางไม่ให้อาหารแก่มัน ไม่ให้น้ำดื่มแก่มัน อีกทั้งนางยังกักขังไม่ปล่อยให้มันเป็นอิสระเพือไปจับสัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ กินเป็นอาหาร” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 3482 นี่เป็นบทลงโทษสำหรับผู้ที่ทำร้ายแมวเท่านั้น ดังนั้นจะเป็นอย่างไรกับผู้ที่ทำร้ายมนุษย์ รายงานจากท่าน อิบนุอุมัร เล่าว่า “ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขึ้นไปบนมินบัร และร้องประกาศว่า : “โอ้ท่านผู้เข้ารับอิสลามด้วยลิ้นของเขา โดยที่ความศรัทธายังไม่ถึงหัวใจของเขา! จงอย่าทำร้ายชาวมุสลิม อย่าประณามพวกเขา หรือสอดแนมพวกเขาเพื่อเปิดโปงความลับของพวกเขา แท้จริงใครก็ตามที่พยายามเปิดโปงความลับของพี่น้องมุสลิมของเขา อัลลอฮ์ก็ทรงเปิดโปงความลับของเขาอย่างเปิดเผย แม้ว่าเขาจะอยู่ในส่วนลึกของบ้านก็ตาม” เขา (นาฟิอ์) กล่าวว่า: วันหนึ่ง ท่านอิบนุ อุมัร มองไปที่บ้านหรือกะอ์บะฮ์และกล่าวว่า “เจ้าช่างยิ่งใหญ่มาก และเกียรติของเจ้าช่างยิ่งใหญ่มาก และเกียรติของผู้ศรัทธานั้นยิ่งใหญ่กว่าสำหรับอัลลอฮ์มากกว่าเจ้า” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ (2032) และอิบนุหิบบาน(5763) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ เขาก็จงอย่าทำร้ายเพื่อนบ้านของเขา และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ เขาก็จงให้เกียรติแขกของเขา และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ เขาก็จงพูดดีหรือไม่ก็ให้นิ่งเสีย” เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 6018 จากท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า ใครคือผู้ล้มละลาย? พวกเขาตอบว่า "ผู้ล้มละลายในหมู่พวกเรา โอ้เราะซูลุลลอฮ์ คือผู้ที่ไม่มีเงินดิรฮัม และไม่มีทรัพย์สิน ท่านนบีกล่าวว่า "แท้จริง ผู้ที่ล้มละลายในหมู่ประชาชาติของฉันคือผู้ที่มาในวันกิยามะฮ์พร้อมด้วยผลบุญการถือศีลอด การละหมาด จ่ายซะกาต แต่ (เขาจะพบว่าตัวเองล้มละลายในวันนั้น เนื่องจากเขาใช้ทุนทรัพย์ (ผลบุญ) ของเขาจนหมดสิ้น) เนื่องจากเขาทำร้ายเกียรติของผู้อื่น ก่อความเดือดร้อนต่อผู้อื่น และผลาญทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยมิชอบ ดังนั้นความดีของเขาจะมอบให้กับคนนั้น คนนี้ และหากความดีของเขาไม่สามารถหักล้างบัญชีได้ บาปของคนนั้นก็จะถูกนำเข้า (บัญชีของเขา) และสุดท้ายแล้วเขาจะถูกโยนลงไปในไฟนรกْ บันทึกโดยมุสลิม (2581) และอัตติรมิซีย์ (2418) อะห์มัด (8029) และเป็นสำนวนของท่าน
และท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “บนเส้นทางเดินซึ่งมีกิ่งก้านของต้นไม้ที่สร้างความรำคาญแก่ผู้คน ดังนั้นชายคนหนึ่งได้ถอนมันออกไป จึงทำให้เขาได้เข้าสวรรค์” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ (2581) ด้วยความหมาย และมุสลิม(1914) ในทำนองนี้เช่นกัน อิบนุมาญะฮ์(3682) และอะห์มัด (10432) และสำนวนนั้นเป็นของทั้งสองท่าน การขจัดสิ่งอันตรายจากถนนหนทางทำให้ได้เข้าสวรรค์ได้ ดังนั้นคนที่ทำอันตรายต่อผู้คน สร้างความหายนะต่อชีวิตของผู้อื่น พวกเขาจะเป็นอย่างไร?
37- ศาสนาอิสลามได้มาเพื่อปกป้องสติปัญญา และได้ห้ามทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อมัน เช่นการกินเหล้า และอิสลามได้ให้เกียรติสถานะของสติปัญญา และได้ถือเป็นหลักแห่งการบัญญัติและปลดปล่อยมันให้หลุดจากความงมงายและการบูชาสิ่งต่างๆ และไม่มีความลับในอิสลามหรือบทบัญญัติเฉพาะกลุ่ม บทบัญญัติของศาสนาอิสลาม กฎหมายต่าง ๆ ของมัน สอดคล้องกับสติปัญญาที่บริสุทธิ์ และเป็นไปตามข้อกำหนดของความยุติธรรมและวิทยปัญญา
ศาสนาอิสลามได้มาเพื่อปกป้องสติปัญญา และได้ให้เกียรติสถานะของสติปัญญา อัลลอฮ์ ตะอาลา กล่าวว่า : (แท้จริงหู และตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านั้นจะถูกสอบสวน) (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ 36) ดังนั้นจำเป็นสำหรับมนุษย์ต้องปกป้องสติปัญญาของเขา และด้วยเหตุนี้ศาสนาอิสลามจึงห้ามไม่ให้กินเหล้าและยาเสพติดทุกชนิด- และได้มีกล่าวมาแล้วในประเด็นที่ (34) และมีโองการมากมายจากอัลกุรอาน ที่ลงท้ายด้วย คำตรัสของพระองค์ที่ว่า : {เพื่อพวกเจ้าจะใช้ปัญญาคิด} (ซูเราะฮ์ อัล- บากอเราะฮ์ : 242) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น และแน่นอนสำหรับบ้านแห่งอาคีเราะฮ์ นั้นดียิ่งกว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ} (ซูเราะฮ์ อัล- อันอาม : 32) อัลลอฮฺ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {แท้จริงพวกเราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาเป็นภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะใช้ปัญญาคิด} (ซูเราะฮ์ ยูซุฟ : 2) และอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่าทางนำและวิทยปัญญาจะไม่มีผู้ใดรับประโยชน์จากทั้งสองได้เว้นแต่ผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น และพวกเขาคือกลุ่มผู้มีความเข้าใจ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {พระองค์จะทรงประทานความรู้ให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดที่ได้รับความรู้ แน่นอนเขาก็ได้รับความความดีอันมากมาย และไม่มีใครจะรำลึก นอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น} (ซูเราะฮ์ อัล-บะกอเราะฮ์ : 269)
นั่นคือเหตุผลที่อิสลามทำให้สติปัญญาเป็นพื้นฐานของการบังคับใช้เรื่องศาสนา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “ปากกาจะถูกยกจากคนสามจำพวก (ไม่ถูกบันทึกความผิด) คือ: จากผู้ที่นอนหลับจนกว่าจะตื่น จากเด็กจนกว่าจะบรรลุศาสนภาวะ และจากผู้วิกลจริตที่ไม่สามารถใช้สติปัญญาของเขาจนกว่าจะได้สติขึ้นมา” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ เป็นหะดีษมุอัลลักด้วยสำนวนที่มีน้ำหนักก่อนหะดีษ (5269) ในทำนองนี้ และบันทึกโดยอบูดาวูดด้วยสายรายงานที่เชื่อมต่อกัน (4402) และสำนวนหะดีษเป็นของท่าน และอัตติรมิซีย์(1423) และอันนะสาอีย์ในอัสสุนันอัลกุบรอ(7346) และอะห์มัด(956)ด้วยสำนวนที่ต่างกันเล็กน้อย และอิบนุมาญะฮ์ (2042) ด้วยสำนวนที่สรุป และอิสลามได้ปลดปล่อยสติปัญญาจากพันธนาการแห่งความงมงายและการบูชาสิ่งต่าง ๆ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้กล่าวอธิบายถึงสภาพของประชาชาติต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ยึดมั่นกับความงมงายของพวกเขาและปฏิเสธความจริงที่ได้มาสู่พวกเขาจากอัลลอฮ์ ตะอาลา : {และเช่นนั้นแหละ เรามิได้ส่งผู้ตักเตือนคนใดก่อนหน้าเจ้าไปยังเมืองใด เว้นแต่บรรดาผู้ฟุ่มเฟือยของมัน เมืองนั้น จะกล่าวว่า แท้จริงเราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเราอยู่ในแนวทางนี้ ดังนั้นเราจึงดำเนินตามแนวทางของพวกเขา} (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุครุฟ : 23) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม โดยท่านได้กล่าวแก่ประชาชาติของท่านว่า : {“รูปปั้นอะไรกันนี่ที่พวกท่านเฝ้าบูชากัน ” (52) พวกเขากล่าวว่า “เราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเรา เป็นผู้สักการะบูชามันก่อน”(53)} (ซูเราะฮ์ อัล-อัมบิยาอ์ : 52-53) จากนั้นศาสนาอิสลามก็ได้มาและได้ห้ามมนุษย์บูชารูปปั้น และให้ละทิ้งเรื่องงมงายต่าง ๆ ที่เป็นการสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ และให้ปฏิบัติตามแนวทางของบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม
ในอิสลามไม่มีความลับหรือบทบัญญัติที่เป็นการเฉพาะกลุ่มหรือชนชั้น “ท่านอาลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเป็นลูกเขยของท่าน ถูกถามว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แสดงความโปรดปรานเป็นพิเศษแก่พวกเจ้าซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเปล่า จากนั้นเขากล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้แยกพวกเราไว้เป็นการเฉพาะสำหรับสิ่งใด ๆ ที่ท่านไม่ได้เปิดเผยแก่ผู้อื่น นอกจากสิ่งที่อยู่ในฝักดาบของฉัน แล้วเขาได้ดึงเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่อยู่ในนั้น “อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งผู้ที่เชือดสัตว์พลีเพื่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ทรงสาปแช่งผู้ที่ขโมยป้ายบอกทาง และอัลลอฮ์ทรงสาปแช่งผู้ที่สาปแช่งบิดาของเขา และอัลลอฮ์ทรงสาปแช่งผู้ที่ให้ที่พักอาศัยแก่ผู้ที่ทำร้ายผู้อื่น(ปกป้องคนชั่ว) เศาะฮีห์ มุสลิม 1978 และบทบัญญัติต่าง ๆ และกฎหมายทั้งหมดของอิสลามสอดคล้องกับสติปัญญาที่ดีและเป็นไปตามข้อกำหนดของความยุติธรรมและวิทยปัญญา
38- และบรรดาศาสนาเท็จทั้งหลายหากผู้ที่นับถือศาสนาเหล่านั้นไม่เข้าใจถึงความย้อนแย้งในตัวของศาสนาและเรื่องที่สติปัญญารับไม่ได้ ซึ่งบรรดาบาทหลวงได้สร้างความเชื่อที่ผิด ๆ โดยอ้างว่า ศาสนาเป็นเรื่องเหนือสติปัญญา ซึ่งสติปัญญาไม่สามารถเข้าถึงได้ ในขณะที่อิสลามถือว่าศาสนาเป็นแสงสว่างที่ส่องทางสำหรับสติปัญญา ส่วนผู้ติดตามบรรดาศาสนาเท็จเหล่านั้นต้องการให้ผู้คนละทิ้งความคิดของเขาและปฏิบัติตามพวกเขา ส่วนศาสนาอิสลามนั้นต้องการให้ผู้คนได้ปลุกสติปัญญาของเขาให้ตื่น เพื่อพวกเขาจะได้ทราบข้อเท็จจริงของสิ่งต่าง ๆ ตามความจริงที่เป็นอยู่
และบรรดาศาสนาเท็จทั้งหลายหากผู้ที่นับถือศาสนาเหล่านั้นไม่เข้าใจถึงความย้อนแย้งในตัวของศาสนาและเรื่องที่สติปัญญารับไม่ได้ ซึ่งบรรดาบาทหลวงได้สร้างความเชื่อที่ผิด ๆโดยอ้างว่า ศาสนาเป็นเรื่องเหนือสติปัญญา ซึ่งสติปัญญาไม่สามารถเข้าถึงได้ ในขณะที่อิสลามถือว่าศาสนาเป็นแสงสว่างที่ส่องทางสำหรับสติปัญญา ส่วนผู้ติดตามบรรดาศาสนาเท็จเหล่านั้นต้องการให้ผู้คนละทิ้งความคิดของเขาและปฏิบัติตามพวกเขา ส่วนศาสนาอิสลามนั้นต้องการให้ผู้คนได้ปลุกสติปัญญาของเขาให้ตื่น เพื่อพวกเขาจะได้คิด ใตร่ตรองและทราบข้อเท็จจริงของสิ่งต่าง ๆ ตามความจริงที่เป็นอยู่ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และเช่นนั้นแหละเราได้ประทานโองการอัลกุรอานแก่เจ้าตามบัญชาของเรา เจ้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอะไรคือคัมภีร์ และอะไรคือการศรัทธา แต่ว่าเราได้ทำให้อัลกุรอานเป็นแสงสว่างเพื่อชี้แนะทางแก่ผู้ที่เราประสงค์จากปวงบ่าวของเรา และแท้จริง เจ้าเป็นผู้ชี้นำสู่แนวทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง} (ซูเราะฮ์ อัช-ชูรอ : 52) ดังนั้นโองการของพระเจ้านั้น ประกอบด้วยข้อพิสูจน์และข้อโต้แย้งที่ชี้นำสติปัญญาที่บริสุทธิ์ไปสู่ความจริงที่ปรารถนาที่นำไปสู่ถึงความจริงของมันและศรัทธาต่อมัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {มนุษยชาติทั้งหลาย แน่นอนได้มีหลักฐานจากพระเจ้าของพวกเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว และเราได้ให้แสงสว่างอันแจ่มแจ้งลงมาแก่พวกเจ้าด้วย} (ซูเราะฮ์ อันนิสาอ์: 174) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประสงค์ที่จะให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในแสงสว่างแห่งทางนำ ความรู้ และความจริง ส่วนบรรดาชัยฏอนและบรรดาฏอฆูตต้องการให้มนุษย์อยู่ในความมืดแห่งการปฏิเสธ ความโง่เขลา และการหลงผิด อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {และอัลลอฮ์นั้นคือผู้ทรงช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ศรัทธา โดยทรงนำพวกเขาออกจากบรรดาความมืดสู่แสงสว่าง และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น บรรดาผู้ช่วยเหลือของพวกเขาก็คือ อัฎฎอฆูต ซึ่งพวกมันจะนำพวกเขาออกจากแสงสว่างไปสู่ความมืด} (ซูเราะฮ์ อัลบากอเราะฮ์ : 257)
39- ศาสนาอิสลามเคารพในความรู้ที่ถูกต้อง และส่งเสริมการวิจัยทางวิชาการที่ปราศจากกิเลสตัณหา และเรียกร้องสู่การพิจารณาและการไตร่ตรองเกี่ยวกับตัวตนของเราและจักรวาลรอบ ๆ ตัวเรา และผลลัพธ์ทางวิชาการที่ถูกต้องไม่ได้ขัดแย้งกับอิสลาม
ศาสนาอิสลามเคารพในความรู้ที่ถูกต้อง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : “แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงยกย่องเทอดเกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้ได้รับความรู้หลายชั้น และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำเสมอ” (ซูเราะฮ์ อัล-มุญาดิละฮ์ : 11) และอัลลอฮ์ทรงเชื่อมโยงคำยืนยันของบรรดาผู้รู้เข้ากับคำยืนยันของพระองค์และของบรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ในคำยืนยันที่ยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า {อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และมลาอิกะฮ์ และผู้มีความรู้ในฐานะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น ก็ยืนยันด้วยว่าไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น} (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 18) สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงสถานะของคนที่มีความรู้ในศาสนาอิสลามและอัลลอฮ์ไม่สั่งให้มูฮัมมัดผู้ซึ่งเป็นศาสนทูตของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อแสวงหาการเพิ่มพูนเกี่ยวกับสิ่งใด ๆ ยกเว้นจากความรู้เท่านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดเพิ่มพูนความรู้แก่ข้าพระองค์ด้วย} (ซูเราะฮ์ ฏอฮา :114) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : “ผู้ใดที่ออกเดินทางเพื่อแสวงหาความรู้ อัลลอฮ์จะอำนวยความสะดวกให้แก่เขาสู่สรวงสวรรค์ และแท้จริงมลาอิกะฮ์จะกางปีกเพื่อแสดงความยินดีแก่เขาในการแสวงหาวิชาความรู้นั้น และแน่นอนว่าสำหรับผู้รู้นั้นทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและที่อยู่ในแผ่นดินจะขออภัยโทษให้แก่เขา แม้กระทั่งบรรดาฝูงปลาในท้องทะเล และระดับความประเสริฐของผู้ที่มีความรู้ (อาลิม) เมื่อเทียบกับผู้ที่ขยันทำอิบาดะฮ์ (อาบิด) จะเปรียบเสมือนความประเสริฐของดวงจันทร์ที่เหนือกว่าบรรดาหมู่ดาว และแท้จริงบรรดาผู้ที่มีความรู้ (อุละมาอ์) พวกเขาคือทายาทของบรรดานบี ซึ่งบรรดานบีมิได้ทิ้งมรดกไว้เป็นเงินดีนารหรือดิรฮัม ทว่าแท้จริงสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้เป็นมรดกคือวิชาความรู้เท่านั้น ดังนั้น ผู้ใดที่ได้ครอบครองมันไว้ก็ถือว่าเขาได้ครอบครองส่วนแบ่งที่มากมายแล้ว” บันทึกโดยอบูดาวูด (3641) อัตติรมิซีย์ (2682) อิบนุมาญะฮ์ (223) และสำนวนเป็นของท่าน และบันทึกโดยอะห์มัด (21715)
และอิสลามได้ส่งเสริมการวิจัยทางวิชาการที่ปราศจากกิเลสตัณหา และเรียกร้องสู่การพิจารณาและการไตร่ตรองเกี่ยวกับตัวตนของเราและจักรวาลรอบ ๆ ตัวเรา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {เราจะให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเราในขอบเขตอันไกลโพ้นและในตัวของพวกเขาเอง จนกระทั่งจะเป็นประจักษ์แก่พวกเขาว่า อัลกุรอานนั้นเป็นความจริง ยังไม่พอเพียงอีกหรือ ที่พระเจ้าของเจ้านั้นทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง} (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 53) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า {พวกเขาไม่พิจารณาดูทุกสิ่งในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสร้างมาดอกหรือ? และพวกเขา (คิดว่า) บางทีเวลาที่กำหนดของพวกเขาก็ใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้น พวกเขาจะเชื่อในถ้อยคำใดเล่าอื่นจากอัลกุรอาน} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 185) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {พวกเขามิได้ท่องเที่ยวไปในแผ่นดินนี้ดอกหรือ และมิได้สังเกตว่าบั้นปลายของประชาชาติที่มาก่อนหน้าพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาเหล่านั้นมีอำนาจมากกว่าพวกเขา และพวกเขาก็ไถดินและก่อสร้าง เคหสถาน มากกว่าที่พวกเขาก่อสร้างมัน และบรรดาเราะซูลของพวกเขาได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง ดังนั้น แน่นอนอัลลอฮ์จะไม่ทรงอธรรมต่อพวกเขา แต่พวกเขาต่างหากที่อธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง} (ซูเราะฮ์ อัรรูม : 9)
และผลลัพธ์ทางวิชาการที่ถูกต้องนั้นจะไม่ขัดแย้งกับอิสลามอย่างแน่นอน และเราจะยกตัวอย่างหนึ่งที่อัลกุรอานกล่าวถึงรายละเอียดที่แม่นยำที่เกี่ยวกับอัลกุรอาน เมื่อกว่าหนึ่งพันสี่ร้อยปีที่แล้ว และที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่รู้เมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้นผลลัพธ์ทางวิชาการจึงสอดคล้องกับสิ่งที่กล่าวไว้อยู่ในอัลกุรอาน นั่นคือเรื่องการสร้างทารกในครรภ์มารดา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {และขอสาบานว่า แน่นอนเราได้สร้างมนุษย์มาจากธาตุแท้ของดิน} (12) {แล้วเราทำให้เขาเป็นเชื้ออสุจิ อยู่ในที่พักอันมั่นคง คือมดลูก}(13) {แล้วเราได้ทำให้เชื้ออสุจิกลายเป็นก้อนเลือด แล้วเราได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อ แล้วเราได้ทำให้ก้อนเนื้อกลายเป็นกระดูก แล้วเราหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้นอัลลอฮ์ทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงเลิศแห่งปวงผู้สร้าง}(14) (ซูเราะฮ์ อัลมุอ์มินูน : 12-14]
40- และอัลลอฮ์จะไม่ยอมรับการงานและจะไม่ให้ผลตอบแทนใด ๆ ในวันอาคิเราะฮ์ เว้นแต่จากบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เชื่อฟังพระองค์และเชื่อฟังบรรดาเราะซูลของพระองค์ อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม และอัลลอฮ์จะไม่ยอมรับการเคารพสักการะ เว้นแต่สิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้เท่านั้น ดังนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร คน ๆ หนึ่งปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แล้วหวังการตอบแทนจากพระองค์? และพระองค์จะไม่ยอมรับการศรัทธาของผู้ใดนอกจากเมื่อเขาได้ศรัทธาต่อบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม และศรัทธาต่อการเป็นเราะซูลของนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
และอัลลอฮ์จะไม่ยอมรับการงานและจะไม่ให้ผลตอบแทนใด ๆ ในวันอาคิเราะฮ์ เว้นแต่จากบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เชื่อฟังพระองค์และเชื่อฟังบรรดาเราะซูลของพระองค์ อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {ผู้ใดปรารถนาชีวิตชั่วคราว ในโลกนี้ เราก็จะเร่งให้เขาได้รับมัน ตามที่เราประสงค์แก่ผู้ที่เราปรารถนา แล้วเราได้เตรียมนรกญะฮันนัมไว้สำหรับเขา เขาจะถูกเผาไหม้ ถูกสาปแช่ง และปราศจากความเมตตา}(18) {แต่ผู้ใดปรารถนาปรโลกและพยายามเพื่อสิ่งนั้นในขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา แท้จริงบรรดาผู้ที่มีความพยายามนั้นจะได้รับการตอบแทน}(19) (ซูเราะฮ์ อัลอิสรออ์ : 18-19) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {ดังนั้นใครก็ตามที่ประกอบคุณงามความดีในขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ความพยายามของเขาจะไม่ถูกปฏิเสธ และแท้จริงเราเป็นผู้บันทึกความดีสำหรับเขา} (ซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอ์ : 94) และอัลลอฮ์จะไม่ยอมรับการเคารพสักการะ เว้นแต่สิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้เท่านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : “ดังนั้นผู้ใดที่คาดหวังจะพบพระผู้อภิบาลของเขา ดังนั้นเขาจงประกอบคุณงามความดี และอย่าตั้งภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้อภิบาลของเขากับสิ่งใด ๆ” (ซูเราะฮ์ อัล-กะฮ์ฟิ : 110) ดังนั้นเป็นที่แน่ชัดว่าการงานนั้นจะไม่เป็นการงานที่ดีเว้นแต่จะมาจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญญัติไว้ และผู้ที่กระทำความดีนั้นต้องมีความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ในงานของเขานั้น และเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศรัทธาต่อบรรดานบีและบรรดาเราะซูลของพระองค์ อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ส่วนผู้ที่การงานของเขาไม่เป็นเช่นนั้น แท้จริง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และเรามุ่งสู่ส่วนหนึ่งของการงานที่พวกเขาได้ปฏิบัติไป แล้วเราจะทำให้มันไร้คุณค่ากลายเป็นละอองผุ่นที่ปลิวว่อน} (ซูเราะฮ์ อัลฟุรกอน :23) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {ใบหน้า (ของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา) ในวันนั้นจมดิ่งลงด้วยอับอายขายหน้า}(2) {พวกเขาทำงานหนักและเหน็ดเหนื่อย}(3) {เข้าสู่ไฟนรกอันร้อนระอุ} (4) (ซูเราะฮ์ อัลฆอชิยะฮ์ : 2-4) ดังนั้นใบหน้าเหล่านี้ที่ดิ่งลงด้วยความอับอายและความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานต่าง ๆ แต่พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติงานที่มาจากทางนำของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์จึงทำให้มันจบลงด้วยไฟนรก เพราะพวกเขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮ์ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ แต่ใบหน้าเหล่านั้นกลับทำการเคารพสักการะด้วยการเคารพสักการะที่เป็นเท็จ และปฏิบัติตามผู้นำที่หลงผิดที่สร้างศาสนาเท็จให้กับพวกเขา การงานดี ๆ ที่อัลลอฮ์ยอมรับนั้นคือการงานที่สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นำมา ดังนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร ที่มนุษย์คนหนึ่งปฏิเสธอัลลอฮ์ แต่หวังการตอบแทนจากพระองค์??
และอัลลอฮ์จะไม่ยอมรับการศรัทธาของผู้ใดเว้นแต่เขาจะศรัทธาต่อบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ทั้งหมด และศรัทธาต่อการเป็นเราะซูลของมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม –ซึ่งได้กล่าวมาแล้วถึงหลักฐานบางประการที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเด็นที่ (20) อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {ศาสนทูตนั้นได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เขาจากพระเจ้าของเขา และบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายก็ศรัทธาด้วย ทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮ์และมลาอิกะฮ์ของพระองค์และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาศาสนทูตของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) เราจะไม่แยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาศาสนทูตของพระองค์ และพวกเขากล่าวว่าเราได้ยินแล้วและได้ปฏิบัติตามแล้ว การอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้นที่พวกเราปรารถนา โอ้พระเจ้าของพวกเรา และยังพระองค์นั้นคือการกลับไป} (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 285) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : (ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์เถิด และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่เราะซูลของพระองค์ และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาก่อนนั้น และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และวันปรโลกแล้วไซร้ แน่นอนเขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล) (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 136) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และจงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮ์ได้ทรงเอาข้อสัญญาแก่นบีทั้งหลายว่า สิ่งที่ข้าได้ให้แก่พวกเจ้านั้นไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ก็ดี และความรู้เกี่ยวกับข้อปฏิบัติในบัญญัติศาสนาก็ดี ภายหลังได้มีเราะซูลคนใดมายังพวกเจ้าซึ่งเป็นผู้ยืนยันในสิ่งที่มีอยู่กับพวกเจ้าแล้ว แน่นอนพวกเจ้าจะต้องศรัทธาต่อเขา และช่วยเหลือเขา พระองค์ตรัสว่า พวกเจ้ายอมรับและเอาข้อสัญญาของข้าดังกล่าวนั้นแล้วใช่ไหม พวกเขากล่าวว่า พวกข้าพระองค์ยอมรับแล้ว พระองค์ตรัสว่า พวกเจ้าจงเป็นพยานเถิด และข้าก็อยู่ในหมู่เป็นพยานร่วมกับพวกเจ้าด้วย} (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 81)
41- แท้จริงเป้าหมายของทุกสาสน์ที่มาจากอัลลอฮ์นั้นคือ: เพื่อให้ศาสนาที่แท้จริงอยู่เหนือมนุษย์ เพื่อที่เขาจะได้เป็นบ่าวที่ดีที่บริสุทธิ์ของอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก และปลดปล่อยเขาจากการเป็นทาสของมนุษย์ ต่อวัตถุ หรือเป็นทาสต่อความงมงาย ดังนั้นศาสนาอิสลาม-ตามที่เจ้าได้เห็น- ไม่ได้ยกย่องบุคคลใด และยกพวกเขาให้อยู่เหนือสถานะความเป็นจริงของพวกเขา และไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นพระผู้อภิบาลและเป็นพระเจ้า
แท้จริงเป้าหมายของทุกสาสน์ที่มาจากอัลลอฮ์นั้นคือ: เพื่อให้ศาสนาที่แท้จริงอยู่เหนือมนุษย์ เพื่อที่เขาจะได้เป็นบ่าวที่ดีที่บริสุทธิ์ของอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก และปลดปล่อยเขาจากการเป็นทาสของมนุษย์ ต่อวัตถุ หรือเป็นทาสต่อความงมงาย ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ความหายนะประสบแด่ผู้ที่เป็นทาสของดีนาร์และดิรฮัม และเป็นทาสของกอตีฟะฮ์และคอมิเศาะฮ์ (เช่น เงินและเสื้อผ้าที่หรูหรา) และเขาจะยินดีหากเขาได้รับสิ่งเหล่านี้ มิฉะนั้น เขาก็ไม่พอใจ!" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 6435 ดังนั้นมนุษย์ที่ปกติเขาจะไม่ก้มหัวนอกจากต่ออัลลอฮ์เท่านั้น ดังนั้นเขาจะไม่ตกเป็นทาสของทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศ ตำแหน่ง หรือเผ่าพันธ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีสิ่งที่ทำให้ผู้อ่านเห็นว่า ผู้คนก่อนที่จะมีเราะซูลเกิดขึ้นนั้นพวกเขาเป็นอย่างไรและพวกเขากลายเป็นอย่างไรหลังจากนั้น?
หลังจากที่มุสลิมกลุ่มแรกได้อพยพไปยังอบิสซีเนีย และกษัตริย์แห่งอบิสซีเนียได้ถามพวกเขา ซึ่งในตอนนั้นกษัตริย์คือ -อัล-นาจาชีย์ – โดยได้ถามพวกเขาว่า : ศาสนานี้คือศาสนาอะไรที่ทำให้พวกเจ้าแยกตัวออกจากหมู่ชนของพวกเจ้า และไม่ได้นับถือศาสนาของฉันหรือศาสนาใด ๆ ของประชาชาติเหล่านี้? ท่านญะอ์ฟัร บิน อบีฏอลิบ ได้ตอบแก่เขาว่า : ข้าแต่พระราชา พวกเราในอดีตเป็นกลุ่มชนที่อวิชา เราบูชารูปปั้น เรากินซากสัตว์ เราทำสิ่งที่หน้าอับอาย เราตัดสัมพันธ์กับเครือญาติ เราทำไม่ดีกับเพื่อนบ้าน ผู้ที่มีอำนาจจะทำร้ายคนที่อ่อนแอ พวกเรามีชีวิตอยู่อย่างนั้น จนกระทั้งอัลลอฮ์ก็ได้ส่งเราะซูลคนหนึ่งในหมู่พวกเรามายังพวกเรา เรารู้ถึงตระกูลของเราดี ความสื่อสัตย์และความรับผิดชอบของเขาดี และความบริสุทธิ์ของเขา แล้วเขาก็เรียกร้องพวกเราสู่การสักการะอัลลอฮ์องค์เดียว และให้เราสละทิ้งสิ่งที่เราและบรรพบุรุษของเราเคยสักการะไว้อื่นจากอัลลอฮ์ ที่มาจากก้อนหินและรูปปั้นต่าง ๆ และเขาได้สั่งให้เรามีสัจจะในคำพูด มีความรับผิดชอบ ให้เชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ เป็นเพื่อนบ้านที่ดี และหลีกห่างจากสิ่งต้องห้ามต่าง ๆ และการทำร้ายผู้อื่น และได้ห้ามพวกเราให้ห่างไกลจากเรื่องลามกต่าง ๆ และการเป็นพยานเท็จ ห้ามไม่ให้กินทรัพย์สินของเด็กกำพร้า ห้ามใส่ร้ายหญิงที่บริสุทธิ์ เขาได้สั่งใช้พวกเราให้สักการะต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น และไม่ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ และได้ใช้ให้พวกเราทำการละหมาด จ่ายซะกาต ถือศีลอด" เขากล่าวว่า "แล้วเขาได้นับเป็นข้อ ๆ ในสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม จนเราได้เชื่อเขาและศรัทธาต่อเขา และปฏิบัติตามเขาในสิ่งที่เขาได้นำมา ดังนั้นเราจึงเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว และเราไม่ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ เราจะถือว่าสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในสิ่งที่เขาได้ห้ามไว้ และเราจะถือว่าสิ่งหนึ่งเป็นที่อนุญาตในสิ่งที่เขาอนุญาต..." บันทึกโดยอะห์มัด(1740) โดยมีความแตกต่างเล็กน้อย อบูนุอีม ในหนังสือ หิลยะตุลเอาลิยาอ์ (1/115) แบบสรุป ดังนั้นศาสนาอิสลาม-ตามที่เจ้าได้เห็น- ไม่ได้ยกย่องตัวบุคคล และยกพวกเขาให้อยู่เหนือสถานะความเป็นจริงของพวกเขา และไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นพระผู้อภิบาลและพระเจ้า อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: (จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ ! จงมายังถ้อยคำหนึ่งซึ่งเท่าเทียมกัน ระหว่างเราและพวกท่าน คือว่าเราจะไม่เคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และเราจะไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และพวกเราบางคนก็จะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเราเป็นมุสลิมผู้นอบน้อม) (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 64) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และเขาจะไม่ใช้พวกเจ้าให้ยึดเอามลาอิกะฮ์และบรรดานบีเป็นพระเจ้า เขาจะใช้พวกเจ้าให้ปฏิเสธศรัทธา หลังจากที่พวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อม แล้วกระนั้นหรือ} (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 80) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "พวกเจ้าจงอย่ากล่าวยกย่องฉัน (จนเกินเลย) อย่างที่ชาวคริสเตียนได้ยกย่อง (อีซา) บุตรของนางมัรยัม เพราะแท้จริง ฉันคือบ่าวของพระองค์ ดังนั้น พวกเจ้าจงเรียกว่า บ่าวของอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์" เศาะฮีห์ อัล-บุคอรีย์ 3445
42- อัลลอฮ์ได้บัญญัติการกลับใจ (เตาบะฮ์) ในอิสลาม ซึ่งก็คือ: การกลับใจของบุคคลต่อพระผู้อภิบาลของเขาและการละทิ้งบาป และอิสลามจะลบล้างบาปต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น และการกลับใจ (เตาบะฮ์) จะลบล้างบาปต่าง ๆ ที่มาก่อนหน้านั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสารภาพบาปต่อหน้ามนุษย์คนใดทั้งสิ้น
อัลลอฮ์ได้บัญญัติการกลับใจ (เตาบะฮ์) ในอิสลาม ซึ่งก็คือ: การกลับใจของบุคคลต่อพระผู้อภิบาลของเขาและการละทิ้งบาป อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และพวกเจ้าจงกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮ์เถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ} (ซูเราะฮ์ อันนูร : 31) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {พวกเขาไม่รู้ดอกหรือว่า อัลลอฮ์ทรงตอบรับการสำนึกผิดจากปวงบ่าวของพระองค์ และรับซะกาต และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงตอบรับการสำนึกผิด ผู้ทรงเมตตาเสมอ} (ซูเราะฮ์ อัตเตาบะฮ์ : 104) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {และพระองค์คือผู้ทรงยอมรับการสำนึกผิดจากปวงบ่าวของพระองค์และทรงอภัยโทษจาการกระทำที่ผิดทั้งหลาย และพระองค์ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้ากำลังกระทำกัน} (ซูเราะฮ์ อัชชูราอ : 25) ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "แน่นอน อัลลอฮ์ทรงดีใจกับการเตาบะฮ์ของบ่าวของพระองค์ที่เป็นผู้ศรัทธา ยิ่งกว่าผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในดินแดนที่โล่งกว้างที่อันตราย และพร้อมกับเขานั้นคือสัตว์พาหนะของเขาที่พร้อมกับอาหารเครื่องดื่มของเขา และแล้วเขาก็ได้นอนพักหลับไป พอตื่นขึ้นมาสัตว์พาหนะของเขาได้เดินจากเขาไปพร้อมกับอาหารและเครื่องดื่มของเขา ดังนั้นเขาจึงเดินหามันจนเขารู้สึกกระหาย แล้วเขากล่าวว่า “ต้องกลับไปที่เดิมที่ฉันเคยอยู่แล้วนอนที่นั้นจนกว่าฉันจะตายจากไป แล้วเขาก็นอนเพื่อรอความตาย และแล้วเขาก็ตื่นขึ้นมา ทันใดนั้นสัตว์พาหนะของเขาก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับอาหารและเครื่องดื่ม อัลลอฮ์ทรงดีใจอย่างที่สุดกับการเตาบะฮ์ของบ่าวของพระองค์ยิ่งกว่าชายคนนี้ที่ได้เจอกับสัตว์พาหนะของเขาพร้อมเสบียงของเขา" เศาะฮีห์ มุสลิม 2744
และอิสลามจะลบล้างบาปต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น และการกลับใจ (เตาบะฮ์) จะลบล้างบาปต่าง ๆ ที่มาก่อนหน้านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) "แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา หากพวกเขาหยุดจากการปฏิเสธ แน่นอนบาปในอดีตของพวกเขาก็จะได้รับการอภัยโทษอย่างแน่นอน และหากพวกเขากลับ (ไปปฏิเสธศรัทธาอีก) แน่นอนซุนนะฮ์ของอัลลอฮ์จะเกิดขึ้นกับพวกเขาโดยการทำลายล้างพวกเขาดังเช่นที่เราได้ทำกับผู้คนในสมัยก่อน} (ซูเราะฮ์ อัลอันฟาล : 38) และอัลลอฮ์ ทรงเรียกร้องชาวอัลนะศอรอ สู่การกลับตัวกลับใจ (เตาบะฮ์) อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ตรัสว่า : {พวกเขาจะไม่กลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮ์และขออภัยโทษต่อพระองค์กระนั้นหรือ? อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ} (ซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์ : 74) และอัลลอฮ์ทรงกําชับให้ผู้ที่ไม่เชื่อฟังต่อพระองค์และที่ทำบาปทุกคนได้กลับตัวกลับใจ (เตาบะฮ์) ดังนั้นพระองค์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ปวงบ่าวของข้าเอ๋ย! บรรดาผู้ละเมิดต่อตัวของพวกเขาเอง พวกท่านอย่าได้หมดหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอภัยโทษต่อความผิดทั้งหลายทั้งมวล แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ} (ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 53) และเมื่อ ท่านอัมร์ อิบนุ อัลอาศ ตัดสินใจที่จะเข้ารับอิสลาม เขารู้สึกกลัวต่อบาปต่าง ๆ ของเขาที่ได้ก่อไว้ก่อนหน้าอิสลามจะไม่ได้รับการอภัยให้ ท่านอัมร์ ได้กล่าวบรรยายถึงสถานการณ์นี้ว่า: หลังจากที่อัลลอฮ์ทรงนำอิสลามใส่เข้าในจิตใจของฉัน เขาเล่าว่า "ฉันได้ไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อทำการถวายสัตย์ปฏิญาณ แล้วท่านก็ยื่นมือมาหาฉัน ฉันกล่าวว่า: ฉันจะไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อท่าน โอ้ เราะซูลุลลอฮ์ จนกว่าท่านจะยกโทษให้ฉันสำหรับบาปก่อนหน้านี้ของฉัน เขาเล่าต่อว่า "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่ฉันว่า "โอ้ อัมร์ เจ้าไม่รู้หรือว่า การอพยพนั้นจะลบล้างบาปต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น โอ้ อัมร์ เจ้าไม่รู้หรือว่า อิสลามจะลบล้างบาปต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น" บันทึกโดยมุสลิม (121) เป็นฮะดีษที่ยาวประมานนี้ และอะห์มัด(17827) และสำนวนหะดีษเป็นของท่าน
43- ในอิสลาม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์นั้นเกิดขึ้นโดยตรง ดังนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเป็นคนกลางระหว่างท่านกับอัลลอฮ์ ดังนั้นศาสนาอิสลามจึงห้ามเรากำหนดมนุษย์ด้วยกันให้เป็นพระเจ้าหรือมีส่วนร่วมในด้านการอภิบาลปกครองหรือด้านการเป็นพระเจ้าของพระองค์
ในอิสลาม ไม่จำเป็นต้องสารภาพบาปต่อหน้ามนุษย์คนใด ดังนั้นในอิสลาม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์นั้นเกิดขึ้นโดยตรง ดังนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเป็นคนกลางระหว่างท่านกับอัลลอฮ์ ตามที่ได้ผ่านมาแล้วในประเด็นที่ (36) ว่าอัลลอฮ์ทรงเรียกร้องมนุษย์ทุกคนให้กลับตัวกลับใจและหันกลับมาหาพระองค์ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงห้ามไม่ให้ผู้คนนับถือบรรดาศาสนทูตหรือบรรดามลาอิกะฮ์เป็นสื่อกลางระหว่างพระองค์กับบ่าวของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า {และเขาจะไม่ใช้พวกเจ้าให้ยึดเอามลาอิกะฮ์และบรรดานบีเป็นพระเจ้า เขาจะใช้พวกเจ้าให้ปฏิเสธศรัทธา หลังจากที่พวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อม แล้วกระนั้นหรือ?} (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 80) ดังนั้นอิสลาม - อย่างที่เจ้าได้เห็น - ห้ามไม่ให้เรายึดเอามนุษย์เป็นพระเจ้าหรือเป็นหุ้นส่วนกับอัลลอฮ์ในการอภิบาลปกครองหรือมีส่วนในการเป็นพระเจ้าพร้อมกับพระองค์ และอัลลอฮ์ ได้ตรัสเกี่ยวกับชาวคริสเตียนว่า: {พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานักปราชญ์ของพวกเขา และบรรดาบาทหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้า อื่นจากอัลลอฮ์ และยึดเอาอัลมะซีห์บุตรของมัรยัมเป็นพระเจ้าด้วย ทั้ง ๆ ที่พวกเขามิได้ถูกใช้นอกจากเพื่อเคารพสักการะผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะ แต่เพียงองค์เดียว ซึ่งไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาให้มีภาคีขึ้น} (ซูเราะฮ์ อัตเตาบะฮ์ : 31) และพระเจ้าทรงประณามผู้ปฏิเสธศรัทธา เพราะพวกเขาได้ยึดเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นสื่อกลางระหว่างพวกเขากับพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {พึงทราบเถิด การอิบาดะฮ์โดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮ์องค์เดียว ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ์ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ} (ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 3) และอัลลอฮ์ทรงชี้แจงอย่างชัดเจนถึงกลุ่มที่บูชาสิ่งต่าง ๆ - คนเขลายุคก่อนอิสลาม - พวกเขาได้ยึดเอาสิ่งอื่นเป็นตัวกลางระหว่างพวกเขากับอัลลอฮ์ และพวกเขากล่าวว่า: แท้จริงแล้ว มันทำให้พวกเขาใกล้ชิดกับอัลลอฮ์มากขึ้น
และถ้าอัลลอฮ์ได้ห้ามผู้คนไม่ให้ยึดเอาบรรดาศาสนทูตหรือบรรดามลาอิกะฮ์เป็นสื่อกลางระหว่างพระองค์กับผู้เป็นบ่าวของพระองค์แล้ว ก็แสดงว่าสิ่งอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่สมควรห่างไกลอย่างยิ่ง เพราะบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย ล้วนเป็นผู้ที่รีบเร่งในการเข้าใกล้อัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสถึงสถานะของบรรดาศาสนทูตทั้งหลายว่า : {แท้จริงแล้วพวกเขาแข่งขันกันในการทำความดีและพวกเขาทำการวิงวอนต่อเราเสมอด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยมและความกลัวอย่างยิ่ง และพวกเขาถ่อมตัวและเชื่อฟังเราเสมอ} (ซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอ์ : 90) อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า : {บรรดาผู้ที่พวกเขาวิงวอนขอนั้น พวกเขาเองต่างก็แสวงหาหนทางสู่พระผู้อภิบาลของพวกเขาและแข่งขันกันเพื่อเข้าใกล้พระองค์และหวังในความเมตตาของพระองค์และเกรงกลัวต่อการลงโทษของพระองค์ แท้จริงการลงโทษของพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ต้องเกรงกลัว} (ซูเราะฮ์ อัลอิสรออ์ : 57) นั่นคือ บรรดาผู้ที่พวกท่านได้ทำการวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์ – ที่เป็นบรรดานบีและบรรดาผู้ที่ประกอบคุณงามความดี – พวกเขาต่างก็แสวงหาการเข้าใกล้อัลลอฮ์ ต่างก็หวังในความเมตตาของพระองค์และเกรงกลัวการลงโทษของพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจะเป็นผู้ที่ถูกวิงวอนอื่นจากอัลลอฮ์ได้อย่างไร?
44- ในตอนท้ายของข้อความนี้ เราจำได้ว่ามนุษย์เราแม้จะต่างกันในเรื่องเวลา เชื้อชาติ และประเทศ แม้กระทั้งสังคมมนุษย์ทั้งหลายนั้นมีความคิดและจุดประสงค์ที่ต่างกัน สภาพแวดล้อมและการงานที่ต่างกัน ดังนั้นมนุษย์จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยผู้นำทางที่คอยชี้นำเขา ต้องพึ่งข้อบังคับที่รวมเขาเป็นหนึ่ง และผู้ปกครองที่ปกป้องเขา และบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ได้ทำหน้าที่นี้โดยผ่านโองการจากอัลลอฮ์ - มหาบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์ – คอยชี้แนะผู้คนสู่แนวทางแห่งความดีและแนวทางที่ถูกต้อง และรวบรวมพวกเขาไว้ในกฎระเบียบของอัลลอฮ์ และตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยสัจธรรม ดังนั้น กิจการของพวกเขาจึงมั่นคงแล้วแต่การตอบสนองของพวกเขาที่มีต่อบรรดาเราะซูลเหล่านี้ และการที่ยุคของพวกเขาใกล้กับยุคแห่งสาสน์ของพระเจ้า และอัลลอฮ์ได้ปิดท้ายสาสน์ของพระองค์ด้วยสาสน์ของศาสนทูตมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พระองค์ได้ทรงกำหนดให้สาสน์นี้มีอยู่ต่อไปและกำหนดให้เป็นทางนำสำหรับผู้คน ความเมตตา แสงสว่าง และการนำทางไปสู่เส้นทางที่นำไปสู่พระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์
ในตอนท้ายของข้อความนี้ เราจำได้ว่ามนุษย์เราแม้จะต่างกันในเรื่องเวลา เชื้อชาติ และประเทศ แม้กระทั้งสังคมมนุษย์ทั้งหมดนั้นมีความคิดและจุดประสงค์ต่างกัน สภาพแวดล้อมและการงานที่ต่างกัน ดังนั้นมนุษย์จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยผู้นำทางที่คอยชี้นำเขา ต้องพึ่งกฎระเบียบที่คอยรวมเขาเป็นหนึ่ง และผู้ปกครองที่คอยปกป้องเขา และบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ได้ทำหน้าที่นี้โดยผ่านโองการจากอัลลอฮ์ - มหาบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์ – คอยชี้แนะผู้คนสู่แนวทางแห่งความดีและแนวทางที่ถูกต้อง และรวบรวมพวกเขาไว้ในกฎระเบียบของอัลลอฮ์ และตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความจริง ดังนั้น กิจการของพวกเขาจึงมั่นคง ตามการตอบสนองของพวกเขาที่มีต่อบรรดาเราะซูลเหล่านี้ และการที่ยุคของพวกเขาใกล้กับยุคแห่งสาสน์ของพระเจ้า และเมื่อความหลงผิดมากขึ้น ความเขลาปกคลุมและรูปเคารพถูกบูชา อัลลอฮ์จึงส่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มา ด้วยทางนำและศาสนาที่สัจจริง เพื่อให้บรรดามนุษย์ออกจากบรรดาความมืดมลจากการปฏิเสธศรัทธา ความโง่เขลาและการเคารพบูชารูปปั้น ไปสู่การศรัทธาและทางนำ
45- ดังนั้น ฉันขอเชิญชวนเจ้า โอ้ มนุษย์เอ๋ย สู่การยืนหยัดเพื่ออัลลอฮ์อย่างจริงใจ ปราศจากการเลียนแบบและทำตามประเพณี และจงรู้ไว้เถิดว่าหลังจากการตายของเจ้า เจ้าจะกลับไปหาพระผู้อภิบาลของเจ้า และจงมองไปยังตัวของเจ้าเองและยังฟากฟ้าที่อยู่รอบตัวของเจ้า ดังนั้นจงยอมรับอิสลามและจงมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และหากเจ้าต้องการเข้ารับอิสลาม ดังนั้นไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องทำนอกจากการกล่าวคำปฏิญาณว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์" และจงปฏิเสธทุกสิ่งที่เป็นสิ่งบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ และเราศรัทธาว่าอัลลอฮ์จะทำให้มีการฟื้นคืนชีพผู้ที่อยู่ในหลุมฝังศพ และการชำระบัญชีและการตอบแทนนั้นเป็นความจริง หากเจ้าได้กล่าวคำปฏิญาณนี้แล้ว แสดงว่าเจ้าได้กลายเป็นมุสลิมแล้ว หลังจากนั้นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเจ้าคือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ ทั้งการละหมาด ซะกาต การถือศีลอด และการทำหัจญ์หากเจ้ามีความสามารถ
ดังนั้น ฉันขอเรียกร้องให้เจ้ายืนขึ้นเพื่ออัลลอฮ์อย่างซื่อสัตย์ ปราศจากการเลียนแบบและเป็นปกตินิสัย ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงเรียกร้องเจ้าในพระดำรัสของพระองค์ว่า : {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “ฉันขอเตือนพวกท่านเพียงข้อเดียวว่า พวกท่านจงยืนขึ้นเพื่ออัลลอฮ์ (ครั้งละ) สองคนและคนเดียว แล้วจงไตร่ตรองดู (ก็จะประจักษ์ว่า) สหายของพวกท่านนั้นมิได้เป็นบ้า แต่เขาเป็นเพียงผู้ตักเตือนพวกท่านถึงการเผชิญหน้ากับการลงโทษอย่างสาหัสเท่านั้น”} (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ :46) และเจ้ารู้ว่าหลังจากความตายของเจ้านั้น จะกลับไปหาพระเจ้าของเจ้า อัลลอฮ์ ตะอาลาตรัสว่า : {และมนุษย์จะไม่ได้อะไรเลย นอกจากสิ่งที่เขาได้ขวนขวายเอาไว้(39) และแท้จริงการขวนขวายของเขาก็จะได้เห็นในไม่ช้า(40) แล้วเจ้าก็จะได้รับการตอบแทนด้วยการตอบแทนที่ครบถ้วนสมบูรณ์(41) และแท้จริงจุดหมายปลายทาง (ของเขา) ย่อมไปสู่พระเจ้าของเจ้า(42) } (ซูเราะฮ์ อัน-นัจญ์มุ : 39-42) และเจ้ามองในตัวของเจ้าเอง และขอบฟ้ารอบ ๆ ตัวเจ้า อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และพวกเขามิได้มองดูในอำนาจทั้งหลายแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงบังเกิดขึ้นดอกหรือ ? และแท้จริงอาจเป็นไปได้ว่า กำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเขานั้นได้ใกล้มาแล้ว แล้วก็ถ้อยคำใดเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากันหลังจากอัลกุรอาน} (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 185)
ดังนั้นหากเจ้าเข้ารับอิสลามแล้ว เจ้าจะมีสุขกับการใช้ชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า หากเจ้าต้องการเข้ารับอิสลาม ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องทำนอกจากการกล่าวคำปฏิญาณว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์" เมื่อครั้นที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ส่งท่านมุอาซ ไปยังเยเมน ส่วนหนึ่งที่ท่านได้กล่าวไว้แก่มุอาซคือ : "แท้จริงเจ้าจะต้องเจอกับกลู่มชนที่เป็นชาวคัมภีร์ ดังนั้นจงเรียกร้องพวกเขาสู่การปฏิญานว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และฉันคือศาสนทูตของอัลลอฮ์" หากพวกเขาเชื่อฟังเจ้าแล้ว ก็จงบอกให้พวกเขารับทราบว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงบัญญัติเหนือพวกเขาซึ่งการละหมาดห้าเวลาในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ดังนั้นหากพวกเขาเชื่อฟังเจ้าแล้ว ก็จงบอกให้พวกเขาทราบว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงบัญญัติการจ่ายซะกาตเหนือพวกเขาทั้งหลายจากทรัพย์สินของพวกเขาที่เก็บมาจากคนรวยในหมู่พวกเขาและส่งมอบให้แก่คนจนในหมู่พวกเขาและหากพวกเขาเชื่อฟังเจ้าแล้ว ดังนั้นจงระวังทรัพย์สินที่มีเกียรติจากทรัพย์สมบัติของพวกเขา" เศาะฮีห์ มุสลิม 19 และจงปฏิเสธทุกสิ่งที่เป็นสิ่งบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ และการปฏิเสธจากทุกสิ่งที่เป็นสิ่งบูชานอกเหนือจากพระเจ้านั้น คือศาสนาที่บริสุทธิ์ ของนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: {แน่นอนได้มีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้วใน (ตัว) อิบรอฮีม และบรรดา (มุอ์มิน) ผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เมื่อพวกเขากล่าวแก่หมู่ชนของพวกเขาว่า แท้จริงพวกเราขอปลีกตัวจากพวกท่านและสิ่งที่พวกท่านเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ เราขอปฏิเสธศรัทธาต่อ (ศาสนาของ) พวกท่าน และการเป็นศัตรูและการเกลียดชังระหว่างพวกเรากับพวกท่านได้ปรากฎขึ้นแล้ว (และจะคงอยู่) ตลอดไปจนกว่าพวกท่านจะศรัทธาต่ออัลลอฮ์องค์เดียว } (ซูเราะฮ์ อัล-มุมตะหินะฮ์ : 4) และเจ้าเชื่อว่าอัลลอฮ์จะทรงให้ผู้ที่อยู่ในสุสานฟื้นคืนชีพขึ้นมา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {นั่นก็เพราะว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นพระองค์คือผู้ทรงสัจจะ และแท้จริงพระองค์ทรงให้ผู้ตายมีชีวิตขึ้น และแท้จริงพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง (6) และแท้จริงวันอวสานจะมาถึงอย่างแน่นอน ปราศจากข้อสงสัยในมัน และแท้จริงอัลลอฮ์จะทรงให้ผู้ที่อยู่ในสุสานฟื้นคืนชีพขึ้นมา (7) } (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 6-7) และการคิดบัญชีและการตอบแทนนั้นเป็นความจริง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : {และอัลลอฮ์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินด้วยความเที่ยงธรรม และเพื่อทุก ๆ ชีวิต (ทุกคน) จะได้รับการตอบแทนตามที่ได้ขวนขวยเอาไว้ และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแต่อย่างใด } (ซูเราะฮ์ อัล-ญาษิยะฮฺ :22)
ดังนั้นเมื่อเจ้าได้กล่าวคำปฏิญาณนี้แล้ว แสดงว่าเจ้าได้กลายเป็นมุสลิมแล้ว หลังจากนั้นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเจ้าคือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ตามสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ ทั้งการละหมาด ซะกาต การถือศีลอด และการทำหัจญ์หากเจ้ามีความสามารถ และอื่น ๆ
ฉบับประจำวันที่ 19-11-1441
เขียนโดย ศ. ดร. มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ อัสสุหัยม์
อดีตอาจารย์อะกีดะฮ์ สาขาอิสลามศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยคิงซาอูด
ริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย
Related books
All books
สาส์นฉบับย่อเกี่ยวกับอิสลามตามที่ปรากฏในอัลกุรอานและซุนนะฮ์นบี59 ภาษาสาส์นฉบับย่อเกี่ยวกับอิสลามตามที่ปรากฏในอัลกุรอานและซุนนะฮ์นบี
ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ อิสลาม (ฉบับปราศจากหลักฐานต่าง ๆ)[1] [1] หนังสือเล่มนี้มีอีกฉบับหนึ่งซึ่งพร้อมด้วยหลักฐานต่าง ๆ จากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบีสำหรับทุกประเด็นในนั้น โดยสามารถเข้าไปดูได้ผ่านทางลิงก์ https://islamhouse.com/ar/books/2830071 เป็นสาส์นสำคัญที่ประกอบไปด้วยการแนะนําอิสลามโดยสังเขป ซึ่งระบุถึงรากฐาน คำสอน และจริยธรรมอันงดงามที่สำคัญ โดยอ้างอิงจากแหล่งที่มาดั้งเดิมอันได้แก่ อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี และสาส์นนี้มุ่งเผยแผ่สู่บรรดามุกัลลัฟ (ผู้ถึงเกณฑ์การบังคับ) ทั้งที่เป็นมุสลิมและศาสนิกอื่น ในภาษาของพวกเขาเอง ทุกที่และทุกเวลา…
จดหมายสั้นถึงผู้ปฏิเสธพระเจ้า31 ภาษาจดหมายสั้นถึงผู้ปฏิเสธพระเจ้า
จดหมายสั้นถึงผู้ปฏิเสธพระเจ้า เป็นสื่อสารกับสติปัญญาว่า ความละเอียดและระเบียบของจักรวาลนั้นปฏิเสธความบังเอิญ และบ่งบอกถึงการมีอยู่ของผู้สร้างที่เปี่ยมด้วยความปรีชาญาณ เป็นไปได้หรือที่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า? ขอให้คุณเปิดใจเพื่อการคิดใคร่ครวญและไตร่ตรอง และค้นหาความจริง เพราะคุณอาจพบแสงสว่างที่นำทางคุณอยู่ในนั้น
บทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม47 ภาษาบทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม
หนังสือเล่มนี้อธิบายหลักการศรัทธาซึ่งประกอบด้วยการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ ต่อวันอาคิเราะฮ์ และต่อกฎสภาวะ อีกทั้งยังนำเสนอหลักการพื้นฐานที่มุสลิมจำเป็นต้องยึดมั่นและปฏิบัติตาม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์กับอัลลอฮ์ผ่านความเข้าใจหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้ง
อิสลาม เป็นศาสนาแห่งบรรดาศาสนทูตของพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์85 ภาษาอิสลาม เป็นศาสนาแห่งบรรดาศาสนทูตของพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์
อิสลาม คือ การยอมจำนนต่อพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ ผู้สร้างและผู้ปกครองจักรวาล การจำนนต่อพระองค์ด้วยความรักและการให้ความยิ่งใหญ่แด่พระองค์ แก่นแท้ของศาสนาอิสลามคือ ความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างที่แท้จริง และทุกสิ่งนอกเหนือจากพระองค์แล้วคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์ทั้งสิ้น และพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะโดยไม่มีคู่เคียงอันเป็นภาคีใดๆ ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์ทรงมีบรรดาพระนามที่งดงามที่สุด และมีบรรดาคุณลักษณะอันสูงส่งที่สุด พระองค์ทรงมีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ตำหนิใดๆ…