الإسلام - نبذة موجزة عن الإسلام (مجردة من الأدلة)
ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ อิสลาม สาส์นฉบับย่อเกี่ยวกับอิสลามตามที่ปรากฏในอัลกุรอานและซุนนะฮ์นบี (ฉบับปราศจากหลักฐานต่าง ๆ)[1] [1] หนังสือเล่มนี้มีอีกฉบับหนึ่งซึ่งพร้อมด้วยหลักฐานต่าง ๆ จากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบีสำหรับทุกประเด็นในนั้น โดยสามารถเข้าไปดูได้ผ่านทางลิงก์ https://islamhouse.com/ar/books/2830071 เป็นสาส์นสำคัญที่ประกอบไปด้วยการแนะนําอิสลามโดยสังเขป ซึ่งระบุถึงรากฐาน คำสอน และจริยธรรมอันงดงามที่สำคัญ โดยอ้างอิงจากแหล่งที่มาดั้งเดิมอันได้แก่ อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี และสาส์นนี้มุ่งเผยแผ่สู่บรรดามุกัลลัฟ (ผู้ถึงเกณฑ์การบังคับ)…
This PDF is generated automatically from the book's text; its layout may differ from the printed edition.
ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
อิสลาม
สาส์นฉบับย่อเกี่ยวกับอิสลามตามที่ปรากฏในอัลกุรอานและซุนนะฮ์นบี
(ฉบับปราศจากหลักฐานต่าง ๆ)[1] [1] หนังสือเล่มนี้มีอีกฉบับหนึ่งซึ่งพร้อมด้วยหลักฐานต่าง ๆ จากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบีสำหรับทุกประเด็นในนั้น โดยสามารถเข้าไปดูได้ผ่านทางลิงก์ https://islamhouse.com/ar/books/2830071
เป็นสาส์นสำคัญที่ประกอบไปด้วยการแนะนําอิสลามโดยสังเขป ซึ่งระบุถึงรากฐาน คำสอน และจริยธรรมอันงดงามที่สำคัญ โดยอ้างอิงจากแหล่งที่มาดั้งเดิมอันได้แก่ อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี และสาส์นนี้มุ่งเผยแผ่สู่บรรดามุกัลลัฟ (ผู้ถึงเกณฑ์การบังคับ) ทั้งที่เป็นมุสลิมและศาสนิกอื่น ในภาษาของพวกเขาเอง ทุกที่และทุกเวลา โดยคำนึงถึงความแตกต่างของสภาพการณ์และสถานะของแต่ละบุคคล
1. อิสลามคือสาส์นของอัลลอฮ์ที่ส่งไปยังมนุษย์ทั้งมวล เป็นสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าที่นิรันดร์
2. อิสลามไม่ใช่ศาสนาที่เจาะจงเฉพาะเพศใดเพศหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นศาสนาของอัลลอฮ์สำหรับมนุษย์ทุกคน
3. อิสลามคือสาส์นของพระผู้เป็นเจ้า ที่มาเพื่อเติมเต็มสาส์นของบรรดานบีและบรรดาเราะซูลไปยังประชาชาติของพวกเขาก่อนหน้านี้
4. บรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม นั้น นับถือศาสนาเดียวกัน แต่บทบัญญัติของพวกเขาแตกต่างกัน
5. ศาสนาอิสลามเรียกร้องเชิญชวน เหมือนกับที่บรรดานบีทั้งหมดได้เรียกร้องเชิญชวน เช่น นูห์ อิบรอฮีม มูซา สุลัยมาน ดาวูด และอีซา อะลัยฮิมุสสลาม ให้ศรัทธาว่าผู้ที่เป็นพระเจ้านั้นคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงมอบปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงให้เป็น ผู้ทรงให้ตาย ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งอำนาจทั้งปวง และพระองค์ผู้ทรงบริหารกิจการ และพระองค์เป็นผู้ทรงเอ็นดูและเมตตาเสมอ
6. อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงเป็นพระผู้สร้าง และทรงเป็นผู้เดียวที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี โดยจะต้องไม่มีผู้ใดถูกเคารพภักดีร่วมกับพระองค์
7. อัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ทั้งที่เราสามารถมองเห็นมันและไม่สามารถมองเห็นมัน และสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากพระองค์แล้ว คือสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินภายในเวลาหกวัน
8. และอัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ไม่มีหุ้นส่วนร่วมในอำนาจ การสร้าง การบริหารจัดการ หรือการเคารพสักการะต่อพระองค์
9. และอัลลอฮ์ สุบหานะฮุ ตะวะอาลา ไม่ประสูติ และไม่ถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์
10. และอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงไม่สถิตอยู่ในสิ่งใด และทรงไม่แบ่งภาคลงมาปรากฏกายในสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น
11. อัลลอฮ์ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ผู้ทรงเอ็นดูและทรงเมตตาต่อบ่าวของพระองค์เสมอ ดังนั้นพระองค์จึงส่งบรรดาเราะซูล และประทานคัมภีร์ต่าง ๆ ลงมา
12. อัลลอฮ์คือพระเจ้าผู้ทรงเมตตา พระองค์เท่านั้นที่จะพิพากษาสิ่งมีชีวิตในวันฟื้นคืนชีพ เมื่อพระองค์ทรงให้พวกเขาทั้งหมดฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพของพวกเขา และพระองค์จะทรงตอบแทนแต่ละคนตามสิ่งที่เขากระทำ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ผู้ใดทำความดีและเป็นผู้ศรัทธา เขาก็จะได้รับความสุขชั่วนิรันดร์ และผู้ใดที่ปฏิเสธศรัทธาและทำความชั่ว เขาจะได้รับการลงโทษอย่างใหญ่หลวงในวันอาคิเราะฮ์
13. อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างอาดัมจากดินและทรงให้ลูกหลานของเขาแพร่พันธุ์สืบต่อกันมา ดังนั้นมนุษย์ทั้งหมดโดยพื้นฐานแล้วเท่าเทียมกัน ไม่มีความประเสริฐของเชื้อชาติหนึ่งเหนืออีกเชื้อชาติหนึ่ง และไม่มีชนกลุ่มใดเหนืออีกกลุ่มหนึ่ง นอกจากด้วยความยำเกรงเท่านั้น
14. มนุษย์ทุกคนล้วนถือกำเนิดมาพร้อมกับความบริสุทธิ์ดั้งเดิมตามธรรมชาติ
15. และไม่มีผู้ใดในหมู่มนุษย์ที่เกิดมาแล้วผิด หรือเกิดมาเพื่อเป็นการสืบทอดความผิดของผู้อื่น
16. จุดประสงค์ของการสร้างมนุษย์คือ การเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
17. อิสลามได้ให้เกียรติแก่มนุษย์ ทั้งชายและหญิง และให้การคุ้มครองสิทธิของพวกเขาอย่างครบถ้วน อีกทั้งยังกำหนดให้มนุษย์ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ การกระทำ และพฤติกรรมของตนเองทั้งหมด โดยบุคคลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเองหรือผู้อื่น
18. และพระองค์ทรงกำหนดให้ชายและหญิงมีความเท่าเทียมกัน ในด้านความรับผิดชอบ การรับผลกรรม และการได้รับรางวัลตอบแทน
19. อิสลามได้ให้เกียรติแก่สตรี และถือว่าสตรีนั้นคือพี่น้องผู้มีความเท่าเทียมกับบุรุษ โดยอิสลามได้กำหนดให้ผู้ชายมีหน้าที่ต้องดูแลค่าใช้จ่าย (นะฟะเกาะฮ์) แก่สตรีหากเขามีความสามารถ โดยกำหนดให้บิดามีหน้าที่ต้องดูแลค่าใช้จ่ายของบุตรสาว บุตรชาย (เมื่อเขาบรรลุนิติภาวะและมีความสามารถ) มีหน้าที่ต้องดูแลค่าใช้จ่ายของมารดา และสามีมีหน้าที่ต้องดูแลค่าใช้จ่ายของภรรยา
20. และความตายนั้นไม่ใช่การสูญเสียอย่างถาวร แต่มันคือการเปลี่ยนจากสถานที่แห่งการปฏิบัติสู่สถานที่แห่งการตอบแทน และความตายนั้นเกิดขึ้นทั้งร่างกายและวิญญาณ และการตายของวิญญาณคือการแยกตัวของมันออกจากร่างกาย แล้วมันจะกลับหาร่างกายอีกครั้งหลังจากฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ และวิญญาณจะไม่ย้ายออกไปสู่อีกร่างหนึ่งหลังจากที่ได้ตายไปแล้ว และจะไม่ไปเข้าสิงในร่างของคนอื่น
21.อิสลามเรียกร้องสู่การศรัทธาในรากฐานแห่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่ อันได้แก่ การศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเหล่ามลาอิกะฮ์ของพระองค์ การศรัทธาต่อคัมภีร์แห่งพระผู้เป็นเจ้า อาทิ คัมภีร์เตารอต คัมภีร์อินญีล และคัมภีร์ซะบูร (ก่อนที่จะมีการบิดเบือน) และคัมภีร์อัลกุรอาน การศรัทธาต่อบรรดานบีและศาสนทูตทุกท่าน รวมถึงศรัทธาต่อท่านนบีมูฮัมหมัดในฐานะศาสทูตท่านสุดท้าย การศรัทธาต่อวันปรโลก (วันสิ้นโลก) ซึ่งเราตระหนักดีว่าหากชีวิตในโลกนี้คือจุดสิ้นสุด การมีอยู่ของชีวิตย่อมเป็นเรื่องที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง และประการสุดท้ายคือการศรัทธาต่อสภาวการณ์ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ (กอฎออ์และกอดัร)
22. และบรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม นั้นได้รับการปกป้องจากข้อผิดพลาดในสิ่งที่พวกเขาเผยแพร่ที่มาจากอัลลอฮ์ และพวกเขาได้รับการปกป้องจากข้อผิดพลาดจากทุกสิ่งที่ขัดแย้งกับสติปัญญาหรือสิ่งที่ไม่เข้ากับศีลธรรมอันดีงาม และบรรดานบีคือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ถ่ายทอดคำสั่งของอัลลอฮ์แก่บรรดาบ่าวของพระองค์ และสำหรับบรรดานบีไม่มีสิ่งใดที่เป็นคุณลักษณะแห่งความเป็นพระผู้อภิบาลหรือความเป็นพระเจ้า แต่พวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนมนุษย์คนอื่น ๆ ซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประทานวะห์ยูแก่พวกเขาพร้อมกับสาส์นของพระองค์
23. และศาสนาอิสลามได้เรียกร้องสู่การเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว ผ่านหลักอิบาดะฮ์อันยิ่งใหญ่ ดังนี้ หนึ่ง : การละหมาด คือ การยืน รุกูอ์ สุญูด การซิกรุลลอฮ์ การสรรเสริญต่อพระองค์ และการขอดุอาอ์ต่อพระองค์ ซึ่งมุสลิมจะทำการละหมาดวันละห้าครั้งต่อวัน และการละหมาดได้สลายความแตกต่าง เช่น คนรวยกับคนจน ผู้นำกับผู้ตาม ต่างก็อยู่ในแถวเดียวกัน สอง : การจ่ายซะกาต คือการจ่ายทรัพย์สินในส่วนที่เล็กน้อย ตามเงื่อนไขและจำนวนที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น (วาญิบ) ที่คนรวยต้องจ่ายให้แก่คนจนและคนอื่นๆ หนึ่งครั้งต่อปี สาม : การถือศีลอด คือการละเว้นจากสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดนั้นเสียในระหว่างวันในเดือนรอมฎอน เป็นการขัดเกลาจิตใจและฝึกความอดทน สี่ : การทำหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์ เมืองมักกะฮ์ สักครั้งหนึ่งในชีวิต หากมีความสามารถ และการทำหัจญ์นั้น คือการที่ทุกคนมุ่งสู่การทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์อย่างแน่วแน่ โดยปราศจากการแบ่งชนชั้นวรรณะ โดยที่ทุกคนเท่าเทียมกันหมด
24. และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการประกอบศาสนกิจในอิสลามคือ รูปแบบ เวลา และเงื่อนไขต่าง ๆ ของมันนั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดมา และเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นผู้ถ่ายทอด และไม่มีสิ่งใด ๆ ที่มาจากมนุษย์ มาเพิ่มเติมหรือลด จนถึงวันกิยามะฮ์ และอิบาดะฮ์ที่เป็นหลักทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่บรรดานบี อะลัยฮิมุสสลาม ต่างก็ทำการเรียกร้องสู่การทำอิบาดะฮ์เหล่านั้น
25. ศาสนทูตของศาสนาอิสลามคือ มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ สืบเชื้อสายจากลูกหลานของอิสมาอีล บินอิบรอฮีม ท่านเกิดที่นครมักกะฮ์ในปี ค.ศ. 571 ได้รับการแต่งตั้งเป็นนบีที่นั่น และได้อพยพไปยังนครมะดีนะฮ์ และท่านไม่เคยมีส่วนเข้าร่วมกับกลุ่มชนของเขาในเรื่องการบูชาต่าง ๆ แต่ท่านจะเข้าร่วมกับการงานที่มีศีลธรรมที่ดีงาม และท่านเป็นผู้ที่มีมารยาทที่ดีงามก่อนที่ท่านจะมาเป็นนบีเสียอีก กลุ่มชนของท่านได้ให้สมญานามแก่ท่านว่า อัลอามีน (ผู้ซื่อสัตย์) และเมื่อท่านมีอายุครบสี่สิบปี อัลลอฮ์ก็ทรงประทานความช่วยเหลือแก่ท่านด้วยปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่ และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออัลกุรอาน ซึ่งเป็นมุอ์ญิซาต (ปาฏิหาริย์) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาเราะซูลทั้งหลาย ที่ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเมื่อท่านได้ทำการเผยแพร่ศาสนาได้ครบสมบูรณ์แล้ว ท่านก็เสียชีวิตขณะที่ท่านมีอายุ 63 ปี ศพของท่านถูกฝังอยู่ที่เมืองมะดีนะฮ์ และท่านเราะซูลมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นนบีและเราะซูลคนสุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ส่งมายังมนุษย์ด้วยการนำทางนำและศาสนาที่เที่ยงธรรมมา เพื่อนำมวลมนุษย์ออกจากความมืดมิดแห่งการปฏิเสธและการบูชาสิ่งต่าง ๆ และความเขลาอวิชาสู่แสงสว่างแห่งเตาฮีดและการศรัทธา และอัลลอฮ์ทรงเป็นพยานว่า ท่านถูกส่งมาเพื่อเป็นผู้เผยแพร่เรียกร้องสู่พระองค์ด้วยการอนุมัติจากพระองค์
26.และบทบัญญัติแห่งอิสลามที่นำมาโดยศาสนทูตมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือบทสรุปสุดท้ายของสาส์นและบทบัญญัติแห่งพระผู้เป็นเจ้า เป็นบทบัญญัติที่สมบูรณ์พร้อม ซึ่งสร้างความดีงามให้แก่ทั้งในด้านศาสนาและการดำเนินชีวิตในโลกนี้ของมนุษยชาติ โดยหน้าที่หลักคือการปกป้องรักษา: ศาสนา ชีวิต ทรัพย์สิน สติปัญญา และวงศ์วานของพวกเขา อีกทั้งบทบัญญัตินี้ยังมาเพื่อยกเลิกบทบัญญัติก่อนหน้าทั้งหมด เฉกเช่นที่บทบัญญัติในอดีตเคยถูกกำหนดมายกเลิกซึ่งกันและกัน
27. อัลลอฮ์ สุบฮานะฮู วะตะอาลา ไม่ยอมรับศาสนาอื่นใดนอกจากอิสลามเท่านั้น ซึ่งเป็นศาสนาที่ศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นำมา และใครก็ตามที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลาม ศาสนานั้นจะไม่ถูกตอบรับจากเขา
28. คัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรติเป็นคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมาแก่ท่านเราะซูล มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเป็นพระวจนะของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก อัลลอฮ์ทรงท้าทายมนุษย์และญินให้นำมาซึ่งสิ่งที่เหมือนกับอัลกุรอาน หรือเหมือนกับซูเราะฮ์เดียวในอัลกุรอาน และการท้าทายนี้ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ คัมภีร์อัลกุรอานตอบคำถามสำคัญมากมายที่ทำให้ผู้คนนับล้านงงงวย และอัลกุรอานอันยิ่งใหญ่ได้รับการปกปักรักษาจนถึงทุกวันนี้ด้วยภาษาอาหรับซึ่งเป็นภาษาที่ถูกประทานลงมา ซึ่งไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่ตัวอักษรเดียว ถูกตีพิมพ์และมีการกระจายอย่างแพร่หลาย เป็นคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ที่ควรค่าแก่การอ่าน หรือศึกษาคำแปลความหมายของมัน เช่นเดียวกับซุนนะฮ์ (แบบฉบับ) คำสอน และชีวประวัติของท่านเราะซูล มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับการเก็บรักษาและถ่ายทอดตามสายรายงานที่เชื่อถือได้ ถูกตีพิมพ์ด้วยภาษาอาหรับที่ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ใช้พูดกัน และได้มีการแปลเป็นหลายภาษา คัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นแหล่งอ้างอิงหนึ่งเดียวของบัญญัติต่าง ๆ และกฎหมายของอิสลาม ดังนั้น อิสลามจึงไม่ได้ถูกตัดสินจากพฤติกรรมของบุคคลที่แอบอ้าง แต่นำมาจากวะห์ยูแห่งพระผู้เป็นเจ้า นั่นคือ: อัลกุรอานอันยิ่งใหญ่และซุนนะฮ์ของท่านนบี
29. และศาสนาอิสลามได้ใช้ให้มีการทำความดีต่อบิดามารดาแม้ว่าท่านทั้งสองไม่ได้เป็นมุสลิมก็ตาม พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูและมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกๆ
30. ศาสนาอิสลามได้ใช้ให้มีความยุติธรรม ทั้งในด้านการพูดและการกระทำ แม้กับศัตรู
31. ศาสนาอิสลามสั่งกำชับให้กระทำดีต่อสรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งมวล และเรียกร้องสู่จริยธรรมอันสูงส่งตลอดจนการปฏิบัติแต่ความดีงาม
32. ศาสนาอิสลามสั่งใช้ในเรื่องศีลธรรมอันควรแก่การยกย่อง เช่น ความซื่อสัตย์ การทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างซื่อสัตย์ การรักษาความบริสุทธิ์ของอวัยวะเพศ ความละอาย (ความสุภาพเรียบร้อย) ความกล้าหาญ การสละทรัพย์ ความใจกว้าง การช่วยเหลือผู้ยากไร้ การบรรเทาทุกข์แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก การหยิบยื่นอาหารแก่ผู้หิวโหย การเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน การสานสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ และการมีความเมตตาต่อสัตว์ เป็นต้น
33. อิสลามอนุญาตให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ และกำชับให้รักษาความสะอาดของหัวใจ ร่างกาย และบ้านเรือน ดังนั้น จึงอนุญาตให้มีการแต่งงานตามที่บรรดาศาสนทูต อะลัยฮิมุสสลาม ได้สั่งไว้ เพราะพวกเขาจะสั่งใช้ในเรื่องความดีทุกอย่าง
34. อิสลามได้ห้ามรากฐานของสิ่งต้องห้ามทั้งหลาย อาทิ การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์และการปฏิเสธศรัทธา การกราบไหว้รูปเคารพ การกล่าวอ้างเกี่ยวกับอัลลอฮ์โดยปราศจากความรู้ การฆ่าบุตร การฆ่าชีวิตที่ได้รับการคุ้มครอง การสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน การทำคุณไสยเวทมนตร์ ความลามกอนาจารทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น การผิดประเวณี (ซินา) และการรักร่วมเพศ (ที่ผิดบทบัญญัติ) นอกจากนี้ยังห้ามการกินดอกเบี้ย ห้ามรับประทานซากสัตว์ สัตว์ที่ถูกเชือดเพื่อสังเวยรูปเคารพ ห้ามรับประทานเนื้อสุกร และบรรดาสิ่งสกปรกโสโครกทั้งมวล อีกทั้งยังห้ามการยักยอกทรัพย์สินของเด็กกำพร้า การโกงตาชั่งและน้ำหนัก และห้ามการตัดสัมพันธ์เครือญาติ ซึ่งบรรดาศาสดา (นบี) ทุกท่านต่างมีความเห็นพ้องต้องกันในการห้ามสิ่งมิต้องประสงค์เหล่านี้
35. อิสลามห้ามเรื่องมารยาทที่น่ารังเกียจ เช่น การโกหก การโกง การบิดพริ้ว การทรยศหักหลัง การหลอกลวง ความอิจฉา การใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง การขโมย การล่วงละเมิด และความอยุติธรรม และห้ามทุกสิ่งที่เป็นมารยาทที่ไม่ดีต่าง ๆ
36. ศาสนาอิสลามห้ามการทำธุรกรรมทางการเงินที่มีเรื่องของดอกเบี้ย การสร้างความเสียหาย ความไม่ชัดเจนหรือความเสี่ยงที่เกินขอบเขต การอธรรม หรือการคดโกง รวมถึงธุรกรรมที่นำไปสู่หายนะและส่งผลเสียต่อส่วนรวม ทั้งในระดับสังคม ประชาชาติ และตัวบุคคล
37. ศาสนาอิสลามได้มาเพื่อปกป้องสติปัญญา และได้ห้ามทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อมัน เช่น การกินเหล้า และอิสลามได้ให้เกียรติสถานะของสติปัญญา และได้ถือเป็นหลักแห่งการบัญญัติและปลดปล่อยมันให้หลุดจากความงมงายและการบูชาสิ่งต่างๆ และไม่มีความลับในอิสลามหรือบทบัญญัติเฉพาะกลุ่ม บทบัญญัติของศาสนาอิสลาม กฎหมายต่าง ๆ ของมัน สอดคล้องกับสติปัญญาที่บริสุทธิ์ และเป็นไปตามข้อกำหนดของความยุติธรรมและวิทยปัญญา
38. และบรรดาศาสนาเท็จทั้งหลายหากผู้ที่นับถือศาสนาเหล่านั้นไม่เข้าใจถึงความย้อนแย้งในตัวของศาสนาและเรื่องที่สติปัญญารับไม่ได้ ซึ่งบรรดาบาทหลวงได้สร้างความเชื่อที่ผิด ๆ โดยอ้างว่า ศาสนาเป็นเรื่องเหนือสติปัญญา ซึ่งสติปัญญาไม่สามารถเข้าถึงได้ ในขณะที่อิสลามถือว่าศาสนาเป็นแสงสว่างที่ส่องทางสำหรับสติปัญญา ส่วนผู้ติดตามบรรดาศาสนาเท็จเหล่านั้นต้องการให้ผู้คนละทิ้งความคิดของเขาและปฏิบัติตามพวกเขา ส่วนศาสนาอิสลามนั้นต้องการให้ผู้คนได้ปลุกสติปัญญาของเขาให้ตื่น เพื่อพวกเขาจะได้ทราบข้อเท็จจริงของสิ่งต่าง ๆ ตามความจริงที่เป็นอยู่
39.ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญและยกย่องความรู้อันเที่ยงตรง อีกทั้งยังสนับสนุนการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากอคติส่วนตน โดยเรียกร้องให้มนุษย์หมั่นพิจารณาและไตร่ตรองถึงตัวตนของตนเองและสรรพสิ่งรอบตัวในจักรวาล และข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องนั้นย่อมไม่มีวันขัดแย้งกับหลักการของอิสลาม
40. และอัลลอฮ์จะไม่ยอมรับการงานและจะไม่ให้ผลตอบแทนใด ๆ ในวันอาคิเราะฮ์ เว้นแต่จากบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เชื่อฟังพระองค์และเชื่อฟังบรรดาเราะซูลของพระองค์ อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม และอัลลอฮ์จะไม่ยอมรับการเคารพสักการะ เว้นแต่สิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้เท่านั้น ดังนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร คน ๆ หนึ่งปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แล้วหวังการตอบแทนจากพระองค์? และพระองค์จะไม่ยอมรับการศรัทธาของผู้ใดนอกจากเมื่อเขาได้ศรัทธาต่อบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ทั้งหมด และศรัทธาต่อการเป็นเราะซูลของนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
41.แท้จริงแล้ว เป้าหมายของทุกสาส์นจากฟากฟ้า (บทบัญญัติแห่งพระผู้เป็นเจ้า) คือการที่ศาสนาอันเที่ยงธรรมจะขัดเกลามนุษย์ให้สูงส่งขึ้น เพื่อให้เขาได้เป็นบ่าวผู้ภักดีต่ออัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลกอย่างแท้จริง และปลดปล่อยเขาจากการเป็นทาสของมนุษย์ด้วยกัน หรือการเป็นทาสของวัตถุ และความงมงายทั้งหลาย ดังที่คุณจะเห็นได้ว่า อิสลามไม่ให้สักการะต่อตัวบุคคลหรือยกย่องใครจนเกินฐานะที่แท้จริง และไม่ทำให้ผู้ใดกลายเป็นพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาเทียบเคียงกับพระองค์
42. อัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติ การกลับเนื้อกลับตัว (เตาบะฮ์) ไว้ในอิสลาม ซึ่งหมายถึงการที่มนุษย์หันกลับเข้าหาพระผู้เป็นเจ้าของตนและละทิ้งบาปความผิดนั้นๆ โดยอิสลามจะลบล้างบาปความผิดที่เคยกระทำมาก่อนหน้า และการกลับเนื้อกลับตัวอย่างจริงใจย่อมลบล้างความผิดที่ผ่านมาทั้งหมด ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องสารภาพบาปต่อหน้าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
43. ในอิสลาม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์นั้นเกิดขึ้นโดยตรง ดังนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเป็นคนกลางระหว่างท่านกับอัลลอฮ์ ดังนั้นศาสนาอิสลามจึงห้ามเรากำหนดมนุษย์ด้วยกันให้เป็นพระเจ้าหรือมีส่วนร่วมในด้านการอภิบาลปกครองหรือด้านการเป็นพระเจ้าของพระองค์
44. ในตอนท้ายของสาส์นฉบับนี้ เราพึงระลึกว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะต่างยุคสมัย ต่างเชื้อชาติ หรือต่างถิ่นฐาน ตลอดจนสังคมมนุษย์ทั้งมวล ล้วนมีความคิดและเป้าหมายที่แตกต่างกัน มีสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตที่หลากหลาย ดังนั้น มนุษย์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อ 'ผู้นำทาง' ที่คอยชี้แนะ ต่อ 'ระเบียบ' ที่หลอมรวมผู้คนเข้าด้วยกัน และต่อ 'ผู้ปกครอง' ที่คอยคุ้มครองพวกเขา ซึ่งบรรดาศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม ได้ทำหน้าที่เหล่านั้นตามโองการจากอัลลอฮ์ โดยพวกท่านได้นำพาผู้คนไปสู่หนทางแห่งความดีงามและความถูกต้อง รวบรวมพวกเขาไว้ภายใต้บทบัญญัติแห่งพระผู้เป็นเจ้า และตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความยุติธรรม กิจการงานของพวกเขาจึงดำเนินไปอย่างเที่ยงตรงตามระดับการตอบรับต่อบรรดาศาสนทูต และความใกล้ชิดกับยุคสมัยของสาส์นแห่งพระเจ้า จนกระทั่งอัลลอฮ์ได้ทรงให้บรรดาสาส์นเหล่านั้นสิ้นสุดลงด้วยสาส์นของศาสนทูตมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยทรงกำหนดให้สาส์นนี้คงอยู่ตลอดกาล และบันดาลให้มันเป็นทางนำ เป็นความเมตตา เป็นแสงสว่าง และเป็นประทีปส่องทางไปสู่พระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์
45. ดังนั้น ฉันขอเชิญชวนเจ้า โอ้ มนุษย์เอ๋ย สู่การยืนหยัดเพื่ออัลลอฮ์อย่างจริงใจ ปราศจากการเลียนแบบและทำตามประเพณี และจงรู้ไว้เถิดว่าหลังจากการตายของเจ้า เจ้าจะกลับไปหาพระผู้อภิบาลของเจ้า และจงมองไปยังตัวของเจ้าเองและยังฟากฟ้าที่อยู่รอบตัวของเจ้า ดังนั้นจงยอมรับอิสลามแล้วเจ้าจะมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และหากเจ้าต้องการเข้ารับอิสลาม ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องทำนอกจากการกล่าวคำปฏิญาณว่า : ((ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะ อันนะ มุฮัมมะดัน เราะซูลุลลอฮ์)) ความว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์" และจงปฏิเสธทุกสิ่งที่เป็นสิ่งที่ถูกบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ และศรัทธาว่าอัลลอฮ์จะทำให้มีการฟื้นคืนชีพผู้ที่อยู่ในหลุมฝังศพ และการชำระบัญชีและการตอบแทนนั้นเป็นความจริง หากเจ้าได้กล่าวคำปฏิญาณนี้แล้ว แสดงว่าเจ้าได้กลายเป็นมุสลิมแล้ว หลังจากนั้นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเจ้าคือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ตามสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ ทั้งการละหมาด ซะกาต การถือศีลอด และการทำหัจญ์หากเจ้ามีความสามารถ
ฉบับประจำวันที่ 19-11-1441
เขียนโดย ศ.ดร.มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ อัสสุหัยม์
อดีตอาจารย์อะกีดะฮ์ ประจำสาขาวิชาอิสลามศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยคิงซะอูด
ริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย
Related books
All books
บทสรุปสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิสลามตามที่ได้ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี71 ภาษาบทสรุปสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิสลามตามที่ได้ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี
อิสลาม เป็นหนังสือที่มีความสำคัญ ประกอบด้วยนิยามสั้น ๆ เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ที่อธิบายถึงต้นกำเนิด คำสอน และข้อดีของอิสลามที่สำคัญที่สุด จากต้นกำเนิดคือ อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี และหนังสือเล่มนี้ได้ส่งถึงบรรดามุกัลลัฟ (ผู้ถึงเกณฑ์การบังคับ) ทั้งที่เป็นมุสลิมและที่ไม่ใช่มุสลิม ด้วยภาษาต่างๆ เหมาะกับทุกช่วงฤดูกาล สถานที่ สถานการณ์ และความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน (เป็นหนังสือที่รวบรวมหลักฐานต่าง ๆ จากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี) 1- อิสลามคือสาส์นของอัลลอฮ์ที่ส่งไปยังมนุษย์ทั้งมวล เป็นสาส์นของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงนิรันดร์ และเป็นสาส์นฉบับสุดท้าย…
จดหมายสั้นถึงผู้ปฏิเสธพระเจ้า31 ภาษาจดหมายสั้นถึงผู้ปฏิเสธพระเจ้า
จดหมายสั้นถึงผู้ปฏิเสธพระเจ้า เป็นสื่อสารกับสติปัญญาว่า ความละเอียดและระเบียบของจักรวาลนั้นปฏิเสธความบังเอิญ และบ่งบอกถึงการมีอยู่ของผู้สร้างที่เปี่ยมด้วยความปรีชาญาณ เป็นไปได้หรือที่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า? ขอให้คุณเปิดใจเพื่อการคิดใคร่ครวญและไตร่ตรอง และค้นหาความจริง เพราะคุณอาจพบแสงสว่างที่นำทางคุณอยู่ในนั้น
บทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม47 ภาษาบทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม
หนังสือเล่มนี้อธิบายหลักการศรัทธาซึ่งประกอบด้วยการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ ต่อวันอาคิเราะฮ์ และต่อกฎสภาวะ อีกทั้งยังนำเสนอหลักการพื้นฐานที่มุสลิมจำเป็นต้องยึดมั่นและปฏิบัติตาม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์กับอัลลอฮ์ผ่านความเข้าใจหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้ง
อิสลาม เป็นศาสนาแห่งบรรดาศาสนทูตของพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์85 ภาษาอิสลาม เป็นศาสนาแห่งบรรดาศาสนทูตของพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์
อิสลาม คือ การยอมจำนนต่อพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ ผู้สร้างและผู้ปกครองจักรวาล การจำนนต่อพระองค์ด้วยความรักและการให้ความยิ่งใหญ่แด่พระองค์ แก่นแท้ของศาสนาอิสลามคือ ความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างที่แท้จริง และทุกสิ่งนอกเหนือจากพระองค์แล้วคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์ทั้งสิ้น และพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะโดยไม่มีคู่เคียงอันเป็นภาคีใดๆ ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์ทรงมีบรรดาพระนามที่งดงามที่สุด และมีบรรดาคุณลักษณะอันสูงส่งที่สุด พระองค์ทรงมีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ตำหนิใดๆ…