Skip to content
คู่มือฉบับย่อที่เป็นประโยชน์สำหรับมุสลิม

คู่มือฉบับย่อที่เป็นประโยชน์สำหรับมุสลิม

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงหลักการของศาสนาอิสลามในรูปแบบที่กระชับและครบถ้วน โดยอธิบายแก่ผู้อ่านถึงรากฐานของการเคารพภักดีที่ถูกต้อง และความหมายของการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ ต่อวันอาคิเราะฮ์ และต่อกฎสภาวะการณ์ หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงความโปรดปรานแห่งอิสลามและความสำคัญของการรู้จักอัลลอฮ์ คุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ และพระนามอันงดงามของพระองค์ จากนั้นจึงกล่าวถึงรากฐาน(รุก่น)อิสลามทั้งห้าประการและรากฐาน(รุก่น)อีหม่านหกประการ อีกทั้งยังอภิปรายถึงแนวคิดเรื่องอิห์ซานและผลของมันที่มีต่อผู้ศรัทธา…

Language: lang_th
Prepared by:
Version: 1.0

คู่มือฉบับย่อที่เป็นประโยชน์สำหรับมุสลิม

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

บทนำ

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่ผู้ทรงเกียรติยิ่งแห่งบรรดานบีและบรรดารอซูล นบีของเรา มุฮัมมัด และแด่วงศ์วาน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านทุกคน

อนึ่ง

ความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งที่มีต่อมนุษย์ คือการประทานอิสลามให้แก่เขา การยืนหยัดในอิสลาม และการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอิสลาม ในหนังสือเล่มนี้ มุสลิมจะได้เรียนรู้หลักการที่จะทำให้ศาสนาของเขาเที่ยงตรง ในรูปแบบกะทัดรัดซึ่งอธิบายสัญลักษณ์สำคัญของศาสนาอิสลามที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับพระผู้อภิบาลของเขาผู้สูงส่ง ศาสนาอิสลาม และนบีมูฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เขาจึงจะได้ปฏิบัติศาสนกิจต่ออัลลอฮ์ผู้สูงส่งด้วยความรู้ที่ชัดแจ้ง

เหตุผลของการสร้างปวงบ่าว

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างเราเพื่อวิทยปัญญาอันยิ่งใหญ่ นั่นคือการอิบาดะฮ์ต่อพระองค์เพียงผู้เดียวและไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า: และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า [อัซซาริยาต : 56] คือ เพื่อให้พวกเขาอุทิศการเคารพภักดีแด่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีภาคีหุ้นส่วนอันใด และบรรดาการงานและเป้าหมายทั้งหมดของเราในโลกดุนยานี้ล้วนมีศูนย์กลางอยู่ที่เป้าประสงค์อันยิ่งใหญ่นี้ ดังที่พระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ได้ตรัสไว้ว่า: พวกเจ้าคิดหรือว่า แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้ามาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่กลับไปหาเรากระนั้นหรือ ดังนั้นความสูงส่งเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจอย่างแท้จริง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งบัลลังก์อันทรงเกียรติ [อัลมุอ์มินูน : 115-116]

พระเจ้าของฉัน คือ อัลลอฮ์ ตะอาลา

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: โอ้มนุษย์เอ๋ย จงเคารพภัคดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้าและบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 21]

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: พระองค์คืออัลลอฮ์ ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น [อัล-ฮัชร์ : 22]

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น [อัชชูรอ : 11]

อัลลอฮ์ คือ พระผู้อภิบาลของฉัน และเป็นพระผู้อภิบาลของทุกสรรพสิ่ง ผู้ทรงราชันย์ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงให้ปัจจัยยังชีพ และผู้ทรงจัดการทุกอย่าง

พระองค์ คือ ผู้ควรแก่การได้รับซึ่งการจงรักภักดีแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเว้นแต่พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น

พระองค์ทรงมีพระนามอันทรงเกียรติและคุณลักษณะที่สูงส่ง ที่พระองค์ยืนยันด้วยพระองค์เอง และยืนยันโดยนบีมุฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ชึ่งได้บรรลุถึงที่สุดแห่งความสมบูรณ์และความงดงาม ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ พระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น

ส่วนหนึ่งจากพระนามของพระองค์ คือ

ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ, ผู้ทรงกรุณาปรานี, ผู้ทรงอำนาจ, ผู้ทรงอภิสิทธิ์, ผู้ทรงได้ยิน, ผู้ทรงสันติ, ผู้ทรงเห็น, ผู้ทรงคุ้มครอง, ผู้ทรงสร้าง, ผู้ทรงอ่อนโยน, ผู้ทรงพอเพียง, ผู้ทรงอภัย

ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ : ผู้ทรงดูแลปัจจัยยังชีพของปวงบ่าว ซึ่งเป็นสิ่งค้ำจุนหัวใจและร่างกายของพวกเขา

ผู้ทรงกรุณาปรานี : ผู้ทรงมีความกรุณาปรานีอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งครอบคลุมเหนือทุกสิ่ง

ผู้ทรงเดชานุภาพ : พระองค์เป็นผู้ที่ทรงมีความสามารถอย่างสมบูรณ์ ที่ไม่มีความบกพร่องหรือความอ่อนแอไร้ความสามารถ

ผู้ทรงอภิสิทธิ์ : คือ ผู้ที่มีคุณสมบัติแห่งความยิ่งใหญ่ การควบคุม และการบริหารจัดการ ผู้ครอบครองทุกสรรพสิ่ง และผู้จัดการทุกประการ

ผู้ทรงได้ยิน : ผู้ทรงได้ยินทุกการเปล่งเสียงทั้งที่ลับและที่แจ้ง และทรงได้ยินการวิงวอนขอและการอ้อนวอนของปวงบ่าวของพระองค์

ผู้ทรงสันติ (ศานติ) : ผู้ทรงบริสุทธิ์จากทุกข้อบกพร่อง ความเสื่อมเสีย และข้อตำหนิ

ผู้ทรงเห็น : พระองค์เป็นผู้ทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีขนาดเล็กมากก็ตาม ผู้ทรงรอบรู้สิ่งต่าง ๆ ผู้ทรงทราบและรู้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างถ่องแท้

ผู้ทรงอภิรักษ์ : ผู้ทรงอุปการะดูแลปัจจัยยังชีพให้แก่สิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และทรงรับผิดชอบพวกเขาเพื่อประโยชน์ต่างๆของพวกเขา และผู้ซึ่งปกครองบ่าวที่จงรักภักดีพระองค์ โดยให้เกิดความง่ายดายในการงานของพวกเขาและเป็นการงานที่เพียงพอสำหรับพวกเขา

ผู้ทรงสร้างสรรค์ : ผู้ทรงบังเกิดสิ่งต่างๆ และผู้ทรงสร้างสิ่งใหม่ๆ โดยไม่มีต้นแบบมาก่อน

ผู้ทรงอ่อนโยน : ผู้ทรงให้เกียรติและเมตตาบ่าวของพระองค์ และประทานในสิ่งที่บ่าวร้องขอ

ผู้ทรงพอเพียง: พระองค์คือทรงให้ความพอเพียงแก่ปวงบ่าวของพระองค์ในทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการ ซึ่งพอเพียงด้วยความช่วยเหลือจากพระองค์แต่เพียงผู้เดียวปราศจากผู้อื่นใด และเพียงพอกับพระองค์โดยไม่ต้องพึงผู้ใดอื่นจากพระองค์อีก

ผู้ทรงอภัยโทษ : พระองค์คือผู้ทรงปกป้องปวงบ่าวของพระองค์จากความชั่วร้ายของบาปของพวกเขา และไม่ทรงลงโทษพวกเขาจากบรรดาบาปเหล่านั้น

นบีของฉัน คือ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: แท้จริง (โอ้ มนุษย์เอ๋ย) ได้มีเราะซูลคนหนึ่งจากหมู่พวกเจ้าได้มายังพวกเจ้าแล้ว ผู้ที่รู้สึกลำบากใจกับความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้า ผู้ที่คอยห่วงใยพวกเจ้า เป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจ และเมตตาต่อบรรดาผู้ศรัทธาเสมอ [อัตเตาบะฮ์ : 128]

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: และเรามิได้ส่งเจ้ามา (โอ้ มุฮัมหมัด) เพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่สากลโลก [อัล-อันบิยาอ์ : 107]

มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ความเมตตาที่ถูกประทานมา:

ท่านคือ มุหัมมัด บุตรอับดุลลอฮ์ บุตรอับดุลมุฎฎอลิบ บุตรฮาชิม, ฮาชิมมาจากตระกูลกุรัยช์ กุรัยช์มาจากอาหรับ

มารดาของท่าน คือ : อามินะฮ์ บินต์ วะฮ์บิ และแม่เลี้ยงของท่าน คือ : ฮาลีมะฮ์ อัสสะอ์ดียะฮ์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มีภรรยาทั้งหมดสิบเอ็ดคน และได้เสียชีวิตในขณะที่ท่านมีภรรยาอยู่เก้าคน

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีบุตร 7 คน เป็นบุตรชาย 3 คนและบุตรสาว 4 คน โดยบรรดาบุตรชายคือ: อัล-กอซิม, อับดุลลอฮ์ และอิบรอฮีม และบรรดาบุตรสาวคือ: ซัยนับ, รุก็อยยะฮ์, อุมมุกัลษูม และฟาฏิมะฮ์

จำเป็น (วาญิบ) ปฏิบัติตามท่านในสิ่งที่ท่านสั่งและเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านบอก และออกห่างจากสิ่งที่ท่านห้ามปราม และห้ามปฏิบัติศาสนากิจเว้นแต่ในสิ่งที่ท่านบัญญัติเท่านั้น

สาส์นของมุฮัมมัดและสาส์นของศาสนทูตทั้งหมดก่อนหน้านี้นั้นล้วนเป็นการเชิญชวนสู่การจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว โดยไม่ตั้งภาคีกับพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : และเรามิได้ส่งเราะซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮ์ยูแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้ นอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าเถิด [อัล-อันบิยาอ์ : 25]

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือนบีและเราะซูลคนสุดท้าย ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า: มุฮัมหมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี และอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ทุกสิ่ง [อัล-อะห์ซาบ : 40]

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงส่งท่านมาด้วยศาสนาอิสลามไปยังมนุษย์ทุกคน ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า: และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้ [สะบะอ์ : 28]

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีสิทธิอันยิ่งใหญ่ที่มุสลิมทุกคนพึงมีต่อท่าน ส่วนหนึ่งในนั้น คือ

1. การศรัทธาต่อการเป็นนบีและความสัตย์จริงของท่าน, ความบริสุทธิ์ปราศจากข้อผิดพลาดของบทบัญญัติอันยิ่งใหญ่ที่ท่านนำมา, และการเชื่อฟังและปฏิบัติตามท่านในบทบัญญัตินั้น, ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: และเขามิได้พูดตามอารมณ์ มันมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานมา [อัน-นัจม์ : 3-4]

2- จำเป็นที่จะต้องรักท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มากกว่าตัวเอง ลูก และสิ่งถูกสร้างทั้งหมด ซึ่งการรักนี้เรียกร้องให้ปฏิบัติตามแนวทางของท่าน เชื่อฟังในสิ่งที่ท่านสั่งใช้ และห่างไกลต่อสิ่งที่ท่านห้าม

3- จำเป็น (วาญิบ) ที่ต้องให้ความเคารพ ให้การช่วยเหลือ ให้เกียรติ และเทิดทูนต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

4- การกล่าวเศาะละวาตแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือการสรรเสริญท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และการวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ให้ทรงยกย่องการรำลึกถึงท่าน และเพิ่มพูนความยิ่งใหญ่และเกียรติยศแก่ท่าน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “ผู้ใดที่กล่าวเศาะละวาต (สดุดี) แก่ฉันหนึ่งครั้ง อัลลอฮ์จะทรงสดุดี (หรือให้ความเมตตา) แก่เขาสิบเท่า” (บันทึกโดย มุสลิม)

5- ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทรงเตือนอย่างหนักแน่นไม่ให้มีความสุดโต่งในเรื่องของท่าน และไม่ให้ยกย่องท่านเหนือสถานะที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่ท่าน โดยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "พวกเจ้าอย่าได้กล่าวยกย่องฉัน (จนเกินเลย) อย่างที่ชาวคริสเตียนได้ยกย่อง (อีซา) บุตรของมัรยัม เพราะแท้จริง ฉันคือบ่าวของอัลลอฮ์ ดังนั้น พวกท่านจงกล่าวว่า บ่าวของอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์" รายงานโดย อัลบุคอรีย์

ส่วนหนึ่งจากคุณลักษณะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม:

ความซื่อสัตย์, ความเมตตา, ความอดทนอดกลั้น, ความอดทน, ความกล้าหาญ, ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, มารยาทที่ดี, ความยุติธรรม, ความถ่อมตน, การให้อภัย

อัลกุรอาน คือ ดำรัสของพระเจ้าของฉัน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงได้มีหลักฐานจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว และเราได้ประทานแสงสว่างอันแจ่มแจ้งลงมายังพวกเจ้าด้วย [อันนิสาอ์ : 174]

อัลกุรอาน คือ ดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่พระองค์ได้ตรัสไว้จริง และทรงประทานให้แก่นบีมุฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เพื่อนำพามวลมนุษย์ออกจากความมืดมนสู่รัศมี และนำทางสู่หนทางที่เที่ยงตรง ผู้ใดที่อ่านอัลกุรอานเขาจะได้รับผลบุญอันใหญ่หลวง ผู้ใดปฏิบัติตามแนวทางของอัลกุรอานเขาได้เดินบนเส้นทางที่เที่ยงตรง จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่อ่านหนึ่งตัวอักษรจากคัมภีร์ของอัลลอฮ์ เขาจะได้รับหนึ่งความดี และหนึ่งความดีนั้นจะเพิ่มทวีคูณเป็นสิบเท่า ฉันไม่ได้บอกว่า อลิฟ ลาม มีม เป็นหนึ่งตัวอักษร แต่อลิฟเป็นหนึ่งตัวอักษร ลามเป็นหนึ่งตัวอักษร และมีมก็เป็นอีกหนึ่งตัวอักษร” รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงปกป้องมันไว้จากการดัดแปลงและการบิดเบือน และทรงทำให้มันเป็นสัญญาณอันอมตะจนถึงวันกิยามะฮ์ พระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ทรงตรัสว่า แท้จริงเราเป็นผู้ประทานข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน [อัลหิจญ์ริ : 9] ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่ได้อ้างว่าอัลกุรอานนั้นบกพร่องหรือถูกบิดเบือน เขาก็คือผู้กล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเป็นผู้ออกจากศาสนาอิสลาม

และคัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรติได้รวบรวมไว้ซึ่งสิ่งที่ปรากฏอยู่ในบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้า และยังเพิ่มพูนในเรื่องข้อบัญชาจากพระเจ้าและคุณธรรมจรรยา และเป็นที่ยืนยันในสัจธรรมที่ปรากฏอยู่ในบรรดาคัมภีร์เหล่านั้น และไม่มีคัมภีร์ใดจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ในยุคสมัยนี้ ที่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ให้ความเคารพสักการะ ใช้การอ่านเพื่อทำอิบาดะฮ์ และยึดถือปฏิบัติ ยกเว้นคัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรติเท่านั้น

ศาสนาของฉัน คือ อิสลาม

ระดับขั้นของศาสนามีสามประการ คือ อิสลาม อีหม่าน และอิห์ซาน

ระดับแรก: อิสลาม

อิสลาม คือ การยอมจำนนต่ออัลลอฮ์ด้วยการให้เอกภาพต่อพระองค์ ยอมจำนนต่อพระองค์โดยการเชื่อฟัง และบริสุทธิ์จากการตั้งภาคีและบรรดาผู้ตั้งภาคี

หลักการอิสลาม

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า: “อิสลามนั้นถูกสร้างบนหลักการห้าประการนั่นคือ การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์ และมุหัมมัดนั้นคือเราะสูลของอัลลอฮ์ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

หลักการของอิสลาม คือ การปฏิบัติศาสนกิจที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ และความเป็นอิสลามของคนใดคนหนึ่งจะไม่ถูกต้อง นอกจากด้วยการเชื่อมั่นว่า หลักการเหล่านั้นเป็นสิ่งที่วาญิบและต้องนำมาสู่การปฏิบัติ เพราะศาสนาอิสลามนั้นถูกวางอยู่บนหลักการดังกล่าว จึงได้ชื่อว่า หลักการของอิสลาม.

และหลักการห้าประการนั้น มีดังนี้:

ประการที่หนึ่ง: ปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และนบีมุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: ดังนั้นจงรู้เถิด (มุฮัมหมัด) ว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะโดยเที่ยงแท้) นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น [มุฮัมมัด : 19]

และพระองค์ได้ตรัสว่า: แท้จริง (โอ้ มนุษย์เอ๋ย) ได้มีเราะซูลคนหนึ่งจากหมู่พวกเจ้าได้มายังพวกเจ้าแล้ว ผู้ที่รู้สึกลำบากใจกับความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้า ผู้ที่คอยห่วงใยพวกเจ้า เป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจ และเมตตาต่อบรรดาผู้ศรัทธาเสมอ [อัตเตาบะฮ์ : 128]

ความหมายของการปฎิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ คือ ไม่มีผู้ใดที่ควรแก่การอิบาดะฮ์ (การเคารพสักการะตามศาสนบัญญัติ) เว้นแต่พระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น.

ความหมายของการปฏิญาณตนว่า มุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ คือ ปฏิบัติตามในสิ่งที่ท่านสั่ง เชื่อในสิ่งที่ท่านบอกกล่าว ออกห่างจากสิ่งท่านสั่งห้าม และไม่มีการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ นอกจากสิ่งที่ท่านบัญญัติไว้เท่านั้น.

ประการที่สอง: ดำรงการละหมาด

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: และพวกเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 110]

การดำรงไว้ซึ่งการละหมาดนั้น ต้องกระทำมันตามที่อัลลอฮ์ได้บัญญัติและตามที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ศาสนทูตของพระองค์ได้สอนไว้

ประการที่สาม: การจ่ายซะกาต

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: และจงจ่ายซะกาต [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 110]

อัลลอฮ์ได้กำหนดให้จ่ายซะกาตเพื่อทดสอบถึงความสัตย์จริงต่อการศรัทธาของมุสลิม เพื่อเป็นการแสดงการขอบคุณต่อพระเจ้า ที่พระองค์ทรงประทานปัจจัยที่เป็นทรัพย์สินมา และเพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่คนยากจนและผู้ที่มีความต้องการ.

และการจ่ายซะกาตนั้น คือการมอบให้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับมัน.

ซะกาต เป็นหน้าที่ภาคบังคับที่เกี่ยวกับทรัพสินที่ต้องจ่ายเมื่อครบจำนวนที่ศาสนากำหนดไว้ โดยให้กับบุคคลแปดจำพวก ที่อัลลอฮ์ทรงกล่าวไว้ในอัลกุรอาน ส่วนหนึ่งในนั้นคือ คนยากจนและคนขัดสน.

และในการจ่ายซะกาตนั้น เป็นการแสดงถึงความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจกัน และเป็นการชำระศีลธรรมและความมั่งคั่งของมุสลิมให้บริสุทธิ์ และเป็นการเอาใจใส่ความรู้สึกของคนยากจนและขัดสน เป็นการสร้างความรักและมิตรภาพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างมุสลิมผู้อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น มุสลิมที่ดีจะมอบสิ่งที่ดีที่ตัวเองมีและมีความสุขกับมันให้แก่ผู้อื่นเพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับผู้อื่นด้วย.

และอัตราการจ่ายซะกาตทรัพยสินคือ 2.5% จากทรัพย์สินที่ได้เก็บออมไว้ที่เป็นทองคำ เงิน ธนบัตร และสินค้าเพื่อการค้าที่จะนำไปทำการซื้อขายเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไร เมื่อมีทรัพย์สินตามจำนวนที่กำหนดไว้และครบรอบหนึ่งปี

นอกจากนี้ ผู้ที่ครอบครองสัตว์ (อูฐ วัว และแพะ) ในจำนวนที่กำหนดไว้จะต้องจ่ายซะกาตเช่นกัน เมื่อสัตว์ดังกล่าวได้กินพืชที่อยู่บนดินได้เองเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปี โดยเจ้าของไม่ได้เป็นผู้ให้อาหารแก่มัน

และเช่นเดียวกัน จำเป็นต้องจ่ายซะกาตสิ่งที่ได้มาจากดิน เช่น ริกาซ –ซึ่งก็คือทรัพย์สินที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่สมัยญาฮิลียะฮ์– ตลอดจนธัญพืช ผลไม้ และแร่ธาตุ หากถึงพิกัดที่กำหนดไว้

ประการที่สี่: ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดนั้นได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกบัญญัติแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 110]

เราะมะฎอน คือ เดือนที่เก้าตามปฏิทินฮิจเราะฮ์ศักราช ซึ่งเป็นเดือนที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวมุสลิมและเป็นเดือนพิเศษกว่าเดือนอื่นๆ และการถือศีลอดทั้งเดือนของเดือนเราะมะฎอนเป็นหนึ่งในห้าของหลักการของศาสนาอิสลาม

การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน คือการแสดงความจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง ด้วยการอดอาหาร เครื่องดื่ม การร่วมประเวณี และทุกสิ่งที่จะทำให้เสียการถือศีลอด ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนตะวันลับขอบฟ้าตลอดทั้งวันในเดือนเราะมะฎอนอันประเสริฐ

ประการที่ห้า: การทำหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: และการแสวงบุญไปยังบ้านนั้นเป็นหน้าที่สำหรับมนุษย์ที่มีต่ออัลลอฮ์สำหรับผู้ที่มีความสามารถ [อาลิอิมรอน : 97]

การทำหัจญ์จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทาง ครั้งเดียวในชีวิต คือ การเดินทางไปยังมัสยิดอัลหะรอมและสถานที่ต่างๆ อันทรงเกียรติที่มักกะฮ์ เพื่อปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ ที่เจาะจงไว้ ณ เวลาที่เจาะจงไว้ ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด -ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- เคยประกอบพิธีหัจญ์เสมือนบรรดานบีก่อนๆ อัลลอฮ์ได้ทรงสั่งใช้ให้นะบีอิบรอฮีม ป่าวประกาศแก่มวลมนุษย์สู่การทำหัจญ์ ดังที่พระองค์ทรงตรัสในอัลกุรอานไว้ว่า: และจงประกาศแก่มนุษย์เพื่อการทำหัจญ์ พวกเขาจะมาหาเจ้าโดยทางเท้า และโดยทางอูฐเพรียวทุกตัว จะมาจากทางไกลทุกทิศทาง [อัลหัจญ์ : 27]

ขั้นที่สอง: อีหม่าน (ความศรัทธา)

อัลอีหม่าน (การศรัทธา): คือการยอมรับ, การเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่, และการรับรองโดยสมบูรณ์ต่อทุกสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้บัญชาให้ศรัทธาต่อมัน, และการเชื่อฟังทั้งภายนอกและภายใน, ดังนั้นมันคือการเชื่อมั่นของหัวใจ, และการยึดมั่นของหัวใจนั้นครอบคลุมทั้งการงานของหัวใจและการงานของร่างกาย, และครอบคลุมถึงการดำรงไว้ซึ่งศาสนาทั้งหมด, โดยที่(ความศรัทธา)จะเพิ่มขึ้นด้วยการเชื่อฟัง และจะลดลงด้วยการฝ่าฝืน

หลักการศรัทธา

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกถามเกี่ยวกับอีหม่าน ท่านจึงตอบว่า: (คือการที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ศรัทธาต่อมะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ศรัทธาต่อคัมภีร์ของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ และศรัทธาต่อกฎสภาวะการณ์ทั้งดีและร้าย)

หลักการศรัทธา คือ การปฏิบัติศาสนกิจด้วยจิตใจที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ และการนับถือศาสนาอิสลามของคนใดคนหนึ่งจะไม่ถูกต้อง นอกจากด้วยการยึดมั่นต่อหลักการนี้ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมัน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า หลักการศรัทธา ความแตกต่างระหว่างหลักการศรัทธากับหลักการอิสลาม คือ หลักการอิสลามคือการปฏิบัติด้วยกายภายนอกของมนุษย์ เช่น การปฏิญาณตน การละหมาด การจ่ายซะกาต ส่วนหลักการศรัทธา คือ การปฏิบัติด้วยจิตใจของมนุษย์ เช่น การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ศรัทธาต่อคัมภีร์ของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์.

ประการที่หนึ่ง: ศรัทธาต่ออัลลอฮ์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา (ที่แท้จริง) นั้น พวกเขาคือ บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ [อันนูร : 62]

เราศรัทธาถึงการมีอยู่ของอัลลอฮ์ และเชื่อมั่นในความเป็นเอกะของพระองค์ในด้านการเป็นพระผู้อภิบาล การเป็นพระเจ้า และในพระนามและคุณลักษณะของพระองค์ ดังนั้น การศรัทธาต่ออัลลอฮ์จึงประกอบด้วยสิ่งดังต่อไปนี้:

การศรัทธาต่อการมีอยู่จริงของอัลลอฮ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์และสูงส่ง

การศรัทธาต่อการเป็นพระผู้ทรงอภิบาลของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นเจ้ากรรมสิทธิเหนือทุกสิ่ง ทรงเป็นผู้สร้าง ทรงเป็นผู้มอบปัจจัยยังชีพและผู้บริหารทุกสรรพสิ่ง

ศรัทธาต่อการเคารพสักการะต่อพระองค์ คือ พระองค์นั้นคือพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะเพียงผู้เดียว โดยปราศจากการตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ เช่นการละหมาด การขอวิงวอน การบนบาน การเชือด การขอความช่วยเหลือ การขอความคุ้มครอง และทุกสิ่งที่เป็นการปฏิบัติศาสนกิจ.

ศรัทธาต่อพระนามของอัลลอฮ์ที่งดงามและคุณลักษณะของพระองค์ที่สูงส่ง ซึ่งเป็นพระนามและคุณลักษณะที่พระองค์ได้ยืนยันด้วยพระองค์เอง และยืนยันโดยศาสนทูตมุฮัมหมัด ศ็อลลอลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิเสธนามและคุณลักษณะที่พระองค์ปฏิเสธต่อตนเอง หรือศาสนทูตของพระองค์ปฏิเสธ โดยพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์มีความสมบูรณ์และงดงามที่สุด ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ พระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินและมองเห็น.

ประการที่สอง: ศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ (เทวทูต)

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ผู้ทรงแต่งตั้งมลาอิกะฮ์ให้เป็นผู้นำข่าว ผู้มีปีกสอง สาม และสี่ ทรงเพิ่มในการสร้างตามที่พระองค์ทรงประสงค์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง [ฟาฏิร : 1]

เราศรัทธว่า โลกของมะลาอีกะฮ์เป็นโลกที่เร้นลับ พวกเขาคือบ่าวของอัลลอฮ์ที่ถูกสร้างจากรัศมีและทรงสร้างพวกเขาเป็นบ่าวที่จงรักภักดีต่อพระองค์

มะลาอิกะฮ์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่สามารถที่จะรับรู้จำนวนและพลังของพวกเขาได้ ยกเว้นอัลลอฮ์เท่านั้น พวกเขาจะมีคุณลักษณะ ชื่อและภารกิจ ตามที่พระองค์ทรงเลือกให้แก่พวกเขาโดยเฉพาะ โดยหนึ่งในจำนวนนั้น คือ ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ซึ่งได้รับมอบหมายนำวะฮ์ยู (สาส์น) จากอัลลอฮ์นำไปส่งให้บรรดาศาสนทูตของพระองค์.

ประการที่สาม : ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: จงกล่าวเถิด (โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) ว่า : “เราศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เราและต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีล และอิสฮาก และยะอ์กูบ และลูกหลานของเขา และรวมถึงสิ่งที่ได้ถูกประทานให้กับมูซา และที่ถูกประทานให้แก่อีซา และสิ่งที่ถูกประทานให้แก่บรรดาศาสนทูตทั้งหลายจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา เราไม่ได้แบ่งแยกระหว่างพวกเขาคนใดคนหนึ่ง และเราทุกคนเป็นผู้จำนนต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 136]

เราศรัทธาว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงประทานบรรดาคัมภีร์ลงมาแก่บรรดาเราะซูลของพระองค์ เพื่อเป็นหลักฐานต่อชาวโลกทั้งหลาย และเป็นแนวทางอันชัดแจ้งแก่บรรดาผู้ปฏิบัติ

พวกเขาสั่งสอนอัลหิกมะฮ์แก่ประชาชาติ และขัดเกลาพวกเขา

และอัลลอฮ์ได้ส่งนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ศาสนทูตของพระองค์ ไปยังมวลมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งบทบัญญัติที่ส่งมายังนบีมุฮัมมัดนั้นได้ยกเลิกบทบัญญัติก่อนหน้านั้น และได้ทำให้คัมภีร์อัลกุรอานได้มีอำนาจเหนือคัมภีร์แห่งฟากฟ้าทั้งหลาย และทำให้บรรดาคัมภีร์ดังกล่าวเป็นโมฆะ และอัลลอฮ์ทรงประกันในการรักษาคัมภีร์อัลกุรอานจากการเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือน พระองค์ตรัสว่า: แท้จริงเราเป็นผู้ประทานข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน [อัลหิจญ์ริ : 9] เนื่องจากอัลกุรอานเป็นคัมภีร์เล่มสุดท้ายจากอัลลอฮ์สู่มวลมนุษย์ และนบีมุฮัมหมัด -ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- เป็นศาสนทูตของพระองค์ท่านสุดท้าย ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่อัลลอฮ์พึงพอพระทัยแก่มวลมนุษย์จนกระทั่งวันสิ้นโลก พระองค์ตรัสว่า: แท้จริงศาสนา (ที่เป็นที่ยอมรับ) ณ ที่อัลลอฮ์นั้น คือศาสนาอิสลามเท่านั้น [อาลิอิมรอน : 19]

และคัมภีร์แห่งฟากฟ้าที่อัลลอฮ์ทรงระบุไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ ได้แก่:

คัมภีร์อัลกุรอาน อัลลอฮ์ประทานให้แก่นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮ์อะลัยฮิวะสัลลัม

คัมภีร์อ้ตเตารอต (โทราห์) อัลลอฮ์ประทานให้แก่นบีมูซา อะลัยฮิสสลาม

คัมภีร์อัลอินญีล (ใบเบิ้ล) อัลลอฮ์ประทานให้แก่นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม

คัมภีร์อัซซาบูร อัลลอฮ์ประทานให้แก่นบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม

คัมภีร์อิบรอฮีม: อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่นบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม

ประการที่สี่ : ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: และแท้จริง เราได้ส่งเราะซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยใช้ให้พวกเขาบัญชาว่า) "พวกเจ้าจงเคารพสักการะอัลลอฮ์ และจงออกห่างจากพวกเจว็ดจอมปลอม (ตอฆูต) [อัน-นะห์ลุ : 36]

เราศรัทธาว่า อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงส่งบรรดาศาสนทูตมายังสิ่งถูกสร้างของพระองค์ เพื่อเรียกร้องพวกเขาสู่การเคารพสักการะอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวโดยไม่มีการตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์ และการปฏิเสธต่อทุกสิ่งที่ได้รับการเคารพสักการะอื่นจากพระองค์

และศาสนาทูตของพระองค์ล้วนเป็นมนุษย์ที่เป็นชายที่เป็นบ่าวของพระองค์ พวกเขาเชื่อมั่นศรัทธา ยำเกรงและซื่อสัตย์ เป็นผู้นำทาง ผู้กลับใจ อัลลอฮ์ให้การสนับสนุนศาสนทูตของพระองค์ด้วยสัญญาณต่างๆ ที่บ่งชี้ถึงความสัตย์จริงของพวกเขา ซึ่งพวกเขาได้เผยแพร่ทุกประการที่อัลลอฮ์ส่งมายังพวกเขา พวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่บนหนทางสัจธรรมที่ชัดแจ้งและทางนำที่ชัดเจน

การเผยแพร่ของศาสนทูตของอัลลอฮ์ตั้งแต่คนแรกถึงคนสุดท้ายล้วนเป็นรากฐานแห่งศาสนา นั้นคือ การศรัทธาความเป็นเอกภาพของอัลลอฮ์ในการปฏิบัติศาสนกิจ (อิบาดะฮ์) และไม่ตั้งภาคีกับพระองค์

ประการที่ห้า: การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: อัลลอฮ์นั้นคือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น แท้จริงพระองค์จะทรงรวบรวมพวกเจ้าในวันกิยามะฮ์ ซึ่งไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในวันนั้น และผู้ใดเล่าที่จะมีคำพูดได้จริงยิ่งกว่าอัลลอฮ์? [อันนิสาอ์ : 87]

เราศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ ซึ่งคือวันกิยามะฮ์ที่ไม่มีวันใดหลังจากนั้นอีก และเราศรัทธาต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวันนั้น ดังที่พระเจ้าของเราได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน หรือในวจนะของนบีของเรา มุฮัมหมัด -ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- เช่น การตายของมนุษย์ การฟื้นคืนชีพ การขอความช่วยเหลือด้วยสิทธิพิเศษ การชั่ง การคิดบัญชี สวรรค์และนรก และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวันอาคิเราะฮ์

ประการที่หก : ศรัทธาต่อกฎสภาวการณ์ทั้งดีและไม่ดี

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: แท้จริงทุกๆ สิ่งนั้น เราสร้างมันตามการกำหนด (ที่ถูกบันทึกไว้ล่วงหน้าแล้ว) [อัล-เกาะมัร : 49]

เราศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ทั้งดีและไม่ดี ซึ่งคือการกำหนดของอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งต่อสรรพสิ่งที่ถูกสร้างตามความรอบรู้ที่มีอยู่ก่อนแล้วและพระปรีชาญาณของพระองค์ และเชื่อมั่นว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งที่ถูกสร้างทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ พระองค์อัลลอฮ์ทรงรอบรู้และทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการเพียงพระองค์เดียว ปราศจากภาคีใดๆ ซึ่งกฎสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถูกกำหนดไว้ก่อนสร้างมนุษย์ ซึ่งมนุษย์นั้นมีความต้องการและความปรารถนา มนุษย์จะเป็นผู้กระทำการต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง แต่ทั้งหมดนั้นไม่พ้นจากความรอบรู้ของอัลลอฮ์และความประสงค์ของพระองค์

การศรัทธาต่อกฎสภาวการณ์มี 4 ระดับ คือ

ระดับแรก: ศรัทธาว่าอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ทุกประการ

ระดับที่สอง: ศรัทธาต่อกฎกำหนดของอัลลอฮ์ทุกประการว่าจะคงอยู่ (ดำเนินการ) จนกระทั่งวันสิ้นโลก

ระดับที่สาม: ศรัทธาต่อความประสงค์ของอัลลอฮ์และความปรีชาญาณที่สมบูรณ์ สิ่งใดที่พระองค์ทรงประสงค์สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น และสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงประสงค์สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น

ระดับที่สี่: ศรัทธาว่าอัลลอฮ์เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ปราศจากภาคีใดๆ ที่มีส่วนร่วมในการสร้างของพระองค์

ระดับที่สาม: อิห์ซาน

อิห์ซาน คือ การที่ท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ดุจดั่งท่านกำลังเห็นพระองค์ แม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่แท้จริงแล้วพระองค์นั้นทรงเห็นท่าน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ยำเกรงพระองค์ และบรรดาผู้กระทำความดี [อัน-นะห์ลุ : 128]

ความสะอาด

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้กลับใจ และทรงรักบรรดาผู้ที่รักษาตนให้สะอาดอยู่เสมอ [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 22]

ท่านนบี ศ็อลลัลลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดเหมือนที่ฉันอาบน้ำละหมาด และได้ทำการละหมาด 2 ร็อกอะห์โดยไม่พูดคุยเรื่องราวของตัวเองระหว่างการละหมาดทั้งสอง อัลลอฮ์จะให้การอภัยโทษแก่เขาในบาปที่เขาได้กระทำมา" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์

ความยิ่งใหญ่ของการละหมาดนั้น อัลลอฮ์ได้บัญญัติให้ความสะอาดก่อนทำการละหมาด และกำหนดให้ความสะอาดเป็นเงื่อนไขการละหมาดที่ถูกต้อง และเป็นกุญแจของการเริ่มต้นของการละหมาด จึงทำให้รู้สึกถึงความประเสริฐของการละหมาด ทำให้ใจชอบที่จะทำการละหมาด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ความสะอาดเป็นครึ่งหนึ่งของการศรัทธา และการกล่าวว่า อัลหัมดุลิลลาฮ์ ผลบุญของมันจะเต็มตาชั่งในวันกิยามะฮ์ และการกล่าวว่า สุบหานัลลอฮ์และอัลหัมดุลิลลาฮ์ ผลบุญของทั้งสองประโยคหรือผลบุญของแต่ละประโยคนั้นจะเต็มระหว่างท้องฟ้าและผืนแผ่นดิน การละหมาดนั้นคือรัศมี การจ่ายซะกาตคือหลักฐาน(ที่บ่งบอกถึงการศรัทธา) การอดทนคือแสงสว่าง และอัลกุรอานคือหลักฐานสนับสนุนท่านหากท่านทำความดี หรือไม่ก็คือหลักฐานมัดตัวท่านหากท่านทำความชั่ว มนุษย์ทุกคนย่อมขวนขวายเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ขายตัวเองให้อัลลอฮ์ ดังนั้นเขาก็คือผู้ปลดปล่อยตัวเขาเองจากการถูกลงโทษในไฟนรก และมีผู้ขายตัวเองให้กับชัยฏอนและตัณหาของเขา ดังนั้นเขาคือผู้ทำลายตัวเขาเองให้พินาศ" บันทึกโดย มุสลิม

และท่านนบี ศ็อลลัลลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดอย่างสมบูรณ์ ความผิดต่างๆ ของเขาจะหลุดออกไปจากร่างกายของเขา จะหลุดออกจนกระทั่งจากใต้เล็บของเขา" บันทึกโดย มุสลิม

บ่าวต้องถวายตนต่อพระเจ้าด้วยความสะอาดที่สัมผัสได้คือการอาบน้ำละหมาด เพื่อปฏิบัติศาสนกิจด้วยความบริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮ์ด้วยการปฏิบัติตามทางนำของท่านนบีมุฮัมมัด -ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม-

การปฏิบัติที่จำเป็น (วาญิบ) จะต้องอาบน้ำละหมาด คือ

1. การละหมาดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการละหมาดฟัรฎูหรือการละหมาดสุนนะฮ์

2. การฏอวาฟรอบกะอ์บะฮ์

3. การสัมผัสกับคัมภีร์อัลกุรอาน

ฉันทำการอาบน้ำละหมาดและชำระล้างด้วยน้ำที่สะอาด

น้ำสะอาด คือ น้ำที่ลงมาจากฟ้า หรือ ตาน้ำจากใต้ดิน ซึ่งคงอยู่ในลักษณะดั้งเดิม ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ประการต้องไม่เปลี่ยนแปลง คือ สี รส และกลิ่น จากสิ่งแปลกปลอมที่ไปเปลี่ยนแปลงน้ำสะอาดนั้น

การอาบน้ำละหมาด

ขั้นตอนที่ 1: อันนียะฮ์ (การตั้งเจตนา) ด้วยใจ ความหมายของการนียะฮ์ คือ เจตนาอย่างแน่วแน่ที่จะกระทำการอิบาดะฮ์ (ปฎิบัติศาสนกิจ) เพื่อใกล้ชิดอัลลอฮ์

ขั้นตอนที่ 2 : ฉันกล่าว "บิสมิลลาฮ์"

ขั้นตอนที่ 3 : ล้างมือทั้งสองข้าง สามครั้ง

ขั้นตอนที่ 4 : บ้วนปาก สามครั้ง

การบ้วนปาก คือ การเอาน้ำเข้าปาก แล้วกลั้วน้ำให้ทั่วปาก และบ้วนน้ำออกมา

ขั้นตอนที่ 5 : สูดน้ำเข้าจมูก แล้วสั่งน้ำออก สามครั้ง ส่วนการสูดน้ำเข้าจมูกนั้น คือ การสูดน้ำเข้าโพร่งจมูกให้ได้ลึกที่สุด

และสั่งน้ำออกจากจมูก คือ การสั่งน้ำในโพร่งจมูกที่สูดเข้าไปให้ออกมา

ขั้นตอนที่ 6 : ล้างหน้า สามครั้ง

ขอบเขตของใบหน้า:

คำว่าหน้า คือ ด้านหน้าของใบหน้า

ขอบเขตความกว้างของใบหน้า คือ จากหูข้างหนึ่งไปถึงหูอีกข้างหนึ่ง

ขอบเขตความยาวของใบหน้า คือ นับจากด้านบนที่จุดผมเริ่มงอกของคนปกติลงมาถึงท้ายสุดของคาง

การล้างใบหน้า ต้องรวมถึงขนบนใบหน้า ชายผม และติ่งหู

และบริเวณสีขาว คือ บริเวณระหว่างจอนผมถึงติ่งหู

จอนผม หมายถึง ขนที่อยู่บนกระดูกหูซึ่งคู่ขนานกับใบหู โค้งมนไปในศรีษะที่มีลักษณะเหมือนหู

และเช่นเดียวกัน การล้างใบหน้านั้น รวมถึงเคราและขนที่งอกมาบริเวณดังกล่าว

ขั้นตอนที่ 7 : ล้างมือ เริ่มจากปลายนิ้วมือทั้งสองข้างถึงข้อศอกของทั้งสองข้าง สามครั้ง

และจำเป็นต้องล้างข้อศอกทั้งสองข้างไปพร้อมการล้างมือ

ขั้นตอนที่ 8 : ลูบศีรษะด้วยสองมือพร้อมหูทั้งสองข้าง หนึ่งครั้ง

เริ่มลูบด้วยสองมือจากด้านหน้าของศีรษะไปยังด้านหลังแล้ววกกลับมาด้านหน้าอีกครั้ง

พร้อมกับเอานิ้วชี้แหย่เข้าในหูทั้งสองข้าง และนำนิ้วโป้งไว้ด้านหลังใบหู แล้วทำการลูบด้านหน้าและหลังใบหู

ขั้นตอนที่ 9 : ล้างเท้าตั้งแต่นิ้วเท้าทั้งสองจนถึงตาตุ่ม 3 ครั้ง และจำเป็นจะต้องล้างตาตุ่มทั้งสองเข้ารวมกับการล้างเท้า

ตาตุ่ม คือ อวัยวะส่วนที่เป็นปุ่มกลมๆ ที่ข้อเท้า

ขั้นตอนที่ 10 : มีสุนนะฮ์ให้มุสลิมกล่าวหลังจากอาบน้ำละหมาดว่า: "أشهَدُ أن لا إلهَ إلَّا اللهُ وحدَه لا شريكَ له، وأشهَدُ أنَّ مُحمَّدًا عبدُه ورسولُه، اللَّهمَّ اجعَلْني مِن التَّوَّابِينَ، واجعَلْني مِن المُتطهِّرِينَ" ตามคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: (ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดอย่างดีงาม แล้วกล่าวว่า: أشهَدُ أن لا إلهَ إلَّا اللهُ وحدَه لا شريكَ له، وأشهَدُ أنَّ مُحمَّدًا عبدُه ورسولُه، اللَّهمَّ اجعَلْني مِن التَّوَّابِينَ، واجعَلْني مِن المُتطهِّرِينَ ความว่า “ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดสำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ โอ้อัลลอฮ์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นหนึ่งในหมู่ผู้กลับเนื้อกลับตัว และโปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นหนึ่งในหมู่ผู้ที่ขัดเกลาตนให้บริสุทธิ์” ประตูสวรรค์ทั้งแปดจะถูกเปิดให้แก่เขา เขาจะเข้าทางประตูใดก็ได้ตามที่เขาประสงค์) บันทึกโดย อัตติรมิซีย์

สิ่งที่จะทำให้เสียน้ำละหมาด มีดังนี้

1. สิ่งที่ออกมาจากทวารทั้งสอง เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ, ลม, อสุจิ, และน้ำหล่อลื่น

2. หมดสติ หลับลึก หรือ เป็นลม หรือมึนเมา หรือบ้า

3. ทุกสิ่งที่ทำให้จำเป็นต้องอาบน้ำชำระร่างกาย เช่น การมีญะนาบะฮ์, การมีประจำเดือน และการมีเลือดหลังคลอดบุตร

เมื่อมนุษย์ได้ปลดทุกข์แล้ว จำเป็นที่จะต้องชำระล้างสิ่งสกปรก ด้วยการชำระล้างด้วยน้ำสะอาดซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หรืออาจจะชำระด้วยสิ่งอื่นที่มิใช่น้ำ เช่น หิน กระดาษ และผ้า เป็นต้น โดยทำการเช็ดทำความสะอาด 3 ครั้งขึ้นไปกับสิ่งที่สะอาดซึ่งเป็นที่อนุญาตให้ทำความสะอาดได้

การเช็ดรองเท้าคุฟฟ์และถุงเท้า

ในกรณีที่มีการสวมใส่รองเท้าหนังที่ปกปิดตาตุ่มหรือเป็นถุงเท้า สามารถทำการลูบบนรองเท้าและถุงเท้าโดยไม่จำเป็นต้องล้างเท้าทั้งสองข้าง โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

1. การสวมใส่รองเท้าและถุงเท้า ต้องใส่ภายหลังจากทำความสะอาดอย่างสมบูรณ์ทั้งหะดัษเล็กและหะดัษใหญ่

2. รองเท้าหรือถุงเท้าจะต้องสะอาดปราศจากสิ่งสกปรก (นะญิส)

3. การลูบรองเท้าหรือถุงเท้าอยู่ในเวลาที่กำหนด

4. รองเท้าหรือถุงเท้าจะต้องเป็นสิ่งที่ฮาลาล เช่น มิใช่ของขโมยหรือแย่งชิงของคนอื่นมา

รองเท้าคุฟ หมายถึง สิ่งที่สวมใส่ที่เท้าผลิตจากหนัง หรือจากสิ่งอื่น และเช่นดั่งรองเท้าคุฟ คือรองเท้าทั่วไปที่สวมใส่ปกปิดเท้า ถุงเท้า หมายถึง สิ่งที่สวมใส่ที่เท้าที่ผลิตจากผ้าหรือจากสิ่งอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักด้วยคำว่า ถุงเท้า

วิทยปัญญาในการบัญญัติให้มีการลูบบนรองเท้า คือ เพื่อให้เกิดความสะดวกและผ่อนปรนแก่มุสลิมที่มีความลำบากที่จะต้องถอดรองเท้าหรือถุงเท้าเพื่อทำความสะอาดเท้า โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว ช่วงอากาศหนาวมาก และช่วงเดินทาง

ระยะเวลาของการลูบ: สำหรับผู้ที่พำนักอยู่กับที่: หนึ่งวันกับหนึ่งคืน (24 ชั่วโมง) และสำหรับผู้เดินทาง: สามวันกับสามคืน (72 ชั่วโมง)

การนับระยะเวลาการลูบจะเริ่มจากการลูบครั้งแรกบนรองเท้าหนังหรือถุงเท้าหลังจากมีหะดัษ

ลักษณะของการลูบบนรองเท้าหรือถุงเท้า มีดังนี้

1. ให้มือเปียกน้ำ

2. ลูบมือบนเท้า (จากนิ้วเท้าขึ้นไปยังขา)

3. ลูบเท้าขวาด้วยมือขวา และเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

สิ่งที่ทำให้เป็นโมฆะ 1. สิ่งที่จำเป็นต้องอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่ 2. สิ้นสุดระยะเวลาของการลูบบนรองเท้า

การอาบน้ำชำระล้าง

เมื่อผู้ชายหรือผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าจะไม่มีการหลั่งอสุจิก็ตาม, หรือมีการหลั่งอสุจิออกมาด้วยอารมณ์ในขณะที่ยังตื่นอยู่, หรือมีการหลั่งออกมาในขณะนอนหลับ; จำเป็น (วาญิบ) ที่จะต้องอาบน้ำชำระร่างกาย เพื่อที่จะสามารถทำการละหมาดได้ เนื่องจากความสะอาดเป็นเงื่อนไขของการละหมาด เช่นเดียวกับผู้หญิง เมื่อสิ้นสุดจากการมีประจำเดือนหรือเลือดหลังคลอดบุตร จำเป็น (วาญิบ) ที่จะต้องอาบน้ำชำระร่างกาย เพื่อที่จะสามารถทำการละหมาดได้ เนื่องจากความสะอาดเป็นเงื่อนไขของการละหมาด

ลักษณะของการอาบน้ำชำระร่างกาย มีดังต่อไปนี้:

อาบน้ำให้ทั่วร่างกาย รวมทั้งการบ้วนปากและสูดน้ำล้างโพรงจมูก เมื่ออาบน้ำทั่วร่างกายกับน้ำสะอาดแล้ว ก็เป็นการยกหะดัษใหญ่ และถือว่าได้ชำระทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว

และยังมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีกประการหนึ่ง ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยทรงปฏิบัติ ดังต่อไปนี้:

01. ตั้งเจตนา (นียะฮ์) ว่ายกเลิกภาวะหะดัษ

02 กล่าวบิสมิลลาฮ์، ล้างมือทั้งสอง 3 ครั้ง، จากนั้นให้ล้างอวัยวะเพศ

3. ทำการอาบน้ำละหมาดอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับการอาบน้ำละหมาดเพื่อทำการละหมาด

04 ราดน้ำบนศีรษะสามครั้งให้เปียกถึงโคนผม

05. การราดน้ำให้ทั่วร่างกาย โดยเริ่มจากการล้างร่างกายซีกขวาก่อนแล้วจึงซีกซ้าย พร้อมกับขัดถูด้วยมือทั้งสองข้างเพื่อให้น้ำไปถึงทั่วทุกส่วนของร่างกาย

ข้อห้ามสำหรับผู้ที่อยู่ในหะดัษใหญ่ จนกว่าจะอาบน้ำชำระร่างกาย มีดังนี้

01 การละหมาด

02 การตอวาฟรอบกะอ์บะฮ์

03. การอยู่ในมัสยิด อนุญาตให้เดินผ่านเท่านั้นโดยไม่เข้าไปอยู่ด้านใน

04. การสัมผัสอัลกุรอาน

05. อ่านอัลกุรอาน

ตะยัมมุม

หากไม่มีน้ำสำหรับทำความสะอาด หรือ ไม่สามารถใช้น้ำได้ เนื่องจากป่วย เป็นต้น และกลัวว่า จะไม่ทันละหมาด ก็สามารถทำการตะยัมมุมด้วยดินฝุ่นได้

ลักษณะของการตะยัมมุม คือ การใช้มือทั้งสองข้างตบบนดินฝุ่นหนึ่งครั้ง แล้วใช้มือทั้งสองข้างลูบใบหน้าแล้วลูบมือทั้งสองข้างเท่านั้น มีเงื่อนไขว่า ดินฝุ่นจะต้องสะอาด

สิ่งที่จะทำให้เสียตะยัมมุม มีดังนี้

1. ตะยัมมุมจะเสียเช่นเดียวกับสิ่งที่ทำให้เสียน้ำละหมาด

2. เมื่อมีการเจอน้ำก่อนเริ่มปฏิบัติศาสนกิจที่เตรียมการด้วยการตะยัมมุม

การละหมาด

อัลลอฮ์ได้กำหนดให้มุสลิมทำการละหมาด 5 เวลา ในวันหนึ่งและคืนหนึ่ง คือ ฟัจร์ ซุฮรี อัสรี มัฆริบ และอีชา

การเตรียมตัวสำหรับการละหมาด

เมื่อเข้าเวลาละหมาด ชาวมุสลิมจะชำระทำความสะอาดจากหะดัษเล็กและหะดัษใหญ่ หากอยู่ในหะดัษใหญ่

หะดัษใหญ่ คือ สิ่งทำให้มุสลิมจำเป็นต้องทำความสะอาดด้วยการชำระร่างกาย

หะดัษเล็ก คือ สิ่งที่ให้มุสลิมจำเป็นต้องอาบน้ำละหมาด

มุสลิมจะต้องทำการละหมาดด้วยเสื้อผ้าที่สะอาด สถานที่ที่สะอาดปราศจากสิ่งสกปรก และต้องปกปิดร่างกาย (ตามที่ศาสนาได้บัญญัติไว้)

มุสลิมจะต้องสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับทำการละหมาดและปกปิดร่างกาย และสำหรับผู้ชายไม่อนุญาตให้ทำการละหมาดที่ไม่มีการปกปิดระหว่างสะดือถึงหัวเข่า

สำหรับผู้หญิงจำเป็นจะต้องปกปิดทั่วร่างกาย ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ

ในระหว่างที่ประกอบพิธีละหมาด ห้ามพูดคุย ยกเว้นคำกล่าวเฉพาะที่เจาะจงไว้สำหรับทำการละหมาดเท่านั้น ตั้งใจฟังอิหม่ามในการนำละหมาด ห้ามหันไปมาในระหว่างการละหมาด หากไม่สามารถท่องจำคำกล่าวเฉพาะเพื่อทำการละหมาดได้ ก็ให้กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ์และสรรเสริญพระองค์จนกว่าจะเสร็จสิ้นการละหมาด และจะต้องรีบเรียนรู้การละหมาดและคำกล่าวต่างๆ สำหรับทำการละหมาด

และเพื่อให้เราละหมาดได้อย่างถูกต้อง ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ เราจึงต้องปฏิบัติตามและยึดมั่นในขั้นตอนดังต่อไปนี้:

ลำดับที่ 1:อันนียะฮ์ (การตั้งเจตนา) ด้วยหัวใจที่จะปฏิบัติศาสนบัญญัติตามที่ตั้งใจไว้

ภายหลังจากที่ฉันได้อาบน้ำละหมาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็หันหน้าไปทางกิบละฮ์ และฉันก็ทำการละหมาดด้วยการยืน หากมีความสามารถที่จะยืนละหมาดได้

ลำดับที่ 2: ฉันยกมือทั้งสองขึ้นสูงระดับไหล่ และกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" พร้อมตั้งใจที่เริ่มเข้าการละหมาด

ลำดับที่ 3: อ่านดุอาอ์อัลอิสติฟตาห์ ตามที่มีการรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยคำกล่าวที่ว่า: (ซุบฮานะกัลลอฮุมมา วะบิฮัมดิกะ วะตะบาเราะกัสมุกะ วะตะอะลาญัดดุกะ วะอะลาอิลาฮะฆ็อยรุกะ) ความว่า "มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮ์และด้วยการสรรเสริญพระองค์ และพระนามของพระองค์จำเริญยิ่งแล้ว และบารมีของพระองค์สูงส่งยิ่งแล้ว และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์"

ลำดับที่ 4: ฉันขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์เพื่อให้ห่างไกลจากชัยฏอนผู้ที่ถูกสาปแช่ง ด้วยการกล่าวว่า (อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอนิรเราะญีม) ความว่า "ฉันขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์เพื่อให้ห่างไกลจากชัยฏอนผู้ที่ถูกสาปแช่ง"

ลำดับที่ 5: ฉันจะอ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ทุกร็อกอะฮ์ของการละหมาด คือ (อัลหัมดุลิลลาฮิ ร็อบบิลอาละมีน) ความว่า: "มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก" * (อัรเราะห์มา นิรเราะฮีม) ความว่า: "ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ" * (มาลิกิเยามิดดีน) ความว่า: "ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน" * (อียากันะอ์บุดุ วะอียากะนัสตะอีน) ความว่า: "เฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวกข้าพระองค์เคารพภัคดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ" * (อิห์ดินัศศิรอ ฏ็อลมุสตะกีม) ความว่า: "ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ ซึ่งทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด" * (ศิรอฏ็อลละซี นะอันอัมตะอะลัยฮิม ฆ็อยรินมัฆดูบิอะลัยฮิม วะลัดดอนลีน) ความว่า: "(คือ) ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา มิใช่ทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด"

จากนั้นให้กล่าวว่า "อามีน" ความหมายคือ โอ้อัลลอฮ์ขอพระองค์โปรดตอบรับด้วยเถิด

ฉันจะอ่านอายะฮ์อัลกุรอานตามที่สะดวก หลังจากอ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์เสร็จในร็อกอะฮ์แรกและร็อกอะฮ์ที่สองของการละหมาดทุกเวลา การปฏิบัติเช่นนี้มิใช่เป็นวาญิบ แต่การปฏิบัติเช่นนี้ได้ซึ่งผลบุญอันใหญ่หลวง

ลำดับที่ 6: กล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" ความว่า (อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่) แล้วก็ก้มรุกูอ์ จนกระทั่งหลังตรงตั้งฉาก มือจับหัวเข่า โดยแยกนิ้วออกห่างจากกัน และกล่าวในขณะรุกูอ์ว่า "ซุบฮานะร็อบบิยัลอะศีม" ความว่า (มหาบริสุทธิ์ พระผู้อภิบาลของข้า ผู้ทรงยิ่งใหญ่) สามครั้ง

ลำดับที่ 7: ฉันจะเงยศรีษะขึ้นจากการรุกูอ์ พร้อมกล่าวว่า "ซะมิอัลลอฮุลิมัน หะมิดะฮ์" ความว่า (อัลลอฮ์ทรงได้ยินสำหรับผู้ที่สรรเสริญพระองค์) ยกมือขึ้นในระดับหัวไหล่ เมื่อยืนตรงก็กล่าวว่า "ร็อบบะนา วะละกัลฮัมด์" ความว่า (โอ้พระผู้อภิบาลแห่งเรา ขอสรรเสริญแด่พระองค์)

ลำดับที่ 8: กล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" ความว่า (อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่) และลงสุญูดโดยสองมือ สองหัวเข่า สองเท้า หน้าผากและจมูก ติดกับพื้น และกล่าวในขณะสุญูดว่า "ซุบฮานะร็อบบิยัลอะอ์ลา" ความว่า (มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของข้าผู้ทรงสูงส่ง) สามครั้ง

ลำดับที่ 9 : ฉันจะกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" ความว่า (อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่) ฉันจะยกศรีษะขึ้นจากสุญูด และนั่งบนเท้าซ้ายที่วางพับบนพื้น และเท้าขวายันกับพื้น และกล่าวว่า "ร็อบบิฆฟิรลี" ความว่า (โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ โปรดอภัยโทษแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด) สามครั้ง

ลำดับที่ 10: ฉันจะกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" ความว่า (อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่) และทำการสุญูดอีกครั้ง เหมือนการสุญูดครั้งแรก

ลำดับที่ 11: ฉันจะลุกขึ้นจากสุญูด พร้อมกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" ความว่า (อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่) จนกระทั่งยืนนิ่ง และฉันจะปฏิบัติในร็อกอะฮ์ที่เหลือเหมือนกับการปฏิบัติในร็อกอะฮ์แรก

หลังจากร็อกอะฮ์ที่สองของการละหมาดซุฮริ อัศริ มัฆริบ และอิชา ให้กล่าวระหว่างนั่งตะชะฮ์ฮุดแรก คือ: "อัตตะฮิยาตุลิลลาฮ์ วัศเศาะลาตุวัตต็อยยิบาต อัสสลามุอะลัยกะ อัยยุฮันนะบียุ วะเราะมาตุลลอฮิ วะบะเราะกาตุฮ์ อัสสลามุอะลัยนา วะอะลา อิบาดิลลา ฮิศศอลิฮีน อัชฮะดุอันลาอิลาฮา อิลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดุ อันนะ มุฮัมมะดัน อับดุฮุ วะเราะซูลุฮ์" ความว่า (ความเคารพความภักดี และคุณธรรมทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ขอความสันติสุข ความเมตตาจากอัลลอฮ์ และความจำเจริญแห่งพระองค์จงมีแด่ท่านโอ้ท่านนบี ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกเราและแก่บรรดาบ่าวที่มีคุณธรรมแห่งอัลลอฮ์ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์) และหลังจากนั้นฉันก็จะลุกขึ้นละหมาดต่อในร็อกอะฮ์ที่สาม

หลังจากร็อกอะฮ์สุดท้ายของการละหมาดทุกเวลา ฉันจะนั่งอ่านตะชะฮ์ฮุดสุดท้าย คือ "อัตตะฮิยาตุลิลลาฮ์ วัศเศาะลาตุวัตต็อยยิบาต อัสสลามุอะลัยกะ อัยยุฮันนะบียุ วะเราะมาตุลลอฮิ วะบะเราะกาตุฮ์ อัสสลามุอะลัยนา วะอะลา อิบาดิลลา ฮิศศอลิฮีน อัชฮะดุอันลาอิลาฮา อิลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดุ อันนะ มุฮัมมะดัน อับดุฮุ วะเราะซูลุฮ์ อัลลอฮุมมา ศ็อลลิ อะลามุฮัมมัด วะอะลา อาลิ มุฮัมมัด กะมาศ็อลลัยตะอะลาอิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุมมะญีด อัลลอฮุมมา บาริก อะลามุฮัมมัด วะอะลา อาลิ มุฮัมมัด กะมาบาร็อกตะอะลาอิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุมมะญีด" ความว่า (เกียรติทั้งมวล ความจำเริญทั้งหลาย การละหมาดทั้งหมด และความดีต่างๆ ล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์(เพียงผู้เดียวเท่านั้น) ขอความสันติ ความเมตตาและความจำเริญของพระองค์พึงมีแด่ท่านโอ้นบีมูฮัมหมัด ความสันติสุขจงประสบแด่พวกเราและแด่ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมทุกคน ฉันขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าผู้สมควรแก่การเคารพสักการะอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และฉันขอปฏิญาณตนว่าท่านนบีมูฮัมหมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์ โอ้ อัลลอฮ์ โปรดประทานความเมตตาแก่นบีมุฮัมหมัด และแก่ครอบครัวของท่านนบีมูฮัมหมัด เฉกเช่นความเมตตาที่พระองค์ได้ให้แก่ท่านนบีอิบรอฮีมและครอบครัวของท่านนบีอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ทรงเป็นที่น่าสรรเสริญ และผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง และขอพระองค์โปรดประทานความจำเริญแก่นบีมูฮัมหมัดและครอบครัวของนบีมูฮัมหมัด เฉกเช่นความจำเริญที่พระองค์ประทานแก่นบีอิบรอฮีมและครอบครัวของนบีอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ทรงเป็นที่น่าสรรเสริญ และผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง)

ลำดับที่ 12 : หลังจากนั้นฉันก็จะให้สลามด้วยการหันขวา พร้อมกล่าวว่า "อัสสลามุอะลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮ์" ความว่า (ขอความสันติและความเมตตาจากอัลลอฮ์จงมีแด่พวกท่าน) และหันซ้ายพร้อมกล่าวว่า "อัสสลามุอะลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮ์" ความว่า (ขอความสันติและความเมตตาจากอัลลอฮ์จงมีแด่พวกท่าน) โดยตั้งใจที่จะออก (สิ้นสุด) จากการละหมาด และจากกระทำนั้น จึงเป็นการเสร็จสิ้นการละหมาด.

การสวมฮิญาบของสตรีมุสลิมะฮ์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: โอ้นบีเอ๋ย จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้าและบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงในหมู่ผู้ศรัทธา ให้พวกนางกระชับเสื้อคลุมของพวกนางให้มิดชิด นั่น เป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะได้เป็นที่สังเกต เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงปราณีเสมอ [อัล-อะห์ซาบ : 59]

อัลลอฮ์ทรงบัญญัติเหนือสตรีมุสลิมทุกคนต้องคลุมฮิญาบ ปกปิดอวัยวะพึงสงวน ปกปิดเรือนร่างทุกส่วนจากผู้ชายบุคคลภายนอกด้วยเครื่องแต่งกายที่นิยมสวมใส่ในประเทศของตน ไม่อนุญาตให้ถอดฮิญาบ ยกเว้นต่อหน้าสามีหรือมะห์รอมเท่านั้น มะห์รอม คือ บุคคลที่ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงดังกล่าวแต่งงานกับผู้ชายเหล่านั้นตลอดกาล ได้แก่: บิดาและบรรพบุรุษฝ่ายบิดา, บุตรชายและลูกหลานชาย, ลุงและอา (พี่น้องของพ่อ) และลุงและน้า (พี่น้องของแม่), พี่น้องชาย, บุตรของพี่น้องชาย และบุตรของพี่น้องหญิง, สามีของมารดา, บิดาของสามีและบรรพบุรุษฝ่ายบิดาของสามี, บุตรชายของสามีและลูกหลานชายของเขา, พี่น้องร่วมน้ำนม, สามีของแม่นม, และผู้ที่ต้องห้าม (แต่งงาน) เนื่องจากการร่วมน้ำนม ก็คือผู้ที่ต้องห้ามเนื่องจากสายเลือดเช่นกัน

สตรีมุสลิมต้องคำนึงในการแต่งตัว ดังเงื่อนไขต่อไปนี้:

หนึ่ง : ปกปิดมิดชิดทั่วเรือนร่าง

สอง : เสื้อผ้าที่สวมใส่มิใช่เพื่อประดับประดา หากอยู่ต่อหน้าชายแปลกหน้า

สาม : เสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องไม่บางเห็นเรือนร่าง

สี่ : เสื่้อผ้าที่สวมใส่ต้องไม่รัดรูปเห็นรูปทรงของเรือนร่าง

ห้า : ต้องไม่ใช้เครื่องหอม หากนางจะเดินผ่านผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมซึ่งจะได้กลิ่นหอมจากนาง

หก : การแต่งตัวต้องไม่เหมือนกับการแต่งตัวของผู้ชาย

เจ็ด : ต้องไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมือนต่างศาสนิกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาหรือวันเฉลิมฉลองของพวกเขา

แปด : ต้องไม่เป็นเสื้อผ้าเพื่อชื่อเสียง

คุณลักษณะของผู้ศรัทธา

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า: แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้น คือ ผู้ที่เมื่ออัลลอฮ์ถูกกล่าวขึ้นแล้ว หัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ได้ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นก็จะเพิ่มพูนการศรัทธาแก่พวกเขา และแด่พระผู้อภิบาลของพวกเขาเท่านั้นพวกเขาจะมอบหมาย [อัลอันฟาล : 2]

- มีความสัจจริงในคำพูดและไม่โกหก

- ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาและพันธสัญญา

- ไม่ทำร้ายคู่กรณี

- มีความซื่อสัตย์

- รักพี่น้องมุสลิมเสมือนรักตัวเอง

- เป็นคนใจกว้าง

- ทำดีต่อเพื่อนมนุษย์

- เชื่อมสายสัมพันธ์กับเครือญาติ

- พึงพอใจในกฎกำหนดแห่งอัลลอฮ์ แสดงความขอบคุณในยามสุข และอดทนในยามทุกข์

- มีความละอาย

- มีความเมตตา

- จิตใจปลอดภัยไม่อิจฉาริษยา และร่างกายปลอดภัยไม่ทำร้ายผู้อื่น

- ให้อภัยต่อผู้คนเสมอ

- ไม่ยุ่งกับดอกเบี้ย

- ไม่ผิดประเวณี

- ไม่ดื่มสุรา

- ประพฤติดีต่อเพื่อนบ้าน

- ไม่อธรรมและไม่คดโกง

- ไม่ขโมยและฉ้อฉล

- ทำดีต่อบิดามารดา แม้บิดามารดามิได้เป็นมุสลิมก็ตาม และเชื่อฟังทั้งสองในเรื่องที่ดี

- อบรมสั่งสอนบุตรให้อยู่ในทำนองคลองธรรม สั่งใช้ให้ปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ และห้ามพวกเขาให้ห่างไกลสิ่งต้องห้ามและอบายมุข

- ไม่เลียนแบบการกระทำของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมในลักษณะเฉพาะทางศาสนาของพวกเขา หรือขนบธรรมเนียมที่ได้กลายเป็นเอกลักษณ์และสัญลักษณ์เฉพาะสำหรับพวกเขา

- กลับตัวสู่อัลลอฮ์ และขออภัยโทษต่อพระองค์จากความบกพร่องและบรรดาบาปของตน

กฎเกณฑ์ที่สำคัญในหลักความเชื่อของมุสลิม

01 อัลลอฮ์คือพระผู้อภิบาลของเรา ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ไม่มีผู้อภิบาลอื่นใดนอกจากพระองค์ และไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์ ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และไม่มีสิ่งใดทำให้พระองค์ทรงไร้ความสามารถ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น

02 อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงสถิตอยู่บนฟากฟ้า ทรงสูงส่งเหนือทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และทรงไม่ปะปนกับพวกเขา ความสูงส่งของพระองค์นั้นสมบูรณ์ในทุกด้าน คือสูงส่งในด้านซาต (ตัวตน) สูงส่งในด้านเกียรติ และสูงส่งในด้านอำนาจ และพระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ ทรงครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง

3. เรายืนยันบรรดาพระนามและคุณลักษณะที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงยืนยันไว้สำหรับพระองค์เอง หรือที่ศาสนทูตของพระองค์ มุฮัมหมัด -ศ็อลลอลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ได้ยืนยัน และเราปฏิเสธสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงปฏิเสธต่อพระองค์เอง หรือที่ศาสนทูต -ศ็อลลอลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ได้ปฏิเสธ

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตอบรับคำวิงวอน ทรงตอบสนองความต้องการ และทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่ง ไม่มีผู้ใดให้โทษและให้ประโยชน์ได้นอกจากพระองค์ และบ่าวไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากพระองค์แม้เพียงชั่วพริบตาเดียว และไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับมุสลิมที่จะมุ่งไปยังสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ในอิบาดะฮ์ประเภทใด ๆ ก็ตาม เช่น การขอดุอาอ์ การละหมาด การบนบาน การเชือดพลี ความเกรงกลัว ความหวัง การมอบหมาย และอิบาดะฮ์อื่น ๆ ทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น และผู้ใดที่ทำอิบาดะฮ์ใด ๆ ให้กับสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ์ ตะอาลา เขาผู้นั้นคือผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์

บาปที่ใหญ่หลวงและมหันตโทษที่ร้ายแรงที่สุดคือ การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ผู้ใดที่เสียชีวิตไปในสภาพของการตั้งภาคีนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามสวรรค์สำหรับเขา และที่พำนักของเขาคือไฟนรก ซึ่งเป็นบาปที่อัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยให้ หากบ่าวเสียชีวิตไปในสภาพนั้นโดยที่ยังมิได้เตาบะฮ์กลับเนื้อกลับตัวจากมัน

06 สิ่งที่จะพลาดจากบ่าวไปนั้น มันจะไม่มาประสบกับเขา และสิ่งที่จะประสบกับเขานั้น มันจะไม่พลาดจากเขาไป และมุสลิมจะต้องศรัทธาต่อการตัดสินและการกำหนดของอัลลอฮ์ พอใจกับการกำหนดต่างๆ ของอัลลอฮ์ ตะอาลา และสรรเสริญและขอบคุณพระผู้อภิบาลของเขาในทุกสถานการณ์

07 นบีของเรา มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุดและเป็นนบีท่านสุดท้าย ท่านคือผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือและได้รับการอนุมัติในวันพิพากษา อัลลอฮ์ได้ทรงรับท่านเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรักยิ่ง เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงรับอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม เป็นผู้ที่พระองค์ทรงรักยิ่ง

10. คัมภีร์ของเราคืออัลกุรอานอันทรงเกียรติ เป็นคัมภีร์มหัศจรรย์ที่ได้รับการยืนยันถึงความถูกต้อง และการอ่านนั้นถือเป็นการทำอิบาดะฮ์ ซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประทานลงมาแก่ท่านนบีของเรา มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยผ่านทางท่านญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ผู้เป็นมะลาอิกะฮ์ที่ประเสริฐที่สุด และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงพิทักษ์รักษามันไว้จากการบิดเบือนและการเปลี่ยนแปลง ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ แท้จริงเราเป็นผู้ประทานข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน [อัลฮิจญร์ : 9]

11- ผู้ที่ใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์มากที่สุด คือผู้ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามศาสนบัญญัติของพระองค์มากที่สุด ชาวอาหรับไม่เหนือกว่าคนไม่ใช่อาหรับ และคนไม่ใช่อาหรับก็ไม่เหนือกว่าชาวอาหรับ และคนผิวขาวไม่เหนือกว่าคนผิวดำ และคนผิวดำก็ไม่เหนือกว่าคนผิวขาว เว้นแต่ด้วยความยำเกรงเท่านั้น มวลมนุษย์นั้นมาจากอาดัม และอาดัมนั้นมาจากดิน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ์นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า [อัล-หุจรอต : 13]

12- มุสลิมต้องศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ผู้ทรงเกียรติที่เป็นผู้บันทึก และเชื่อมั่นในการมีอยู่จริงของพวกเขา ว่าพวกเขาคือบ่าวที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงสร้างพวกเขามาจากรัศมี และพวกเขาเป็นสิ่งถูกสร้างหนึ่งของอัลลอฮ์ ตะอาลา และในหมู่พวกเขานั้นมีญิบรีล ผู้ถูกมอบหมายให้รับวะฮ์ยู, มีกาอีล ผู้ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่เรื่องน้ำฝน, อิสรอฟีล ผู้ถูกมอบหมายให้เป่าสังข์, และมะละกุลเมาต์ ผู้ถูกมอบหมายให้รับวิญญาณของปวงบ่าว

13- มุสลิมศรัทธาต่อบรรดาสัญญาณของวันสิ้นโลก การปรากฏตัวของมะซีหุดดัจญาล การลงมาของนบีอีซา บุตรของมัรยัม อะลัยฮิสสลาม จากฟากฟ้าในช่วงสุดท้ายของโลก และการขึ้นของดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตก

14- มุสลิมต้องยึดมั่นเชื่อในการลงโทษในหลุมฝังศพสำหรับผู้ที่สมควรได้รับ และความสุขสบายในหลุมฝังศพสำหรับผู้ที่สมควรได้รับ และการสอบสวนของมะลาอีกะฮ์ชื่อมุนกัรและนะกีรในหลุมฝังศพของเขาเกี่ยวกับพระเจ้าของเขา ศาสนาของเขา และนบีของเขา และเชื่อว่าหลุมฝังศพคือสวนหนึ่งจากบรรดาสวนต่างๆ ของสวรรค์ หรือไม่ก็เป็นหลุมหนึ่งจากบรรดาหลุมต่างๆ ของขุมนรก

15- เชื่อมั่นต่อการฟื้นคืนชีพและการตอบแทนการงานในวันกิยามะฮ์ และเชื่อว่าสวรรค์และนรกเป็นสองสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นแล้ว และจะไม่มีวันสูญสลายตลอดไป

16- ไสยศาสตร์คือการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ไม่อนุญาตให้เรียนรู้มันและไปหาบรรดานักไสยศาสตร์และผู้หลอกลวง และมุสลิมจะไม่เชื่อถือหมอดูหรือนักพยากรณ์ ดังนั้นผู้ใดที่เชื่อถือเขาทั้งสอง แท้จริงแล้วเขาผู้นั้นได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

17 - มุสลิมย่อมรักบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และรักผู้ที่รักพวกเขา และเกลียดชังผู้ที่เกลียดชังพวกเขา เพราะการรักพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาและเป็นคุณงามความดี และการเกลียดชังพวกเขาคือการปฏิเสธศรัทธาและการกลับกลอก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "พวกท่านอย่าได้ด่าทอเศาะฮาบะฮ์ของฉัน" (บันทึกโดยมุสลิม) และทุกคนที่กล่าวให้ร้ายหรือดูหมิ่นเศาะฮาบะฮ์ท่านใด (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุม) เขาคือผู้ที่หลงผิดและเป็นผู้อุตริกรรม (มุบตะดิอ์)

16- มุสลิมยืนยันว่าเคาะลีฟะฮ์หลังจากท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม คือ: อันดับแรก อบูบักร์ อัศ-ศิดดีก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ โดยให้ความประเสริฐและให้ท่านอยู่ก่อนประชาชาติทั้งปวง, จากนั้น อุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ, จากนั้น อุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ, แล้ว อะลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ, และพวกเขาคือบรรดาเคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมและบรรดาอิหม่ามผู้ได้รับการชี้นำ

17- การประกอบอิบาดะฮ์เป็นเรื่องที่จะคิดค้นเองไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ทำการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ด้วยอิบาดะฮ์ใดๆ เว้นแต่ว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ปรากฏหลักฐานยืนยันในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา หรือในซุนนะฮ์ของศาสนทูตของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และอิบาดะฮ์ใดก็ตามที่ผู้คนอุตริขึ้นมาภายหลังการเสียชีวิตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งไม่ได้อยู่บนแนวทางของท่าน อิบาดะฮ์นั้นย่อมเป็นบิดอะฮ์ที่ถูกปฏิเสธ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: (ผู้ใดที่อุตริขึ้นมาในกิจการของเรานี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากมัน สิ่งนั้นย่อมถูกปฏิเสธ) (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์)

18- การตอบรับอิบาดะฮ์นั้นขึ้นอยู่กับสองหลักการพื้นฐาน คือ การบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ในการทำอิบาดะฮ์ และประการที่สองคือการปฏิบัติตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในอิบาดะฮ์นั้น ดังนั้น อิบาดะฮ์จึงไม่ถูกตอบรับหากปราศจากความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ และจะไม่ถูกตอบรับหากไม่เป็นไปตามแนวทางของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ความสุขของฉันในศาสนาอิสลามของฉัน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า ผู้ใดกระทำความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา แน่นอนเราจะทำให้ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาด้วยการตอบแทนที่ดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ [อันนะห์ลุ : 97]

หนึ่งในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เกิดความสุข ความอิ่มเอิบ และสบายใจ คือ การที่หัวใจของมุสลิมผูกพันกับพระเจ้าของเขาโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ยังมีชีวิต หรือ ตายไปแล้ว หรือ เจว็ด ซึ่งอัลลอฮ์ได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานไว้ว่า พระองค์อยู่ใกล้ชิดกับบ่าวของพระองค์ตลอดเวลา ได้ยินพวกเขา และตอบรับคำวิงวอนของพวกเขา ดังที่พระองค์ตรัสว่า: เมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าถึงข้า แท้จริงข้าอยู่ใกล้ (พวกเขาเสมอ) ข้าตอบสนองต่อการเรียกร้องของผู้ที่วิงวอนเมื่อเขาได้วิงวอนต่อข้า ดังนั้นพวกเขาจึงควรตอบรับการเรียกร้องของข้า (โดยเชื่อฟังคำสั่งของข้า) และศรัทธาต่อข้า เพื่อว่าพวกเขาจะได้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 186] อัลลอฮ์ได้สั่งใช้เราให้ดุอาอ์ (ขอพร) ต่อพระองค์ และได้ทำให้การดุอาอ์นั้นเป็นการอิบาดะฮ์ (สวามิภักดิ์) ที่ดียิ่ง ที่จะทำให้มุสลิมนั้นได้ใกล้ชิดพระองค์ พระองค์ตรัสว่า: และพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าตรัสว่า "จงวิงวอนต่อข้าเถิด ข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า แท้จริงบรรดาผู้หยิ่งผยองที่ไม่เคารพสักการะข้า จะต้องตกนรกอย่างอัปยศ [ฆอฟิร : 60] ดังนั้นการเป็นมุสลิมที่ดีนั้น เขาจะมีความต้องการต่อพระผู้อภิบาลของเขาอยู่เสมอ เขาจะขอพรวิงวอนต่อพระองค์เสมอ และเข้าใกล้พระองค์ด้วยการทำอิบาดะฮ์ที่ดี (ปฏิบัติศาสนากิจและความดีงาม)

อัลลอฮ์ได้สร้างเราขึ้นมาในจักรวาลแห่งนี้ มีวิทยปัญญาที่ยิ่งใหญ่ มิได้สร้างเราขึ้นมาด้วยความไร้สาระ นั่นคือการจงรักภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว โดยไม่มีการตั้งภาคีใดๆ และได้บัญญัติศาสนาของพระองค์แก่เราซึ่งเป็นศาสนาที่ครบวงจรเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเราทั้งในเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม และศาสนบัญญัติที่ยุติธรรมนี้ ได้รักษาไว้ซึ่งความจำเป็นในชีวิตมนุษย์ นั้นคือ ศาสนาของเรา ชีวิตของเรา สิทธิของเรา สติปัญญาของเรา และทรัพย์สินของเรา ผู้ใดที่ดำเนินชีวิตด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วยการห่างไกลจากสิ่งต้องห้าม เขาผู้นั้นได้รักษาไว้ซึ่งความจำเป็นในชีวิต และเขาจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ

และความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับพระผู้อภิบาลของเขานั้นลุ่มลึกมาก ซึ่งก่อให้เกิดความสงบและความสบายใจ ความรู้สึกสงบ ปลอดภัย มีความสุข และรู้สึกว่าอยู่กับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ตลอดเวลา ที่คอยให้ความช่วยเหลือปกป้องดูแลบ่าวของพระองค์ผู้ศรัทธา พระองค์ ตรัสว่า: อัลลอฮ์คือผู้ทรงพิทักษ์บรรดาผู้ศรัทธา พระองค์ทรงนำพวกเขาออกจากส่วนลึกของความมืดต่าง ๆ สู่ความสว่าง [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 257]

ความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่นี้ เป็นสภาวะทางอารมณ์ความรู้สึกที่นำไปสู่การมีความสุขในการประกอบอิบาดะฮ์ต่อพระองค์ และมีความปรารถนาที่จะพบเจอกับพระองค์ หัวใจของเขาทะยานสู่ท้องฟ้าแห่งความสุขด้วยความรู้สึกที่สัมผัสถึงความหอมหวานแห่งการศรัทธา

ความหอมหวานดังกล่าวไม่อาจสาธยายถึงความสุขได้ยกเว้นผู้ที่ได้ลิ้มรสด้วยการจงรักภักดีต่อพระเจ้าและห่างไกลกับสิ่งต้องห้าม ท่านนบีมุฮัมหมัด -ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- กล่าวว่า: ผู้ที่ได้ลิ้มรสชาติของการศรัทธาอย่างแท้จริง คือผู้ที่พอใจในอัลลอฮ์เป็นพระเจ้าของเขา และในอิสลามเป็นศาสนาของเขา และในมุฮัมมัดเป็นเราะซูลของเขา (บันทึกโดย มุสลิม)

ใช่แล้ว เมื่อใดที่คนหนึ่งคนใดได้รู้สึกว่าเขาอยู่ตรงหน้าผู้ทรงสร้างเขา และเขารู้จักพระนามของพระองค์ คุณลักษณะที่งดงามของพระองค์ จงรักภักดีต่อพระองค์เสมือนเขาเห็นพระองค์ มีความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติศาสนกิจต่อพระองค์และไม่หวังจากการปฏิบัติศาสนกิจนั้นซึ่งสิ่งอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่เท่านั้น เขาผู้นั้นจะใช้ชีวิตอย่างดีและมีความสุขในโลกนี้และรับผลตอบแทนที่ดีในโลกหน้า

แม้กระทั่งอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประสบกับผู้ศรัทธาในโลกนี้ แท้จริงความเจ็บปวดของอุปสรรคนั้น จะหายไปด้วยความมั่นใจที่หนักแน่น และพอใจในกฎกำหนดแห่งสภาวะการณ์ของอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง และสรรเสริญพระองค์ในทุกการกำหนดทั้งความดีและความชั่วด้วยความพอใจอย่างสมบูรณ์

และสิ่งที่ผู้ศรัทธาควรให้ความสำคัญเพื่อเพิ่มความสุขและความสงบสุขของเขา คือ การรำลึกถึงอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งและการอ่านอัลกุรอ่านให้มาก ดังที่พระองค์ตรัสว่า: (คือ) บรรดาผู้ศรัทธา และจิตใจของพวกเขาสงบด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮ์ พึงรู้เถิดว่า ด้วยการ "ซิกรุลลอฮ์" ทำให้จิตใจสงบ [อัรเราะอ์ดุ : 28] ยิ่งผู้ศรัทธารำลึกถึงอัลลอฮ์และอ่านอัลกุรอานมากเท่าใด ความสัมพันธ์ของเขากับอัลลอฮ์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และทำให้จิตใจได้รับการขัดเกลาจิตใจและทำให้ความศรัทธาของเขานั้นเข้มแข็งมากขึ้น

และผู้ศรัทธาควรมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ศาสนาจากแหล่งที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างถูกต้องชัดเจน ท่านนบีมุฮัมมัด -ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- กล่าวไว้ว่า การศึกษาหาความรู้เป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาทุกคน (บันทึกโดย อิบนุมาญะฮ์) และต้องเป็นผู้ที่ยอมจำนนต่อพระบัญชาของอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงสร้าง ไม่ว่าเขาจะรู้ถึงวิทยปัญญาของพระบัญชานั้นหรือไม่ก็ตาม ซึ่งอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อันทรงเกียรติของพระองค์ไว้ว่า: ไม่บังควรสำหรับผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิงคนใด เมื่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว ที่จะมาเกี่ยงในกิจการของพวกเขา และผู้ใดละเมิด (ในบัญญัติของอัลลอฮ์) และเราะซูลของพระองค์แล้ว ดังนั้น แน่นอนเขาได้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง [อัล-อะห์ซาบ : 36]

ขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานพรและประทานความสันติแด่ท่านนบีมุฮัมมัดของพวกเรา และแด่วงศ์วานของท่าน และอัครสาวกของท่านทั้งหมด