Skip to content
บทความสั้น 2 เรื่อง ว่าด้วยซะกาตและการถือศีลอด

บทความสั้น 2 เรื่อง ว่าด้วยซะกาตและการถือศีลอด

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงข้อบังคับเรื่องซะกาตและการถือศีลอด โดยอธิบายถึงบทบัญญัติและคุณประโยชน์ของทั้งสอง พร้อมทั้งย้ำเตือนถึงสิทธิของอัลลอฮ์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ โดยมีเนื้อหาประกอบด้วยการอธิบายบทบัญญัติเกี่ยวกับซะกาต ประเภทของทรัพย์สินที่ต้องจ่ายซะกาต ความประเสริฐของเดือนรอมฎอน บทบัญญัติการถือศีลอดและมารยาทต่างๆ ด้วยรูปแบบทางวิชาการที่ผสมผสานระหว่างการวางรากฐานตามหลักชะรีอะฮ์และการชี้แนะในเชิงขัดเกลาจริยธรรม

Language: lang_th
Prepared by: อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ์ บิน บาซ
Version: 2.0

บทความสั้น 2 เรื่อง ว่าด้วยซะกาตและการถือศีลอด

ชัยค์

อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ์ บิน บาซ

เราะหิมะฮุลลอฮ์

บทความที่ : 1

ว่าด้วยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับซะกาต

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรานีเสมอ

มวลการสรรเสริญที่สมบูรณ์ยิ่งเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว ขอพรอันประเสริฐและความศานติจงมีแด่มุหัมมัด ผู้ซึ่งไม่มีศาสนทูตใดหลังจากท่าน และแด่ประชาชาติ ตลอดจนบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน :

แท้จริงสิ่งที่กระตุ้นให้เขียนถ้อยคำนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการตักเตือนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อบังคับเรื่องซะกาต ซึ่งมุสลิมจำนวนมากได้ละเลย จนไม่จ่ายซะกาตอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง และเป็นหนึ่งในหลักการอิสลามห้าประการ ซึ่งโครงสร้างของอิสลามจะตั้งมั่นอยู่ไม่ได้หากปราศจากหลักการนี้ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “อิสลามนั้นถูกสร้างบนหลักการห้าประการนั่นคือ การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์ และมุหัมมัดนั้นคือเราะสูลของอัลลอฮ์ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยติลลาฮ์”[1], หะดีษบทนี้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้อง [1] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ (8) และมุสลิม (16)

การบัญญัติซะกาตให้กับมุสลิมนั้น คือหนึ่งในความดีงามอันประจักษ์ชัดที่สุดของอิสลาม และเป็นการเอาใจใส่ในกิจการของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ทั้งนี้เนื่องด้วยคุณประโยชน์อันมากมาย และความต้องการอย่างยิ่งยวดของบรรดาผู้ยากจนมุสลิมที่มีต่อซะกาต

ดังนั้น ส่วนหนึ่งจากประโยชน์ของมันคือ การกระชับสายใยแห่งความรักใคร่ระหว่างคนรวยและคนจน เพราะโดยธรรมชาติแล้วจิตใจของมนุษย์ย่อมรักผู้ที่ทำดีต่อตน

การชำระและขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ และการออกห่างจากคุณลักษณะของความขี้หวงและความตระหนี่ ดังที่อัลกุรอานอันทรงเกียรติได้ชี้ถึงความหมายนี้ในดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า: (โอ้ มุฮัมหมัด) เจ้าจงเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขาเป็นทาน เพื่อทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ และขัดเกลาพวกเขาโดยนัยแห่งการบริจาคนั้น... (สูเราะฮ์ อัต-เตาบะฮ์ : 103)

การฝึกฝนมุสลิมให้มีคุณลักษณะของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเอื้ออาทร และความเมตตาต่อผู้ที่ขัดสน

การนำมาซึ่งความจำเริญ การเพิ่ม และการทดแทนจากอัลลอฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: และสิ่งใดที่พวกเจ้าบริจาคไปพระองค์จะทรงทดแทนมัน และพระองค์นั้นทรงเป็นผู้ดีเลิศแห่งบรรดาผู้ประทานปัจจัยยังชีพ (สูเราะฮ์ สะบะอ์ : 39) และคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ในหะดีษที่ถูกต้อง ที่ว่า: อัลลอฮ์ตรัสว่า: โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย จงใช้จ่ายในหนทางของเราเถิด แล้วเราจะให้ปัจจัยยังชีพแก่เจ้า..."[2], และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย [2] บันทึกโดย มุสลิม (993)

และได้มีสัญญาอันน่ากลัวสำหรับผู้ที่ตระหนี่ไม่จ่ายซะกาต หรือบกพร่องในการจ่ายมัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: และบรรดาผู้ที่สะสมทองและเงินโดยมิได้บริจาคในทางของอัลลอฮ์ ดังนั้น จงแจ้งข่าวให้พวกเขา ถึงการลงโทษอันแสนเจ็บปวด วันที่ (ทองคำ เงิน และทรัพย์สิน) จะถูกเผาในไฟแห่งนรกญะฮันนัม จากนั้นหน้าผากของพวกเขา สีข้างของพวกเขา และหลังของพวกเขาจะถูกนาบด้วยมัน (โดยมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า) "นี้แหละคือสิ่งที่พวกเจ้าได้สะสมไว้เพื่อตัวของพวกเจ้าเอง ดังนั้นจงลิ้มรส (แห่งการลงโทษ) จากสิ่งที่พวกเจ้าสะสมไว้เถิด (สูเราะฮ์ อัตเตาบะฮ์ : 34-35) ดังนั้น ทรัพย์สินทุกชนิดที่ไม่มีการจ่ายซะกาต มันคือสมบัติที่ถูกเก็บสะสมไว้ ซึ่งเจ้าของจะถูกลงโทษด้วยทรัพย์สินนั้นในวันกิยามะฮ์ ดังที่มีระบุไว้ในหะดีษที่เศาะฮีห์จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวว่า: “ไม่มีเจ้าของทองและเจ้าของเงินคนใดที่ไม่ยอมจ่ายสิทธิของมัน(จ่ายซะกาต) เว้นแต่ในวันกิยามะฮ์จะมีแท่นหลายแท่นทำจากไฟนรก ถูกทำขึ้นสำหรับเขา แล้วมันจะถูกเผาให้ร้อนในไฟนรกญะฮันนัม แล้วถูกนำมานาบที่สีข้างของเขา หน้าผากของเขา เเละหลังของเขา ทุกครั้งที่มันเย็นลง มันจะถูกนำมาทำให้ร้อนซ้ำแก่เขาอีก ในวันหนึ่งที่ความยาวนานของมันเท่ากับห้าหมื่นปี จนกระทั่งการพิพากษาระหว่างปวงบ่าวได้เสร็จสิ้นลง เขาจึงจะได้เห็นเส้นทางของเขา ว่าจะไปสู่สวรรค์หรือไม่ก็ไปยังนรก”[3] [3] บันทึกโดย มุสลิม (987)

จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงเจ้าของอูฐ วัว และแกะที่ไม่จ่ายซะกาต และได้บอกว่าเขาจะถูกลงโทษด้วยสัตว์เหล่านั้นในวันฟื้นคืนชีพ

มีหะดีษที่ถูกต้องจากท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ ท่านกล่าวว่า: «ผู้ใดที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานทรัพย์สินให้แก่เขา แต่เขากลับไม่จ่ายซะกาตของมัน ทรัพย์สินนั้นจะถูกจำแลงให้แก่เขาเป็นรูปงูพิษตัวผู้หัวล้านซึ่งมีจุดดำสองจุดอยู่เหนือตาของมัน มันจะมาคล้องคอของเขาในวันกิยามะฮ์ หลังจากนั้นมันจะงับที่กระพุ้งแก้มทั้งสองของเขา (หมายถึง ที่มุมปากทั้งสอง) แล้วมันก็จะกล่าวว่า 'ฉันคือทรัพย์สินของเจ้า ฉันคือขุมทรัพย์ของเจ้า'» หลังจากนั้น ท่านนบี ﷺ ได้ทรงอ่านดำรัสของอัลลอฮ์ตะอาลาที่ว่า: ﴾และบรรดาผู้ที่ตระหนี่ในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์นั้น อย่าได้คิดว่ามันเป็นการดีสำหรับพวกเขา หากแต่มันเป็นสิ่งชั่วร้ายสำหรับพวกเขา ซึ่งพวกเขาจะถูกคล้องสิ่งที่พวกเขาได้ตระหนี่มันไว้ในวันกิยามะฮ์...﴿ (สูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 180)[4] [4] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ (1338)

และซะกาตจำเป็นต้องจ่ายในทรัพย์สินสี่ประเภทคือ: สิ่งที่ได้งอกเงยมาจากดิน อันได้แก่ ธัญพืชและผลไม้, ปศุสัตว์ที่เลี้ยงปล่อย, ทองคำและเงิน, และสินค้าเพื่อการค้า

และสำหรับทรัพย์สินทั้งสี่ประเภทนี้แต่ละประเภทมีพิกัดที่ถูกกำหนดไว้ โดยไม่ต้องจ่ายซะกาตสำหรับจำนวนที่ไม่ถึงพิกัด พิกัดของธัญพืชและผลไม้คือ ห้าวะสัก และหนึ่งวะสักเท่ากับหกสิบทะนานด้วยทะนานของท่านนบี ﷺ ซึ่งสำหรับอินทผลัม องุ่นแห้ง ข้าวสาลี ข้าว ข้าวบาร์เลย์ และอื่นๆ ที่คล้ายกันนั้น เท่ากับสามร้อยทะนานด้วยทะนานของท่านนบี ﷺ และหนึ่งทะนานนั้นเท่ากับสี่อุ้งมือของชายที่มีรูปร่างปานกลางเมื่อสองมือของเขาเต็ม

สำหรับพืชผลที่รดน้ำโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น ใช้น้ำฝน น้ำจากแม่น้ำ และน้ำจากตาน้ำ เป็นต้น ให้จ่ายซะกาต 10%

ส่วนพืชผลที่รดน้ำโดยมีค่าใช้จ่ายและภาระต้นทุน เช่น การใช้สัตว์วิดน้ำ หรือเครื่องจักรที่ใช้สูบน้ำขึ้นมา เป็นต้น ให้จ่ายซะกาต 5% ดังที่มีหะดีษเศาะฮีห์ยืนยันไว้จากท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ส่วนพิกัด (นิศอบ) ของปศุสัตว์ที่เลี้ยงปล่อย อันได้แก่ อูฐ วัว และแพะนั้น มีรายละเอียดที่ถูกชี้แจงไว้ในบรรดาหะดีษที่เศาะฮีหฺจากท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และสำหรับผู้ที่ปรารถนาจะทราบถึงเรื่องดังกล่าวก็สามารถสอบถามบรรดาผู้รู้ได้ และหากมิใช่เพราะเจตนาที่จะกล่าวโดยสรุปแล้ว เราก็คงจะกล่าวถึงมันเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสมบูรณ์

ส่วนพิกัด (นิศอบ) ของเงินคือหนึ่งร้อยสี่สิบมิษกอล และเทียบเท่าเงินริยาลของซาอุดีอาระเบียได้ห้าสิบหกริยาล

พิกัด (นิศอบ) ของทองคำคือ 20 มิษกอล ซึ่งเทียบเท่ากับ 11 และ 3/7 ญินีฮฺซาอุดี หรือ 92 กรัม และจำเป็นต้องจ่ายซะกาต 2.5% จากทั้งสอง (ทองคำและเงิน) สำหรับผู้ที่ครอบครองครบพิกัดจากอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างและครบรอบปี

และกำไรนั้นเป็นผลพวงของต้นทุน จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มนับรอบปีใหม่ เช่นเดียวกับผลผลิตจากปศุสัตว์ที่เป็นผลพวงมาจากต้นทุนของมัน จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มนับรอบปีใหม่หากต้นทุนนั้นมีปริมาณครบพิกัด

ธนบัตรที่ผู้คนใช้ทำธุรกรรมกันในปัจจุบันมีหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับทองคำและเงิน ไม่ว่าจะถูกเรียกว่าดิรฮัม ดีนาร์ ดอลลาร์ หรือชื่ออื่นใดก็ตาม เมื่อมีราคาเทียบเท่าพิกัดของเงินหรือทองคำและครบรอบปี ก็จำเป็นต้องจ่ายซะกาต

เครื่องประดับของสตรีที่ทำจากทองคำหรือเงินนั้นมีหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับเงินตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงปริมาณพิกัดและครบรอบปี ก็จำเป็นต้องจ่ายซะกาต แม้ว่าเครื่องประดับนั้นจะถูกเตรียมไว้เพื่อสวมใส่หรือเพื่อให้ยืมก็ตาม ตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุดของบรรดานักวิชาการ เนื่องด้วยความครอบคลุมจากคำกล่าวของท่านนบี ﷺ: “ไม่มีเจ้าของทองหรือเงินคนใดที่ไม่ยอมจ่ายซะกาตของมัน เว้นแต่ในวันกิยามะฮ์จะมีแท่นหลายแท่นทำจากไฟนรก ถูกทำขึ้นสำหรับเขา”[5] จนจบหะดีษดังกล่าว [5] บันทึกโดย มุสลิม (987)

และหลักฐานจากท่านนบี ﷺ ว่าท่านได้เห็นกำไลทองคำสองวงที่มือของหญิงคนหนึ่ง ท่านเลยกล่าวว่า: “เธอได้จ่ายซะกาตสำหรับสิ่งนี้หรือไม่?” นางกล่าวว่า “ไม่” ท่านกล่าวว่า “เธอจะพอใจไหม หากอัลลอฮ์จะทรงสวมกำไลสองวงที่ทำจากไฟนรกให้แก่เธอในวันปรโลก!” นางจึงโยนมันทั้งสองทิ้งไป และกล่าวว่า “มันทั้งสองเป็นของอัลลอฮ์และเป็นของท่านเราะสูลของพระองค์”[6] [6] บันทึกโดยอบูดาวูด (1563) และอันนะซาอีย์ (2270) ด้วยสายรายงานหะซัน

มีรายงานยืนยันจากอุมมุ สะละมะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่านางเคยสวมใส่เครื่องประดับทองคำ นางจึงได้ถามว่า โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮ์ สิ่งนี้ถือเป็นกันซ์หรือไม่? ท่านจึงกล่าวว่า: “ทรัพย์สินใดที่ถึงเกณฑ์ต้องชำระซะกาต และได้ถูกชำระแล้ว ก็ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่กักตุน”[7] พร้อมด้วยหะดีษอื่น ๆ ในความหมายนี้ [7] บันทึกโดย อบูดาวูด (1564)

ส่วนสินทรัพย์เพื่อการค้าซึ่งเป็นสินค้าที่เตรียมไว้เพื่อขายนั้น ให้ประเมินมูลค่าเมื่อสิ้นปีและจ่ายซะกาตในอัตรา 2.5% จากมูลค่าของมัน ไม่ว่ามูลค่าของมันจะเท่ากับราคาซื้อขาย มากกว่า หรือน้อยกว่าก็ตาม ตามหะดีษของท่านสะมุเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่กล่าวว่า: “ท่านนบี ﷺ เคยสั่งใช้ให้พวกเราออกเศาะดะเกาะฮ์ (บริจาคทาน) จากสินค้าที่เราเตรียมไว้เพื่อการค้า”[8]. [8] บันทึกโดย อบูดาวูด (1562)

และยังรวมถึงที่ดิน อาคาร รถยนต์ เครื่องสูบน้ำ และสินค้าประเภทอื่นๆ ที่มีไว้เพื่อการค้าขาย

ส่วนอาคารที่มีไว้เพื่อให้เช่าไม่ใช่เพื่อการขายนั้น จะต้องจ่ายซะกาตจากค่าเช่าเมื่อครบรอบปี ส่วนตัวอาคารเองไม่ต้องจ่ายซะกาต เนื่องจากไม่ได้มีไว้เพื่อการขาย เช่นเดียวกันกับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถรับจ้างก็ไม่ต้องจ่ายซะกาตหากไม่ได้มีไว้เพื่อการขาย หากแต่เจ้าของซื้อมันมาเพื่อใช้งาน

และเมื่อเจ้าของรถรับจ้างหรือบุคคลอื่นมีเงินสะสมจนครบพิกัด ก็จำเป็นที่เขาจะต้องจ่ายซะกาตเมื่อครบรอบปี ไม่ว่าเขาจะเตรียมเงินนั้นไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อการแต่งงาน เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อชำระหนี้ หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดก็ตาม เนื่องจากหลักฐานชะรีอะฮ์โดยรวมที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นของการจ่ายซะกาตในกรณีเช่นนี้

และทัศนะที่ถูกต้องของบรรดานักวิชาการคือ หนี้สินไม่เป็นอุปสรรคต่อการจ่ายซะกาตตามที่ได้กล่าวมาแล้ว

และเช่นเดียวกัน ทรัพย์สินของเด็กกำพร้าและคนบ้า ตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ จำเป็นต้องจ่ายซะกาต หากถึงพิกัด (นิศอบ) และครบรอบปี และผู้ปกครองของพวกเขามีหน้าที่ต้องจ่ายซะกาตโดยตั้งเจตนาแทนพวกเขาเมื่อครบรอบปี ด้วยหลักฐานที่ครอบคลุม ดังเช่นคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในหะดีษของมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เมื่อท่านได้ส่งเขาไปยังชาวเยเมนว่า : «แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติทานบังคับในทรัพย์สินของพวกเขา โดยให้เก็บจากบรรดาคนมั่งมีของพวกเขา และนำไปมอบคืนให้แก่บรรดาคนยากจนของพวกเขา»[9] [9] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ (1395) และมุสลิม (19)

และซะกาตนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ไม่อนุญาตให้มีความลำเอียงในการมอบซะกาตแก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับ และไม่ใช่เพื่อที่มนุษย์จะใช้ซะกาตในการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือปัดเป่าความเดือดร้อน และไม่ใช่เพื่อใช้ซะกาตในการปกป้องทรัพย์สินของตน หรือเพื่อปัดเป่าคำตำหนิให้พ้นจากตัว แต่จำเป็นสำหรับมุสลิมที่จะต้องจ่ายซะกาตของเขาให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้รับ เนื่องจากพวกเขาคือผู้ที่มีสิทธิ์ในซะกาตนั้น ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อื่นใด ด้วยความเต็มใจและความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ในการกระทำดังกล่าว เพื่อที่เขาจะพ้นจากภาระรับผิดชอบ และสมควรได้รับผลตอบแทนอันใหญ่หลวงและการทดแทนจากพระองค์

โดยที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงชี้แจงไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ถึงประเภทของผู้มีสิทธิรับซะกาต ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า : แท้จริงทานทั้งหลายนั้นมีไว้สำหรับคนยากจน และคนขัดสน และบรรดาเจ้าหน้าที่รวบรวมมัน และบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาโน้มไปทาง (อิสลาม) และสำหรับทาสที่ต้องการปลดปล่อยตัวเอง และบรรดาผู้เป็นหนี้ และเพื่อการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และผู้ที่อยู่ในการเดินทาง ทั้งนี้เป็นบทบัญญ้ติที่มาจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ (สูเราะฮ์ อัต-เตาบะฮ์ : 60)

การที่โองการอันทรงเกียรตินี้ได้ถูกจบลงด้วยสองพระนามอันยิ่งใหญ่นี้ ถือเป็นการตักเตือนจากอัลลอฮ์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์แก่ปวงบ่าวของพระองค์ ว่าแท้จริงพระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์คือผู้ทรงรอบรู้ถึงสภาพการณ์ของปวงบ่าวของพระองค์ ว่าใครในหมู่พวกเขาที่สมควรได้รับเศาะดะเกาะฮ์และใครที่ไม่สมควรได้รับ และพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณในการบัญญัติและการกำหนดของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จะไม่ทรงวางสิ่งใด เว้นแต่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับมัน ถึงแม้ว่าความลับบางประการแห่งปรีชาญาณของพระองค์จะถูกซ่อนเร้นจากมนุษย์บางคนก็ตาม เพื่อให้ปวงบ่าวเกิดความมั่นใจต่อบทบัญญัติของพระองค์ และยอมจำนนต่อการตัดสินของพระองค์

เราขอต่ออัลลอฮ์โปรดประทานความสำเร็จแก่เราและบรรดามุสลิมในการมีความเข้าใจอันลึกซึ้งในศาสนาของพระองค์ และให้มีความสัจจริงในการปฏิบัติตนต่อพระองค์ และให้เร่งรีบแข่งขันกันไปสู่สิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย และให้ได้รับสวัสดิภาพพ้นจากสิ่งที่เป็นเหตุแห่งความกริ้วของพระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินและทรงใกล้ชิด

ขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานพรและประทานความสันติแด่บ่าวของพระองค์และศาสนทูตของพระองค์ คือท่านนบีมุหัมมัด แด่ครอบครัวของท่านและอัครสาวกของท่าน

ประธานใหญ่ฝ่ายบริหารการวิจัยทางวิชาการ

การฟัตวา การเชิญชวน และการแนะแนว

ชัยค์: อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ์ บิน บาซ

บทความที่ : 2

ว่าด้วยประเด็นเกี่ยวกับความประเสริฐของการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนและการละหมาดในยามค่ำคืน พร้อมกับการชี้แจงถึงบทบัญญัติสำคัญที่อาจจะยังคลุมเครือสำหรับบางคน

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

จาก อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ ถึงบรรดามุสลิมที่ได้พบเห็นสิ่งนี้ ขออัลลอฮ์ทรงนำฉันและพวกเขาให้ดำเนินตามแนวทางของบรรดาผู้ศรัทธา และขอพระองค์ทรงประทานความสำเร็จแก่ฉันและพวกเขาในการมีความเข้าใจในสุนนะฮฺและอัลกุรอานอย่างถ่องแท้ อามีน

ขอสันติสุข ความจำเริญและความเมตตาจากอัลลอฮ์จงประสบแด่พวกท่าน

นี่เป็นคำตักเตือนโดยสังเขปเกี่ยวกับความประเสริฐของการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนและการทำอิบาดะฮ์ในยามค่ำคืน และความประเสริฐของการแข่งขันกันในการประกอบการงานที่ดีในเดือนนี้ พร้อมทั้งชี้แจงบทบัญญัติสำคัญที่บางคนอาจยังไม่ทราบ

มีหลักฐานยืนยันจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่าท่านเคยแจ้งข่าวดีแก่บรรดาสาวกของท่านถึงการมาถึงของเดือนเราะมะฎอน และท่าน ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้บอกแก่พวกเขาว่าเป็นเดือนที่บรรดาประตูแห่งความเมตตาและบรรดาประตูสวรรค์จะถูกเปิด บรรดาประตูแห่งญะฮันนัมจะถูกปิด และเหล่าชัยฏอนจะถูกล่ามโซ่ และท่านได้กล่าวว่า: «เมื่อค่ำคืนแรกของเดือนเราะมะฎอนมาถึง บรรดาประตูสวรรค์จะถูกเปิด และจะไม่มีประตูใดที่ปิด และบรรดาประตูขุมนรกจะถูกปิดลง และจะไม่มีประตูใดที่ถูกเปิด และเหล่าชัยฏอนจะถูกมัดไว้ และจะมีผู้ประกาศก้องร้องเรียก: โอ้ ผู้แสวงหาความดีเอ๋ย จงมุ่งหน้ามาเถิด และโอ้ ผู้แสวงหาความชั่วเอ๋ย จงหยุดยั้งเสียเถิด และสำหรับอัลลอฮ์นั้นมีบ่าวที่ถูกปลดปล่อยให้พ้นจากไฟนรก และสิ่งดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในทุกๆ คืน»[1] [1] บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ (682) และอิบนุมาญะฮ์ (1642)

และท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า: «เดือนรอมฎอนได้มายังพวกท่านแล้ว เป็นเดือนแห่งความจำเริญ ซึ่งอัลลอฮ์จะทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกท่านในเดือนนี้ โดยจะทรงประทานความเมตตาลงมา จะทรงลบล้างความผิดบาปทั้งหลาย และจะทรงตอบรับการวิงวอนขอพร อัลลอฮ์จะทรงมองดูการแข่งขันกันทำความดีของพวกท่านในเดือนนี้ แล้วพระองค์จะทรงโอ้อวดพวกท่านต่อหน้าเหล่ามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ดังนั้น พวกท่านจงแสดงความดีงามจากตัวของพวกท่านให้อัลลอฮ์ได้เห็นเถิด เพราะแท้จริงแล้ว ผู้ที่อับโชคนั้นคือผู้ที่ไม่ได้รับความเมตตาของอัลลอฮ์ในเดือนนี้»[2] [2] บันทึกโดย อัฏเฏาะบะรอนีย์ในหนังสือมุสนัด (2238)

และท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาที่ผ่านมา, และผู้ใดยืนละหมาดในเดือนเราะมะฎอนด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาที่ผ่านมา, และผู้ใดยืนละหมาดในค่ำคืนลัยละตุ้ลก็อดรฺด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาที่ผ่านมา”[3] [3] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ (2014) และมุสลิม (760)

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: อัลลอฮ์ตรัสว่า: ทุกการงานของลูกหลานอาดัมจะถูกทวีคูณความดีงามให้สิบเท่าจนถึงเจ็ดร้อยเท่า ยกเว้นการถือศีลอด เพราะแท้จริงมันเป็นของฉัน และฉันจะตอบแทนมันเอง เขาได้ละทิ้งความใคร่ อาหาร และเครื่องดื่มของเขาเพื่อฉัน สำหรับผู้ถือศีลอดนั้นมีความดีใจสองประการ: ความดีใจเมื่อเขาละศีลอด และความดีใจเมื่อเขาได้พบกับพระผู้อภิบาลของเขา และแท้จริงกลิ่นปากของผู้ถือศีลอด ณ ที่อัลลอฮ์นั้น มีกลิ่นหอมยิ่งกว่ากลิ่นของชะมด [4] บันทึกโดยอิบนุมาญะฮ์ (1638)

และหะดีษที่เกี่ยวกับเรื่องความประเสริฐของการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนและการยืนละหมาดในยามค่ำคืน และความประเสริฐของการถือศีลอดโดยทั่วไปนั้นมีมากมาย

ดังนั้น ผู้ศรัทธาจึงสมควรที่จะฉกฉวยโอกาสนี้ ซึ่งก็คือความโปรดปรานที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่เขาด้วยการได้มีชีวิตอยู่ถึงเดือนเราะมะฎอน โดยให้เขารีบเร่งสู่การภักดี ระวังจากความชั่วทั้งหลาย และพากเพียรในการปฏิบัติสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติแก่เขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละหมาดห้าเวลา เพราะแท้จริงแล้วมันคือเสาหลักของอิสลาม และเป็นศาสนกิจบังคับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรองจากการกล่าวปฏิญาณตนทั้งสอง ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมและมุสลิมะฮ์ทุกคนที่จะต้องรักษามันและปฏิบัติมันในเวลาของมันด้วยความนอบน้อมและสงบนิ่ง

และหนึ่งในข้อบังคับที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ชาย คือการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิดของอัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์ทรงอนุมัติให้ถูกเทิดทูนและให้พระนามของพระองค์ถูกรำลึกในนั้น ดังที่พระองค์ตรัสว่า และพวกเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจงจ่ายซะกาต และจงรุกั๊วะร่วมกับผู้ที่รุกั๊วะทั้งหลาย (อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 43) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า พวกเจ้าจงตระหนักต่อการละหมาดทั้งหลายเถิด และการละหมาดที่อยู่กึ่งกลาง และพวกเจ้าจงยืนละหมาดเพื่ออัลลอฮ์อย่างนอบน้อมเถิด [อัลบะกอเราะฮฺ : 238] และพระองค์ ทรงตรัสว่า: บรรดาผู้ศรัทธาย่อมประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน พวกเขาคือบรรดาผู้ที่สงบสำรวมในการละหมาดของพวกเขา 2﴾ (อัลมุอ์มินูน : 1-2) จนถึงคำตรัสของพระองค์ที่ว่า: และบรรดาผู้ที่รักษาการละหมาดของพวกเขา 9 พวกเขาเหล่านั้นคือผู้สืบทอด 10 ผู้ที่ได้รับสืบทอดสวนสวรรค์ฟิรดาวส์ พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล 11 [อัล-มุอ์มินูน : 9-11 ] และท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: «พันธสัญญาระหว่างเรากับพวกเขาคือการละหมาด ดังนั้นผู้ใดที่ละทิ้งการละหมาด แน่นอนว่าเขาได้ปฏิเสธแล้ว»[5] [5] บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ (2621) และอิบนุมาญะฮ์ (1079)

และศาสนกิจบังคับที่สำคัญที่สุดรองจากการละหมาดคือการจ่ายซะกาต ดังที่พระองค์ตรัสว่า: และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ในสภาพที่เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรงและดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และนั่นแหละคือศาสนาอันเที่ยงธรรม (อัลบัยยินะฮ์ : 5) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า และพวกเจ้าจงดำรงการละหมาด จงจ่ายซะกาต และจงเชื่อฟังเราะซูล แน่นอนพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา [อันนูร : 56]

แท้จริงคัมภีร์ของอัลลอฮ์อันยิ่งใหญ่และซุนนะฮ์ของท่านเราะซูลผู้ทรงเกียรติของพระองค์ได้ระบุไว้ว่า ผู้ที่ไม่จ่ายซะกาตทรัพย์สินของเขาจะถูกลงโทษด้วยทรัพย์สินนั้นในวันกิยามะฮ์

และเรื่องที่สำคัญที่สุดรองจากการละหมาดและการจ่ายซะกาตคือการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการอิสลาม 5 ประการที่ถูกกล่าวไว้ในคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม “อิสลามนั้นถูกสร้างบนหลักการห้าประการนั่นคือ การปฎิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์ และมุหัมมัดนั้นคือเราะซูลของอัลลอฮ์ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยติลลาฮ์”[6]. [6] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ (8) และมุสลิม (16)

และเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องปกป้องการถือศีลอดและการยืนละหมาดของเขาจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม ทั้งในด้านคำพูดและการกระทำ เพราะเป้าหมายของการถือศีลอดคือการภักดีต่ออัลลอฮ์ การเทิดทูนขอบเขตของพระองค์ การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเพื่อภักดีต่อพระผู้อภิบาล และการฝึกฝนจิตใจให้อดทนต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม ไม่ใช่เพียงแค่การละทิ้งอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้การถือศีลอดนั้นเสีย ด้วยเหตุนี้ จึงมีรายงานที่ถูกต้องจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวว่า: “การถือศีลอดเป็นเกราะป้องกัน ดังนั้น เมื่อเป็นวันถือศีลอดของคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้า เขาจงอย่าพูดจาหยาบคายและอย่าโวยวาย และหากมีผู้ใดมาด่าทอเขาหรือต่อสู้กับเขา ก็ให้เขากล่าวว่า: “แท้จริงฉันเป็นผู้ถือศีลอด””[7] มีหะดีษที่ถูกต้อง จากที่ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: «ผู้ใดที่ไม่ละเว้นการกล่าวเท็จ การปฏิบัติตามคำเท็จนั้น และการกระทำที่โง่เขลา อัลลอฮ์ก็ไม่ทรงมีความประสงค์ในการที่เขาจะละทิ้งอาหารและเครื่องดื่มของเขา»[8] ดังนั้น จึงเป็นที่ทราบกันจากหลักฐานเหล่านี้และอื่นๆ ว่า สิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ถือศีลอดคือการเฝ้าระวังจากทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม และการรักษาทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบังคับ ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นที่หวังได้ว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ การปลดปล่อยให้พ้นจากไฟนรก และการตอบรับการถือศีลอดและการละหมาดในยามค่ำคืน [7] บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (1904) และอันนะสาอีย์ (2537) [8] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ (1804) และอะบีดาวูด (2362)

และมีบางประการที่คนบางคนอาจยังไม่ทราบ ดังนี้:

ประการหนึ่งคือ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมที่จะต้องถือศีลอดด้วยความศรัทธามั่นและหวังในการตอบแทน ไม่ใช่เพื่อการโอ้อวดและชื่อเสียง ไม่ใช่การทำตามอย่างผู้คน หรือตามครอบครัวของเขา หรือคนในบ้านเมืองของเขา แต่สิ่งที่จำเป็นสำหรับเขาก็คือ สิ่งที่ผลักดันให้เขาถือศีลอดนั้นจะต้องเป็นการศรัทธาของเขาที่ว่าอัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดให้เป็นศาสนกิจบังคับแก่เขา และการหวังในผลตอบแทน ณ ที่พระผู้อภิบาลของเขา และเช่นเดียวกันกับการยืนละหมาดในค่ำคืนเดือนเราะมะฎอน มุสลิมก็จำเป็นต้องปฏิบัติด้วยความศรัทธามั่นและหวังในการตอบแทน ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นใด ด้วยเหตุนี้ ท่านนบี อะลัยฮิซเศาะลาตุ วัสสะลาม จึงได้กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาที่ผ่านมา และผู้ใดยืนละหมาดในเดือนเราะมะฎอนด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาที่ผ่านมา และผู้ใดยืนละหมาดในค่ำคืนลัยละตุ้ลก็อดรฺด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาที่ผ่านมา”[9] [9] บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (2014) และมุสลิม (760)

และส่วนหนึ่งจากเรื่องที่บทบัญญัติของมันอาจไม่เป็นที่ประจักษ์สำหรับบางคน คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ถือศีลอด เช่น บาดแผล, เลือดกำเดา, หรือการอาเจียน, หรือการที่น้ำหรือน้ำมันเบนซินไหลเข้าลำคอโดยมิได้ตั้งใจ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ทำให้การถือศีลอดเสีย แต่ผู้ที่เจตนาทำให้อาเจียน การถือศีลอดของเขาย่อมเสียไป ด้วยคำกล่าวของท่านนบีที่ว่า: ผู้ใดที่อาเจียนโดยไม่ตั้งใจ ก็ไม่จำเป็นต้องชดใช้ (วันถือศีลอด) และผู้ใดที่จงใจทำให้อาเจียน ก็ให้เขาชดใช้ (วันถือศีลอด)"[10] [10] บันทึกโดย อัตติรมีซีย์ (720) และอิบนุมาญะฮ์ (1676)

และส่วนหนึ่งคือ: สิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ถือศีลอดจากการประวิงเวลาการอาบน้ำญะนาบะฮ์ไปจนถึงหลังเวลาศุบฮ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงบางคนจากการประวิงเวลาการอาบน้ำชำระเลือดประจำเดือนหรือเลือดหลังคลอดไปจนถึงหลังเวลาศุบฮ์ เมื่อนางเห็นว่าตนเองสะอาดแล้วก่อนเวลาศุบฮ์ ดังนั้นจำเป็นที่นางจะต้องถือศีลอด และไม่มีข้อห้ามใดๆ ในการที่นางจะประวิงเวลาการอาบน้ำไปจนถึงหลังเวลาศุบฮ์ แต่นางจะประวิงเวลาไปจนถึงดวงอาทิตย์ขึ้นไม่ได้ ทว่าวาญิบสำหรับนางที่จะต้องอาบน้ำและละหมาดฟัจร์ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่มีญุนุบไม่มีสิทธิ์ที่จะชักช้าในการอาบน้ำไปจนกระทั่งหลังดวงอาทิตย์ขึ้น แต่ทว่าวาญิบสำหรับเขาที่จะต้องอาบน้ำและละหมาดฟัจร์ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และวาญิบสำหรับผู้ชายที่จะต้องรีบเร่งในเรื่องดังกล่าว เพื่อที่เขาจะได้ทันละหมาดฟัจร์พร้อมกับญะมาอะฮ์

และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ไม่ได้ทำให้การถือศีลอดเสีย คือ การตรวจเลือด และการฉีดยาที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อบำรุงร่างกาย แต่การเลื่อนสิ่งดังกล่าวไปทำในเวลากลางคืนนั้นย่อมดีกว่าและรอบคอบกว่าหากทำได้โดยสะดวก เนื่องจากคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: เจ้าจงละทิ้งสิ่งที่ทำให้เจ้าคลุมเครือ แล้วไปยึดเอาสิ่งที่มิได้ทำให้เจ้าคลุมเครือ"[11] [11] บันทึกโดย อัตติรมีซีย์ (2518)

และคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: «ผู้ใดที่ระวังสิ่งที่คลุมเครือ แท้จริงเขาได้รักษาศาสนาและเกียรติยศของเขาให้บริสุทธิ์แล้ว»[12] [12] บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ (52) และมุสลิม (1599)

และหนึ่งในเรื่องที่บทบัญญัติของมันยังคงไม่เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนบางส่วนคือ: การไม่มีความสงบนิ่งในการละหมาด ไม่ว่าจะเป็นละหมาดฟัรฎูหรือละหมาดสุนัต และมีหะดีษที่เศาะฮีหฺหลายบทจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ชี้ให้เห็นว่า ความสงบนิ่งนั้นเป็นรุ่ก่น (องค์ประกอบหลัก) ประการหนึ่งของการละหมาดที่การละหมาดจะใช้ไม่ได้หากปราศจากมัน ซึ่งมันก็คือการหยุดนิ่งในการละหมาด การมีสมาธิ และการไม่รีบเร่ง จนกระทั่งทุกข้อกระดูกกลับเข้าสู่ที่ของมัน และผู้คนจำนวนมากในเดือนเราะมะฎอนได้ละหมาดตะรอวีหฺ เป็นการละหมาดที่พวกเขาไม่เข้าใจและไม่มีความสงบนิ่งในการละหมาด แต่ทว่าพวกเขากลับรีบเร่งเสมือนไก่จิก และการละหมาดในลักษณะนี้ถือเป็นโมฆะ ส่วนผู้ที่กระทำนั้นย่อมมีบาปและไม่ได้รับผลบุญ

และหนึ่งในเรื่องที่บทบัญญัติของมันยังคงไม่เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนบางส่วนคือ: บางคนคิดว่าการละหมาดตะรอวีหฺไม่อนุญาตให้น้อยกว่ายี่สิบร็อกอะฮ์ และบางคนคิดว่าไม่อนุญาตให้ละหมาดเกินสิบเอ็ดหรือสิบสามร็อกอะฮ์ ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นความผิดพลาดที่ขัดแย้งกับหลักฐานอีกด้วย

เพราะได้มีหะดีษที่เศาะฮีหฺจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้ชี้ให้เห็นว่าการละหมาดตอนกลางคืนนั้นเป็นเรื่องที่เปิดกว้าง ไม่ได้มีขีดจำกัดที่ตายตัวซึ่งจะละเมิดไม่ได้ แต่ทว่ามีหลักฐานยืนยันจากท่าน ﷺ ว่าท่านเคยละหมาดในยามค่ำคืนสิบเอ็ดร็อกอะฮ์ และบางครั้งก็ละหมาดสิบสามร็อกอะฮ์ และบางครั้งก็ละหมาดน้อยกว่านั้น ทั้งในเดือนรอมฎอนและนอกเดือนรอมฎอน และเมื่อท่านถูกถามเกี่ยวกับการละหมาดตอนกลางคืน ท่านกล่าวว่า: «ทีละสองร็อกอะฮ์ ทีละสองร็อกอะฮ์ หากคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าเกรงว่ารุ่งอรุณจะมาถึง ก็จงละหมาดหนึ่งร็อกอะฮ์ โดยเป็นการละหมาดวิติร(คี่) สำหรับละหมาดที่ผ่านมา»[13] หะดีษบทนี้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้อง [13] บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (946) และมุสลิม (749)

และไม่ได้มีการกำหนดจำนวนร็อกอะฮ์ที่เจาะจงไว้ ไม่ว่าจะในเดือนเราะมะฎอนหรือเดือนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ บรรดาเศาะฮาบะฮ์ในสมัยของท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงได้ละหมาดในบางครั้งยี่สิบสามร็อกอะฮ์ และในบางครั้งก็สิบเอ็ดร็อกอะฮ์ ซึ่งทั้งหมดนั้นมีหลักฐานยืนยันมาจากท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ในสมัยของท่าน

ชาวสะลัฟบางท่านเคยละหมาดในเดือนเราะมะฎอนสามสิบหกร็อกอะฮ์ และละหมาดวิตรฺสามร็อกอะฮ์ และบางท่านละหมาดสี่สิบเอ็ดร็อกอะฮ์ ซึ่งชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮ์ และปราชญ์ท่านอื่นๆ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้จากพวกเขา ดังที่ท่าน เราะหิมะฮุลลอฮ์ ได้กล่าวไว้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เปิดกว้าง และท่านยังได้กล่าวอีกว่า ทางที่ดีสำหรับผู้ที่ยืดการอ่าน การรุกูอ์ และการสุญูดยาวนานนั้น ให้ลดจำนวนร็อกอะฮ์ลง ส่วนผู้ที่ทำให้การอ่าน การรุกูอ์ และการสุญูดสั้นลง ก็ให้เพิ่มจำนวนร็อกอะฮ์ นี่คือความหมายในคำพูดของท่าน เราะหิมะฮุลลอฮ์

ผู้ใดที่พินิจพิจารณาในสุนนะฮ์ของท่าน ﷺ ก็จะทราบว่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในเรื่องนี้ทั้งหมดคือการละหมาดสิบเอ็ดร็อกอะฮ์ หรือสิบสามร็อกอะฮ์ ทั้งในเดือนเราะมะฎอนและนอกเดือนเราะมะฎอน เนื่องจากเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับการปฏิบัติของท่านนบี ﷺ เป็นส่วนใหญ่ และเพราะเป็นการง่ายต่อผู้ละหมาด และใกล้เคียงกับการมีคุชูอ์และความสงบนิ่งมากกว่า ส่วนผู้ที่เพิ่มมากกว่านั้นก็ไม่มีข้อห้ามและไม่เป็นที่น่ารังเกียจ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

และที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ร่วมละหมาดกิยามรอมฎอนกับอิหม่าม คือการไม่กลับออกไปจนกว่าอิหม่ามจะเสร็จสิ้น ดังคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม «แท้จริงแล้ว เมื่อคนคนหนึ่งยืนละหมาดพร้อมกับอิมามจนกระทั่งอิมามเสร็จสิ้น อัลลอฮ์จะทรงบันทึกการยืนละหมาดตลอดทั้งคืนให้แก่เขา»[14] [14] บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ (806) และอบูดาวูด (1375)

และส่งเสริมสำหรับมุสลิมทุกคนให้ขยันหมั่นเพียรในการประกอบศาสนกิจประเภทต่างๆ ในเดือนอันจำเริญนี้ อันได้แก่ การละหมาดนาฟิละฮ์, การอ่านอัลกุรอานด้วยการพินิจพิจารณาและไตร่ตรอง, และการกล่าวตัสบีห์ ตะห์ลีล การสรรเสริญ การตักบีร และการขออภัยโทษให้มาก, การขอดุอาอ์ตามบทบัญญัติ, การสั่งใช้ให้ทำความดีและห้ามปรามจากความชั่ว, การเชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์, การช่วยเหลือปลอบใจคนยากจนและผู้ขัดสน, การขยันหมั่นเพียรในการทำความดีต่อบิดามารดา, การเชื่อมสัมพันธ์เครือญาติ, การให้เกียรติเพื่อนบ้าน, การเยี่ยมเยียนผู้ป่วย และคุณงามความดีประเภทอื่นๆ; ดังปรากฏในคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ในหะดีษบทก่อนหน้านี้: อัลลอฮ์จะทรงมองดูการแข่งขันกันทำความดีของพวกท่านในเดือนนี้ แล้วพระองค์จะทรงโอ้อวดพวกท่านต่อหน้าเหล่ามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ดังนั้น พวกท่านจงแสดงความดีงามจากตัวของพวกท่านให้อัลลอฮ์ได้เห็นเถิด เพราะแท้จริงแล้ว ผู้ที่อับโชคนั้นคือผู้ที่ไม่ได้รับความเมตตาของอัลลอฮ์ในเดือนนี้""[15] [15] บันทึกโดย อัฏฏ็อบรอนีย์ (2238)

และดังที่มีรายงานจากท่าน โดยที่ท่านนบี อลัยฮิเศาะลาตุวัสสลาม กล่าวว่า: «ผู้ใดที่ทำความดีที่เป็นภาคสมัครใจประการหนึ่งในช่วงนั้น ก็เสมือนกับผู้ที่ได้ปฏิบัติศาสนกิจภาคบังคับประการหนึ่งในเวลาอื่น และผู้ใดที่ได้ปฏิบัติศาสนกิจภาคบังคับประการหนึ่งในช่วงนั้น ก็เสมือนกับผู้ที่ได้ปฏิบัติศาสนกิจภาคบังคับถึงเจ็ดสิบเท่าในเวลาอื่น»[16]. [16] บันทึกโดย อิบนุ คุซัยมะฮ์ (1887)

และคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาตุวัสสลาม ในหะดีษเศาะฮีหฺ ที่ว่า: การทำอุมเราะฮฺในเดือนรอมฎอนนั้นมีผลบุญเท่ากับการประกอบพิธีฮัจญ์ หรือเท่ากับการประกอบพิธีฮัจญ์พร้อมกับฉัน""[17] [17] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1863)

และมีหะดีษและรายงานต่างๆ อีกมากมายที่บ่งบอกถึงการแข่งขันกันในกระทำความดีประเภทต่างๆ ในเดือนอันประเสริฐนี้

เราขอต่ออัลลอฮ์โปรดประทานความสำเร็จแก่เราและบรรดามุสลิมทั้งมวลในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย และโปรดทรงตอบรับการถือศีลอดและการละหมาดยามค่ำคืนของเรา และโปรดปรับปรุงแก้ไขสภาพการณ์ของเราให้ดีงาม และโปรดทรงคุ้มครองเราทั้งมวลให้พ้นจากบรรดาฟิตนะฮ์ที่ทำให้หลงผิด อีกทั้งเรายังวิงวอนขอต่อพระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ ให้ทรงปรับปรุงแก้ไขบรรดาผู้นำมุสลิม และโปรดทรงรวมพวกเขาให้เป็นปึกแผ่นอยู่บนสัจธรรม แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงดูแลในเรื่องนั้น และทรงอำนาจกระทำสิ่งนั้นได้

ขอสันติสุข ความจำเริญและความเมตตาจากอัลลอฮ์จงประสบแด่พวกท่าน