บทสรุปการประกอบพิธีฮัจญ์
มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่นบีของเรา มุฮัมมัด แด่วงศ์วาน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านทุกคน ส่วนหลังจากนี้ นี่เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เกี่ยวกับคุณลักษณะของการประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งเราตระหนักที่จะอธิบายสิ่งที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ส่วนใหญ่ต้องการ เราขอแด่พระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ทรงให้ชิ้นงานนี้มีความบริสุทธิ์ใจเพื่อพระพักตร์อันสูงส่งของพระองค์เท่านั้น และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวมุสลิมทุกคน บทนำ
บทสรุปการประกอบพิธีฮัจญ์ มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่นบีของเรา มุฮัมมัด แด่วงศ์วาน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านทุกคน
ส่วนหลังจากนี้
นี่เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เกี่ยวกับคุณลักษณะของการประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งเราตระหนักที่จะอธิบายสิ่งที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ส่วนใหญ่ต้องการ
เราขอแด่พระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ทรงให้ชิ้นงานนี้มีความบริสุทธิ์ใจเพื่อพระพักตร์อันสูงส่งของพระองค์เท่านั้น และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวมุสลิมทุกคน
คณะกรรมการวิชาการโดยสถาบันบริการเนื้อหาอิสลามด้วยภาษาต่างๆ
บทนำ
ประการที่หนึ่ง: เงื่อนไขของอิบาดะฮ์ที่จะได้รับการตอบรับ
ทุกการอิบาดะฮ์จะไม่ได้รับการตอบรับจากอัลลอฮ์ ตะอาลา เว้นแต่ด้วยเงื่อนไขสองประการ คือ:
หนึ่ง: ความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งหมายความว่า เขาต้องทำอิบาดะฮ์นั้นด้วยเจตนาเพื่อหวังความพึงพอใจจากอัลลอฮ์และชีวิตหลังความตายเท่านั้น ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: "และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง"[1] (ซูเราะฮ์ อัลบัยยินะฮ์ : 5) คือ ด้วยการเข้าหาพระองค์และเคารพสักการะต่อพระองค์ ขณะเดียวกันก็หันหลังให้กับทุกสิ่งนอกจากพระองค์เท่านั้น. ตัฟซีร อัสสะอ์ดีย์ (หน้า 538)
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงทุกๆ การงานนั้นจะขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกๆ คนนั้นจะได้รับ (การตอบแทน) ตามที่เขาได้เจตนาไว้" [2] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1) และมุสลิม (1907)
สอง: ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งคำพูดและการกระทำ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่ทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนาของเรา โดยสิ่งนั้นไม่ใช่มาจากศาสนาแต่อย่างใด สิ่งนั้นก็ถูกปฏิเสธ" บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ (2697) และมุสลิม (1718) และในสายรายงานของมุสลิม (1718): "ใครก็ตามที่กระทำสิ่งใด ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของเรา ดังนั้นสิ่งนั้นจะถูกปฏิเสธ" [3] รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (2697) และมุสลิม (1718) [4] รายงานโดย มุสลิม (1718)
***
ประการที่หนึ่ง: ข้อกำหนดต่าง ๆ เกี่ยวกับมีกอต
มีกอต คือสถานที่ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กำหนดไว้เพื่อทำการครองอิห์รอมสำหรับผู้ที่ต้องการประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์
ดังนั้นผู้ใดที่เดินทางผ่านทางใดทางหนึ่งด้วยเจตนาเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ผู้นั้นจะต้องทำการครองอิห์รอมจากที่นั่น และไม่อนุญาตให้เขาผ่านไปโดยไม่ทำการครองอิห์รอม
และผู้ใดก็ตามที่อยู่ใกล้กับมักกะฮ์มากกว่ามีกอตเหล่านี้ แท้จริงมีกอตของพวกเขาก็คือสถานที่ตั้งของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาก็ตั้งเจตนาเข้าสู่การครองอิห์รอมจากสถานที่นั่นเพื่อการประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์
สำหรับชาวเมืองมักกะฮ์และผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่น ให้พวกเขาครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์จากนครมักกะฮ์ที่เขาพำนักอยู่ แต่สำหรับอุมเราะห์ ให้พวกเขาออกไปที่อัลหิล (นอกเขตหะรอม) และทำการครองอิห์รอมจากที่นั่น เช่น ตันอีม และที่คล้ายกัน
ส่วนผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบิน ให้พวกเขาตั้งเจตนา (เนียะฮ์) เข้าสู่การอิห์รอม เมื่อเข้าสู่เขตมีกอต ดังนั้นควรเตรียมตัวและสวมเสื้อผ้าอิห์รอมก่อนที่จะตรงกับเขตของมีกอต และเมื่อไปถึงเขตของมีกอตแล้ว ก็ให้ตั้งเจตนา (เนียะฮ์) อิห์รอมทันที ไม่อนุญาตให้รอจนเครื่องบินลงจอดที่สนามบิน และเขาเตรียมตัวด้วยการทำการตัลบิยะฮ์ก่อนเข้าเขตมีกอตเพราะกลัวพลาดต่ำแหน่งสำหรับการตัลบิยะฮ์เพราะความเร็วของเครื่องบิน
ประการที่สอง: ประเภทของฮัจญ์และข้อกำหนดต่างๆ ของมัน
ฮัจญ์มีสามประเภท คือ: ตะมัตตุอ์ อิฟรอด และกิรอน
และที่ดีที่สุดคือ อัตตะมัตตุอ์ สำหรับผู้ที่ไม่ได้นำสัตว์อัดย์มาด้วย ซึ่งก็คือ เริ่มการครองอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮ์ในช่วงเดือนของการทำฮัจญ์ และเฏาะวาฟ ทำการสะแอ และออกจากอิห์รอม จากนั้นเข้าสู่การครองอิห์รอมเพื่อฮัจญ์ในปีเดียวกันนั้น
อัล-อิฟรอด: คือ ทำการครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์โดยอย่างเดียว โดยที่เมื่อเขามาถึงมักกะฮ์ ซุนนะฮ์สำหรับเขาที่จะเฏาะวาฟกุดูม (เมื่อมาถึง) และสะแอเพื่อทำฮัจญ์ โดยที่ไม่ทำการโกนหรือตัดผม และไม่ออกจากการครองอิห์รอมของเขา แต่ทว่า เขายังคงอยู่ในอิห์รอมจนกว่าเขาจะเปลื้องมันหลังจากปาหินญามารอต อัล-อะเกาะบะฮ์ ในวันอีด และหากเขาต้องการชะลอการสะแอของการทำฮัจญ์ไปจนถึงหลังเฏาะวาฟของฮัจญ์ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
อัล-กิรอน: คือ ทำการครองอิห์รอมทั้งอุมเราะห์และฮัจญ์ในเวลาเดียวกัน โดยที่กล่าวว่า: "ลับบัยกัลลอฮุมมา อุมเราะตัน วะฮัจญัน" ความว่า: (ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้ อัลลอฮ์ (ฉัน) ทำอุมเราะห์และฮัจญ์)
การปฏิบัติของคนทำกิรอนนั้นเหมือนกับการปฏิบัติของคนทำอิฟรอด ยกเว้นว่ากิรอนจำเป็นต้องทำการเชือดสัตว์ และอิฟรอดนั้นไม่ต้องทำการเชือดสัตว์
ประการที่สาม: คุณลักษณะของการครองอิห์รอมและข้อกำหนดต่างๆ ของมัน:
สิ่งที่ต้องทำสำหรับผู้ที่ประสงค์จะครองอิห์รอม มีดังต่อไปนี้:
1- อาบน้ำ ซึ่งถือเป็นซุนนะฮ์มุอักกะดะฮ์ (ที่กำชับ) สำหรับผู้ชายและผู้หญิง รวมถึงผู้หญิงที่มีประจำเดือนและนิฟาส
2- ใช้น้ำหอมที่ดีที่สุดที่หาได้ เช่น น้ำหอมจากไม้กฤษณา หรืออื่นๆ ลงบนผมและเครา และหากมีน้ำหอมที่ยังคงติดอยู่หลังจากเข้าอิห์รอมแล้วก็ไม่เป็นผลกระทบใดๆ ส่วนสำหรับผู้หญิงไม่อนุญาตให้ใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นหอม เพื่อไม่ให้ผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมได้สัมผัสกลิ่นหอมนั้นจากนาง
3- สวมชุดอิห์รอมซึ่งเป็นผ้าผืนบนและผืนล่าง และซุนนะฮ์ให้เป็นผ้าสีขาว สะอาด หรือเป็นผ้าที่ใหม่ ส่วนผู้หญิงสามารถทำการอิห์รอมด้วยชุดเสื้อผ้าทุกชนิดที่เธอต้องการ โดยไม่แสดงเครื่องประดับ แต่ห้ามสวมนิกอบ (ผ้าคลุมหน้า) และถุงมือ และเธออาจปิดหน้าและมือของเธอด้วยเสื้อผ้าอื่น (เช่น ผ้าหิญาบ โดยไม่ใช่นิกอบและถุงมือ)
4- ทำการครองอิห์รอมหลังจากละหมาดที่บัญญัติ ไม่ว่าละหมาดนั้นจะเป็นละหมาดฟัรฎู หรือละหมาดซุนนะฮ์ แต่ไม่ถือเป็นสิ่งที่วาญิบ
จากนั้นก็กล่าวว่า: "ลับบัยกัลลอฮุมมา อุมเราะตัน" ความว่า: (ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้ อัลลอฮ์ (ฉัน) ทำอุมเราะฮ์) หากเขาทำอุมเราะฮ์ หรือกล่าวว่า "ลับบัยกัลลอฮุมมา หัจญัน" ความว่า (ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้ อัลลอฮ์ (ฉัน) ฮัจญ์) หากเขาทำแบบอิฟรอด หรือกล่าวว่า: "ลับบัยกัลลอฮุมมา อุมเราะตัน วะหัจญัน" ความว่า: (ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้ อัลลอฮ์ (ฉัน)ทำอุมเราะห์ และฮัจญ์) หากเขาทำแบบกิรอน
หากใครก็ตามที่ตั้งใจจะครองอิห์รอมแต่เกรงว่าจะมีบางสิ่งมาขัดขวางไม่ให้เขาประกอบพิธีอุมเราะฮ์ได้สำเร็จ แนะนำให้เขาตั้งเงื่อนไข ขณะที่ตั้งเจตนาในการครองอิห์รอม โดยกล่าวว่า:"...วะ อิน ฮะบะซะนี ฮะบิซุน ฟะมะหิลลี หัยษุ ฮะบัสตะนีย์" ความว่า: (... หากข้าพระองค์ถูกขัดขวางด้วยสิ่งใด ดังนั้นสถานที่ตะหัลลุล (เปลื้องอิห์รอม) ของฉัน คือที่ซึ่งพระองค์ได้กักขังฉันเอาไว้) หากเขาตั้งเงื่อนไขดังกล่าว แล้วเกิดบางสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เขาประกอบพิธีอุมเราะฮ์ได้สำเร็จ เขาสามารถออกจากอิห์รอมได้โดยไม่มีความผิดใดๆ สำหรับเขา
จากนั้นให้กล่าว ตัลบียะฮ์ให้บ่อยๆ โดยกล่าวว่า: " ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยก์ ลับบัยกะลา ชะรีกะละกา ลับบัยก์ อินนัลหัมดะฮ์ วันนิอ์มะตะ ละกะวัลมุลกุ ลาชะรีกะลัก"[2] ความว่า: (ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้ อัลลอฮ์ ฉันตอบรับ ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ แท้จริงมวลการสรรเสริญ ความโปรดปราน และอำนาจล้วนเป็นของพระองค์ ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์) ผู้ชายควรเปล่งเสียงของเขาออกมา และผู้หญิงก็ควรทำเช่นเดียวกัน ตราบใดที่เธอไม่อยู่ต่อหน้าผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอม ผู้ที่อยู่ในการครองอิห์รอมควรกล่าวตัลบียะฮ์บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปอีกสถานะหนึ่ง หรือเปลี่ยนจากเวลาหนึ่งไปอีกเวลาหนึ่ง เช่น เมื่อขึ้นที่สูงหรือลงไปยังที่ต่ำ หรือเมื่อเข้าสู่เวลากลางคืนหรือกลางวัน ความหมายของคำว่า "ลับบัยกะ" คือ เป็นการตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงถึงการตอบรับของบุคคลต่อการเรียกของพระผู้อภิบาลของเขา และความมั่นคงในการเชื่อฟังพระองค์ "อินนัลหัมดะ วัลนิอ์มะตะ ละกะวัลมุล" (แท้จริงมวลการสรรเสริญ ความโปรดปราน และอำนาจ เป็นของพระองค์) คำว่า "อัลหัมดุ" (มวลการสรรเสริญ) คือ การแสดงคุณลักษณะแด่ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญด้วยคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบพร้อมด้วยความรักและการเคารพในความยิ่งใหญ่ และเมื่อกล่าว อัลหัมดุ ซ้ำๆ กันก็จะกลายเป็นการสรรเสริญ ชมเชย คำว่า "วันนิอ์มะตะ" (ความโปรดปราน) คือสิ่งที่อัลลอฮ์ประทานให้แก่บรรดาบ่าวของพระองค์ โดยทรงประทานสิ่งที่พวกเขาต้องการและปกป้องพวกเขาจากสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ คำว่า "วัลมุลก์" (อำนาจ) คือ อำนาจทั้งหมดเป็นของพระองค์ เพราะอัลลอฮ์ ตะอาลา คือผู้ทรงอำนาจเพียงผู้เดียว คำว่า"ลาชะรีกะลัก" (ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์) คือ ไม่มีใครเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ในสิ่งที่เป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ทั้งในด้านคุณลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ ซึ่งรวมไปถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์ในด้านอำนาจ การสร้าง การจัดการ และความเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ สรุปจากมัจมูอ์ ฟะตาวา วัรเราะซาอิล อัลอุษัยมีน (22/96)
บัญญัติให้อ่านตัลบียะฮ์ในอุมเราะฮ์ได้ตั้งแต่เวลาครองอิห์รอมจนกระทั่งเริ่มต้นด้วยฏอวาฟ และในฮัจญ์ให้กล่าวตั้งแต่ครองอิห์รอมจนกระทั่งเริ่มการขว้างเสาหินที่ญัมเราะตุล อะเกาะบะฮ์ ในวันอีด
จำเป็นสำหรับมุห์ริม (ผู้ที่อยู่ในอิห์รอม) ต้องระมัดระวัง ด้วยการไม่ทำสิ่งต้องห้ามใดๆ ขณะอิห์รอมจนกว่าจะสิ้นสุดการอิห์รอม
ประการที่สี่: ข้อห้ามต่าง ๆ หลังการครองอิห์รอม
สิ่งที่ไม่อนุญาตทำระหว่างการครองอิห์รอม มีดังต่อไปนี้:
1- การโกน ตัด หรือถอนไม่ว่าจะเป็นผม หรือขนจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
2- การตัดเล็บทั้งหมดหรือบางส่วนจากเท้าหรือมือ
3- การคลุมศีรษะด้วยการติดกับศีรษะโดยตรง เช่น หมวก ผ้าคลุมหัว ผ้าโพกหัว หรือการวางผ้าคลุมบนศีรษะ หรือใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าห่ม กระดาษแข็ง หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นการคลุมศีรษะ ข้อห้ามนี้มีไว้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้หญิง
4- การสวมเสื้อผ้าที่พอดีตัว เช่น ชุดคลุม กางเกง เสื้อ ถุงเท้า และถุงมือ ข้อห้ามนี้เฉพาะสำหรับผู้ชายเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้หญิง ส่วนผู้หญิงนั้น ไม่อนุญาตให้ทำสิ่งต่อไปนี้:
4.1- การสวมนิกอบ บุรกุอ์ หรือผ้าคลุมหน้าที่คล้ายกับนิกอบ แต่อย่างไรก็ตาม เธอต้องปิดหน้าของเธอต่อหน้าผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมด้วยผ้าปิดหน้าปกติ แม้ว่าผ้าปิดหน้าจะสัมผัสใบหน้าของเธอก็ตาม และไม่อนุญาตให้สวมที่คาดศรีษะหรือสิ่งที่คล้ายกันเพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าปิดหน้าสัมผัสใบหน้าของเธอ เนื่องจากไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่า มีการอนุญาตให้เธอสามารถสวมสิ่งนั้นได้
4.2- สวมถุงมือ แต่เธอต้องปิดมือของเธอต่อหน้าผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมโดยวางไว้ในเสื้อคลุมของเธอ
5- ฉีดน้ำหอมบนร่างกายหรือบนชุดอิห์รอม
6- ฆ่าหรือล่าสัตว์ป่า แม้ว่าจะไม่ได้ฆ่าก็ตาม
7- การคิตบะฮ์ (ขอแต่งงาน) ไม่ว่าจะขอให้แก่ตัวเองหรือให้ผู้อื่น
8- จัดการแต่งงาน
9- การสัมผัสกันที่ไม่ถึงขั้นร่วมเพศ เช่น การจูบ การกอด ด้วยความใคร่
10- การมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งก็คือการสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศ
***
ประการที่ห้า: ขั้นตอนการตอวาฟ
เมื่อมุห์ริม (ผู้ที่อยู่ในอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีอุมเราะฮ์หรือฮัจญ์) เข้าไปในมัสยิดหะรอม ซุนนะฮ์ให้ก้าวเท้าขวาเข้าไปก่อน และกล่าวดุอาอ์เข้ามัสยิด และบทดุอาอ์ที่ถูกต้องที่สุดที่มีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ "อัลลอฮุมมัฟตะฮ์ลี อับวาบา เราะห์มาติก" ความว่า: (โอ้อัลลอฮ์ โปรดเปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์ให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด) บทดุอาอ์นี้ควรกล่าวเมื่อเข้ามัสยิดทุกแห่ง และไม่ได้เจาะจงเฉพาะมัสยิดหะรอมเท่านั้น
เมื่อเขาต้องการที่จะเริ่มทำการตอวาฟ เขาต้องหยุดการตัลบิยะฮ์ทันที และทำการอิฏฏิบาอ์ คือให้วางส่วนกลางของผ้าอิห์รอมไว้ใต้รักแร้ขวา และให้ปลายทั้งสองของผ้านั้นคลุมบนไหล่ซ้าย เมื่อเสร็จจากการตอวาฟแล้ว ก็ทำให้ผ้าอิห์รอมนั้นกลับสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนการตอวาฟ เนื่องจากการอิฏฏิบาอ์นั้นจะทำได้เฉพาะช่วงตอวาฟเท่านั้น
จากนั้นเขาก็ไปที่หินดำโดยแตะด้วยมือขวาและจูบมัน แต่หากเขาไม่สามารถจูบมันได้ ก็ให้สัมผัสมันด้วยมือแล้วจูบมือของเขา และหากเขาไม่สามารถสัมผัสมันด้วยมือของเขาได้ เขาก็สามารถสัมผัสมันด้วยสิ่งใดก็ได้ที่เขามี เช่น ไม้เท้าแล้วก็จูบสิ่งนั้นที่สัมผัสกับหินดำ และหากทำไม่ได้ ก็ให้เขาหันหน้าไปที่หินดำและทำการแบมือไปทางหินดำโดยไม่ต้องจูบมือ และที่ดีที่สุดคือไม่ทำให้เกิดการเบียดเสียดกัน ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และอาจได้รับอันตรายจากผู้อื่นได้
และขณะที่กำลังสัมผัสหินดำหรือให้สัญญาณด้วยการแบมือนั้น ให้กล่าวว่า: "อัลลอฮุอักบัร" ความว่า: (อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด)
จากนั้นให้เดินไปทางขวา โดยให้กะอ์บะฮ์อยู่ทางซ้ายของเขา และเมื่อเดินไปถึงมุมยะมานีย์ ก็ให้สัมผัสมัน โดยไม่ต้องจูบมัน แต่ถ้ามันเป็นการยากที่จะทำ ก็ไม่ควรเบียดเสียดผู้อื่น และไม่ต้องแบมือเป็นสัญลักษณ์ไปยังมุมนั้น
และเมื่ออยู่ระหว่างมุมยะมานีย์กับหินดำ ให้กล่าวว่า: "ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา หะซานะฮ์ วะฟิลอาคิเราะติ หะซานะฮ์ วะกินา อะซาบันนาร์ " ความว่า: (โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา ขอประทานสิ่งที่ดีให้แก่เราในโลกนี้ และความดีในปรโลก และโปรดปกป้องพวกเราจากการลงโทษแห่งไฟนรก)
และทุกครั้งที่เดินผ่านหินดำ ก็ให้แบมือเป็นสัญลักษณ์ไปทางหินดำพร้อมกับกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" ความว่า: (อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด)
และอื่นจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เขาสามารถที่จะอ่านสิ่งที่เขาต้องการได้ เช่น การซิกรุลลอฮ์ ขอดุอาอ์ และอ่านอัลกุรอาน
และตามซุนนะฮ์แล้วนั้นให้เดินเร็ว (รัมล์) ในช่วงสามรอบแรกเท่านั้น คำว่า "รัมล์" คือการเดินเร็วด้วยการก้าวสั้นๆ ส่วนในสี่รอบที่เหลือไม่มีการรัมล์ แต่ให้เดินตามปกติ
เมื่อเขาเสร็จสิ้นการตอวาฟแล้ว ให้เขาเดินทางไปหามะกอม อิบรอฮีม และกล่าวว่า: "วัตตะคิสู มิมมะกอมิ อิบรอฮีมา มุศ็อลลา" ความว่า: (และพวกเจ้าจงยึดเอาที่ยืนของอิบรอฮีม เป็นที่ละหมาดเถิด) จากนั้นละหมาดสองร็อกอะฮ์ด้านหลังมะกอม อิบรอฮีมถ้าเป็นไปได้ หากยากลำบาก ให้เขาละหมาด ณ ที่ใดก็ได้ในมัสยิด เขาจะอ่านในร็อกอะฮ์แรกหลังจากอัลฟาติหะฮ์: (ซูเราะห์อัล-กาฟิรูน) และอ่านในร็อกอะฮ์ที่สองหลังจากอัลฟาติหะฮ์: (ซูเราะห์อัล-อิคลาศ) (...และพวกเจ้าจงเอาที่ยืนของอิบรอฮีม เป็นที่ละหมาดเถิด...) (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 125) จากนั้นก็ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังมะกอมหากมีความสะดวก แต่ถ้าไม่มีความสะดวก ก็จงทำการละหมาด ณ ที่ใดก็ได้ในมัสยิด โดยอ่านในร็อกอะฮ์แรกหลังจากซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์: {قُلۡ يَٰٓأَيُّهَا ٱلۡكَٰفِرُونَ} ความหมาย "จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย" (ซูเราะฮ์ อัลกาฟิรูน : 1) และในร็อกอะฮ์ที่สองหลังจากซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ให้อ่าน: {قُلۡ هُوَ ٱللَّهُ أَحَدٌ} ความหมาย "จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ" (ซูเราะฮ์ อัลอิคลาศ : 1)
ประการที่หก: ขั้นตอนการสะแอ
เมื่อเขาเสร็จสิ้นจากการตอวาฟและการละหมาดสองร็อกอะฮ์แล้ว ให้เขาออกไปที่สะแอ และเมื่อเขาเข้าใกล้อัศ-เศาะฟา ให้เขาอ่าน: {...إِنَّ ٱلصَّفَا وَٱلۡمَرۡوَةَ مِن شَعَآئِرِ ٱللَّهِ} ความหมาย "แท้จริงภูเขาเศะฟา และภูเขามัรวะฮ์นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาเครื่องหมายของอัลลอฮ์..." หลังจากนั้นให้เขากล่าวว่า: «أَبْدَأُ بِمَا بَدَأَ اللهُ بِهِ» "ฉันขอเริ่มต้น ด้วยกับที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงเริ่มด้วยสิ่งนั้น" [6] [6] รายงานโดย มุสลิม (1218)
จากนั้นก็ให้ขึ้นไปยังภูเขาเศาะฟาจนกระทั่งเห็นกะอ์บะฮ์หรือทิศทางของกะอ์บะฮ์ ก็ให้หันหน้าไปทางกะอ์บะฮ์ พร้อมกับกล่าวคำเตาฮีดและกล่าวตักบีร โดยกล่าวว่า: لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ وَلَهُ الْحَمْدُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ، لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ، أَنْجَزَ وَعْدَهُ، وَنَصَرَ عَبْدَهُ، وَهَزَمَ الْأَحْزَابَ وَحْدَهُ»، ثُمَّ دَعَا بَيْنَ ذَلِكَ. قَالَ مِثْلَ هَذَا ثَلَاثَ مَرَّاتٍ ความหมาย "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจทั้งหมดเป็นของพระองค์ และการสรรเสริญทั้งมวลเป็นของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงทำให้สัญญาของพระองค์สำเร็จ ทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ และทรงปราบปรามฝ่ายศัตรูทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียว" จากนั้น ท่านจะวิงวอนขอดุอาอ์ระหว่างนั้น ท่านได้กล่าวเช่นนี้สามครั้ง [7] [7] รายงานโดย มุสลิม (1218)
จากนั้นจึงลงจากเศาะฟาสู่มัรวะฮ์ด้วยการเดินปกติ เมื่อถึงจุดไฟสีเขียวก็ให้วิ่งเหยาะๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อสิ้นสุดไฟสีเขียวก็ให้เดินปกติ และไม่อนุญาตวิ่งเหยาะๆ สำหรับผู้หญิง
เมื่อมาถึงมัรวะฮ์แล้ว ก็ให้ทำเหมือนอย่างที่เขาทำไว้ที่เศาะฟา (ย่อหน้าที่ 2)
จากนั้นก็ลงจากมัรวะฮ์สู่เศาะฟาด้วยการเดินปกติ เมื่อถึงจุดไฟสีเขียวก็ให้วิ่งเหยาะๆ อย่างรวดเร็ว และเมื่อสิ้นสุดไฟสีเขียว ก็ให้เดินปกติ
และให้ทำเช่นนั้นต่อไปจนครบ 7 เที่ยว โดยนับการเดินจากเศาะฟาไปมัรวะฮ์เป็น 1 เที่ยว และการเดินกลับจากมัรวะฮ์ไปยังเศาะฟาเป็น 1 เที่ยว
และระหว่างสะแอนั้น สามารถขอดุอาอ์ ซิกรุลลอฮ์ หรืออ่านอัลกุรอานได้ตามต้องการ
ประการที่เจ็ด: ลักษณะของการโกนผมและการตัดผม
เมื่อผู้ประกอบพิธีอุมเราะฮ์เสร็จสิ้นการเฏาะวาฟและสะแอแล้ว เขาต้องโกนหรือตัดผมให้สั้นลง หากเขาเป็นผู้ชาย และซุนนะฮ์ให้ทำการโกนหรือตัดให้สั้นนั้น ให้ทั่วทุกส่วนของศีรษะ
และการโกนดีกว่าการตัด ยกเว้นเมื่อเวลาการประกอบพิธีฮัจญ์ใกล้เข้ามาซึ่งผมอาจยาวไม่ทัน ในกรณีเช่นนี้ การตัดผมให้สั้นลงก็ดีกว่า
ในส่วนของผู้หญิงก็เพียงแค่ตัดปลายผมเพียงข้อนิ้วเดียวเท่านั้น
สำหรับผู้ที่อยู่ในอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ ไม่ว่าจะในรูปแบบอิฟรอดหรือกิรอน เขาไม่ควรตัดผมของเขา ยกเว้นในวันอีด หลังจากการขว้างเสาหินญะมะรอต อัล-อะเกาะบะฮ์
ดังนั้น ด้วยกับการปฏิบัติมาทั้งหมด ผู้ทำอุมเราะฮ์จึงได้เสร็จสิ้นจากอุมเราะฮ์ของเขาแล้ว และผู้ทำหัจญ์ตะมะตตุอ์ ก็เสร็จสิ้นจากอุมเราะฮ์ของเขาเช่นเดียวกัน
วิธีการประกอบพิธีฮัจญ์
ประการแรก: อิห์รอมสำหรับฮัจญ์
ซุนนะฮ์สำหรับผู้ที่ต้องการประกอบพิธีฮัจญ์ ให้เขาเข้าอิห์รอมในตอนเช้าของวันตัรวิยะฮ์ ซึ่งเป็นวันที่แปดของเดือนซุลฮิจญะฮ์ จากสถานที่ที่เขาต้องการประกอบพิธีฮัจญ์ หากเขาอยู่ในมักกะฮ์หรือที่ไม่ใช่มีกอต และเว้นแต่ผู้ที่ผ่านมีกอต ซึ่งเขาจะผ่านมันไป
เมื่อเขาจะครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ เขาก็ทำในสิ่งที่เขาทำเมื่อเขาครองอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮ์ ในการอาบน้ำ ฉีดน้ำหอม และละหมาด เขาตั้งใจที่จะครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ และกล่าวตัลบียะฮ์ ในพิธีฮัจญ์จะเหมือนกับตัลบียะฮ์ในอุมเราะฮ์ เว้นแต่เขาจะกล่าวที่นี่ว่า: (ลับบัยกาฮัจญัน) แทนที่จะกล่าว (ลับบัยกาอุมเราะตัน)
หากใครก็ตามที่ตั้งใจจะครองอิห์รอมแต่เกรงว่าจะมีบางสิ่งมาขัดขวางไม่ให้เขาประกอบพิธีได้สำเร็จ แนะนำให้เขาตั้งเงื่อนไข ขณะที่ตั้งเจตนาครองอิห์รอม โดยกล่าวว่า:"ลับบัยกัลลาฮุมมะ อุมรอตัน วะ อิน ฮะบาสานี ฮะบิซุน ฟะมาหัลลี หัยษุ ฮะบัสตะนีย์" ความว่า: (โอ้ อัลลอฮ์! ข้าพระองค์ตอบรับการเรียกร้องของพระองค์ในการทำอุมเราะฮ์ หากข้าพระองค์ถูกขัดขวางด้วยสิ่งใด ดังนั้นสถานที่ตะหัลลุลของฉัน คือที่ซึ่งพระองค์ได้กักขังฉันเอาไว้) หากเขาตั้งเงื่อนไขดังกล่าว แล้วเกิดบางสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เขาประกอบพิธีอุมเราะฮ์ได้สำเร็จ เขาสามารถออกจากอิห์รอมได้โดยไม่มีความผิดใดๆ สำหรับเขา
จากนั้นให้กล่าว ตัลบียะฮ์ให้บ่อยๆ โดยกล่าวว่า: " ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยก์ ลับบัยกะลา ชะรีกะละกา ลับบัยก์ อินนัลหัมดา วันนิอ์มะตา ละกะวัลมุลกุ ลาชะรีกะลัก"[2] ความว่า: (ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ โอ้ อัลลอฮ์ ฉันตอบรับ ฉันตอบรับการเรียกของพระองค์ ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ แท้จริงมวลการสรรเสริญ ความโปรดปราน และอำนาจล้วนเป็นของพระองค์ ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์) ผู้ชายควรเปล่งเสียงของเขาออกมา และผู้หญิงก็ควรทำเช่นเดียวกัน ตราบใดที่เธอไม่อยู่ต่อหน้าผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอม ผู้ที่อยู่ในการครองอิห์รอมควรกล่าวตัลบียะฮ์บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปอีกสถานะหนึ่ง หรือเปลี่ยนจากเวลาหนึ่งไปอีกเวลาหนึ่ง เช่น เมื่อขึ้นที่สูงหรือลงไปยังที่ต่ำ หรือเมื่อเข้าสู่เวลากลางคืนหรือกลางวัน
การตัลบียะฮ์นั้นเป็นที่อนุญาตตั้งแต่มีการครองอิห์รอม จนกระทั่งเริ่มต้นด้วยการขว้างเสาหินญะมารอต อัล-อะเกาะบะฮ์ ในวันอีด
จำเป็นสำหรับมุห์ริม (ผู้ที่อยู่ในอิห์รอม) ต้องระมัดระวัง ด้วยการไม่ทำสิ่งต้องห้ามใดๆ ขณะอิห์รอมจนกว่าจะสิ้นสุดการอิห์รอมของเขา
***
ประการที่สอง: การค้างคืนที่มินา
จากนั้นสุนนะฮ์ให้เขาไปที่มีนาในวันที่แปด ให้เขาละหมาด ซุฮริ อัสริ มัฆริบ อิชาอ์ และซุบฮิ แบบย่อโดยไม่ต้องรวม เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ละหมาดย่อที่มีนา และไม่รวม
ประการที่สาม: วุกูฟที่อารอฟะฮ์และพักค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์
เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่ 9 ซึ่งเป็นวันอะรอฟะฮ์ เขาจะเดินออกจากมีนาไปยังอะรอฟะฮ์ และอยู่ที่มัสยิดนะมิเราะฮ์จนถึงหลังเที่ยงถ้าทำได้ ถ้าทำมิได้ ถือว่าไม่เป็นไร เพราะการลงไปที่มัสยิดนะมิเราะฮ์นั้นเป็นสุนนะฮ์ (ไม่ได้บังคับ)
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อย(หลังเที่ยงตรง) เขาจะละหมาดซุฮ์ริและอัศริ สองร็อกอะฮ์ สองร็อกอะฮ์ โดยเป็นการละหมาดรวมในเวลาซุฮริ ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ได้ปฏิบัติไว้
จากนั้น หลังจากการละหมาด ให้เขาทำการรำลึกถึงอัลลอฮ์ วิงวอน และให้สำรวมต่ออัลลอฮ์ และวิงวอนทุกสิ่งที่เขาปราถนา โดยยกมือขึ้นและหันหน้าไปทางกิบละฮ์
และคำวิงวอนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ที่ท่านกล่าวมากที่สุด ในสถานที่ที่ยิ่งใหญ่นี้คือ "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ วะห์ดะฮู ลาชะรีกะละฮ์ ละฮุลมุล วะละฮุลหัมด์ วะฮุวะ อะลา กุลลิชัยอิน เกาะดีร" ความว่า: (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีพันธมิตรใดๆ อำนาจการปกครองเป็นของพระองค์ และการสรรเสริญเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงสามารถทำทุกอย่างได้)
หากเขาเหนื่อยและต้องการพักผ่อนโดยพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของเขา หรืออ่านหนังสือที่มีประโยชน์ใดๆ ก็ตามที่เขาสามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความใจบุญของพระเจ้าและการประทานให้อย่างล้นเหลือของพระองค์ เพื่อให้หนักไปทางความหวังให้มากในวันนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี จากนั้นเขาก็กลับมาสำรวมต่ออัลลอฮ์และวิงวอนขอต่อพระองค์ต่อ และมีความกระตือรือร้นที่จะไขวขว้าเวลาสุดท้ายของวันนั้นด้วยการวิงวอนของดุอาอ์ เพราะการวิงวอนที่ดีที่สุดคือการวิงวอนในวันอะรอฟะฮ์
เมื่อดวงอาทิตย์ตกดินในวันอารอฟะฮ์ เขาก็เดินไปที่มุซดะลิฟะฮ์
เมื่อเขาไปถึงที่นั่น เขาจะละหมาดมัฆริบสามร็อกอะฮ์ และละหมาดอิชาอ์สองร็อกอะฮ์ โดยรวมกัน
หากเขากลัวว่าเขาจะไม่ไปถึงมุซดะลิฟะฮ์จนกว่าจะหลังเที่ยงคืน เขาก็ควรละหมาดก่อนที่จะถึงมุซดะลิฟะฮ์ และไม่อนุญาตให้เขาเลื่อนเวลาละหมาดไปจนถึงหลังเที่ยงคืน
เขาพักค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์ และเมื่อถึงเวลาฟัจร์ ก็ให้เขารีบละหมาดศุบฮ์ด้วยการอะซานและอิกอมะฮ์
จากนั้นเขาก็ไปที่ อัลมัชอะริลฮะรอม พร้อมกับกล่าวคำ ตะฮ์ลีล ตักบีร และให้เขาวิงวอนตามที่เขาชอบจนกว่าแสงอาทิตย์เริ่มออกมาก่อนที่ดวงอาทิตย์ หากเป็นเรื่องลำบากสำหรับเขาที่จะไปที่อัลมัชอะริลฮะรอม ก็เขาก็วิงวอนในที่เขาอยู่ก็ได้ ตามคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า : “ฉันยืนอยู่ที่นี่และมุซดะลิฟะฮ์ทั้งหมดคือที่ยืน” และการรำลึกถึงอัลลอฮ์ และการวิงวอน ให้หันหน้าไปยังกิบละฮ์ โดยยกมือขึ้น "ฉันหยุดอยู่ตรงนี้และผู้คนทั้งหลายก็หยุดอยู่ตรงนี้" [8] และสภาวะของการรำลึกและขอพรควรเกิดขึ้นในขณะที่หันหน้าไปทางกิบละฮ์และยกมือขึ้น [8] รายงานโดย อบูดาวูด (1936)
ประการที่สี่: การงานในวันอีด
หากเป็นเรื่องยากมาก เขาจะออกจากมุซดาลิฟะฮ์ - ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น - ไปยังมีนา และรีบไปที่วาดี มูฮัสซีร์
เมื่อเขาไปถึงมินา ให้เขาขว้างก้อนหินที่ญะมะรอต อัล-อะเกาะบะฮ์ ซึ่งเป็นเสาสุดท้ายถัดจากนครมักกะฮ์ โดยการขว้างกรวดเจ็ดก้อนเรียงกัน ทีละก้อน โดยแต่ละก้อนมีขนาดประมาณเมล็ดอินทผลัม โดยกล่าวคำว่า "อัลลอฮุอักบัร" พร้อมกับขว้างกรวดแต่ละก้อน
จากนั้นเขาก็เชือดสัตว์ ถ้าสะดวกพอ
จากนั้นให้เขาทำการโกนศีรษะหรือตัดผมให้สั้นลงหากเป็นผู้ชาย แต่การโกนนั้นดีกว่า ส่วนผู้หญิงก็ให้ทำการตัดปลายผมโดยไม่ต้องโกน
หากเขาขว้างเสาหินแล้ว และโกนผมแล้ว เขาได้ตะหัลลุลครั้งแรกแล้ว ซึ่งเป็นที่อนุญาตทุกสิ่งสำหรับเขา ยกเว้นผู้หญิง
จากนั้นเขาก็ลงไปยังมักกะฮ์และประกอบการเฏาะวาฟ อัล-อิฟาเฎาะฮ์ จากนั้นจึงสะแอด้วยสะแอของฮัจญ์ หากเขาทำตะมะตุอ์ หรือถ้าทำอิฟรอด หรือกิรอน และยังไม่ได้ทำสะแอหลังเฏาะวาฟกุดูม เขาอาจเลื่อนการเฏาะวาฟและสะแอไปจนถึงกลางคืนหรือวันที่สอง ตามความสะดวกสำหรับเขา
ประการที่ห้า: การงานในวันตัชรีก
ดังนั้น เมื่อเขาได้ทำการขว้างเสาหิน โกนผม เฏาะวาฟ และสะแอแล้วแท้จริงเขาได้ตะฮัลลุลทั้งหมด และทุกสิ่งก็เป็นที่อนุญาตสำหรับเขา แม้แต่ผู้หญิง
เขากลับมายังมินาและค้างคืนที่นั่นในวันที่สิบเอ็ด สิบสอง และสิบสามหากเขาต้องการล่าช้าออกไป (ไม่รีบ)
และให้เขาขว้างเสาหินญะมะรอตทั้งสาม หลังจากดวงอาทิตย์คล้อยหลังเที่ยงไปแล้ว
ในวันที่สิบเอ็ด เขาได้ขว้างเวาหินญะมะรอตแรก ซึ่งเป็น ญะมะรอตที่ไกลที่สุดจากนครมักกะฮ์ และอยู่ใกล้มัสยิดอัล-ค็อยฟ มากที่สุด โดยมีก้อนกรวดเจ็ดก้อนขว้างติดต่อกัน และกล่าวคำว่า อัลลอฮุอักบัร พร้อมกับขว้างกรวดแต่ละก้อน จากนั้นเขาก็ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยและกล่าววิงวอนยาวตามที่เขาชอบ หากการยืนและการวิงวอนนั้นยากสำหรับเขา เขาจะวิงวอนสิ่งที่ง่ายสำหรับเขา แม้ว่าจะเล็กน้อยก็ตาม เพื่อที่จะบรรลุผลซุนนะฮ์ในส่วนนี้
จากนั้นเขาก็ขว้างหินญะมะรอตอัลวุสตอ และวิงวอนหลังจากนั้น
จากนั้นเขาก็ขว้างเสาหินญะมะรอต อัล-อะเกาะบะฮ์ หลังจากนั้นให้เขาเดินจากไปและไม่ต้องวิงวอนหลังจากนั้น
แล้วเขาก็ขว้างเสาหินญะมะรอตทั้งหมด (ทั้งสามญะมารอต) ในวันที่สิบสองเหมือนกับวันที่สิบเอ็ด เมื่อเขาขว้างเสาหินเสร็จแล้ว เขาสามารถออกจากมินาได้หากเขาต้องการ (รีบ)
หากประสงค์ก็พักค้างคืนในคืนวันที่ 13 และเอาหินขว้างเสาหินทั้งสามเสาหลังเที่ยง ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ให้เขาอยู่จนถึงวันที่ 13 จะดีกว่า
ไม่จำเป็นต้องเลื่อนไปจนถึงวันที่สิบสาม เว้นแต่ดวงอาทิตย์จะตกในวันที่สิบสองซึ่งเขายังอยู่ในมีนา ดังนั้นจำเป็นที่เขาจะต้องล่าช้าไปจนถึงวันที่ 13 และทำการขว้างเสาหินทั้งสามต้นหลังเที่ยงของวันที่ 13
แต่ถ้าดวงอาทิตย์ตกขณะที่เขาอยู่ที่มีนาในวันที่สิบสองโดยที่เขาไม่ได้เลือก เช่น เขาได้ออกจากมินาและขี่รถไปแต่ความล่าช้าเพราะการจราจรติดขัด ฯลฯ ทำให้เขาไม่ทันออกจากมินา เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ที่มินา เพราะการล่าช้าของเขาที่ออกจากมินานั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความต้องการของตัวเขาเอง
ประการที่หก: การเฏาะวาฟอำลา
หากเขาต้องการจะออกจากนครมักกะฮ์ไปยังประเทศของเขา เขาจะไม่ออกไปจนกว่าเขาจะทำการเฏาะวาฟอำลา
ยกเว้นสตรีมีประจำเดือนและสตรีหลังคลอดบุตร ไม่จำเป็นต้องเฏาะวาฟอำลา และไม่จำเป็นต้องไปยืนกล่าวคำอำลาที่ประตูมัสยิดอัล-หะรอม เนื่องจากไม่มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม
และให้เขาทำการเฏาะวาฟอำลาเป็นการอิบาดะฮ์สุดท้ายก่อนออกเดินทาง
ถ้าเขาอยู่หลังจากทำการอำลาแล้ว เพื่อรอเพื่อนฝูง โหลดกระเป๋า หรือซื้อของระหว่างทาง ก็ไม่ถือเป็นความผิดเขา และเขาไม่ควรเฏาะวาฟซ้ำ เว้นแต่เขาจะตั้งใจจะเลื่อนการเดินทางออกไป เช่น ถ้าเขาต้องการจะเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่และทำการเฏาะวาฟอำลา แล้วเลื่อนการเดินทางออกไปจนสิ้นวัน เป็นต้น เขาก็ต้องเฏาะวาฟรอบกะอ์บะฮ์ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้การตอวาฟนั้นเป็นอิบาดะฮ์สุดท้ายสำหรับเขา
***